ตอนที่ 39 : รีสตาร์ต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 196
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    12 เม.ย. 61

“อเล็กซิส เดวิส เบ็กกี้ ควินน์”

ไมเคิลหันมายิ้มพลางขยับปากบอกว่า “แล้วเจอกัน”

“แล้วเจอกัน” เธอกระซิบตอบ หากแต่สายตาชำเลืองมองอเล็กซ์ที่ยืนอยู่ด้านหลัง ระหว่างอาคุสะและจัสติน พวกเขาสบตากันเพียงชั่วครู่ อีกฝ่ายก้มหน้าลง เหมือนดวงใจในอกหล่นหายไปในหลุมดำ ทำไม เหตุใดใจมนุษย์ถึงแปรเปลี่ยนภายในชั่วข้ามคืน ทำไมความรู้สึกของเขาจึงเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือขนาดนี้

“เดวิส?”

เธอก้าวขายืนเคียงข้างเบ็กกี้ สองคนแรกที่จะได้เข้าไปในทอยซิตี้

“พวกเธอสองคนเดินเข้าไปในอุโมงค์ตรวจร่างกาย เดินไปไม่ต้องหยุด ระบบจะสแกนเพื่อให้แน่ใจว่าพร้อมเข้าไปอยู่ในทอยซิตี้ จากนั้นรับกระเป๋าและบรรจุชิปลงในนาฬิกาข้อมือ รับทราบนะ”

“รับทราบค่ะ” ทั้งสองตอบพร้อมกัน

“เอาละ ถึงเวลาแล้ว เพื่อนคนอื่นจะได้ตามเข้าไป พร้อมนะ”

เคียนโต้ยื่นมือทั้งสองข้างมาเช็กแฮนด์กับเด็กทั้งสอง อีกไม่กี่นาที พวกเธอจะได้เห็นท้องฟ้าของจริง

...

ก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน

“ทองคำจริงเหรอ”

ไฟแช็กขนาดสี่เหลี่ยมผืนผ้าเปล่งประกายสีทองอร่ามอยู่ในมือ รูปแบบของมันหาได้พิเศษไม่ ต่างจากของเบนซึ่งทำจากทองคำขาวบริสุทธิ์เสริมเพชรเม็ดเล็กประดับรอบตัว หากไม่ใช่เพราะวัสดุ มันจะเหมือนผลิตภัณฑ์พรีเมี่ยมทั่วไป อีกทั้ง ไฟแช็กของอเล็กซ์ไม่ได้สลักชื่อตัวย่อเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของแต่อย่างใด

“ใช่”

“โอ้โห แค่ไฟแช็กยังเป็นทองคำ อีกคนก็มีเพชร”

เขายื่นมือ อเล็กซิสจึงคืนลูกรักกลับไปหาพ่อ อเล็กซ์ดีดนิ้วโป้งเปิดฝาสาธิตวิธีใช้ “มันอาจไม่สวยเท่าไร ไม่ใช่สินค้าสั่งทำเฉพาะแบบเบน แต่ก็ยังเป็นรุ่นพิเศษ” มุมปากชายหนุ่มเชิดขึ้นเมื่อพูดถึงเพื่อนรัก “เขาไม่ชอบมีอะไรเหมือนคนอื่น”

เมื่ออเล็กซ์เป่าลมจากปาก เปลวไฟดวงจิ๋วสั่นไหวแต่ไม่ดับ

“ว้าว” ปกติเธอเห็นแต่ไฟแช็กกล่องใสราคาถูกที่มีขายตามร้านสะดวกซื้อ หรือไม่ก็ของเจสซี่ เพราะพี่ชายเคยลองสูบบุหรี่อยู่ช่วงหนึ่งก่อนเลิกไป แม้แต่เวดยังไม่ใช้ของหรูขนาดนี้

แต่ธุรกิจน้ำดื่มจะสู้อาณาจักรโวลคอฟได้อย่างไร

เขาปิดฝาแล้วยัดมันใส่มือเธอ “ฉันให้”

“ทำไมล่ะ” เธอสั่นหัว แต่มือใหญ่นั้นกำรอบเหมือนฝากฝังลูก “มันแพงนะ และฉันไม่ได้สูบด้วย”

“ไม่จำเป็นนี่ ฉันอยากให้” ชายหนุ่มหยิบไฟแช็กของเบนออกจากกระเป๋ากางเกง “คนเราจะพกทำไมตั้งสองอัน”

เขาคลำตรงตัวอักษรที่สลักไว้อยู่พักหนึ่ง ริมฝีปากของเธอเหยียดเป็นรอยยิ้มบางเวลาเห็นเขานึกถึงเบน สีหน้าอเล็กซ์ทั้งเศร้าและอบอุ่นในคราวเดียวกัน พาลให้อเล็กซิสนึกถึงจูนกับเอโลดี้ ชีวิตของแต่ละคนจะเป็นอย่างไรเมื่อออกจากเมืองซานโบซ่าไปทำตามความฝัน

บางครั้งเธออยากถามเรื่องราวของเขา แต่อเล็กซ์ไม่ใช่คนชอบเล่าเรื่องส่วนตัว ครั้งเดียวที่เขาเกริ่นเรื่องตัวเอง ไม่ว่าจะครอบครัวและเพื่อน คือตอนบาดเจ็บเจียนตาย สุดท้าย เธอเก็บไฟแช็กเข้ากระเป๋ากางเกง ข้อเท้าข้างขวายังพันผ้าไว้อยู่ เคียนโต้ให้เธอนั่งดูเพื่อนฝึกซ้อมทั้งวัน หากเป็นอาวุธก็นั่งคลำเล่นให้ชินมือ สองวันมานี้อเล็กซิสจึงแทบไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกเรื่องที่ยังคาใจและเธอไม่ยอมเก็บความสงสัยไว้แน่นอน “นายกับไมเคิลมีปัญหาอะไรกันหรือเปล่า”

อเล็กซ์กัดริมฝีปาก แววตาขุ่นเคืองเหมือนทุกครั้งที่เธอถาม “ถามรอบที่เท่าไรแล้ว”

“แล้วมีปัญหากันหรือเปล่า”

เขากอดอกแล้วจ้องออกไปนอกหน้าต่าง สิ่งหนึ่งที่อเล็กซ์ต่างจากเดวี่คือ เขาไม่ใช่คนใจอ่อน หากไม่อยากบอกคือไม่บอก

“หมอนั่นฟ้องอะไร”

อีกสิ่งหนึ่งที่เธอไม่ชอบ นั่นคือเขาตั้งแง่กับไมเคิล “ไม่เอาน่า...” แต่น้ำเสียงที่อเล็กซิสใช้กลับอ่อนโยนมากกว่าตำหนิ เขาไม่ชอบไมเคิลมากเสียด้วย ลึก ๆ เธอคิดเข้าข้างตัวเองว่ามันเป็นความหึงหวงที่พวกเขาสนิทกันรวดเร็ว แต่ทำไมจะเป็นแบบนั้นไม่ได้ ในเมื่อตัวเขาเองยังสนิทกับอาคุสะราวกับรู้จักกันมาก่อน แล้วยังเทสซ่าที่ญาติดีกับคาร์เตอร์เหลือเกิน เหตุการณ์บางอย่างสร้างสายใยให้แน่นขึ้น อันที่จริง อเล็กซ์น่าจะเข้าใจดี อีกอย่างเขามักเป็นคนเกือบสุดท้ายที่จะสนใจคนรอบข้าง (แน่นอนว่ารองจากไมเคิล)

“ไมเคิลไม่ได้พูดอะไรเลย แต่ท่าทีของพวกนายมันบอก”

เขายื่นหน้ามาใกล้ ดวงตาสีดำคู่นี้มีอำนาจจนเธอประหม่า ความพยายามเค้นหาคำตอบหมดไป สายตาเด็กสาวจดจ่ออยู่แต่ริมฝีปากเรียวบาง “แปลกตรงไหน” ปากของเขาแตะกับของเธอเบา ๆ

เลือดสูบฉีดขึ้นมาบนหน้าและไหลมากองรวมกัน แน่นอนว่าเขาย่อมอ่านสีหน้าเธอออก บางครั้งอเล็กซิสเกลียดที่ร่างกายตอบสนองต่อประสาทสัมผัสได้ไวเหลือเกิน

คนตรงหน้ายักคิ้วท้าทาย เธอเขย่งเท้าจุ๊บคืน ทั้งสองผลัดกันทำอย่างนั้นก่อนที่เขาหยุดและสวมกอดแทน เธอแนบจมูกตัวเองลงเพื่อสูดกลิ่นอายของชายหนุ่ม แม้ซ้อมมาทั้งวัน แต่กลิ่นเหงื่อไม่ได้มาพร้อมกับกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ อาจต้องขอบคุณสบู่กลิ่นส้มของที่นี่ อยากรู้นักว่ายี่ห้ออะไร

เสียงประตูเลื่อน อเล็กซ์คลายมือลง สาวผมสีบลอนด์ยืนกอดอกมองพวกเขาด้วยสีหน้านิ่งเฉย “ไม่อยากจะขัดหรอกนะ แต่นางมารเรียกให้ซ้อมแล้ว” เธอชี้นิ้วเข้าไปข้างใน

ถึงบุคลิกจะขรึม แต่เหมือนกับอาคุสะ ฟีบี้ไม่ใช่คนเย็นชา แค่หน้าไม่ยิ้ม และวันนี้เธอซ้อมคู่กับอเล็กซ์

“นายไปเถอะ” เธอตบต้นแขนเขาเบา ๆ

หนุ่มร่างสูงย่นคิ้วเข้าหากัน “ทำไมไม่เข้าด้วยกันล่ะ”

“ฉันเบื่อ กะว่าจะไปเอาผ้าพันเท้าออกแล้ว”

“ตอนนี้เหรอ”

อเล็กซิสคว้าไม้ค้ำยันที่วางพิงกำแพงอยู่ หมอบอกว่าห้ามลงแรงที่เท้าจนกว่าจะถอดออก “ใช่ ฉันรอนายที่นั่นนะ เจอกันหลังเลิกเรียน”

เขาส่ายหัว “สกาย นี่ยังไม่บ่ายสองเลย เธออยู่กับเขานานกว่าฉันอีกนะ”

“ไม่จริงสักหน่อย” อเล็กซิสเถียงทันควัน

เขาชูนิ้วขึ้นแล้วทำท่านับเวลา “แค่เวลาที่เราอยู่กันต่อสองก็หลังจากหมดเวลาเยี่ยมเวด”

“แต่ว่าหลังจากนั้น...”

เขายกมือยอมแพ้ “โอเค”

“ปกติเวดอยู่ตัวคนเดียวตลอด” เธอพยายามให้เหตุผล ถ้าไม่ใช่เพราะขาเจ็บ พวกเขาจะได้เจอกันวันละสองชั่วโมงเท่านั้น อเล็กซ์กลอกตา “อีกไม่ถึงอาทิตย์พวกเราจะเข้าไปในทอยซิตี้แล้วนะ เวดจะอยู่คนเดียวอีกเป็นเดือน”

เขายักไหล่กวนประสาท “โอเค” บอกแล้วเดินเข้าไปในห้องฝึกพร้อมกับฟีบี้

เธอสั่นหัว เดี๋ยวหวานใส่ เดี๋ยวนอยด์ใส่ ถ้าเขาเป็นผู้หญิงเธอจะคิดว่าใกล้วันนั้นของเดือน

ระหว่างรอลิฟต์ถึงที่หมาย อเล็กซิสยืนหมุนข้อเท้าตัวเองไปมา แน่ใจว่าถ้าเขวี้ยงไม้ค้ำยันและเดินเท้าเปล่าคงเดินได้ตามปกติเนื่องจากกระดูกไม่ได้รับความเสียหาย แต่เพื่อความปลอดภัยเธอจึงรอให้หมอตรวจสอบก่อน

เด็กสาวหัวเราะกับตัวเอง เวดคงตกใจอีกเช่นเคยที่เห็นเธอขึ้นมาเร็ว สีหน้าของเขาช่วงนี้สดชื่นมากเพราะได้คุยกับเพื่อนมากกว่าช่วงอื่น

ตรงกันข้าม เมื่อมาถึงที่หมายกลับไม่มีคนไข้อยู่ในห้องสักคน อเล็กซิสกวาดตามองสำรวจไปทั่ว ทุกเตียงว่างเปล่า ไม่มีม่านกั้น หากข้าวของแสดงความเป็นเจ้าของยังอยู่ เธอคงไม่ตกใจ แต่ทุกเตียงอยู่ในสภาพรอคนใหม่ แม้แต่พยาบาลยังหายไปหมด

“ไง เดวิส มาเช็กข้อเท้าใช่ไหม”

คุณหมอในชุดเสื้อคลุมสีขาวโผล่หน้าออกมาจากออฟฟิศส่วนตัวมันมีลักษณะปิดทึบแทรกอยู่ในมุมหลืบด้านใน พวกหมอจะประจำอยู่ที่นี่เกือบตลอด มีอยู่สามคนวนไปตามกะ เนื่องจากไม่มีป้ายชื่อ แต่ทุกคนเรียกคุณหมอท่านนี้ว่า ดอกเตอร์เฮนดริกซ์ หรือบางครั้งลุงแก่เฮนดริกซ์ (เวดเป็นคนเริ่ม) เพราะเขามีอายุเยอะที่สุดในกลุ่มหมอ

“ทุกคนหายไปไหนหมดคะ” เธอถาม ยังคงมึนงงกับภาพตรงหน้า มันเหมือนกับว่ามีจินนี่โผล่มาดีดนิ้วแล้ว ปิ๊ง ทุกคนหายไป

หมอเฮนดริกซ์น่าจะอยู่ในวัยห้าสิบปลาย เป็นผู้ชายร่างเล็กแบบเรมี (อืม แต่เดี๋ยวนี้เรมีมีกล้ามหน้าท้องแล้วนะ) เขาผายมือให้เธอนั่งลง “โดนย้ายไปแล้ว”

“ว่าไงนะ”

การใช้คำพูดและท่าทางสบายไม่ได้ช่วยให้เธอคลายใจลง อเล็กซิสพบเรื่องประหลาดและผิดคาดมามากเกินพอ และทุกครั้งคนของทางการมักใช้ท่าทางแบบนี้กลบเกลื่อนความผิดปกติ

“ย้ายไปไหนคะ กายภาพเหรอ”

“สาวน้อย แบบนั้นไม่เรียกว่าย้ายหรอก”

ใช่ แต่เศษเสี้ยวในใจหวังว่าพวกเขาแค่ไปทำกายภาพ

เขาจับข้อเท้าข้างที่พันผ้าไว้แล้วจับบิด “ไม่เจ็บแล้วใช่ไหม” เธอส่ายหน้า นั่งจ้องปลายจมูกงุ้มของคุณหมอรอคำตอบ แต่เขาเพียงถอดผ้าออกและบอกให้เธอลองเดินดู

เด็กสาวทำตามแต่ยังไม่ลืมทวงคำตอบ “ย้ายพวกเขาไปไหนคะ แล้วจะกลับมาเมื่อไหร่”

ดอกเตอร์เฮนดริกซ์ยืดตัวขึ้น “เอาละ ไม่น่ามีปัญหาแล้ว คราวหน้าเวลาซ้อมต้องระวังนะ (ไมเคิลทำต่างหาก) ถ้ากระดูกหักหรือกล้ามเนื้ออักเสบขึ้นมาคงไม่หายเร็วแบบนี้”

“คุณหมอคะ”

เขาวางมือหนาบนไหล่ “เดวิส อย่าเป็นห่วงไปเลย เราไม่ได้พาเพื่อนเธอไปทำมิดีมิร้าย พวกเขาไม่สามารถออกไปอยู่ในทอยซิตี้ได้ แต่เราจะดูแลให้เป็นอย่างดี”

เธอปัดมือนั้นออก แววตาหมอแข็งขึ้นเมื่อเด็กไม่เคารพ ทว่า อารมณ์ของอเล็กซิสในเวลานี้คือภูเขาไฟที่รอการปะทุ ตาของเธอจึงจ้องหน้าเขาแทบจะปล่อยเลเซอร์ออกมาได้“หมายความว่ายังไง”

คุณหมอลูบหัวเธอราวกับเห็นเป็นเด็กแปดขวบไม่เกรงกลัวน้ำเสียงเย็นชาของผู้น้อย เธอเบี่ยงตัวหลบ แล้วพุ่งตัวไปยังเตียงของเวด มือทั้งสองข้างกำหมัดแน่นพยายามคงความสุขุมที่สุดเท่าที่จะทำได้ “คุณพาเขาไปไว้ไหน พาทุกคนไปไว้ไหน” แม้รู้ว่าเขาเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่รัฐ แต่เพราะเป็นแค่คุณหมอวัยดึกรูปร่างสมส่วนปราศจากอาวุธ สุดท้ายอเล็กซิสไม่ระวังกิริยาอยู่ดี

เขายกมือทั้งสองข้างพยายามบอกให้เธอใจเย็น แต่เวลานี้หัวเธอร้อนเมื่อแม็กม่าปะทุจากข้างในพุ่งออกมาเป็นลาวา “เอาเขาไปไว้ไหน”

“เดวิส เราไม่ทำอันตรายเพื่อนเธอแน่นอน” เขากดปุ่มข้างโต๊ะ “ห้องพยาบาลชั้นเจ็ดสิบสอง เด็กรู้เรื่องคนไข้ถูกย้ายแล้ว”

เธอหัวเราะเยาะ รู้ว่าหมอเรียกกำลังเสริม

เฮนดริกซ์ชะงัก หน้าแดงก่ำเมื่อถูกเยาะเย้ย เขาผละจากโต๊ะตัวเอง “ฉันยืนยันคำเดิม เราไม่ทำอันตรายพวกเขา”

โกหก” เธอตวาด “พวกคุณไม่เคยพูดจริง ที่บอกว่าจะบำบัด แต่กลับสร้างสัตว์ประหลาดและกับดักมากมายเข่นฆ่าพวกเรา เคยนับหรือเปล่าว่าฆ่าคนบริสุทธิ์ไปกี่ศพแล้ว” เตียงเลื่อนไปชนอีกหลังดังโครม ฝีมืออเล็กซิสถีบมันเอง “ตอแหลสิ้นดี เอาไปไว้ไหน เอาเพื่อนฉันไปไว้ไหน!

“เดวิส ไม่น่ารักเลย”

สติขาดผึงเหมือนสายกีต้าร์ทยอยขาดทีละเส้น อเล็กซิสพุ่งตัวตรงเข้ากระชากคอเสื้อ แต่ผิดคาด การฝึกของเคียนโต้ยังไม่ทันซึมเข้าไปในหัว หมอเฮนดริกซ์เหวี่ยงตัวเธอออกไป เด็กสาวล้มขลุก ๆ ไม่เป็นท่าก่อนไปกระแทกกับขาเตียง แต่ใครจะสนว่าขาจะแพลงหรือเป็นอะไรอีก เธอยันตัวลุกขึ้น

“เอาคืนมา เอาเพื่อนฉันคืนมา!” เสียงกรีดร้องดังสุดเสียง เมื่อรู้ตัวอีกทีเธอตรงเข้าทึ้งตัวหมอเหมือนซอมบี้หิวกระหาย มือหมอปัดป่าย แม้อเล็กซิสไม่ใช่เด็กสาวร่างใหญ่โตแต่ความสูงบวกกับแรงโทสะ ในขณะที่หมอเฮนดริกซ์ไม่ใช่ผู้ชายร่างกำยำ ครั้งนี้ฝ่ายเด็กสาวจึงเหนือกว่า

“เดวิส!

“สารเลว ไอ้ฆาตกร”

“พวกเราไม่ได้ทำอะไรเขา” ดอกเตอร์เฮนดริกซ์ยกมือข้างขวาจ่อเข้าที่คอ ในมือมีเข็มฉีดยา “อย่าให้ฉันทำแบบนี้ เพื่อนเธอออกไปใช้ชีวิตในทอยซิตี้ไม่ได้ เข้าใจบ้างสิ”

“คุณให้ขาเขาสิ” เธอย้อน “ทำกายภาพให้เขาทุกวัน แล้วเอาไปไหน ทำไม

“เด็กโง่ เขาหมดคุณสมบัติที่จะเป็นกลุ่มต้องสงสัยแล้ว เธอควรดีใจ พวกเขาจะมีเกียรติ”

“เอาเพื่อนฉันคืนมา”

สี่ห้ามือมาจากไหนไม่รู้ดึงตัวเธอออกจากหมอได้สำเร็จ เจ้าหน้าที่สองนายล็อกแขนเธอไว้คนละข้าง ส่วนอีกหนึ่งยกปืนขู่

หมอร่างเล็กปัดฝุ่นออกจากตัว “อย่าซ้ำรอยเฮซ”

เฮซ... “โคดี้?”

“ใช่ เขาเสียตาเพราะอาละวาดแบบนี้ไง เดวิส ฉันขอให้เธอสงบสติอารมณ์แล้วเข้าใจเหตุผลของพวกเรา”

อเล็กซิสนิ่งลง ไม่ใช่เพราะเข้าใจแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร น้ำตาแห่งความเสียใจและพ่ายแพ้ไหลเงียบ ๆ “คุณก็รู้ว่าเขารอดแล้ว เขารอคอยที่จะออกไป แม้อาจต้องออกไปช้ากว่า ทำไมทำแบบนี้”

“ปล่อยเธอ” ชายตรงหน้ากล่าวกับเจ้าหน้าที่ที่เหลือ

“แต่ว่า ท่านครับ”

“เธอไม่เป็นอันตรายแล้ว” เขาโบกมือ

เฮนดริกซ์พูดถูก อเล็กซิสหมดแรงล้มไปกองกับพื้น เมื่อวานพวกเขายังคุยกันเรื่องทอยซิตี้อยู่เลย เวดแค่อดทนรอ จู่ ๆ ความคิดหนึ่งแวบเข้ามา เบ็กกี้เคยบอกว่าซอมบี้สวมนาฬิกานี่นา

“พวกคุณจะเปลี่ยนเขาให้เป็นศพเดินได้ใช่ไหม” เธอกัดฟันถาม

หมออาวุโสหัวเราะด้วยอารมณ์ ขำความคิดไร้สาระของเด็ก “เราไม่ทำแบบนั้นกับคนเป็นหรอก”

“ขอโทษครับ ขอโทษครับ” เสียงไมเคิลดังจากข้างหลัง เขาแทรกตัวเข้ามาแล้วพยุงเธอลุกขึ้น “เธอไม่เป็นอะไรใช่ไหม”

มายังไง แต่ก่อนที่จะถาม สิ่งแรกที่เธอพูดกลับเป็น “นายรู้ใช่ไหมว่าพวกเขาจะพาเวดไป นายรู้ใช่ไหม”

ครั้งนี้เธอไม่ได้ตวาดเหมือนที่ทำกับหมอ แต่น้ำเสียงนั้นเย็นชาจนเพื่อนหน้าเสีย

“วาดาส พาเพื่อนออกไปสงบสติอารมณ์”

เขาพยักหน้า “ครับ” แล้วโอบคอเธอ “มาเถอะ ฉันจะอธิบายให้ฟัง”

อเล็กซิสผลักแขนเขาออกแล้วสบตากับเจ้าหน้าที่ทุกนาย “เขาไม่สมควรอยู่ที่เกาะนี้ตั้งแต่ต้น พวกคุณรู้ไหมว่าทำไมพวกเราถูกตัดสินว่าเป็นกลุ่มต้องสงสัย...” ก้อนสะอื้นติดอยู่ในคอ เธอกลืนน้ำลาย “เด็กงี่เง่าคนหนึ่งแจ้งความเท็จ และพวกเราถูกตัดสินเพียงเพราะพวกผู้ใหญ่หน้าโง่หลงเชื่อคำโกหกของเด็กนักเรียนแถมยังหน้าบางกลัวว่าจะถูกหัวเราะเยาะ”

“พาเธอออกไป”

“แล้วไง เพื่อนฉันตายไปคนหนึ่งแล้วยังจะเอาอีกคนไปอีก ต้องการอะไรจากพวกเรา!

“วาดาส พาเธอออกไป!” เฮนดริกซ์ขึ้นเสียง คราบคุณหมอใจดีตอนแรกหายไปโดยสิ้นเชิง ใบหน้าของเขายังแดงก่ำเหมือนตอนที่เธอจู่โจม “ก่อนที่ฉันจะทำให้เธอสงบเอง”

แรงไมเคิลมากขนาดไหนอเล็กซิสรู้ดี ครั้งนี้เมื่อเขาเอาจริงจึงไม่อาจต้านได้ หนุ่มผมเงินล็อกคอแล้วลากออกไปอย่างง่ายดาย อเล็กซิสได้ยินเขาบ่นพึมพำว่า “สังหรณ์ว่ามันต้องมีอะไร แล้วก็มีจริงด้วย”

“นายไม่บอกฉัน” อเล็กซิสพูดซ้ำไปซ้ำมาเหมือนตุ๊กตากล “นายโกหก อเล็กซ์โกหก เทสซ่าโกหก ทุกคนโกหก”

“พวกเราไม่ได้โกหกนะ” เขาปล่อยตัวเมื่อออกมาจากห้องกระจก “แค่ไม่ได้บอก”

อเล็กซิสเงื้อหมัด ไมเคิลจ้องหน้านิ่งไม่ขยับตัวแต่อย่างใด ดวงตาสีฟ้าเข้มส่งคำขอโทษออกมาโดยที่ไม่ต้องเอ่ยปาก สุดท้ายหมัดค้างอยู่กลางอากาศก่อนตกลงข้างตัว เธอร้องไห้ออกมาจนได้

“ไม่มีใครบอกฉันเลย ไม่มีใครเตือนเขาเลย”

ทั้งสองชำเลืองมองเจ้าหน้าที่คุ้มกันที่ยังยืนประจำอยู่ด้านในเหมือนหุ่นยนต์รอคำสั่งเจ้านาย ยังมีสายตาเย็นชาของหมอที่มองกลับมา ไมเคิลจึงดึงตัวเธอให้พ้นจากจุดนั้น

“ฉันจะไม่ลงจนกว่านายอธิบาย” เธอยืนเอาตัวบังลิฟต์ พยายามข่มอารมณ์ “นายรู้อยู่แก่ใจ นายรู้ตั้งแต่วันนั้น...”

เขาพยักหน้า “ใช่ จนป่านนี้ฉันไม่รู้ว่าตัวเองคิดถูกหรือเปล่า แต่...พอเห็นเธอเป็นแบบนี้...” เขาส่ายหัว “อเล็กซ์บอกว่าโคดี้เสียตาเพราะทำร้ายเจ้าหน้าที่ เขาขอให้ฉันสัญญา ฉันไม่ได้สัญญา ตอนนี้เข้าใจแล้วว่าทำไมเขาดึงดันแบบนั้น ดูเธอสิ พวกนั้นฆ่าเธอได้ในพริบตาเลยนะ”

“เพื่อนหายไปทั้งคน” อเล็กซิสชกเตะกำแพง เป็นบ้า “ฉันควรสังหรณ์ใจเร็วกว่านี้”

เขาจับไหล่ทั้งสองข้างให้เธอหยุด “เชื่อเถอะ ตอนนั้นฉันยืนยันว่าจะบอกเธอ แต่...พอเห็นความหวังในดวงตาของเวด คำพูดมันติดอยู่ในคอ ถ้าเป็นเธอ เธอจะทำยังไง บอกไปตรง ๆ เหรอ ว่า เออนี่ นายคงไม่ได้ไปกับพวกเรานะ เสียใจด้วย อย่างงี้เหรอ”

อเล็กซิสสะอื้น ไม่รู้จะเถียงอย่างไร “นายไม่เข้าใจ ออสโล่ไปแล้ว ฉันเหลือเขาคนเดียว พวกเรามาด้วยกัน ไมเคิล พวกเรามาด้วยกัน” เธอรู้ว่าตัวเองพูดอยู่ ทว่ากลับไม่อาจควบคุมหรือเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองพูด เหมือนมันออกมาตามกระแสความคิดโดยไม่ผ่านการกลั่นกรอง “นายรู้ไหมว่าเขาต้องทำใจขนาดไหน เวดไม่ใช่คนยอมรับอะไรง่าย ๆ หรือใจเย็นเลย แต่สิ่งที่พวกเราเจอมามันมากเกินไป อย่างน้อยเขามีความหวังที่จะใช้ชีวิตต่อไป...แล้ว แล้ว”

“ทำไมฉันจะไม่เข้าใจ”

“ไม่ นายไม่เข้าใจ” เธอโพล่ง “ เขาเสียขา เสียออสโล่ เสียอนาคต เขายอมทำใจรอคอยวันออกจากห้องนั้นเพื่อไปเจอพวกเราที่ทอยซิตี้ ฉันเสียเพื่อนไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว”

“พวกเราทำอะไรไม่ได้ แต่...”

“นายไม่เข้าใจ นายไม่เคยมีเพื่อน”

ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวราวกับคำพูดนั้นแทงกลางหัวใจ อเล็กซิสหลบตา ครั้งนี้เธอทำเกินไป “ไมเคิล”

ดวงตาสีฟ้าคู่นี้ยังจ้องเธอนิ่ง หนุ่มผมเงินบีบไหล่เพื่อนตรงหน้าแล้วจนเธอจำต้องเงยหน้าเผชิญกับเขา “ใช่ ฉันไม่เคยมีเพื่อน”

“ขอโทษ”

ทว่าแววตาไมเคิลแข็งเหมือนกับนายผมเงินคนเก่าที่ไม่ยอมพูดกับใคร “ฉันหนีมาตั้งแต่เกิด หนีพวกมัน เห็นพ่อแม่ตาย เห็นลุงที่เลี้ยงมาตายโดยที่ตัวเองทำอะไรไม่ได้เลย เธอพูดถูก ฉันไม่เคยมีเพื่อน ไม่มีเลยสักคน จนกระทั่งเจอโนเอล เจอเบ็กกี้ เจอเบน และเธอ และต่อมาฉันเห็นเพื่อนตายเหมือนที่เห็นพวกเขาตาย”

“ไมเคิล”

“ฉันมันมือใหม่ เพิ่งรู้จักคำว่ามิตรภาพ แต่ดูเหมือนจะยังทำได้ไม่ดีนัก” เขาปล่อยมือทั้งสองข้าง “มันแปลกจริง ๆ ที่ดันสังหรณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเธอ ฉันแค่กลัวว่าจะเสียเพื่อนอีกคน แต่ยังทำหน้าที่เพื่อนได้ไม่ดีจนเธอไม่นับ...”

“ไม่จริง” อเล็กซิสจับแขนเขา “ฉันขอโทษ ไมเคิล ฉันผิดเอง มัวแต่...ให้ตายเถอะ” เธอปาดน้ำตา “ฉันไม่รู้ว่าเขาไปอยู่ไหน แล้วเขาจะเจอกับอะไร” เวดคือเพื่อนที่มาจากซานโบซ่า เป็นเพื่อนสมัยเด็ก เปรียบเสมือนชีวิตส่วนหนึ่งที่เธอได้สูญเสียไปแล้ว

“พวกมันไม่ทำซอมบี้จากคนเป็น แล้วอีกอย่าง ซอมบี้ที่พวกเราเจอไม่มีตัวไหนไม่ครบส่วน” น้ำเสียงไมเคิลกลับมาเป็นปกติ รวมทั้งแววตายังอ่อนโยนลง

“แล้วพาเขาไปไหน ไม่เคยมีใครส่งเด็กกลับบ้าน ไม่เคยเลย”

“ฉันตอบเธอไม่ได้หรอก” เขาเขย่ามือเธอเบา ๆ “อเล็กซิส สักวันเราจะออกจากที่นี่ให้ได้ ออกไปจากเกาะนี้ ทอยซิตี้ไม่ใช่บ้าน ก็แค่คุกอีกแห่ง สักวันเราจะแหกมันออกไป”

คำพูดของไมเคิลเข้าหัวไม่เท่าไร เธอเห็นแต่เวดถูกขึงอยู่บนเตียงรอเวลาเชือดทิ้งเหมือนพวกโคในอีสต์แลนด์ เหมือนคนที่ตายในการทดลอง เป็นผักที่ถูกคัดทิ้ง ฉันต้องทำยังไง ฉันจะหาเขาเจอได้ยังไง

“อเล็กซิส?” ไมเคิลเขย่าตัวเธอ “ให้ตายเถอะ”

เธอได้แต่ส่ายหัวไม่ให้เขาพูดอะไร

“ฟังนะ” นิ้วก้อยลอยอยู่ข้างหน้า “ฉันสัญญาว่าจะช่วยเธอตามหาเขา แต่ตอนนี้เธอต้องมีสติ หายใจแบบมีสติ เข้าใจใช่ไหม” นิ้วของเขาเกี่ยวนิ้วก้อยเล็ก ๆ โดยไม่ถามความสมัครใจ “อย่าโกรธฉันเลยนะ อย่าเป็นแบบนี้”

“ฉันไม่...” ความคิดอีกอย่างผุดขึ้นมาด้วย“นายตอบได้ไหม ว่าถ้าฉันไม่มีพลังพิเศษ สักวันหนึ่ง พวกเขาจะเอาตัวฉันไปแบบเวดหรือเปล่า”

ไมเคิลกดศีรษะเธอซบกับตัวเอง วันนั้นเสื้อสีขาวของเขาชุ่มไปด้วยน้ำตาของอเล็กซิส

 

แสงไฟสีขาวสาดส่องเหนือศีรษะ เธอรองแก้วกับก๊อกน้ำจนมันเต็ม กรอกใส่ปาก กลั้วคอแล้วบ้วนยาสีฟันลงอ่าง ทำวนไปสามครั้งจึงวางแปรงสีฟันลงในช่อง มีเสียงเป่าแห้งจากนั้นฝาช่องเลื่อนปิด เธอล้างหน้าอยู่นาน และเมื่อเงยหน้ามาจึงเห็นว่าเทสซ่ายืนกอดอกอยู่ข้างหลัง

“ฉันรู้ว่าเธอโกรธ”

“เปล่า” อเล็กซิสตอบทันที

ดวงตาสีเงินคล้ายมีแสงแฟลชในดวงตาส่งประกายวาววับเมื่อน้ำใสเอ่อล้นคลอเบ้าขับให้ใบหน้าหวานซึ้ง ทว่าเทสซ่าไม่ได้ร้องไห้ออกมาแต่อย่างใด “เธอไม่พูดกับใครเลย”

“ตอนแรกโกรธ ตอนนี้ไม่”

เทสซ่าถอนหายใจ เพราะท่าทางของอเล็กซิสคงคล้ายกับหุ่นยนต์ แน่นอนว่าตัวเธอรู้ดี เพราะเงาในกระจกมันสะท้อนแบบนั้น

“ฉันขอโทษ”

“ไม่ต้อง” อเล็กซิสชะงักก่อนจะปรับเสียงตัวเอง “ฉันแค่ไม่มีอารมณ์จะพูดอะไร แต่ไม่ต้องขอโทษแล้ว ฉันไม่ได้โกรธ”

“แม้แต่อเล็กซ์ เธอยังไม่คุยเลย”

“ฉันไม่อยากคุยหรือทำอะไรทั้งนั้น”

สาวผิวเข้มเขยิบเข้ามา “ฉันผิดเอง ทั้งเรื่องออสโล่และเวด เพราะฉันเอง”

“มันไม่ใช่ความผิดของเธอนะ เทส” เสียงหยิ่งยโสของคาร์เตอร์แทรกขึ้นมา เธอปรายตามองตัวการแห่งความโชคร้าย “เธอควรเข้าใจว่าไม่มีใครอยากทำแบบนี้ เทสซ่าไม่ได้ปิดบังเธอสักหน่อย”

“ไม่เป็นไรเบล” เพื่อนสาวยกมือห้าม

“แปลกดีเนอะ” อเล็กซิสยิ้ม แต่มันเป็นรอยยิ้มที่คนรับสารคงไม่อยากรับ “คนบางคน แม้แต่คำขอโทษยังไม่รู้จัก มาลองคิดดูแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะเธอ ป่านนี้พวกเราคงเข้าพิธีปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่กันแล้ว ฉันคงทักทายเธอเหมือนเมื่อก่อนโดยไม่รู้เลยว่าในใจมันขัดกับรอยยิ้มจอมปลอมขนาดไหน”

คาร์เตอร์เชิดคางขึ้น หากแต่ดวงตาสีช็อกโกแลตสั่นไหวไม่เหมือนกับท่าทางที่พยายามแสดงออก

“เฮ้ ไม่เอาน่า อย่าโทษกันเองเลย เอาเป็นว่าฉันผิด ฉันผิดที่รู้ และทำให้พวกเขารู้ว่าฉันรู้ ถึงรีบย้ายเขาออกไป”

อเล็กซิสประเมินมองเทสซ่า ดูเหมือนว่าหญิงสาวไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เธอพูดกับคาร์เตอร์คืออะไร เมื่อนั้นจึงส่งยิ้มเยาะให้อดีตประธานนักเรียนที่ปั้นหน้ามองกลับด้วยสายตาแข็งกร้าวกว่าเมื่อครู่ เพื่อนเธอสนิทกับยายคนนี้เพราะทั้งคู่ผ่านด่านมาด้วยกันเหมือนเธอกับไมเคิล อเล็กซิสไม่ใช่คนใจแคบถึงขนาดหวงเพื่อนไว้กับตัว แต่ขณะเดียวกัน ลึก ๆ เธออยากให้เทสซ่าเห็นสันดานคาร์เตอร์มากกว่านี้ บางครั้งเทสซ่าเข้าใจว่าเบลินดา คาร์เตอร์คือเด็กเรียนที่ถูกอเล็กซิสกับเวดเหยียด

“ไม่มีใครผิด เทส” อเล็กซิสย้ำ “ถ้าไม่นับเพื่อนเบลของเธอ พวกมันต่างหากที่ผิด”

“ทำไมเธอกับเวดชอบว่าเบลจัง”

อเล็กซิสหัวเราะในลำคอเมื่อเห็นสีหน้าอีกฝ่าย “ถามเขาเองสิ” เทสซ่าจับแขนแต่ไม่ทัน “เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งไป”

“กลับเป็นเหมือนเดิมเถอะ”

ประโยคนี้ทำให้เธอหยุดฝีเท้า เบ็กกี้เข้ามาในห้องน้ำพอดี พอเห็นท่าทางรุ่นพี่ทั้งสามแล้วถอนหายใจ “กำลังคาดคั้นกันอยู่สินะ”

“เธอช่วยพูดให้อเล็กซิสเข้าใจทีเถอะ” เทสซ่ากล่าวอย่างจนปัญญา “เวลาหัวดื้อแล้วยิ่งกว่าเวดอีก”

เบ็กกี้ส่ายหน้า “ให้เวลาอเล็กซิสบ้างเถอะ ตอนแรกเธอก็ต้องใช้เวลาเหมือนกันไม่ใช่เหรอ” สาวร่างเล็กกล่าว

อเล็กซิสอยากจับเธอหอมสักที เบ็กกี้พูดจบก็เดินไปหยิบแปรงสีฟันของตัวเอง ดวงไฟรอบกระจกส่องสว่างขึ้นพร้อมกับแสงไฟสีขาวสว่างวาบเหนือศีรษะ พวกเขาเหมือนอยู่บนเวทีแสดงละครท่ามกลางสปอตไลต์ฉายเฉพาะนักแสดง

สาววัยสิบเก้าพยักหน้าอย่างยอมแพ้ “ขอแค่เธออย่าทำตัวเหมือนอเล็กซ์ก่อนหน้านี้ก็พอ”

แต่กระนั้นจนล่วงเลยไปถึงคลาสจบ อเล็กซิสยังไม่อาจกลับไปเป็นคนเดิมอย่างที่เพื่อนต้องการได้ มันยากนักที่จะหัวเราะไปกับมุกตลกของโคดี้ หรือขำขันเวลาเห็นมินนี่กับเทสซ่าทะเลาะกัน เพราะทุกครั้งที่เธอคิดว่ามันจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วสำหรับเรื่องเลวร้าย สุดท้าย คลื่นยังซัดเข้าฝั่งอยู่เรื่อย

และแม้อเล็กซิสรู้ตัวว่าตนเองปล่อยคลื่นรังสีทำให้คนไม่กล้าเข้าใกล้ แต่เธอไม่คิดว่าอเล็กซ์จะถอยไปอย่างง่ายดาย เขาหยิบขนมปังออกไปกินข้างนอก มันยิ่งทำให้เธอรู้สึกแย่ แม้แต่เขายังตีตัวออกห่าง เด็กสาวเริ่มอยากปรับตัวเองให้ดีขึ้น แต่ในหัวกลับฉายภาพเวดในสภาพแย่ลงทุกขณะ ในใจขัดแย้งกับความพยายามจนบางครั้งเธอเหนื่อย เหนื่อยกับความคิดที่ทำร้ายตัวเธอเอง

ทั้งโต๊ะเหลือเพียงเรมี ไมเคิล และอเล็กซิส หนุ่มโมฮอคลุกขึ้นยืน เขามองเธออย่างไม่แน่ใจก่อนจะเอ่ยปากชวนไปซ้อมพร้อมกับไมเคิลดีหรือไม่ แต่สุดท้าย “ถ้าอยากระบายอารมณ์ มันช่วยนะ ไปด้วยกันเถอะ”

เธอส่ายหน้า พวกเขาเป็นพวกบ้าระห่ำเกินคนปกติ ทั้งหมดเรียนตั้งแต่แปดโมงเช้าจนถึงสี่โมงเย็น สองคนนี้ยังอยากฝึกฝีมือต่ออีก โอ้ แต่พวกเขาไม่ใช่มนุษย์ปกติอยู่แล้วนี่นา

ไมเคิลพยักหน้าให้เธอตอบรับเรมี “มันช่วยได้จริง ๆ นะ”

เธอเขี่ยอาหารที่เหลืออยู่ในถาดหลุม “ฉันว่าจะอยู่กับอเล็กซ์”

หนุ่มผมเงินพยักหน้า “ดีสิ เขาคงนึกว่าเธอโกรธนั่นแหละถึงไม่กล้าเผชิญหน้า ตอนนี้หมอนั่นคงอยู่กับอาคุสะบนดาดฟ้า ถ้าเธอคุยกับเขาอาจจะรู้สึกดีขึ้นนะ”

“อื้อ นั่นสิ” เรมีพยักหน้าเห็นด้วย “ความรักช่วยได้ทั้งนั้น”

เธอรู้สึกสีหน้าตัวเองคลายความตึงเครียดลง

“เห็นไหม สีหน้าเธอดีขึ้นกว่าเมื่อกี้อีก” เรมียิ้ม จากนั้นทั้งสองลุกออกไป

ทั้งหมด (ยกเว้นโคดี้กับเทสซ่า) เพิ่งพบว่ามีดาดฟ้าเมื่อไม่นานมานี้ ไม่มีใครแจ้งว่าขึ้นไปได้หรือไม่ แต่เมื่อเทสซ่าบอกว่าเธอเคยขึ้นไปกับโคดี้ พวกเขาจึงลองบ้าง และเมื่อไม่มีใครห้าม ทั้งหมดจึงเข้าใจว่ามันไม่ใช่เขตหวงห้าม อีกอย่าง ถ้ามันเป็นเขตหวงห้าม ลิฟต์จะไม่เปิดออกอยู่แล้ว

เสียงหัวเราะดังลั่นตั้งแต่ประตูลิฟต์เปิด มันเป็นเสียงของอเล็กซ์ ส่วนอาคุสะเพียงแค่ยิ้มน้อย ๆ พวกเขาไม่ได้อยู่กันสองคน มีฟีบี้ด้วย เธอกำลังเล่าเรื่องอะไรบางอย่างจนสองคนนั้นขำกันหมด เมื่อหญิงสาวเห็นเธอจึงเงียบและสะกิดอเล็กซ์

เขายิ้ม แต่รอยยิ้มดูกลั้นใจยิ้มมากกว่า

“พวกเราไปดีกว่า” ฟีบี้กล่าวแล้วผลักอาคุสะออกไป อเล็กซ์เม้มปากแล้วเคาะเท้าเป็นจังหวะ

“เฮ้” เขาโบกมือเก้อ ๆ

“ฉันดูซังกะตายจนนายต้องกินข้าวที่นี่เลยเหรอ”

เขาส่ายหน้า “ไม่เกี่ยวหรอก ถ้าโคดี้บอกเร็วกว่านี้คงจะดี กินที่นี่กลืนได้คล่องคอกว่าอีก แล้วเธอเป็นไงบ้าง”

อเล็กซิสตัดสินใจกอดเขา “ขอโทษนะ ช่วงนี้ฉัน...”

“ไม่เป็นไร” เขาตอบทันควัน

ทั้งสองคนเงียบ เธอเพิ่งรู้สึกตัวว่ามีแต่ตัวเองที่กอด อเล็กซ์ยืนนิ่งเป็นเสา ความคิดฟุ้งซ่านเกี่ยวกับเวดค่อยลดระดับลง ในใจเริ่มสังหรณ์เมื่อจับอากัปกิริยาผิดปกติของเขา “นายโกรธฉันเหรอ” 

คนในอ้อมกอดขยับตัวจนอเล็กซิสจำต้องคลายมือลง เขาเขยิบออกห่างเหมือนเธอเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่น่าเข้าใกล้ ณ เวลานั้นหัวใจข้างในเต้นระรัวเมื่อมันรับรู้ได้ว่า...เขาไม่เหมือนเดิม

“อเล็กซ์?” อย่าทำแบบนี้ ฉันขอร้อง เธออยากจะร้องไห้ แต่น้ำตาอยู่กับเธอมานานเกินพอแล้ว

เขากลืนน้ำลาย ไม่ยอมสบตา อเล็กซิสเอื้อมมือจับแก้มแต่เขาขืนไว้ “ฉันไม่น่าจูบเธอเลย ไม่น่าทำแบบนั้น”

แน่นอนว่าเธอไม่เข้าใจ อเล็กซิสเหมือนยายโง่ที่คาดหวังว่าเขาจะกอดแล้วจูบปลอบ ทำอย่างไรก็ได้ที่ให้เธอรู้สึกดีขึ้น แต่มันกลับตรงกันข้าม เขาไม่ได้สนใจว่าเธอเพิ่งเสียเพื่อนไปหรือไม่

“ทำไม อเล็กซ์เกิดอะไรขึ้น นายโกรธฉันจริง ๆ ใช่ไหม”

มันเหมือนกับว่าแทนที่เขาพยายามจะคว้าตัวเธอ กลับเป็นอเล็กซิสที่พยายามเปิดประตูเข้าไปในโลกของเขาอีกรอบ

“ถ้าเบนไม่ตาย...เธอจะจูบฉันไหม” ตาสีนิลหันมาเผชิญหน้า แต่สายตานั้นกลับแสดงความเจ็บปวดมากกว่าคนที่รู้สึก “ฉันชักไม่แน่ใจ”

“หา” เธออ้าปากค้าง “นายพูดอะไร เบนเกี่ยวอะไร ฉันงงไปหมดแล้ว”

“เขาช่วยชีวิตเธอ เบนไม่ทำแบบนั้นถ้าไม่เห็นว่าเธอเป็นคนสำคัญ ระหว่างนั้น...หรือก่อนหน้านี้ ความสัมพันธ์ของพวกเธอเป็นแบบไหน”

โทสะพุ่งขึ้นเฉียบพลัน “นายพูดแบบนี้ได้ไง”

เขายักไหล่ “หมอนั่นคือเบน ไม่ใช่ไอ้พี้ยาพูดไม่รู้เรื่อง ผู้หญิงตกหลุมรักหมอนี่ได้ง่าย ๆ ถึงปาก บอก ว่า ไม่” เขาเน้นคำหลัง

เธอทุบอกเขาดังตุบ “เพราะนาย! ฉันช่วยชีวิตนาย และเขาไม่ได้ช่วยชีวิตฉันคนเดียว อเล็กซ์ นายเป็นบ้าอะไร”

เขาเม้มปาก

“อย่าตลกน่า นายไม่เข้าใจเหรอ ว่าความรู้สึกที่ความตายจ่ออยู่ข้างหน้าเป็นยังไง นายไม่เข้าใจจริง ๆ เหรอ” เธออยากสาธยายเหตุการณ์ที่ผ่านมาให้ฟังแบบละเอียด เขาลืมไปแล้วสินะว่าพวกเขาถูกสุนัขปีศาจล้อมจนเกือบตาย ที่เขาใช้พลังจนหมดเพื่อต้านระเบิดและทำลายพวกมัน เวลาที่เขาบาดเจ็บปางตายและเธออยู่เคียงข้างเขาตลอด พวกเขาพยายามปกป้องกันและกันไม่ใช่หรือ อเล็กซิสไม่อยากจะเชื่อว่าคำพูดนี้จะออกมาจากปากคนที่โตกว่า

“เขาไม่เคยบอกเหรอว่าบางมุมเธอคล้ายแม่ฉัน” อเล็กซ์กล่าว “แล้วที่สำคัญนะ ยังมีไมเคิลอีก เจ้านั่นตามเธอไม่ห่าง นี่ก็เผชิญความตายมาด้วยกันไม่ใช่เหรอ”

อเล็กซิสพยายามกลั้นโทสะและความเสียใจไว้ข้างใน เธอส่ายหัว ไม่รู้จักอเล็กซ์อีกต่อไปแล้ว ไม่สิ เธอไม่เคยรู้จักเขาเลย “นายมองฉันเป็นคนแบบไหนกันแน่”

เขากัดริมฝีปาก “ฉันชินแล้วก็จริงแต่ไม่ได้หมายความว่าอยากให้มันเกิดขึ้นซ้ำอีกรอบ วันนั้นฉันขึ้นไปแล้วเห็นพวกเธอกอดกัน”

“วันไหน”

“วันที่เธอไปถอดผ้าพันเท้า ฉันเอะใจที่อยู่ ๆ เขาขอเคียนโต้พัก ใช่สิ แม่นั่นเอ็นดูจนลำเอียง ทีคนอื่นขอไปเข้าห้องน้ำยังแทบจะแยกเขี้ยว”

“อเล็กซ์! เด็กสาวกรีดเสียง “วันนั้นเวดหายไปจากห้องนั้น ไมเคิลสังหรณ์ใจเลยขึ้นไป นายก็รู้นี่นาว่าเกิดอะไรขึ้น นายไม่บอกฉันเรื่องเวดเลยด้วยซ้ำ”

“สังหรณ์ ทำไมถึงสังหรณ์ ฉันเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น”

“อย่างี่เง่า”

“ฉันไม่ได้งี่เง่า พอเวดไป ก็มีไมเคิล พอเบนไม่อยู่ ก็มีฉัน สนุกหรือเปล่า” เขาไม่ได้ฟังเหตุผลเธอเลย “สิ่งที่ฉันเห็นคือหมอนั่นอยู่กับเธอ เขาอยู่กับเธอเสมอ”

“ฉันขอร้อง” เธอเขย่าตัวชายหนุ่ม “นายมีเหตุผลหน่อยได้ไหม!

เขาตอบปัดมือออกแล้วมองออกไปนอกโดม

เธอพยายามกลั้นน้ำตา “ไมเคิลเป็นเพื่อนนะ และเขาอยู่ข้างฉันเสมอแม้แต่เวลาที่ฉันรู้สึกแย่ แล้วนายทำอะไรอยู่ นายเดินออกมา นายทิ้งฉันให้จมอยู่กับอารมณ์ดิ่งตามลำพัง แถมตอนนี้ กลับเป็นฉันที่พยายามเข้าใจนาย”

“ใช่ ฉันผิด” เขาพยักหน้า “ฉันผิดที่คิดไปเอง เธอลองถามคนอื่นดูว่าพวกเขามองเธอกับไมเคิลยังไง ยังดีที่พวกเราแค่จูบกัน”

“แค่จูบเหรอ” ประโยคนี้ทำให้เธอหน้าชา สัมผัสที่ผ่านมาก็แค่จูบที่ไม่น่าจดจำงั้นหรือ “นายไม่รู้สึกเลยเหรอว่ามันพิเศษ เวลาที่ผ่านมา ทุกครั้งที่ฉันอยู่กับนาย...”

“ฉันไม่แน่ใจ” เขาสารภาพ แม้นัยน์ตาสีดำคลอน้ำตาเต็มเบ้า แต่มันไม่ได้ทำให้เธอสบายใจขึ้นเลย เพราะสุดท้าย...“ฉันไม่แน่ใจ และฉันไม่อยากเป็นคนโง่ซ้ำซ้อน ตัดเสียแต่ตอนนี้ดีกว่า อเล็กซิส”

“ระหว่างฉันกับใครก็แล้วแต่ มันไม่มีอะไรเลย ฉันชอบนายมาตลอด”

อเล็กซ์เงียบ เขาหลับตาแล้วถอนหายใจดังเฮือก “เจ้านั่นไม่ใช่เบน (“มันไม่เคยเกิดขึ้นและไม่มีทางเกิดขึ้น!” เธอตะโกน”) ฉันไม่ให้อภัย” พูดจบ อเล็กซ์ทิ้งให้เธออยู่คนเดียว

...

...

“เดวิส เข้าไปได้แล้ว”

เคียนโต้เร่ง และสิ่งที่ไม่คาดฝันคือครูฝึกสาวขยี้หัวเด็กทั้งสอง “อย่าลืมบทเรียนที่สอน”

ทั้งคู่พยักหน้า อเล็กซิสชำเลืองมองอเล็กซ์ที่ไม่สนใจเธอเลย ฉันเกลียดนาย ฉันเกลียดนาย แล้วตัดสินใจเดินเข้าไป

เสียงคลื่นบางอย่างดังผ่านรอบตัว ทั้งสองเดินกางแขนไปจนสุด ประตูเลื่อนออกปรากฏมือเหล็กซ้ายขวายื่นกระเป๋าสะพายแบบเดียวกับในเช็กพ็อยต์วัน ทั้งสองรับและสะพายไว้ด้านหลังและส่งยิ้มให้กัน สื่อสารเป็นนัยอย่างเข้าใจว่าต่างนึกถึงที่เก่า พอผ่านจุดรับกระเป๋า ทั้งคู่ยื่นแขนเข้าไปในช่องเพื่อบรรจุชิป เพียงสามวินาทีทุกอย่างเสร็จ ประตูสุดท้ายเลื่อนเปิด แสงแดดร้อนสาดเข้ามาทันที

เท้าของเธอเหยียบลงบนถนนดิน ทั้งคู่สูดหายใจเข้าไปเต็มแรงเพื่อรับอากาศธรรมชาติทว่าสำลักไอเพราะฝุ่นละออง

หนทางข้างหน้าคือร้านรวงและตึกสามชั้นสร้างจากอิฐสีส้ม ถึงกระนั้นเด็กสาวทั้งคู่หรี่ตาเงยหน้ามองดวงอาทิตย์ราวกับต้องการอาบวิตามินดีให้ทั่วตัวกาย

“ต่อไปนี้จะเป็นอย่างไร”

อเล็กซิสสบตากับเบ็กกี้จากนั้นเบือนหน้าไปทางตัวเมือง ผู้คนมากมายเดินปะปนกันจนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร บางคนมองผู้มาใหม่ ส่งยิ้ม โบกมือ แล้วจากไป

“ไม่รู้สิ”


















ยัง ยัง ยัง

มี Prologue ก็ต้องมี Epilogue สิจ๊ะ รออีกหนึ่งตอนน้า


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

255 ความคิดเห็น

  1. #245 DevilSmile~ (@guproinw555) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2562 / 20:05

    วันแรกเจอเรื่องนี้อ่านมาถึงนี่เลย (เม้นบ้าง)5555 สนุกมากครับ อ่านแล้วหยุดไม่ได้จริงๆ


    เชียร์ไมเคิลอยู่ๆ นะ


    ทำไมแอบดีใจกับตอนนี้555

    #245
    1
    • #245-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 39)
      10 กรกฎาคม 2562 / 20:43
      ขอบคุณนะคะ (เราก็หน้าบาน)

      ทีมไมเคิลสินะ อิอิ
      #245-1
  2. #206 AiJaewa (@AiJaewa) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 29 มกราคม 2562 / 13:01

    อยู่ๆอเล็กซ์งี้เง่าจนอ๊องซะงั้น อเล็กซิสปล่อยไปเถอะถ้ายังเป็นยังงี้ให้ไปจัดการตัวเองก่อน ถ้าคิดไม่ได้ก็ช่างมันเลยค่ะ

    #206
    1
    • #206-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 39)
      29 มกราคม 2562 / 20:40
      เป็นบทที่ความนิยมพี่อเล็กซ์ตกฮวบเลยค่ะ

      อิแม่ปาดเหงื่อ//
      #206-1
  3. #185 P.NUT☆彡 (@PLOY_6843) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2561 / 19:06
    -เจ้าบ้าาา นายอเล็กซ์ น้องอเล็กซิสจะไม่เสียน้ำตาให้ผู้ชายอย่างเทอ ! จำไว้ อะไรวะ อิหยังวะ ทำไมอเล็กซิสต้องพยายามเข้าใจมัน กลับกัน อเล็กซ์ไม่เห็นจะทำอะไร ไม่เชื่อใจอเล็กซิสอีกต่างหาก โนมอร์ทูอเล็กซ์ ด้อนทัชมายอเล็กซิส น้องดาวพระศุกร์ คุณนักเขียนเจ๋งมาก ล่มเรือภายในครึ่งตอน ขอเบนกลับมาได้มเายยยยยย คิดถึงแบมบี้ สกายไปพ้าก แอบหวังลึกๆว่าเวดจะไม่ตายแบบนี้ หลอกตัวเองจะได้ไม่เส้ามาก อาศัยอยู่ด้วยความหวังลมๆแล้งๆ
    #185
    1
    • #185-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 39)
      15 ธันวาคม 2561 / 10:35
      ทำไมโดนชมแต่รู้สึกเหมือนโดนด่ายังไงไม่ยู้ แฮะ ๆ
      #185-1
  4. #127 ราตรีดำ (@ava123) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2561 / 21:38
    สิ่งที่อ่านมันคือยทที่จะทำให้ตัวละครมีความเข้มแข็งพอที่จะต่อสู้ไปกะโลกที่เลวร้ายเราคาดว่าอเล็กซิสจะเป็นคนที่ทำร้ายองค์กรและกฏ พ.ร.บ นี้เพราะความแค้น
    #127
    1
    • #127-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 39)
      25 ตุลาคม 2561 / 22:10
      ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ มาติดตามไปด้วยกันค่ะ :)
      #127-1
  5. #95 Good One D@y (@magic_girl) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2561 / 16:17
    โอ้ยอยากร้องไห้ ทำไมกลายเป็นแบบนี้ สมควรแล้วล่ะที่อเล็กซิสจะเย็นชาขึ้นในอนาคต คนที่รักมาตลอดพูดแบบนี้ โลกสวยแค่ไหน ก็พังทลาย รอให้สองคนนี้กลับมาเผชิญหน้าในฐานะศัตรูได้มั้ยเนี่ย ไม่ได้เกลียดนะ แต่เรารู้สึกว่า ความรักที่พังทลายเนี่ย สมควรกลายเป็นสิ่งที่ปิดกั้นกันและกัน จนสุดท้าย อยากให้อเล็กเสียใจที่วันนี้พูดแบบนี้ออกไป
    #95
    1
    • #95-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 39)
      9 พฤษภาคม 2561 / 20:30
      ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ ใครอ่านบทนี้ ทำเอาเจ้าอเล็กซ์จามรัว ๆ (โดนด่าเพียบ) 555
      #95-1
  6. #92 kimurakung (@kimurakung) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 18 เมษายน 2561 / 15:10
    อารมณ์ของมนุษย์ยามที่อ่อนล้า มันมักไม่มั่นคงเสมอ พอเข้าใจความรู้สึกของทั้ง 2 อเล็กซ์ .. นี่ถ้าเบนยังอยู่คงดีกว่านี้ 
    #92
    4
    • #92-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 39)
      18 เมษายน 2561 / 20:35
      ยอมรับว่าเราเองก็คิดถึงเบนมากเหมือนกันค่ะ เป็นตัวละครที่เขียนสนุกจริง ๆ
      #92-1
    • #92-3 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 39)
      18 เมษายน 2561 / 21:59
      คำถามนี้ถึงกับปาดเหงื่อ ^ ^'
      #92-3
  7. #90 plaily next (@plaily05) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 14 เมษายน 2561 / 22:51
    เวดไปแล้ว..ทำไมล่ะ ไรท์ทำอย่างนี้กับเวดของเราได้ยังไง ฮือๆ ตอนที่อเล็กซิสไปที่ห้องพยาบาลแล้วไม่เจอเวดอยู่ที่เตียง เราก็รู้แล้วว่าเวดจะไม่อยู่กับพวกเราอีกต่อไปแล้ว เท่านั้นแหละถึงกับน้ำตาไหลเลย และร้องไม่หยุดเลย เราเสียใจ เราชอบเวดตั้งแต่ตอนแรกแล้ว แต่ไม่คิดว่าเวดจะจากไปแบบนี้ (แต่..ลึกๆ ก็แอบหวังว่าเวดจะไม่เป็นอะไร และคงได้พบกันอีก แต่มันจะมีเหรอ..) แล้วตอนนี้อเล็กซิสก็ไม่เหลือเพื่อนที่มาด้วยกันอีกแล้ว(ไม่นับเบลินดา) โถ่..-คนที่มีโคเคนในครอบครองไม่ถึง 100 กรัม มาสุดท้ายไอ่อเล็กก็ยังไม่เข้าใจอีก -กัญชางอกในปลอด! อเล็กซิสเพิ่งเสียเพื่อนไปนะ เสียไปถึงสองคนด้วย เพื่อนที่เคยเล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็กน่ะ นายเข้าใจมั๊ยหะ! แต่..มันก็คงไม่เข้าใจหรอก ถ้าเข้าใจก็คงไม่ตีตัวออกไปแบบนั้น จริงไหม? เออ! ไปเลย จะไปไหนก็ไป๊ ชิ้วๆ แล้วอย่ามาให้เห็นหน้าอีกนะ ฉันเกลียดนายแล้ว -กัญชาในปลอดเอ๊ย!! ในสมองก็นายก็คงจะมีแต่เบนจริงๆ นั่นแหละ นายก็เลยมองไม่เห็นใครเลยว่าคนอื่นก็เสียใจเหมือนกัน อยากไปมากนักใช่ไหม ก็ไปสิ ไม่ได้ว่า ก็อย่างว่าแหละเพิ่งรู้จักกันแค่เดียวจะไปสำคัญได้ไง เสียแรงที่เราเคยเชียร์
    #90
    1
    • #90-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 39)
      14 เมษายน 2561 / 22:59
      แอบทึ่งกับสปีดการอ่าน อ่านเร็วม๊วกกกกกกกก
      ระบายมาเล้ย (อ้าแขนโอบกอด)
      #90-1
  8. #87 sangounwong0311 (@sangounwong0311) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 9 เมษายน 2561 / 16:43
    ไรท์ทำอย่างงี้ได้ยังไง
    #87
    1
    • #87-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 39)
      9 เมษายน 2561 / 20:24
      ใจเย็นเน้อ หนทางยังอีกยาวไกล จบเล่มหนึ่งยังมีเล่มสองน้า
      ฮือออ อย่างอนเค้า อย่างอนเค้า
      (ตะกุยแขน ทำหน้ามุ๊งมิ๊ง)
      #87-1