Undisclosure Series - ขึ้นเล่มสอง

  • 100% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 7,773 Views

  • 240 Comments

  • 288 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    222

    Overall
    7,773

ตอนที่ 46 : บทนำเล่ม 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 133
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    23 มี.ค. 62

ผู้โดยสารวัยกลางคนกำลังนั่งหันศีรษะไปทางหน้าต่าง มือข้างขวาเกาะขอบกระจกเคาะนิ้วเป็นจังหวะถี่ ๆ ทัศนียภาพด้านนอกชวนให้มองเพราะท้องฟ้าใสกระจ่าง เห็นเมฆบางเป็นริ้ว เขายังคงเคาะกระจกอยู่อย่างนั้นเหมือนไม่รู้ตัวจนข้างหน้าถอนหายใจเสียงดัง “ขอโทษครับ” แม๊กซิมอนจึงวางมือบนลงตัก

ยานโดยสารเริ่มลดระดับลงเรื่อย ๆ จนเห็นท้องทะเลสีน้ำเงินระยิบระยับ แววตาเด็กคนนั้นปรากฏขึ้นในหัว “หนูขอร้อง” เขาจับแผ่นแท็บเล็ตที่อยู่ในอกแน่น ไม่รู้ตัวอีกเช่นกัน จากเมฆขาวและท้องฟ้าสีคราม หมอกเริ่มลุกลามจนบดบังวิวข้างนอก ร่างกายขยับตามแรงสั่นไหวอยู่สักครู่ เขารู้แล้วว่าเพิ่งผ่านเกราะคุ้มกันชั้นแรก เมื่อลืมตาอีกครั้งจึงเห็นเงาที่มีลักษณะละม้ายคล้ายกับต้นไม้ในเมืองคนยักษ์ มันแผ่กิ่งก้านสาขาโอฬารไม่มีสิ้นสุด ยามหมอกจางลง จึงเห็นว่าแนวกิ่งก้านโยงใยคือตึกรามบ้านช่องที่เชื่อมต่อกันบ้าง ขึ้นสูงขึ้นไปบ้าง ยังมีท่อระโยงระยางสำหรับช่องโดยสารภายใน ตัวยานปรับระดับให้อยู่บนเส้นทางหมายเลขหนึ่งศูนย์ เส้นทางสำหรับยานสาธารณะขนส่ง

ตัวยานจอดเทียบท่าเป็นที่เรียบร้อย แม๊กซิมอนหยิบกระเป๋าเดินทางใบเล็กแล้วลุกออกจากที่นั่ง คนไม่เยอะมากนัก เพราะยานนี้ลำเลียงเจ้าหน้าที่ในทอยซิตี้กลับมายังไลบราเรีย บ้านของพวกเขา

ยานที่แม๊กซิมอนเพิ่งลงมามีขนาดจุผู้โดยสารได้สามสิบที่ รูปร่างเหมือนขบวนรถไฟขนาดหนึ่งตู้มีกระจกเป็นล้อมรอบยาน ตัวผนังชั้นนอกทำจากใช้เหล็กที่ผ่านกระบวนการรีไซเคิลและแปรรูปจนมีลักษณะใหม่เอี่ยมปราศจากล้อ มันเคลื่อนที่ด้วยพลังโซล่าและพลังงานไฟฟ้าแต่ความเร็วถูกจำกัดตามกฎยานขนส่งสาธารณะ เขารู้จักที่มาของมันดี เพราะเคยอยู่ร่วมงานเปิดตัวนวัตกรรมลดขยะและส่งเสริมสิ่งแวดล้อมเมื่อสามสิบปีก่อน

“พ่อ”

เด็กชายวัยหกขวบผมสีบลอนด์ทองยาวประบ่าร้องเสียงลั่น เขายิ้มเมื่อเห็นลูกชาย พอย่อตัวนั่งลงแล้วอ้าแขน เจ้าตัวเล็กวิ่งจ้ำอ้าวพุ่งมาราวกับจรวดทั้งที่ขาสั้นป้อม

“พ่อกลับมาแล้ว” เขากอดแอสตรอน บุตรชาย  ก่อนจะอุ้มขึ้นด้วยมือทั้งสองข้าง

“ผมคิดถึงพ่อ” เจ้าเด็กน้อยโอบรอบคอออดอ้อน

“แหม พ่อไปแค่สี่วันเอง”

ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ทุกคนที่จะมีเวลาทำงานแบบเขา พวกทหารอยู่เป็นเดือนเป็นปี เขาเป็นหมอ ได้เวลาทำงานในนั้นสี่วันหลังจากนั้นต้องกลับมาส่งรายงาน โชคดีมีเวลาสามวันอยู่กับครอบครัว

แกลิสยืนรออยู่ เธอกอดอกพิงประตูรถยนต์สำหรับสี่คน ผมสีแดงอมชมพูปลิวไสวตามแรงลม ใบหน้าสดใสแช่มชื่นเมื่อเห็นเขากลับมา หญิงสาวมีพลังบางอย่างที่ทำให้เขากระชุ่มกระชวยขึ้น อาจเป็นเพราะเธออ่อนกว่าเขาถึงยี่สิบห้าปี แม๊กซิมอนอายุเจ็ดสิบแล้ว อีกนิดจะเรียกได้ว่าเป็นผู้สูงอายุ แต่ถ้าหากนับตามเกณฑ์แล้วละก็ เขาถือว่าเขายังหนุ่มอยู่ก็แล้วกัน ถึงแม้ผมสีบลอนด์แบบที่แกสตรอนมีจะกลายเป็นสีเทาหมดแล้วก็ตาม

“เหมือนเดิมใช่ไหมคะ สถานวิจัยชั้นหนึ่งร้อยเก้าสิบสอง”

เขาส่ายหน้า “ผมต้องเข้าพบท่าน อาจใช้เวลานาน ความจริงผมบอกแล้วว่าไม่ต้องมารับ” จากนั้นวางแอสตรอนลงบนเบาะหลัง พอได้ก้นแตะที่นั่งนุ่ม เจ้าหนุ่มน้อยเอนตัวลงนอนทันที

แกลิสเหลือบมองบุตรชายด้วยสายตาเอ็นดู “ไม่เป็นไรค่ะ เอาเป็นว่าคุณเสร็จแล้วเรียกฉันก็แล้วกัน เดี๋ยวฉันพาแอสตรอนไปเล่นในสวนสาธารณะกับพวกเด็กคนอื่นแล้วค่อยกลับไปรับคุณ แกอยากกินข้าวข้างนอกค่ะ ฉันขี้เกียจไป ๆ กลับ ๆ ร้านโปรดของเขาก็อยู่ใกล้ตึกวิจัย”

เขาพยักหน้า “ดีเลย เอาตามนั้นก็ได้”

เธอยิ้มแล้วอ้อมไปขึ้นฝั่งคนขับ

พอเข้าไปในรถ แกลิสไม่ลืมที่จะถาม “กินอะไรมาบ้างแล้วยังคะ” แล้วพยักพเยิดไปทางที่วางแก้ว เขาเห็นแซนด์วิชก็คว้าเข้าปากเป็นคำตอบ “ไม่ดีเลยนะ คุณชอบละเลยของแบบนี้ เป็นหมอเสียเปล่า สุขภาพจะแย่เอา”

บางครั้งเธอก็เหมือนแม่เขามากกว่า แม๊กซิมอนหัวเราะในลำคอแล้วกดปุ่มเปิดลิ้นชัก ระหว่างนั้นแกลิสลดระดับรถลงเพื่อให้เข้าไปยังเส้นทางสำหรับรถส่วนตัว ก่อนจะเหยียบคันเร่งลอยออกไป เขาวางแท็บเล็ตลงเพื่อชาร์ต ใช้เวลาไม่กี่นาทีแบตเต็ม เขากดปุ่มเพื่อปิดลิ้นชัก

สายตาของแม๊กซิมอนชำเลืองมองแอสตรอนที่นอนกลิ้ง ๆ ไปมาแล้วหัวเราะอยู่คนเดียว ลูกชายคนเล่นจินตนาการของเขา แกลิสเปลี่ยนเกียร์อีกครั้งเพื่อลอยขึ้นไปยังเส้นทางระดับยี่สิบจากนั้นเลี้ยวขวา เธอเป็นคนขับใจร้อนและเพราะที่หมายไม่ได้ไกลจากสถานีรับส่งผู้โดยสารขาเข้า พวกเขาจึงใช้เวลาสิบนาทีเท่านั้น แกลิสจอดรถลงบนลานจอดของชั้นชั้นร้อยแปดสิบซึ่งเป็นชั้นสำหรับจอดเพื่อมาทำกิจธุระระหว่างชั้นร้อยแปดสิบถึงสองร้อย เขาหอมแก้มเธอแล้วขยี้หัวแอสตรอนที่โบกมืออย่างเหงาหงอย

“เจอกันตอนเย็นนะคะ แม๊กซ์”

เขาทำท่าตะเบ๊ะตอบรับแล้วเดินตรงไปที่ประตูแล้ววางฝ่ามือลงเพื่อสแกน “แม๊กซิมอน ทรอย” แสงสีเขียวและโปรไฟล์ปรากฏบนหน้าจอเป็นอันว่าผ่าน

ถึงแม้บริเวณนี้ไม่ได้อยู่ใกล้กับส่วนวิจัยและห้องทดลอง แต่ความทรงจำปลุกประสาทสัมผัสของแม๊กซิมอนให้ทำงานดีเกินไป เขาลองนึกภาพตัวเองในอีกมิติหนึ่ง ถ้าหากโครงการรีเซอร์เร็กชั่นไม่ถูกล้มเลิก...ไม่สิ ถ้าหากเขาไม่ได้ข้องเกี่ยวกับมัน ท่าทางยามเท้าย่างเดินคงเป็นไปอีกทาง แม๊กซิมอนอาจไม่ใช่แค่ หมอทรอย แต่เป็น ท่าน

เขาเห็นกลุ่มนักวิจัยระดับสูงอยู่ไกล ๆ พอเห็นดังนั้นจึงหยุดฝีเท้าแล้วทำทีเป็นอ่านดูนาฬิกาและหยิบแท็บเล็ตขึ้นมาอ่านรอจนพวกเขาเข้าไปหมด แม๊กซิมอนเดินไปยังประชาสัมพันธ์ชั้นแล้วพูดใส่ไมค์ว่า “แม๊กซิมอน ทรอย ขออนุญาตเข้าพบท่านซีโนฮอฟ เอไลโต”

เขานับหนึ่งถึงสิบ เลขาร่างเล็กนามลูซินด้าก้าวขาฉับ ๆ ด้วยส้นสูงเข็มที่เขาไม่เคยเข้าใจเลยว่าผู้หญิงใส่มันเดินได้อย่างคล่องแคล่วได้อย่างไร

 “ทรอย”

ลูซินด้ามักปล่อยผมสีบลอนด์ทองเหยียดตรงอยู่เสมอ “ส่งเอกมอบไฟล์แล้วรอในห้องรับรองก่อน วันนี้มีประชุม ท่านก็ต้องฟัง”

“ครับ ผมทราบ” เขาว่า หล่อนผายมือเชิญ แม๊กซิมอนได้แต่เดินตามเธอไปยังประตูห้องที่กลุ่มนักวิจัยพวกนั้นเข้าไป ลูซินด้าใช้ดวงตาโตของหล่อนในการสื่อสาร เธอมองไปทางพอร์ตยูเอสบี เขารู้งานจึงกดปุ่มนาฬิกาข้อมือ มันยื่นเป็นส่วนต่อแล้วเสียเข้าไป พอถ่ายโอนข้อมูลเสร็จสิ้น เธอก็พยักหน้าแล้วก้าวขาออกทันที สุดท้าย เขาถูกพามานั่งรอในห้องสี่เหลี่ยมโล่ง ๆ พร้อมน้ำแร่แก้วหนึ่ง “แล้วฉันจะเรียก” เธอกล่าวแล้วสะบัดตัวออกไป

ตำแหน่งของเขาก็มีแค่ดูแลสุขภาพประชากรและทำรายงานส่งให้ทุกอาทิตย์เท่านั้น เขาจำต้องนั่งรออีกหลายชั่วโมงจนกว่าการประชุมเสร็จสิ้น

แต่ไม่ถึงห้านาทีเขาสะดุ้งตัวลุกเมื่อประตูเปิด เพราะนึกว่าลูซินด้าลืมสั่งอะไรไว้ แต่เปล่าเลย คนที่เข้ามาคือเจ้าหนุ่มวัยสี่สิบกว่าเท่ากับแกลิส และเพราะเขาเป็นน้องชายของเธอ หน้าตาจึงคล้ายกัน กลี

“แกลิสบอกผมแล้ว แล้วก็จำเงาพี่เขยได้นะครับ แม้จะทำทีแอบอยู่ก็เถอะ” ในขณะที่แกลิสทำผมสีแดงอมชมพู น้องชายของเธอตัดผมสั้นเกรียน ถ้าหากไม่ใช่เพราะเครื่องแบบนักวิจัยที่สวมอยู่ คนอื่นอาจนึกว่ากลีเป็นพวกศิลปินหรืออะไรทำนองนั้น เพราะเขาเจาะระเบิดหูข้างซ้าย แถมยังสักลายไว้ตามแขนอีก และเพราะกลีเคยเป็นรุ่นน้องร่วมทีมวิจัยสมัยที่แม๊กซิมอนยังมีชื่อ เขาย่อมรู้ว่าแม๊กซิมอนอยากได้มีส่วนร่วมกับการประชุมมากแค่ไหน เพราะมันเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เขาหลงใหลมาตลอดทั้งชีวิต...เอชโอวัน

“เอานี่

เขาโยนสิ่งที่มีลักษณะเหมือนเพชรเล็ก ๆ สองเม็ดมาให้ “ใส่หูแล้วอย่าให้จับได้” ว่าแล้วก็ปิดประตูออกไป แม๊กซิมอนยัดเข้าไปในหูทันที แต่ได้ยินเสียงคนขยับ คงเป็นเสียงกลีเดินกลับไปอยู่ “รู้ดีจริง ๆ” เขาพึมพำกับตัวเอง

พอกลีกลับเข้าไปนั่งที่ตัวเองในนั้นแล้ว แม๊กซิมอนจึงได้ยินเสียงข้างใน พวกเขาเริ่มประชุมไปสักพักแล้ว “...เราไม่ได้พูดถึงสิ่งที่ทำให้คนกลุ่มนี้มีพลังพิเศษเหนือมนุษย์ทั่วไป แต่เรากำลังพูดถึงการส่งผ่านรูปแบบความสามารถ...(แม๊กซิมอนกดหูฟังให้แน่นขึ้น)...ครับ นี่คือซีน่า ฮาร์ท...ฝาแฝดของซีโน่”

คนดักฟันกลืนน้ำลาย เคสฝาแฝดตระกูลฮาร์ทมีมาก่อนที่เขาจะได้ทำงาน หรืออาจเรียกได้ว่าก่อนเขาเกิดด้วยซ้ำ แต่ชื่อสองคนนี้ย่อมเป็นที่คุ้นหูดี “...ส่วนเด็กผู้หญิงคนนี้คือ มอลลี่ สตีเว่น และชายหนุ่มคนนี้คือ เบนจามิน โรซิเย่” แม๊กซิมอนกอดอก ไม่รู้จักสองคนหลัง “มอลลี่มีลักษณะความสามารถที่คล้ายกับซีน่า นั่นคือการควบคุมสิ่งของด้วยจิต แต่กรณีมอลลี่ยังไม่ชัดเจนนัก เพราะเธอเสียชีวิตก่อนที่จะคุมพลังได้ตัวเองได้ จากสำนวนคดีของตำรวจในปี 2982 มอลลี่ สตีเว่นขัดขืนเจ้าพนักงานจนถูกวิสามัญในวัยเพียงสิบหกปี หลังจากนั้นในอีกสามสิบปีต่อมา เราพบว่าเบนจามิน โรซิเย่มีความสามารถที่คล้ายคลึงกับทั้งมอลลี่และซีน่า ความสามารถของเบนจามินนั้นประจักษ์ชัดเจนยิ่งกว่าใคร เขาสามารถควบคุมมันได้อย่างดีเยี่ยม เหนือกว่าซีน่าอีกด้วยซ้ำ เพราะเขาตระหนักได้ถึงมันตั้งแต่เด็ก ในขณะที่ซีน่าเริ่มใช้พลังได้เมื่อเข้าอายุยี่สิบ เบนจามินถูกจัดอยู่ในกลุ่มเอส แต่น่าเสียดาย...”

มีเสียงผู้หญิงแทรกขึ้นมา “เกิดอะไรขึ้นกับเขาคะ”

“เขาไม่ผ่านด่านทดลองก่อนเข้าไปยังทอยซิตี้...พวกเราคิดว่าเขาเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่จะผ่าน แต่...”

ผู้หญิงคนเดิมแทรกขึ้นมา “นี่คือสิ่งที่ฉันพยายามเสนอกับทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง ด่านทดสอบพวกนั้นโหดร้ายเกินไป แล้วยิ่งส่วนใหญ่กลุ่มทดลองเป็นเยาวชน ฉันรับไม่ได้จริง ๆ และที่สำคัญ ฉันคิดว่าด่านพวกนั้นทำให้พวกเราสูญเสียทรัพยากรเกิน...”

แม๊กซิมอนพยักหน้า น้ำตาเอ่อล้นคลอเบ้า การกระตุ้นให้เด็กแสดงพลังนั้นมีหลายวิธี เขาไม่เคยเห็นด้วยกับด่านทดสอบที่มีอยู่ในปัจจุบันเช่นเดียวกับเธอที่ท้วงขึ้นมา แต่การสร้างด่านทดสอบนั้นผ่านความเห็นชอบจากหลายฝ่าย รวมทั้ง...ฝ่ายทหาร

“ผมขอให้เราพูดตรงประเด็นดีกว่าไหม”

“...ขออภัยค่ะ”

“แม้รูปแบบความสามารถคล้ายกัน แต่ขั้นตอนตระหนักรู้นี่สิ ไม่เหมือนกัน อย่างที่ผมกล่าว ซีน่าเริ่มตระหนักถึงความสามารถเมื่อเธอเข้าร่วมกลุ่มกับแก๊งอาชญากรของพี่ชาย ซึ่งอยู่ในช่วงอายุยี่สิบปี ส่วนมอลลี่ เกิดจากอุบัติเหตุที่เธอเกือบถูกรถชน ส่วนเบนจามินรับรู้ความสามารถของตัวเองได้ตั้งแต่จำความได้ สิ่งที่เราทราบแน่ชัดคือ พลังนั้นอยู่กับตัวมาตั้งแต่เกิด แต่จะแสดงออกเมื่อไรนั้น ขึ้นอยู่กับเจ้าตัว แต่สิ่งที่เรากำลังสงสัยคือระบบการคัดสรรผู้มีความสามารถ ไม่ใช่มีพลัง แต่ยังมีส่วนที่เรียกว่า การส่งผ่านความสามารถ ข้อสันนิษฐานคือ หากเจ้าของรูปแบบความสามารถเสียชีวิต จะมีผู้สืบทอดคนใหม่มาแทนที่”

เสียงฮือฮาข้างในแตกหึ่ง ๆ ราวกับมีรวงผึ้งนับสิบรวง

“แต่ว่า ยังมีแค่กรณีเดียวมิใช่หรือ”

“ใช่ แต่เป็นกรณีเดียวที่เกิดขึ้นซ้ำถึงสองครั้ง”

คราวนี้เป็นเสียงของกลี “แล้วการส่งผ่านมีรูปแบบอย่างไรครับ สุ่ม หรือมีข้อคัดสรร”

“ถ้าดูจากคุณสมบัติของซีน่า มอลลี่ และเบนจามิน พวกเราสรุปว่าเป็นแบบสุ่ม”

แม๊กซิมอนไม่ได้จดโน้ตแต่อย่างใด เขายังคงตั้งใจฟังอยู่ในท่าเดิม เรื่องใหม่เกี่ยวกับเอชโอวันในวันนี้คือการส่งผ่านความสามารถ แต่ยังไม่มีหัวข้อไหนที่เป็นเรื่องใหม่เพิ่มเติม

“สาเหตุการได้มายังไม่มีหลักฐานแน่ชัด ยังมีเรื่องการส่งผ่านอีกหรือ”

“มันอาจเป็นเรื่องเดียวกันก็ได้ การส่งผ่านจากอีกคนสู่อีกคน มันคือการได้มาของจุดปลายทาง อย่างน้อย พวกเราแน่ใจว่า หากพ่อแม่มีความสามารถ จะให้กำเนิดลูกที่มีความสามารถเมื่อกัน นี่คือการได้มาแบบตายตัว”

“ไม่ได้” กลีแย้ง “เคสนั้นเป็นเคสพิเศษ เราเรียกว่าสืบทอดไม่ได้”

แม๊กซิมอนรู้ดีว่าพวกเขาพูดถึงอะไร โครงการรีเซอร์เร็กชั่น

“เราจะไม่พูดถึงโครงการบ้า ๆ นั่นอีก”

เขาถอดหูฟังออกเผื่อมีใครเอ่ยชื่อ แม๊กซิมอน และ ไมร่า ทรอย อย่างน้อยคำก่นด่าสาปแช่งจะไม่ไปถึงหูเขา ในวัยที่ยังหนุ่มและหมกมุ่นอยู่กับเอชโอวัน ศีลธรรมพ่ายแพ้ให้กับความกระหายรู้ แม้แต่ตัวเองยังไม่รู้ว่าตอนนั้นผีบ้าอะไรเข้าสิง แต่อย่างน้อยเขายังได้รับโอกาสที่สอง ไม่เหมือนกับไมร่า

“หนูขอร้อง” ไม่ใช่เธอคนเดียวที่เคยเอ่ยคำนี้จากฉัน แต่ครั้งนี้ เขาฟัง อย่างน้อย เพื่อไถ่บาป แม้ไม่อาจชำระได้หมด แต่อย่างน้อยเขายังได้ทำ

แม๊กซิมอนไม่สนใจฟังการประชุมต่อ หากหัวข้อประชุมจบลง พวกเขาจะสรุปรายชื่อกลุ่มต้องสงสัยที่เปลี่ยนสถานะเป็นกลุ่มเสี่ยง ซึ่งยังไม่มีสักคน ห้ารายชื่อล่าสุดที่เขาได้ยินว่ามีการเปลี่ยนสถานะล้วนอยู่ในด่านทดลองและออกมาได้ นั่นคือ ฟีบี้ มาร์โก้ อาคุสะ อาโน่ โคดี้ เฮซ เรมี วิเชียส และ เบ็กกี้ ควินน์ กลุ่มนี้อยู่ในรายงานของฟรอนแซล เคียนโต้ ยายโหดผู้คอยฝึกเด็กพวกนั้น

แม๊กซิมอนรออีกหนึ่งชั่วโมง ลูซินด้าจึงพาเขาไปเข้าพบซีโนฮอฟ เอไลโต ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแห่งนี้ แล้วยังเป็นหนึ่งในสภาปกครองอันประกอบไปด้วยสมาชิกผู้เรืองปัญญาจากหลายสาขา การทหาร กฎหมาย วิศวกรรม นวัตกรรม อวกาศ ภาษาศาสตร์ และอื่น ๆ แม้ซีโนฮอฟเป็นหัวหน้าใหญ่ในกลุ่มสาขาแพทยศาสตร์ แต่เนื่องจากเคสเอชโอวันและทอยซิตี้เป็นเคสพิเศษ มันข้องเกี่ยวกับกลุ่มอื่นด้วย หน่วยงานที่ทำงานขึ้นกับเคสนี้จึงอยู่ใต้ซีโนฮอฟเช่นกัน

ชั้นผู้บริหารอยู่สูงขึ้นไปอีก และกว่าจะผ่านเข้าแผนกยังต้องสแกนม่านตาผ่านระบบรักษาความปลอดภัย ทว่าเมื่อเข้ามายังห้องทำงานของซีโนฮอฟ กลับพบเพียงร่างโฮโลแกรม นั่นหมายความว่าเขาไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่ใช้วิธีเข้าประชุมผ่านการสื่อสารทางไกล

โฮโลแกรมซีโนฮอฟยืนอยู่หลังโต๊ะทำงาน พอเขาหันมาเห็นแม๊กซิมอนจึงผายมือให้นั่ง ลูซินด้านั่งลงบนโซฟาข้าง ๆ ในมือถือแท็บเล็ตพร้อมจดรายละเอียด

“ลูบอกว่าคุณมีเรื่องสำคัญที่ต้องพบผมโดยเฉพาะ”

“ครับ” แม๊กซิมอนกล่าว ซีโนฮอฟมีนัยน์ตาเรียวคมและแทบจะชิดกลืนไปกับคิ้ว ใบหน้าจึงเหมือนครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา หากนับตามอายุ แม๊กซิมอนแก่กว่าเพียงยี่สิบปี แต่ลักษณะทางกายภาพของซีโนออฟอ่อนเยาว์กว่า ที่น่าแปลกคือเขาดูหนุ่มกว่าแกลิส แต่ระดับพวกเอไลโตนั้นแล้ว คงใช้สารบำรุงร่างกายอัดฉีดเข้าไปในร่างกาย  

“เรื่องที่ว่าคือ...?”

แม๊กซิมอนหยิบเข็มฉีดยาขนาดเท่าปากกาด้ามเรียวออกมาวางไว้บนโต๊ะ ลูซินด้านาบฝ่ามือลงกับมันก่อนจะส่งข้อมูลภาพให้กับเจ้านาย เมื่อนั้นจึงปรากฏโฮโลแกรมเข็มฉีดยาดังกล่าวในมือซีโนฮอฟ เขาพิจารณาเพียงเสี้ยววินาทีก็พูดออกมาทันที “อะวิซีอีเอ็กซ์โอโอเซเว่น” เขาหันมาสบตากับแม๊กซิมอน “คุณได้มันมาได้ไง”

ผู้น้อยกลืนน้ำลาย “มีคนลักลอบนำไปใช้ในทอยซิตี้ ผมคิดว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของพวกเราเอง เด็กผู้หญิงที่เป็นกลุ่มต้องสงสัยได้รับยานี้ เธอนำมาให้ผม”

ซีโนฮอฟขยายภาพดู “ยังมียาอยู่เกือบเต็ม”

“ครับ เธอถูกฉีดไปนิดเดียว แต่...” เขานึกขึ้นได้ว่าตัวเองหลุดพูดในสิ่งที่ไม่สมควรออกไป แม๊กซิมอน ทรอยไม่ควรทราบว่านี่คือยาอะไรมิใช่หรือ

ชายตรงหน้าทำเสียงหัวเราะผ่านรูจมูก “แรงกระหายของคุณมันรุนแรงจริง ๆ แล้วมันยังนำคุณไปสู่จุดจบทางอาชีพด้วย ผมรู้ว่ากลีคอยอัปเดตข้อมูลเหล่านี้ให้คุณเสมอ แต่ไม่นึกว่ายังมีเรื่องยานี้ด้วย”

“ไม่เกี่ยวกับ...”

ซีโนฮอฟยกมือห้าม “เอาน่า การที่ผมปล่อยไปแสดงว่าผมรู้ว่ามันแค่นั้น เชื่อเถอะ ถ้าพวกเราไม่ชื่นชมมันสมองของคุณ ทรอย คุณคงไม่ยืนอยู่ตรงนี้ ถึงแม้คุณจะทำผิด แต่ความรู้ที่คุณทิ้งไว้ใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์เลย และอีกอย่าง...ผมยังเคารพรุ่นพี่อย่างคุณ" เขาชูภาพเข็มฉีดยาในมือ “ผมไม่สนว่าคุณรู้จักมันไหม แต่ผมอยากรู้ว่ามันไปอยู่ในทอยซิตี้ได้อย่างไร”

 แม๊กซิมอนชูมือข้างซ้ายแล้วนาบมือขวาไว้ที่อก “ผมขอรับรองด้วยความสัตย์ว่าที่ผมพูดเป็นความจริง มีคนบางกลุ่มกำลังทำการณ์บางอย่างในทอยซิตี้ โดยใช้ประชากรในนั้นตั้งเป็นแก๊งโจรคอยลักพาตัวคน ส่วนใหญ่พวกเขาจะลักพาเด็กอายุน้อย ตั้งแต่สิบสองปีจนถึงสิบห้าปี และส่วนใหญ่ที่หายไปเป็นกลุ่มต้องสงสัยมากกว่ากลุ่มเสี่ยง เด็กคนนี้เป็นหนึ่งในกลุ่มที่รอดออกมา พวกเธอยังไม่ได้ถูกพาไปถึงที่หมาย แต่รอดออกมาก่อน รายละเอียดนอกจากนั้น เกินขอบเขตอำนาจของผมที่จะเข้าถึง”

ซีโนฮอฟพยักหน้า “มีคนอื่นอีกไหมที่โดนยานี้”

“ครับ เธอตายก่อนมาถึงมือผม เห็นว่าฆ่าตัวตาย”

“ไม่แปลก แสดงว่าได้รับทั้งเข็ม”

“เด็กคนนั้นเล่าว่า มีบางคนถูกจับไปก่อนแล้วถูกคุมขังไว้ ใช่ครับ อีกคนได้รับทั้งเข็มและคงทรมานกับมันจนรับไม่ไหว”

“เด็กที่มีชีวิตอยู่ชื่ออะไร”

“อเล็กซิส เดวิส”

เขาหันไปทางลูซินดา เธอค้นข้อมูลทันที และเหมือนเดิม ส่งให้ซีโนฮอฟ แม๊กซิมอนทราบโดยพลันว่าตัวนายใหญ่เห็นโปรไฟล์เด็กคนดังกล่าวแล้วเมื่อเห็นสีหน้าตกตะลึงของเขา ลึก ๆ แล้ว พอใจที่ได้เห็นอดีตรุ่นน้องทำหน้าแบบนั้น

“แล้วทำไมเธอไม่มากับคุณ”

ความยินดีเล็ก ๆ อันตรธานหายไป คำถามของซีโนฮอฟคือสิ่งที่เขากลัวที่สุดตั้งแต่เดินทางกลับบ้าน “เธอมีสารนั้นอยู่ในตัวจนคุณต้องติดต่อผม” ร่างสีเขียวฟ้าขยับตามตัวซีโนฮอฟที่อยู่อีกที่ “ทำไมคุณไม่พาเธอมา หรือว่าคุณมีเหตุผลที่ให้เธออยู่ที่นั่น หรือว่าเธอขอร้อง อืม หรือ...ทั้งสองอย่าง”

แม๊กซิมอนก้มหน้า ไม่กล้าสบตาอดีตรุ่นน้อง “ผมเห็นว่าเธอได้รับสารเพียงนิดเดียว จึง...”

“อืม” ดูท่าแล้วซีโนฮอฟไม่เชื่อคำพูดของเขาเท่าไร “ก็ดี พูดมาสิ ผมอยากรู้เหมือนกันว่าคุณรู้เรื่องยานี้เท่าไร และเพราะอะไรถึงฟังเหตุผลเด็กคนนั้น”

เขากลั้นใจ “...เด็กคนนี้ได้รับเพียงนิดเดียว และอาการยังไม่ปรากฏแต่อย่างใด แต่เดิม หากเราเก็บข้อมูลผ่านชีวิตประจำวัน ปล่อยให้เธอใช้ชีวิตในทอยซิตี้เหมือนคนอื่น เราอาจได้รับข้อมูลใหม่ที่อาจมีผลต่างจากในห้องแล็บ”

เขาเหลือบมองลูซินด้า รู้ทั้งรู้ว่าหล่อนรับฟังและไม่ยุ่งเกี่ยว แต่อดใจหายไม่ได้เมื่อเห็นเธอกลอกตา ถ้าซีโนฮอฟไม่ชอบความคิดนี้ เด็กคนนั้นจะต้องเข้าไปอยู่ในห้องแล็บ เขาต้องการให้เธออยู่ในทอยซิตี้ เป็นคนเก็บข้อมูลนี่เอง แม๊กซิมอนพยายามคิดหาทางซื้อใจซีโนฮอฟ

“ไม่มีใครอยากอยู่ในนั้นหรอกครับ ถึงแม้จะโตมากับกำแพงรอบด้าน แต่สุดท้าย มนุษย์ทุกคนจะหาวิธีทำลายมันออกไปอยู่ดี”

ซีโนฮอฟไม่ตอบอะไร ใจเขายิ่งเต้น

“เอาเป็นว่า...ผมอนุญาต”

เขาเงยหน้า แทบไม่เชื่อหู “เดี๋ยวผมส่งรายการให้ลูซินด้าดำเนินการต่อ พวกยาตัวต้านและอุปกรณ์อื่น ๆ”

“ครับ” เขาโค้งตัวลง “ขอบคุณมากครับ”

“อย่าเพิ่ง...” แม๊กซิมอนใจแป้ว “เพราะอะไร...คุณอยากเห็น หรือคุณอยากช่วย...กันแน่”

เขาไม่เข้าใจ “ครับ?”

ซีโนฮอฟยิ้ม เป็นรอยยิ้มหยันแต่แม๊กซิมอนไม่เข้าใจอยู่ดี “อะวิซีอีเอ็กซ์โอโอเซเว่นคือยาพิษ สุดท้าย เด็กคนนั้นต้องตายอยู่ดี คุณก็รู้ว่าตัวคุณต้องคอยดูอาการของเธอทรุดลง ทรุดลง แล้วตายในที่สุด”

เขาพยักหน้า รู้ดีกว่าตัวเองจะเจอกับอะไร

          ซีโนฮอฟหันรูปโปรไฟล์ของอเล็กซิสให้ดู เขาไม่ตอบอะไร สักพักจึงหันรูปนั้นกลับ แล้วส่ายหน้าให้แม๊กซิมอน แต่เขาไม่อาจรู้เลยว่าอีกฝั่งนั้นเข้าใจอะไร อย่างไร ซีโนฮอฟเพียงแค่งึมงำว่า “คุณนี่มัน...”
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #101 shirone-mirai (@shirone-mirai) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2561 / 11:41
    อ้าววว น้องหนู โผล่อีกทีจะตายแล้ว เดี๋ยวว!!
    #101
    1
    • #101-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 46)
      29 กรกฎาคม 2561 / 14:23
      รอดูฮะ ว่าหาทางรอดยังไง
      #101-1