ตอนที่ 38 : กระจกฝ้าและผนังสีขาว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 176
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    12 เม.ย. 61

“พวกเขาทำเรื่องไม่ดีมาแน่ ๆ”

มองตามสายตาเบ็กกี้ อย่างที่เธอว่า ไม่รู้ว่าโคดี้กับเทสซ่าทำอะไรให้เคียนโต้ไม่พอใจ ถึงเอาแต่เรียกสลับสองคนนี้เป็นคู่ซ้อมทั้งวัน โคดี้น่วมไปทั้งตัว ส่วนเทสซ่าได้แผลฟกช้ำตามแรงปะทะ แต่ทั้งสองกอดคอกันบอกว่า “ไม่เป็นไร”

เป็นสิ คงมีแต่ไมเคิลที่อยากประมือกับเคียนโต้ ครูฝึกสาวอาจไม่ใช่ผู้หญิงตัวใหญ่ แต่แรงดีเกินกว่าผู้หญิงทั่วไปแถมทักษะยังระดับครูฝึก ถ้าเขาได้สู้กับเธอ...หมายถึงเป็นคู่ซ้อมกับเธอต้องสนุกมากกว่าประมือกับเพื่อน

อีกเรื่องที่น่าคิดคือโรคติดต่อที่ชื่อว่า ความรัก เมื่อข่าวสองอเล็กซ์กุ๊กกิ๊กกันเริ่มแพร่กระจาย ต่อมาจัสตินกับเอมมี่แสดงออกว่าคบกัน และต่อมาก็คือโคดี้กับเทสซ่าที่เอาชนะทุกคนด้วยการอวดความหวานไปทั่ว

“เลิกมองคนอื่นแล้วพยายามชกฉันให้ได้ดีกว่า” เขาเตือนสติเบ็กกี้ เด็กสาวจึงเหวี่ยงหมัดเบาหวิวใส่ ไมเคิลขยับตัวนิดเดียวเพื่อหลบ สู้กับเบ็กกี้ไม่ต่างจากสู้กับลม

ให้มันได้อย่างนี้สิ

ตาชำเลืองมองอเล็กซ์ฝึกคราฟมากากับเรมี พวกเขาสู้กันจริงจัง เห็นแล้วน่าอิจฉา เรมีได้เปรียบเรื่องความทนทาน ส่วนอเล็กซ์ได้เปรียบเรื่องความว่องไว อีกด้านอเล็กซิสจับคู่กับเบลินดา สาวผมสีช็อกโกแลตดูจะไม่ถูกกับเพื่อนของเขาเท่าไร ตอนแรกพวกเธอไม่พูดอะไรกันเลย แต่เมื่อผ่านไปสักพักกลับสู้กันเอาเป็นเอาตาย (อันที่จริงดูเหมือนตบกันมากกว่า) เบลินดาหน้าแดงก่ำอยู่ในวงแขนอเล็กซิสจนเคียนโต้ต้องจับแยกแล้วให้สู้ใหม่

เขาไม่เคยถามว่าพวกเธอไม่ถูกกันเรื่องอะไร ไมเคิลบันทึกไว้ในสมอง จำไว้ว่าครั้งหน้าจะถาม

“เอาละ พอ ๆ บางคู่จะฆ่ากันตาย บางคู่เอาแต่เต้นรำ”

หนึ่งในคู่เต้นรำคงหมายถึงเขากับเบ็กกี้

ไม่ทันไร “อย่างควินน์กับวาดาสเล่นตบแปะ” เธอแบมือสองข้างมองพวกเขา ตบแปะแย่กว่าเต้นรำอีก ไมเคิลคิด “ควินน์ ถ้าเธออ่อนแอแบบนี้ รับรองได้ว่าไม่รอด”

สาวน้อยผมแดงหน้าเสีย แม้ทั้งหมดชินกับคำพูดไม่ถนอมน้ำใจแล้ว แต่ฟังดูแล้วเหมือนโดนแช่งอยู่ดี ถึงกระนั้น ไมเคิลเห็นด้วยกับครูฝึก หากเป็นคนอื่นเขาคงกล้าสู้จริงจัง แต่เด็กสาวเคลื่อนไหวเหมือนหอยทากคลาน เพียงแยบหมัดเบา ๆ เบ็กกี้ยังไม่อาจหลบได้ กลายเป็นว่าเขาชกหน้าเธอเต็มเปา ตั้งแต่นั้นจึงไม่กล้าทำอะไรรุนแรง หรือเรียกได้ว่า แทบไม่กล้าขยับตัว

ศิลปะการต่อสู้แบบประชิดหรือคราฟเมกาไม่ใช่เรื่องใหม่ เขาไม่แน่ใจว่าปาสคาลเคยสอนเขาฝึกมันใหม่ (เพราะบทเรียนที่ปาสคาลสอนมีเยอะมากจนเขาไม่ได้จำชื่อเลย) แต่เพราะทักษะนี้รวมศิลปะป้องกันตัวแขนงอื่น จึงไม่ยากสำหรับการประยุกต์ แต่เพราะคู่ต่อสู้ของเขาคือเบ็กกี้นี่สิ 

“ชกมา เตะก็ได้ ทำสักอย่างสิ ถ้าเป็นศัตรูมันไม่ลังเลเหมือนฉันนะ” เขากระตุ้น แม้ที่ผ่านมาเธอยอมให้เขาฝึกพิเศษ แต่ข้ออ้างที่ได้ยินบ่อยที่สุดคือ ฉันต้องไปนอนแล้ว

“โกง!” เรมีคำราม เมื่ออเล็กซ์จับทุ่มได้สำเร็จ “นายไวกว่า!

คนชนะอวดยิ้มเยาะ แวบหนึ่งเหมือนเห็นรอยยิ้มของเบน ไม่รู้สิ ความรู้สึกที่เขามีต่อนายผมสีดำคนนี้ต่างจากคนไม่อยู่แล้วมาก แม้ปากของเบนไม่ค่อยน่าพิสมัยเท่าไร ส่วนอเล็กซ์เก็บปากเก็บคำได้เก่งกว่า อย่างไรก็ตาม ไมเคิลสัมผัสได้ว่าอเล็กซ์ไม่เป็นมิตรเหมือนเพื่อนของเขาเลย ถึงแม้อเล็กซิสกับเบ็กกี้จะยืนกรานว่านายคนนี้นิสัยดีกว่าเบนมากก็ตาม แต่เหตุใดเขากลับรู้สึกตรงกันข้าม

ชายหนุ่มส่งยิ้มบางให้อเล็กซิสที่อยู่อีกฟาก ไม่ทันไรเรมีวาดขาเตะข้อเท้า เมื่อไม่ทันหลบจึงล้มหน้าคะมำ

ฟึ่บ ไมเคิลรับหมัดเบ็กกี้ได้ทัน เธอเล่นเขาทีเผลอนี่นา “เมื่อกี้ดีมาก แต่ต้องแรงและเร็วกว่านี้”

เธอทำเสียงกรอดในปาก

เคียนโต้เป่านกหวีด ทุกคนหยุดสู้

“ดูคู่โวลคอฟกับวิเชียสเป็นตัวอย่าง มาร์โกต์กับอาโน่ก็ไม่เลว” ครูฝึกสาวปัดเปียไปข้างหลัง ดวงตาสีน้ำตาลประเมินผลงานนักเรียนในห้อง เธอมองนาฬิกาดิจิทัลบนผนังและสลับคู่ใหม่ “อีกรอบแล้วเลิก”

โคดี้เสนอ “เลิกบ่ายสามครึ่งเถอะ” พลางปัดเลือดออกจากปาก

“ได้ แต่นายยังต้องคู่กับฉัน”

เด็กหนุ่มสบถคำบางอย่างออกมา

“เลิกช้ากว่าคนอื่นครึ่งชั่วโมง” 

หมอนี่ไปทำอะไรให้เคียนโต้วะ เขาแคลงใจ สุดท้ายตัดสินใจยกมือ ครูฝึกสาวผายมือให้เขาพูดพร้อมรอยยิ้มหวาน “ว่าไงจ๊ะวาดาส”

“ผมคู่กับคุณแทนได้ไหมครับ”

ข้างหลังหญิงสาว โคดี้ยกนิ้วโป้งให้พร้อมรอยยิ้มกว้าง “นายเป็นคนดีกว่าที่คิดนะ”

เธอยิ้ม แต่รอยยิ้มไม่ได้บ่งบอกว่าจะตอบสนองข้อเสนอ “เอาไว้คลาสหน้านะวาดาส” ส่วนเด็กหนุ่มผมบลอนด์ซีดทำหน้าล้อเลียนเมื่อเธอไม่เห็น “พรุ่งนี้จะเริ่มใช่อาวุธมาประลองกันด้วย”

เยี่ยม เขาภาวนาให้พรุ่งนี้ได้จับคู่กับคนเจ๋ง ๆ บ้าง

“เอาละ ถ้าอยากเลิกเร็วสู้กันให้เต็มที่ อย่าคิดว่าเป็นเพื่อน คิดว่าเป็นศัตรู” หญิงสาวไม่ลืมข้อแม้ “ควินน์ไปฝึกกับมาร์โกต์ ส่วนโธมัสคนน้อง...”

ไม่ ๆ เขาภาวนาในใจ ไม่อยากคู่กับมินนี่ ต่างอะไรจากเบ็กกี้ ผมอยากสู้กับคุณต่างหาก ขาซ้ายสันนิบาตลงหนัก สู้กับเบ็กกี้แทบไม่เรียกเหงื่อเลย จะให้คู่กับมินนี่อีกนี่นะ แต่แล้วแค่ตีตนไปก่อนไข้ เพราะเธอให้มินนี่คู่กับพี่สาวตัวเอง หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้น ถ้าหากได้จับคู่กับอเล็กซ์ เรมี หรือไม่อาคุสะก็ยังดี แต่สุดท้าย เขาได้คู่กับอเล็กซิส

ดวงตาสีน้ำเงินคู่สวยจ้องเขาพร้อมรอยยิ้มรู้ทัน บนแก้มขวามีรอยข่วนฝีมือเบลินดาประทับอยู่ “โอ๊ะ โอ๋ ผิดหวังสินะ”

แม้อเล็กซิสต่อยหนักกว่าเบ็กกี้ แต่อย่างไรก็เป็นผู้หญิง เขาหลบหมัดเบาและกลหลอกมุกตื้นไปมา เธอหมุนตัวกระโดดเตะสีข้าง เดาไม่ยาก เมื่อนั้นเขาจับขาเรียวเล็กแล้วล็อกไว้ข้างตัว อย่างน้อยเธอช่วยให้เขาขยับตัวมากกว่ายืนนิ่งเป็นอนุสาวรีย์ อเล็กซิสใช้ศอกขวาหมายเสยคาง ไมเคิลยกมือปัด แค่นั้นเพื่อนสาวเสียการทรงตัวจนเกือบล้ม ถ้าหากเขาไม่พยุงอยู่คงล้มลงไปแล้ว ไมเคิลรอให้เธอตั้งตัวได้จึงปล่อย “เริ่มใหม่”

“เวลานายทำตัวเป็นครูฝึกมันน่าหมั่นไส้ชะมัด” เธองึมงำแล้วพุ่งเข้ามา เขาหลบหมัด...ผิดคาด คู่ต่อสู้ชะงักเขยิบถอยแล้วยกเท้า เขาทิ้งตัวลงหลบแล้วกระโดดลุกขึ้นใหม่ ปากหัวเราะเยาะเย้ยกระตุ้นให้เธอโมโห แม้ในใจชื่นชมกลยุทธ์เมื่อครู่ 

อย่างที่คิดไว้ อเล็กซิสเริ่มหงุดหงิดเมื่อไม่เป็นดั่งใจคิด เธอเป็นแบบนี้แหละ และเมื่อสู้ไม่ได้ยิ่งรั้นจะเอาชนะหรืออาจจะหมายต่อยเข้าให้ได้สักหมัด (อเล็กซิสจะเริ่มกระวนกระวายเมื่อสิ่งที่เธอคำนวณไว้ขัดกับความเป็นจริง) เพื่อเติมเชื้อเพลิงที่ว่า เขาจึงหยอดไปว่า “แตะตัวฉันให้ได้สิ”

คู่ต่อสู้สาวคำรามเสียงดังจนคู่อื่นหันมามอง เธอพุ่งเข้ามาแล้วจู่โจมด้วยหมัด ศอก ฮุก เขารับได้หมด ต่อยมั่วนี่หว่า

อเล็กซิสหัวเราะเมื่อเห็นสีหน้าเขา เธอยกเข่า เขารับทันก่อนใช้เท้าสะกิดขาข้างที่ยันอยู่ คู่ต่อสู้จึงเสียการทรงตัวและครั้งนี้ล้มลงกับพื้น เธอยันมือลุกขึ้นแต่แล้วทรุดลงไปนั่งกับพื้นเหมือนเดิม ไมเคิลลดมือลง

“ไม่เป็นไร” เธอโบกมือแล้วพยายามลุกขึ้น แต่ดูเหมือนว่าจะมีปัญหาตรงข้อเท้า เขาย่อตัวลง จับข้อเท้าเล็กจ้อย เพื่อนสาวทำหน้าบิดเบี้ยว

“ข้อเท้าพลิกแน่นอน” ไมเคิลว่า “ขอโทษนะ”

อเล็กซ์โผล่เข้ามาแล้วดันตัวเขาออกไป แต่ไมเคิลยังนั่งยอง ๆ ไม่สะท้านต่อแรงผลัก จ้องอีกคนกุลีกุจอตรวจจับข้อเท้าเพื่อน อเล็กซิสร้องโอดโอยเมื่อแฟนหนุ่มแตะส่วนที่เจ็บ

เคียนโต้ตามมาอีกคน พอเห็นอาการอเล็กซิสเธอตบมือให้ทุกคนหยุดซ้อม “นี่คือตัวอย่างแรก แต่ยังถือว่าเบามาก อย่าหวังว่าเหตุการณ์จริงพวกเธอจะเจอแค่ข้อเท้าพลิก”

อเล็กซิสหน้าแดงก่ำ เพราะครูฝึกใช้เธอเป็นตัวอย่างของความผิดพลาดหรืออ่อนแอ

“วาดาส พาเดวิสไปห้องพยาบาล โวลคอฟกลับไปซ้อมกับคู่ตัวเอง”

“แต่...”

“กลับไปซ้อมกับคู่ตัวเอง” หญิงสาวย้ำเสียงเฉียบ

ไมเคิลเห็นกระแสไฟฟ้าดังฉู่ฉ่าผ่านการประสานสายตาระหว่างเคียนโต้และอเล็กซ์ แต่สุดท้ายชายหนุ่มลุกกลับไปหาคู่ตัวเอง หัวเสีย พอครูฝึกสาวพยักพเยิดให้เขาพาเธอไป ไมเคิลจึงอุ้มอเล็กซิสออกไปทันที

 

“อ้าว” เวดเงยหน้ามองคนทั้งสอง อเล็กซิสเดินกระย่องกระแย่งพร้อมกับไม้เท้าค้ำยันหนีบใต้รักแร้ เขามักเห็นเวดเล่นเกมบนจอสกรีนเสมอ ไมเคิลอยากลองเล่นเหมือนกัน เห็นว่าเป็นเกมแนววางแผน “แล้วหน้าโดนอะไรมา รอยข่วนนี่นา”

“ข้อเท้าแพลงระหว่างซ้อม ส่วนตรงนี้ก็ระหว่างสู้” อเล็กซิสมองจอสกรีนในมือเวด “นายติดเกมมากเลยนะ”

“ลองเล่นสิ” เขาเอื้อมตัวจะลากโต๊ะทานข้าว ไมเคิลอาสาเลื่อนมาเอง

“นายนั่งลง” เขาแปะมือตรงที่ว่าง ไมเคิลจึงหย่อนก้นลงข้างเพื่อนสาว เวดหมุนจอมาทางอีกสองคนแล้ววนนิ้วตรงมุมขวาล่าง “ตรงนี้คือสถานะของเรา พอกดตรงนี้มันจะขึ้นภารกิจที่ต้องทำ อย่างอันนี้คือการตามหาสปายที่เข้ามาสอดแนมในเมือง”

“เกมนี้เกี่ยวกับอะไร”

“ปกป้องอาณาจักรจากกลุ่มผู้รุกราน” เวดเลื่อนหน้าจอกลับไปกลับมา คล่องมือ “มันจะมีสปายเข้ามาในอาณาจักรเพื่อหาข้อมูล จุดอ่อน อะไรพวกนี้ นี่คือสถานะของฉัน เห็นไหม คะแนนสูงสุดเลย” เขาหรี่เสียงลง “คนที่เหลือโคตรอ่อน”

อเล็กซิสหัวเราะคิกคัก

“มันเชื่อมกับเกมคนอื่นด้วยเหรอ” ไมเคิลถาม

เวดพยักหน้า “ถูกต้อง แต่ละคนต้องปกป้องอาณาจักรของตนเองและทำลายของอีกฝ่าย ในห้องนี้ อย่างไอ้เมืองสีเขียวนี่นะ เล่นใหม่สามรอบละ โดนฉันขโมยข้อมูลสองรอบ ส่วนอีกรอบโดนสีแดงบุก”

ทันใดนั้นเตียงข้าง ๆ ส่งเสียงดังมาว่า “คอยดูเหอะ”

ทั้งสามเงียบ จากนั้นระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่น โดนด่าอีกหลายคำ

“ฉันนึกว่าเมืองสีเขียวคือเตียงห่างออกไปเสียอีก” เวดหรี่เสียงลง  

ไมเคิลกับอเล็กซิสจดจ่ออยู่กับจอสกรีนแต่ไม่กล้ากดอะไรมากมายเพราะเล่นไม่ถูก เวดเจ้ากี้เจ้าการชี้ให้พวกเขาลองทำนู่นทำนี่ “ข้อแรกที่ต้องจำคือ รู้จักศัตรูให้มากที่สุดและให้มันรู้จักเราน้อยที่สุด ก่อนอื่นพวกเธอต้องปกป้องคลังอาวุธและผังเมือง ถ้าสปายขโมยไปได้” เขายกมือนิ้วทำท่าปาดคอ “จบเห่”

“นี่พวกเขาสอนนายเล่นขนาดนี้เลยเหรอ”

เวดส่ายหน้า เวลาเขายิ้มยิงฟันทำให้ไมเคิลนึกถึงโฆษณายาสีฟัน

“เปล่า ฉันเล่นทั้งวัน คิดกลยุทธ์เอง สรุปได้เอง” เขาพูดช้า ๆ เพื่อย้ำข้อเท็จจริงที่ว่า “และฉันไม่เคยแพ้”

ม่านแหวกออก อเล็กซ์โผล่เข้ามาท่าทางกระหืดกระหอบ ดวงตาสีนิลพุ่งมาที่อเล็กซิสและจ้องแต่เธอ “เป็นอะไรมากหรือเปล่า ต้องนอนพักไหม ขาขยับได้หรือเปล่า”

เวดหุบยิ้มลงและเอาแต่ก้มหน้ากดเกม อเล็กซิสเงยหน้าตอบแฟนหนุ่ม“ไม่เป็นไร เท้าพลิกนิดหน่อย เดี๋ยวก็หาย ไม่ต้องนอนห้องพยาบาลด้วย”

ไมเคิลชินแล้วกลับบรรยากาศขมุกขมัว เวดไม่ใช่คนเก็บความรู้สึกได้เก่งเท่าไร แต่ประเด็นคือ เขาคิดว่าไอเย็นจากตัวอเล็กซ์มันมาหาเขามากกว่าไปถึงเวดนี่สิ

 “ทำไมหน้าตื่นขนาดนี้”

“ทำไมจะไม่” ชายหนุ่มเถียง เขาเหลือบมองเวดกับไมเคิลแวบหนึ่งก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเหมือนเพิ่งรู้ว่ามีอีกสองคนอยู่ด้วย “นั่นสินะ ก็ห่วงไง”

แต่กิริยานี้กลับสะกิดใจไมเคิล โดยเฉพาะสายตาที่เขามองเวดต่างกับมองตนเองมาก อย่างที่เขาบอก อเล็กซ์ไม่เป็นมิตรกับเขาเหมือนกับคนอื่นเลย และแม้ทุกคนต่างรู้ว่าเวดชอบอเล็กซิส แต่ชายหนุ่มไม่ได้เย็นชากับอีกฝ่ายเหมือนกับไมเคิล

หรือเราคิดมากไปเอง

“นายสบายดีนะ”

เวดเงยหน้า “อ้อ...สบายดี แล้วนายล่ะ ดีขึ้นไหม...ฉันหมายถึงเรื่องเพื่อนนาย”

อเล็กซ์พยักหน้า  แล้วหันไปมองอเล็กซิส “ห้าโมงเจอกัน ฉันรอที่ลิฟต์” แล้วเขาปิดม่านออกไป

เวดหัวเราะในลำคออยู่นานจนอเล็กซิสตีไหล่เบา ๆ “หัวเราะอะไร”

เขาส่ายหัว “เธอก็รู้ว่าฉันไม่ค่อยถูกกับเบน งี่เง่าที่สุด สุดท้าย สาวที่ชอบกลับไปคบกันเพื่อนเขา มิน่าล่ะ ออสโล่พูดเป็นนัย ๆ ว่าฉันหงุดหงิดผิดคน ก็ไม่แปลกถ้าบางคนจะคิดว่าฉันโง่อะนะ”

“ออสโล่เหรอ” ดวงตาสีน้ำเงินเบิกกว้าง “ออสโล่!

เวดอมยิ้ม “อื้อ ฉันว่าเขารู้ แสดงว่าเธอชอบเขานานแล้วสินะ”

อเล็กซิสหน้าแดงหนักกว่าตอนโดนเคียนโต้ประจาน เวดยักไหล่ “ช่างเถอะ อย่างไรเสีย อย่างน้อยโวลคอฟไม่ได้นอนกับคนอื่นไปทั่ว แต่ฉันนึกไม่ถึงว่าเธอจะชอบพวกพี้ยา”

“เขาไม่ได้ติด...”

เด็กหนุ่มยังหัวเราะไม่เลิก “ก็ตอนนี้ไม่มียานี่ เมื่อก่อนกลิ่นกัญชาติดตัวหมอนั่นยิ่งกว่าน้ำหอมเสียอีก” เขาหันมาหาไมเคิล “ยัยนี่ไม่ค่อยมีเซ้นส์เรื่องผู้ชายเลย อย่างตอนเดวี่...”

“เวด! 

ไมเคิลเกาหัว ตามบทสนทนาคนทั้งสองไม่ทัน สักพัก ม่านเปิดอีกรอบ ทั้งหมดเห็นเทสซ่าเข้ามา สีหน้าตื่นตระหนกแบบเดียวกับคนก่อนหน้า “อเล็กซ์บอกว่าเธออยู่นี่ เป็นอะไรหรือเปล่า ต้องพักไหม”

คนที่นั่งอยู่สามคนเหลือบมองหน้ากัน เวดกับอเล็กซิสลืมคำพูดก่อนหน้าที่ทำให้พวกเขาเกือบทะเลาะกัน

“เปล่า ไม่เป็นอะไรมาก” เพื่อนสาวตอบ

“อ้อ...ดีแล้ว” สาวผิวเข้มชำเลืองมองเวดด้วยสีหน้าเศร้าก่อนจะคลี่ยิ้มเมื่อเด็กหนุ่มส่งยิ้มให้

“ได้ข่าวว่าเธอกับโคดี้กิ๊กกันนี่”

หญิงสาวปัดมือเหมือนจะบอกว่าอย่าสนใจเลย “เดี๋ยวเย็นฉันมาเยี่ยมนายอีกที พามินนี่กับโคดี้มาด้วย” ว่าแล้วก็ปิดม่านออกไป

กิริยาแปลกประหลาดของทั้งอเล็กซ์และเทสซ่าไม่อาจทำให้ทั้งสามเก็บงำไว้ในใจได้ พวกเขาโพล่งออกมาพร้อมกัน “เป็นอะไรกันไปหมด”

“...เหมือนกลัวว่าเธอต้องนอนที่นี่” ไมเคิลเสริม

“นั่นสิ”

“จะว่าไป...มีแต่กลุ่มเสี่ยงที่ได้ออกไปไม่ใช่เหรอ”

เขาคิดตามคำพูดเวด เห็นว่าจริง

“แต่พวกนั้นไม่ได้...” อเล็กซิสไม่กล้าพูดให้จบ

“พิการ” เจ้าตัวสรุปเอง “แต่...ทุกคนในห้องนี้มีสถานะเป็นกลุ่มต้องสงสัยทั้งนั้น” 

ไมเคิลอาสาเติมน้ำในเหยือกให้คนทั้งสอง มุมเครื่องดื่มในห้องพยาบาลประกอบไปด้วยน้ำเปล่าและน้ำผลไม้ บางครั้งพยาบาลคอยเติมน้ำเปล่าในเหยือกให้ผู้ป่วยเอง พลันสายตาเหลือบเห็นกลุ่มหมอพยาบาลกำลังประชุมกันอยู่ในห้องกระจกที่ใช้สำหรับผ่าตัด แต่ในเวลานี้ไม่มีคนไข้

“มีคำสั่งออกมา” ไมเคิลอ่านปากคนที่พูดอยู่พอจับคำได้บ้าง ทว่ายังไม่เข้าใจอยู่ดี คำสั่งอะไร

เขามองไปทางเตียงที่ไม่ได้ปิดม่าน คนแขนขวาขาดใช้อีกมือหนึ่งเล่นเกมแบบที่เวดเล่น ไมเคิลเกิดความสลดใจ พวกเขาคิดแต่เรื่องตัวเอง เพื่อนตัวเอง แต่คนที่เหลือในนี้ไม่มีใครมาเยี่ยมเลย พวกเขารอดมาด้วยกันและติดอยู่ด้วยกัน บางคนรอดคนเดียวก็อยู่คนเดียว

หางตาของเขามองกลับเข้าไปในกลุ่มเจ้าหน้าที่ แต่ครั้งนี้กลับขนลุกซู่เสียเองเมื่อคนทั้งกลุ่มกำลังมองเขาอยู่ด้วยแววตาที่ยากจะเดาอารมณ์

เด็กหนุ่มรีบคว้าเหยือกน้ำแล้วกลับไปที่เดิม

 

“นายมีอะไรอยากบอกฉันหรือเปล่า”

อเล็กซิสถามขึ้นมา เธอไม่ได้ถามไมเคิลแต่ถามอเล็กซ์ พวกเขายืนอยู่ในลิฟต์กันสามคนเพื่อลงไปรับประทานอาหาร ชายตัวสูงยกมือโอบไหล่แฟนสาว ไมเคิลมองออกไปนอกกระจก รู้สึกกดดัน

“ไม่นี่ ทำไมเหรอ”

“นายกับเทสซ่าดูตกใจมาก เหมือนกลัวว่าฉันต้องนอนห้องพยาบาล”

ไมเคิลมองเงาทั้งสองผ่านกระจก อเล็กซ์หันมาจูบหน้าผากเธอแต่สายตาจ้องผ่านเขาผ่านภาพสะท้อนในกระจกเหมือนต้องการบอกให้รู้ว่าเขาคือส่วนเกิน “ถ้าเธอนอนห้องพยาบาลแปลว่าเธอเจ็บหนักไม่ใช่เหรอ”

แม้แต่เวดยังไม่กันเขาออกไปขนาดนี้ ตรงกันข้าม นับวันหมอนั่นยิ่งเห็นเขาเป็นเพื่อนมากขึ้นทุกวัน

ตลอดช่วงเย็น ทุกคนพูดคุยกันปกติ ยกเว้นเทสซ่ากับโคดี้ที่มักแลกเปลี่ยนความนัยผ่านสายตาเสมอ ซึ่งไม่ใช่สายตาน้ำเชื่อมแบบทุกที

“ฉันใจไม่ดีเลย” อเล็กซิสพูดขึ้นเมื่ออเล็กซ์ลุกออกไปหยิบของหวานเพิ่ม “นายว่าไหมว่าตั้งแต่ฉันล้ม พวกเขาเอาแต่แสดงอาการแปลก ๆ มันแปลกไปหมดเลย”

เขาพยักหน้าแล้วสะกิดให้เธอเห็นว่าแฟนตัวเองกำลังกลับมาที่โต๊ะ

“ฉันจะลองถามคนอื่นดู”

พวกเขาจบบทสนทนา เมื่ออเล็กซ์นั่งลง

“ฉันขอตัวไปนอนนะ” เบ็กกี้ลุกขึ้น ส่วนเรมีลุกออก “ฉันขอ...”

“ไปสัมภาษณ์อาคุสะเรื่องพลังของเขา” อเล็กซิสตอบแทน “พักนี้นายหมกมุ่นเรื่องนี้มากนะ วันก่อนก็สัมภาษณ์เทสซ่าจนเดินเฉ่ง”

เรมียิ้มแห้งแล้วลุกออกไป เขาเป็นคนที่สนใจเรื่องพลังแฝงมากที่สุดในกลุ่ม อย่างสองวันก่อนไมเคิลต้องตอบคำถามเรมีเป็นชั่วโมง

เมื่อทุกคนทยอยลุกออกไปจนหมด เหลือแต่พวกเขาสามคนบวกกับเด็กชายวัยสิบหกนามพลูทักซ์เป็นสี่ “เธอจะขึ้นไปหาเวดอีกหรือเปล่า เพิ่งเยี่ยมมาไม่ใช่เหรอ”

“แป๊บเดียวเอง เขาอยู่คนเดียวทั้งวันเลยนะ”

อเล็กซ์พยักหน้าไม่กล่าวอะไรต่อ ไมเคิลอยากจะสะกิดบอกเพื่อนสาวว่าผู้ชายอยากให้เธออยู่กับเขาตลอดช่วงฟรีไทม์ต่างหาก

สายตาของเขาหยุดอยู่ที่พลูทักซ์ เด็กชายวัยสิบหกนั่งรับประทานอาหารเหงาหงอยแม้อยู่บนโต๊ะรวม บางที เด็กคนนี้อาจจะรู้ เมื่อจัดการอาหารในถาดเสร็จ เขาหุนหันลุกขึ้น ไม่กล่าวกับใคร ในโต๊ะเหลือเพียงไมเคิล อเล็กซิส และอเล็กซ์

“ฉันขอตัวก่อน” เขาบอกโดยไม่รอคำตอบ

ปกติแล้วพลูทักซ์มักเดินเรื่อยเปื่อยจนครบกำหนดเวลาเข้านอน บางครั้งเขาลงไปห้องฝึก แต่หลายครั้งเจอเรมี เด็กหนุ่มจะหันหลังกลับ บางครั้งไมเคิลมองพลูทักซ์แล้วเหมือนเห็นตัวเองตอนอยู่ในหอพักแรก ตัวคนเดียว ไม่มีเพื่อน

“นี่นาย”

เขายังเดินต่อ

“เอ่อ พลูทักซ์”

เขาหยุดแล้วหันมามอง “มีอะไร” หนุ่มวัยสิบหกเอามือเข้ากระเป๋ากางเกง “ถ้าจะชวนไปไหนบอกเลยไม่ต้อง อย่าทำเหมือนกับว่าฉันต้องการเพื่อน”

อย่างที่หลายเสียงบอก เด็กคนนี้ไม่ค่อยน่ารักเท่าไร

“ฉันไม่ได้จะตีซี้สักหน่อย”

พลูทักซ์ทำหน้าเหยเกราวกับไมเคิลราดแอลกอฮอล์ลงบนแผลสด

“นายพอรู้อะไรเกี่ยวกับพวกที่อยู่ในห้องพยาบาลไหม”

“จะไปรู้เหรอวะ”

ไมเคิลนับเลขในใจ

“ฉันหมายถึง พวกที่อยู่ก่อนหน้านี้...นายพอรู้ไหมว่ามีเรื่องแปลกประหลาดเกิดขึ้นหรือเปล่า” เขาจะอธิบายอย่างไรดี

“เอ๊ะ ฉันมาอยู่ก่อนนายไม่กี่วัน จะรู้อะไรวะ ถามโง่ ๆ” พลูทักซ์ตวาด “...เอ”

“ว่าไง” เขายิ้ม ลุ้นในใจ

เด็กชายกอดอก หน้าตาครุ่นคิด “หรือนายจะหมายถึงเรื่องนี้ ฉันเคยได้ยินฟีบี้กับไอ้โคดี้คุยกันว่า คนที่ไม่ได้ออกจากห้องนั้นจะถูกพาไปที่อื่น หมอนั่นเสียตาเพราะขวางเจ้าหน้าที่...ไม่แน่ใจนะ ฉันไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์” เขายักไหล่ “อ้อ เจ้าหัวดำน่าจะรู้ดีกว่า ไอ้ขี้ยาอเล็กซ์น่ะ เขาคลุกคลีกับพวกกลุ่มตกค้าง ไปถามหมอนั่นสิ”

เหอะ ไมเคิลหัวเราะเสียงแห้ง

ถ้าโคดี้รู้ เทสซ่าต้องรู้เหมือนกัน พลูทักซ์ช่วยตอบคำถามที่ว่าทำไมสายตาเวลาเทสซ่ากับอเล็กซ์มองเวดจึงดูเศร้าปนเวทนา

เขาจับไหล่เด็กหนุ่ม “ขอบใจมาก”

 พลูทักซ์ปัดมือออกแล้วเดินหนีไป ส่วนเขาพุ่งตัวกลับไปแต่เจออเล็กซ์พอดี

“อเล็กซิสล่ะ” เขาถาม “เมื่อกี้ยังอยู่เลย”

หนุ่มผมสีดำชี้นิ้วขึ้นไปข้างบนด้วยสีหน้าเซ็ง ชายหนุ่มกดลิฟต์ ทั้งสองก้าวขาเข้าไป

ลิฟต์เคลื่อนที่ ชั้นหกสิบ หกสิบเอ็ด หกสิบสอง...ไปเรื่อย ๆ

“นายรู้ใช่ไหมว่าเวดจะไม่ได้ไปทอยซิตี้กับพวกเรา”

ชายหนุ่มกดหยุดลิฟต์ทันที ก่อนจะหันมามองเขาด้วยแววตาหาเรื่อง “นายรู้ได้ไง”

“ไม่สำคัญหรอก ทำไมนายไม่บอกคนอื่น ไม่สิ ทำไมนายไม่บอกอเล็กซิส”

ดวงตาสีนิลส่งไอเย็นยะเยือก พวกเขาไม่เคยคุยกันมาก่อน แต่พอคุ้นหน้าตากันพอสมควรเพราะเป็นกลุ่มแรกที่เข้ามาอยู่ในโปรแกรม และที่สำคัญ ชื่อของเขาอยู่ในลำดับถัดจากทายาทโวลคอฟ ก่อนหน้านี้อเล็กซ์ไม่ได้มีทีท่าเป็นปฏิปักษ์ถึงขนาดนี้

“นายห้ามบอกเธอเด็ดขาด”

“ไม่ได้ อเล็กซิสต้องรู้”

“ห้ามบอกสกาย*

เขามองออกไปนอกหน้าต่าง แต่ฉุกใจว่าสกายน่าจะมาจากชื่อคน “ฉันพูดถึงอเล็กซิสต่างหาก”

รอยยิ้มเช่นคนเหนือกว่าปรากฏบนใบหน้าเจ้าตัว ไมเคิลค่อนข้างสับสนกับอารมณ์คนคนนี้ ตอนนี้เขาไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมก่อนหน้านี้อเล็กซิสแทบไม่มีสมาธิ ยิ่งเธอชอบเขาด้วย เซลล์สมองคงทำงานหนัก

“ใช่ คนเดียวกัน”

อ้อ เพื่อนตัวเองเรียกแบมบี้ ตัวเองเลยเรียกสกายสินะ เขาพอเห็นความเหมือนระหว่างเบนกับอเล็กซ์แล้ว

“นายจะปิดเธอทำไม พวกนั้นอาจวางแผนจะพาตัวเขาออกไปเร็ว ๆ แน่ ๆ ฉันเห็นพวกเขา...”

คิ้วดกดำกระตุก “ไม่หรอก พวกนั้นจะปล่อยให้เราออกไปก่อนถึงจะพาเวดไปที่อื่น”

“ไม่ ฉันเห็นพวกหมอประชุมกัน พอ...” ไมเคิลเกือบหลุดคำว่าอ่านปาก แต่เพราะกลัวว่าไม่น้ำหนักจึงเปลี่ยนคำแทน “...ได้ยินพวกเขาคุยกันว่าวันนี้ นั่นหมายความว่าพวกเขาจะทำการณ์บางอย่างที่ต่างจากเมื่อก่อน ฉันไม่รู้ว่าทำไม แต่ฉันแน่ใจว่ามันจะเกิดขึ้นในเวลาอันใกล้”

อเล็กซ์ไม่มีทีท่าขยับเขยื้อน “ไม่ได้ โคดี้เสียตาเพราะขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ นายคิดว่าถ้าบอกเธอไป เธอจะทำอย่างไร แล้วนายจะทำอะไร หยุดได้เหรอ”

“ฉะ...ฉัน...แต่”

“นายทำไม่ได้”

เขาเกลียดเสียงหัวเราะผ่านลำคอพ่นออกมาจากรูจมูก หมอนี่กวนประสาท

“แต่ว่า อย่างน้อย ถ้าพวกเขารู้ตัว หากมีสิ่งใดจะพูดก็จะได้พูดออกมา”

อเล็กซ์ระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่น “เพื่ออะไร ถ้านายบอก นอกจากจะไม่ได้สั่งเสียหรือบอกลากันแล้ว เวดจะรู้สึกยังไง แล้วสกายล่ะ คิดว่าพวกเขานั่งคุยกันหรือกอดคอกันร้องไห้เหรอ เธอไม่มีทางอยู่เฉย ๆ หรอก” รอยยิ้มนั้นหุบลง “เธอไม่ใช่คนยอมปล่อยให้เพื่อนเป็นอะไรไป นายไม่รู้จักนิสัยเธอหรอกเหรอ”

“ฉันรู้” ไมเคิลโพล่ง ทันใดนั้น เขาฉวยโอกาสเอื้อมมือกดปุ่มยกเลิก แต่อเล็กซ์คว้าข้อมือไว้ทันแล้วบีบ แรงหมอนี่เยอะกว่าที่คิด “ฉันจะยอมให้นายไปด้วยจนกว่าสัญญาว่าจะไม่บอก”

“นายไม่มีสิทธิทำแบบนี้” เขาฝืน ทันใดนั้นกระแสไฟขัดข้อง ลิฟต์ดับลงและค้างอยู่คาชั้นหกสิบแปด วินาทีนั้นเขารู้สึกเหมือนกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านรอบตัว นัยน์ตาสีดำคู่นี้จ้องเขม็งส่งผ่านรังสีกราดเกรี้ยว

ไมเคิลนึกถึงไฟติด ๆ ดับ ๆ เมื่อตอนที่อเล็กซิสบอกข่าวชายคนนี้เรื่องเบนสลับกับตอนโคดี้ดับไฟทั้งชั้น เพิ่งตระหนักได้ว่า...มันไม่เหมือนกัน เขาเคยเห็นอเล็กซ์ใช้พลัง พลังในรูปแบบคลื่นที่คล้ายกับของเทสซ่าแต่ต่างตรงที่มันไม่ใช่คลื่นเสียง ทว่าครั้งนี้... “เวลาไฟฟ้าขัดข้องเป็นฝีมือนายสินะ มิน่า อาคุสะถึงต้องประกบ เขาช่วยคุมอารมณ์นายใช่ไหม ไม่งั้นนายจะหลุดปล่อยพลังออกมา”

ใบหน้าสีขาวซีดนิ่งงันยิ่งกว่ารูปปั้น ไหนเธอบอกว่าทั้งเบนและอเล็กซ์มีความคล้ายกัน เปล่าเลย เบนมีชีวิตชีวา เบนปากจัด แต่ไม่ได้พิลึกและเย็นชาแบบหมอนี่

“รับปากมาซะ” เขาเค้น ไฟในลิฟต์สว่างขึ้นและดับไปอีก “พูด”

“ไม่ อเล็กซิสมีสิทธิที่จะรู้”

อเล็กซ์ปล่อยมือแต่ตรงเข้ากระชากคอเสื้อ เขาไม่ยอมเช่นกัน ต่างคนต่างรั้งคอเสื้อกันไปมา ไมเคิลได้โอกาสสู้กับอเล็กซ์สมใจ หนุ่มผมเงินเหวี่ยงอีกฝ่ายออกไปแล้วถลันไปยังปุ่มหยุดพลันคลื่นกระแทกซัดอัดกับผนังลิฟต์ พาหนะเคลื่อนที่เริ่มสั่น อเล็กซ์พุ่งตัวเข้ามาเงื้อหมัดหมายทำร้าย เขารับ ต่างฝ่ายรั้งกันไปมา “นายรู้จักเธอไม่กี่วัน อย่าคิดว่ารู้ดีทุกอย่าง”

เขาผลักตัวชายร่างสูงออกไป “นายก็ไม่ได้รู้จักเธอนานกว่าฉันเท่าไรหรอก เพื่อนกันย่อมไม่ปิดบังกัน”

“หุบปาก ฉันไม่ยอมให้เธอเป็นอันตรายแน่เพราะความโง่เง่าของนาย”

“นายโกหกเธอ”

“ฉันไม่ได้โกหก”

ไมเคิลอ้าปากจะเถียง แต่แล้วหุบ เออว่ะ เขาแค่ไม่บอก “ถ้าเป็นเบน ถ้าเป็นหมอนี่ เขาจะบอกอเล็กซิส”

“ไม่มีทาง นายไม่รู้จักเพื่อนฉันแม้แต่น้อย นายไม่รู้จักทั้งเบนและสกาย” ทั้งสองเหวี่ยงกันไปมา “การที่เขาช่วยชีวิตนายไม่ได้แปลว่านายจะเรียกเขาว่าเพื่อน เบนช่วยนายเพราะช่วยสกาย”

วินาทีนั้นไมเคิลเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมอเล็กซ์เกลียดเขา ไม่ใช่แค่เพราะเขาสนิทกับอเล็กซิส แต่อีกเหตุผลหนึ่งคือเบนช่วยชีวิตเขา

ลิฟต์สั่นหนักกว่าเก่า เมื่อนั้นไมเคิลเข่าใส่ท้องชายหนุ่ม อเล็กซ์ทรุดลง ไฟฟ้ากลับคืน เขาพุ่งตัวกดปุ่ม ทั้งสองจ้องกันเขม็งจนลิฟต์เปิด เด็กหนุ่มวิ่งออกไปทันทีไม่รอโดนกระชากตัวซ้ำ

จำนวนแขกในวันนี้เยอะกว่าทุกวัน หนุ่มหล่อผมบลอนด์โบกมือเมื่อเขาเข้ามา เวดกำลังอารมณ์ดี เพราะทั้งอเล็กซิส เทสซ่า มินนี่ และโคดี้นั่งล้อมรอบเตียงฟังเขาเล่านัดแข่งชิงแชมป์ฟุตบอลโรงเรียน

“นายเคยเล่นฟุตบอลไหม”

แขกอีกคนเปิดม่านเข้ามา เขารู้ว่าเป็นใคร อเล็กซิสมองเขาสลับกับอเล็กซ์ เลิกคิ้วขึ้นเชิงถามผ่านสีหน้าว่า เกิดอะไรขึ้น

“นี่ ไมเคิล นายเคยเล่นฟุตบอลหรือเปล่า”

เขารู้สึกตัวจึงพยักหน้า “อื้อ”

“ถ้าฉันใช้ขาเทียมได้ถนัดเรามาตั้งทีมเล่นกันเถอะ รู้ไหม โรงเรียนของพวกเราไม่เคยได้แชมป์ใหญ่ขนาดนี้เลย ความจริงทีมบาสของอเล็กซ์เกือบได้แชมป์แล้วเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นจะได้เป็นแชมป์ทั้งสองชนิดเลย”

เวดไม่รู้ตัวเลยว่าบรรยากาศห่างไกลจากคำว่าปกติ หากไม่นับอเล็กซิสกับมินนี่ที่ตั้งใจฟังจริงจัง มีหรือเทสซ่ากับโคดี้จะนั่งฟังเงียบแบบนี้ ทั้งสองไม่ใช่ผู้ฟังที่ดี แต่กลับนั่งนิ่งราวกับสิ่งที่เวดเล่ามันน่าสนใจเหลือคณา

เขามองเด็กหนุ่มหน้าหล่อพูดไปด้วยแววตาสดใส ถึงแม้เวดจะสงสัยว่าทำไมตัวเองอยู่แต่ในห้องนี้แต่ความหวังยังฉายออกมาจากดวงตาสีฮาเซล และยิ่งเขาเห็นอเล็กซิสมองเพื่อนด้วยแววตาประหนึ่งมารดามองบุตร แค่นั้นปิดปากไมเคิลได้สนิท

อเล็กซ์ยังคงจ้องเขาไม่วางตา ไมเคิลหลบตาแล้วอาศัยจังหวะที่ทุกคนให้ความสนใจกับเวดออกมาจากจุดนั้น

สุดท้าย กลับเป็นตัวเขาเองที่ขลาดเขลาเกินกว่าจะพูดความจริงออกไป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

253 ความคิดเห็น

  1. #183 P.NUT☆彡 (@PLOY_6843) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2561 / 18:30
    โอย เข้าใจไมเคิล เข้าใจทุกคน เหมือนรอเวลาไปเรื่อยๆเพื่อขึ้นเขียงโดนเชือด ไม่เข้าใจว่าถ้างั้นทำไมต้องให้เวดเล่นเกมวางแผน กายภาพบำบัด ใส่ขาเทียม ตอนคุกวีไอพีก็ด้วย ทำไมต้องให้ที่อยู่อำนวยความสะดวกเด็กๆขนาดนั้น ทฤษฎีฟาร์มวัวในอีสต์แลนด์กลับมาหลอกหลอนอีกแล้ว กลายเป็นว่าเด็กซานโบซ่าสี่คนจะเหลือแค่น้องอเล็กซิสกับยัยเบลินดาจริงๆเหรอ ผู้ชายดีๆ ผู้ชายดีๆ ตายไปหมดแล้ว ช้านจะรออะไร ชอบประโยคนี้มากที่ไมเคิลบอกว่า เข้าใจว่าทำไมอเล็กซิสถึงไม่มีสมาธิ ยิ่งมาชอบอเล็กซ์ เซลล์สมองคงทำงานหนัก ตร่ก ไบโพล่าร์ทั้งแผ่นดิน
    #183
    1
    • #183-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 38)
      15 ธันวาคม 2561 / 10:34
      พี่อเล็กซ์มึนจนคนเขียนก็เริ่มมึนตาม
      #183-1
  2. #86 shirone-mirai (@shirone-mirai) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 2 เมษายน 2561 / 16:44
    อึก~รู้สึกเสียดแทงมากค่ะT^T
    #86
    1
    • #86-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 38)
      2 เมษายน 2561 / 21:14
      เล่มสองหนักกว่านี้อีกนะ

      (อะไรคือการโฆษณาแล้ว เขียนแล้วยัง...ยัง)
      #86-1
  3. #85 shirone-mirai (@shirone-mirai) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 2 เมษายน 2561 / 16:44
    อึก~รู้สึกเสียดแทงมากค่ะT^T
    #85
    0