ตอนที่ 37 : เดตรัตติกาล

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 169
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    11 เม.ย. 61

เธอไม่รู้ว่าตัวเองมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

ท่ามกลางความมืดมิดแต่ยังไม่มืดสนิท ไฟสีเขียวสีแดงประดับข้างเตียงส่งแสงริบหรี่เป็นจุดเล็กจุดน้อย เธอพลิกตัวหลายสิบรอบ พยายามข่มตาหลับ แต่หัวใจกลับเต้นระวิงรอเวลา หากเป็นคืนอื่น เทสซ่าพลิกตัวไปมา ใจหนึ่งอยากนอน ใจหนึ่งกลัวฝัน รอจนกระทั่งร่างกายเหนื่อยล้าเอาชนะความคิดในสมองหลับไปเอง ปกตินอนวันละไม่กี่ชั่วโมงเพราะภาพโนเอลจมกองเลือดเล่นซ้ำอยู่ข้างใน แม้อเล็กซิสบอกว่าเขาตายเพราะระเบิด

ในห้องเงียบสงบเพราะทุกคนตกอยู่ในห้วงนิทรา เทสซ่าไม่รู้ว่าคนอื่นเป็นเหมือนเธอหรือไม่ แต่ละคนมีภาพติดตาแบบไหนกันบ้าง ทว่าคืนนี้ค่อนข้างแปลกกว่าคืนอื่น ไม่ใช่ความกลัวแต่เป็นความตื่นเต้น

เราเป็นอะไร

หญิงสาวเงี่ยหูฟังเสียงคร่ำครวญของมินนี่ แต่เมื่อผ่านมาหลายอาทิตย์ เสียงเงียบลง เธอไม่รู้ว่าน้องสาวหลับหรือตื่นอยู่ พลิกตัวไปมาจนกว่าสติจะล้าเหมือนเธอหรือไม่ แต่เธออยากให้มินนี่หลับ

มือขวาเขยิบหมอนแล้วซุกหน้าลงไป มันคงดีกว่านี้ถ้าเธอหมกมุ่นกับภาพโนเอลหรือแม่และบ้านที่จากมา แม้ว่าเธอเกลียดบ้านหลังนั้น แต่ไม่เคยเกลียดสภาวะของการมีครอบครัว เทสซ่าไม่เคยรักเดอะเวสต์ มันเป็นเมืองขยะ เธอฝันมาตลอดว่าสักวันจะพาทุกคนออกจากที่นั่น แต่ฝันหยุดอยู่แค่นั้น

ยกมือดูนาฬิกาอีกทีเห็นว่าเวลาใกล้นัดแล้ว แต่ในใจยังกระวนกระวาย เราควรนอน ไม่ใช่รอสิ สักพัก ร่างกายกลับลุกขึ้นเหมือนหัวสมองและหัวใจทำงานแยกกัน และฝ่ายหัวใจเป็นฝ่ายชนะ นิสัยอยากรู้อยากลองเอาชนะเหตุผลตัวเองได้เสมอ

แสงไฟสีส้มอ่อนส่องสว่างเหนือหัวเตียงพร้อมกับมินนี่โผล่หน้าขึ้นมาจากขอบเตียง อย่างที่เธอกลัว เด็กสาวยังตื่นอยู่

“พี่จะไปไหน” ดวงตากลมมนขนาดเท่าการ์ตูนอนิเมะและมีสีฟ้าทะเลเหมือนกับโนเอลจ้องแป๋ว

“ทำไมยังไม่นอน”

มินนี่ขยี้ตา อากัปกิริยาเหมือนเด็กน้อย จนไมเคิลถึงกับอ้าปากค้างเมื่อเธอบอกว่าน้องสาวอายุเท่าเขา “คิดถึงโนเอลกับแม่”

“พี่แค่จะไปห้องน้ำ นอนเถอะ” เธอโกหก “พรุ่งนี้มีเรียนอีกนะ”

“พี่ก็เหมือนกัน พี่จะไปกับโคดี้ใช่ไหม”

มินนี่มักถูกเพื่อนรังแกเสมอ แต่เด็กสาวกลับใสซื่อคิดว่าพวกเขาเล่นด้วย เด็กเลวพวกนั้นเรียกน้องสาวว่า “นังโง่” บ้าง “ยัยสมองยัดนุ่น” บ้าง พัฒนาการของมินนี่ค่อนข้างช้า และเธอเหมือนเด็กที่ปราศจากสีดำ อาจจะเป็นเจ้าตัวแสบในบางครั้ง แต่ในที่นี้ แม้ผ่านเช็คพ็อยต์วันมาแล้ว มินนี่ยังเป็นคนเดิมที่เศร้าซึมเพราะขาดพี่ชายที่ทำหน้าที่เสมือนพ่อ คือโนเอล

แต่ในสายตาเทสซ่า มินนี่ห่างไกลจากคำว่า “สมองยัดนุ่น” นัก เธอชอบจับตามองพี่สาว คอยจ้องว่าเธอคุยกับใคร ใครทำอะไร ถึงมินนี่ดูจะโตช้า แต่เธอช่างฝัน

“เราออกจากห้องไม่ได้”

“ใช่ เพราะแค่พี่จะออกไปคนเดียว”

“ไม่” สาวน้อยนั่งขัดสมาธิกอดอก   

เทสซ่าจึงลุกออกจากเตียง เดินผ่านเตียงอเล็กซิส แสงไฟสลัวส่องตามเซนเซอร์จับการเคลื่อนไหวสาดแสงไปถึงดวงหน้าตุ๊กตาที่กำลังหลับตาพริ้มอย่างสงบ มุมปากทั้งสองข้างเหยียดออกคล้ายแย้มยิ้มประหนึ่งฝันดี

“เพราะเธอเลยนะ” หญิงสาวยื่นหน้ากระซิบบอกเจ้าหญิงนิทรา แม้แต่เธอที่เป็นผู้หญิงยังชอบมองเพื่อนคนนี้ ถ้าหากทั้งสองคนรู้จักกันก่อน เทสซ่าคงอิจฉาเด็กสาวน่าดูเชียวล่ะ เพราะชีวิตซาร่าห์ห่างไกลจากคำว่าเป็นไปได้สำหรับเธอ แต่ชีวิตของอเล็กซิสนี่สิ ยังอยู่ในขั้นที่เธออาจเอื้อมถึง และที่สำคัญ หากไม่ถูกจับ แม่สาวผมน้ำตาลคนนี้คงได้เป็นนางแบบดังแน่ และมันคืออาชีพที่เธอฝันอยากเป็น

แต่ถึงกระนั้น ตอนนี้อเล็กซิสยังมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจครั้งนี้อยู่ดี เพราะเธอกับอเล็กซ์ทำให้ตัวเทสซ่าเริ่มหวั่นไหวกับไอ้บ้านั่น เทสซ่าไม่ชอบเวลาพวกเขามองกัน มันทำให้เธอเหงา และเมื่อเจอสายตาโคดี้ เธอรู้สึกดี

ขาเขยิบเลยไปอีกสองเตียง เด็กสาวผมแดงนอนคุดคู้หลับตา เธอไม่แน่ใจว่าเบ็กกี้หลับจริงหรือไม่จึงเรียกเบา ๆ “เบ็กกี้”

เธอลืมตาขึ้น

“นอนไม่หลับอีกแล้วงั้นสิ”

เทสซ่าส่ายหน้า “มินนี่” นัยน์ตาชำเลืองมองประตู มันล็อกไม่ให้ใครออกมาจนกระทั่งถึงเวลาหกนาฬิกา แต่คืนนี้เธอจะออกไปได้เพราะโคดี้สัญญาว่าจะพาเธอออกไป

สาวน้อยผมแดงลุกขึ้นเชื่องช้า ไฟสีส้มอ่อนสว่างขึ้นเหนือหัวเตียง ยายตัวเล็กกะทัดรัดปีนออกจากเตียงอวดรอยยิ้มที่ทำให้เธอสะท้อนใจ เบ็กกี้มีความสุขมากเวลาเธอขอให้ช่วย มันเหมือนกับว่า นี่คือสิ่งเดียวที่เธอคิดว่าตัวเองมีประโยชน์ต่อคนอื่น

เบ็กกี้มักเข้านอนเร็วเสมอ ตอนแรกเธอไม่เข้าใจจนอเล็กซิสเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในโซนสามให้ฟัง โชคดีที่เธอไม่เคยได้รับผลนั้นเลย อาจเป็นเพราะเด็กสาวเลือกนอนเร็วและตื่นนอนขณะคนอื่นหลับ จนเมื่อเริ่มคลาส เบ็กกี้สามารถควบคุมพลังของตัวเองได้แล้ว และมันเป็นพลังที่ดียิ่งกว่ายาปฏิชีวนะมาก ตัวอย่างก็คืออเล็กซิสที่นอนหลับสนิทตรงนี้ เบลินดาและเอมมี่ที่นอนหลับสนิทตรงโน้น รวมทั้งตัวเธอเอง

“แล้วเธอล่ะ”

“ไม่ต้องหรอก”  เทสซ่าชำเลืองมองประตูอีกรอบ “ฉันมีนัด”

คิ้วสีน้ำตาลแดงขมวดเข้าหากัน เหนือนัยน์ตาสีเขียวใบไม้สะท้อนแววฉงน “แต่...เธอออกไปไม่ได้”

เธอชูนิ้วขึ้นให้เด็กสาวเงียบ “ช่างเถอะน่า”

เบ็กกี้ไม่ค่อยสุงสิงกับใครนอกจากอเล็กซิสและไมเคิล ดังนั้นจึงไม่สงสัยว่าเธอออกไปเพื่ออะไร หรือกับใคร ข้อดีคือ เบ็กกี้ไม่ค่อยถามมากความและไม่จุ้นจ้าน หากไม่นับอายุแล้ว เธอโตกว่าน้องสาวตนเองเสียอีก

“มาเถอะ” เธอดันตัวเบ็กกี้ไปที่เตียงมินนี่ น้องสาวมองเห็นว่าเธอพาใครมาก็รีบบอกว่า “ไม่ พี่ต้องพาฉันไปด้วย”

เธอพยักหน้าให้เบ็กกี้

เด็กสาวลังเลเมื่อเจ้าตัวไม่ยินยอม

“เดี๋ยวนี้” เทสซ่าปรับเสียงเข้มขึ้น เบ็กกี้จึงยกมือปัดอะไรบางอย่าง มินนี่ยังคงกอดอกแน่นแต่น้ำตาเริ่มไหลเพราะพยายามกลั้นหาว จนไม่กี่วินาทีต่อมา เธอล้มฟุบลง

“หลับซะที ยัยตัวยุ่ง” เธอเขกศีรษะน้องเบา ๆ เอ็นดูมากกว่าหมั่นไส้ดังปากว่า “เอาละ เธอนอนต่อเถอะ”

เบ็กกี้ยักไหล่ “อย่าเที่ยวดึกดื่นก็แล้วกัน”

เทสซ่ามองตามร่างสาวน้อย จากนั้นจัดแจงให้มินนี่นอนในท่าที่ถูกต้อง

เมื่อไม่มีแม่ตัวยุ่งและเบ็กกี้นอนต่อ จึงมีแต่เทสซ่าที่ตื่นอยู่ (อย่างน้อย ยืนอยู่คนเดียว) ในห้องมีเตียงอยู่ประมาณสี่สิบหลัง แต่มีคนจับจองที่นอนเพียงแค่เจ็ดที่ เธอมองเลยไปยังมุมในสุดซึ่งเป็นที่นอนของฟีบี้ มาร์โกต์ อดีตนักศึกษาแฟชั่นดีไซน์ เธอไม่รู้ว่าฟีบี้อดทนนอนคนเดียวเกือบสองเดือนได้อย่างไร ปกติเธอไม่มีปัญหาเรื่องนอนคนเดียวและฝันอยากนอนคนเดียวด้วยซ้ำ แต่ดูขนาดห้องและเตียงเปล่าสิ สำหรับเธอมันน่าขนลุกจะตาย คนในชุดขาวทั้งตัวนอนอยู่บนเตียงลอยลักษณะคล้ายโลงแก้วแคปซูล

ราวกับพวกเขาไม่ใช่มนุษย์

ก็ไม่ใช่นะสิ เธอค้านตัวเอง เป็นหนูทดลองต่างหาก

เลยเวลานัดไปสิบห้านาที เธอเริ่มถอดใจ เทสซ่าไม่ใช่คนรออะไรได้นาน บางทีโคดี้อาจแกล้งหยอกเธอก็ได้ เขาจะทำให้ประตูเปิดได้อย่างไรในเมื่อความสามารถมีแค่ทำไฟติด ๆ ดับ ๆ เป็นผีโพลเตอร์ไกสท์น่ารำคาญ

นายให้คำเป็นมั่นเหมาะเลยนะ เธอถอนหายใจดังเฮือก พรุ่งนี้เจอกันเมื่อไร รับรองได้โดนดีแน่

สักพักประตูดังกึกและเลื่อนออก เทสซ่าอ้าปากเหวอ นายตาเดียวยืนยิ้มกริ่มเหมือนเห็นเทพีแห่งชัยชนะ มุมปากเชิดสูงขึ้นเมื่อเห็นอากัปกิริยาของเธอ

“สายไปสิบห้านาที”

เขาโค้งตัว ทันใดนั้นพุ่งตัวรวบเอวอุ้มขึ้น เทสซ่าเกือบร้องออกมาแล้ว แต่นึกขึ้นได้ว่าเพื่อนต่างหลับอยู่จึงตีหลังแทน

เมื่อพ้นอาณาเขตห้อง ประตูเลื่อนปิดอัตโนมัติเหมือนมันทำงานในเวลากลางวัน เทสซ่าสะบัดตัวจนเขาปล่อยลง แสงไฟและวิวภายนอกมืดสนิท

“ทำไมเวลานายดับไฟ หน้าต่างถึงมืดล่ะ” เรื่องนี้คาในใจมานานแล้ว หลายคนสงสัยว่าวิวข้างนอกอาจเป็นของปลอม

“มันเป็นกระจกพิเศษ ทำงานด้วยไฟฟ้า หากไฟดับมันจะเปลี่ยนเป็นกระจกฝ้า ฉันต้องทำนะ” โคดี้ชี้นิ้วขึ้นไปรอบเพดาน “ในนี้มีกล้องคอยจับตลอด”

“แล้วนายทำได้ยังไง” ในใจอดทึ่งไม่ได้ คนไร้สาระอย่างหมอนี่จะสามารถปลดล็อกประตูได้อย่างง่ายดายเชียวหรือ พลังของเขาคืออะไรกันแน่ “ถ้าอย่างนั้น...นายพาทุกคนหนีออกจากที่นี่ได้สิ”

เขาส่ายหน้า “ถ้าทำได้ เราคงไม่ได้เจอกันแล้วล่ะ”

เทสซ่ายืดคอขึ้น กลบเกลื่อนคำถามโง่ ๆ เมื่อครู่ไป

“แต่ฉันหาทางอยู่ เอาเป็นว่าคืนนี้เธอจะเข้าใจเองว่าทำไม” เขาเอามือไขว้หลังส่วนอีกข้างยื่นมา ไม่ลืมโค้งตัวเหมือนเธอเป็นเจ้าหญิง เทสซ่าปัดมือออก

“เธอนี่มัน...แล้วเดินนำแบบนี้ รู้เหรอว่าเราจะไปไหน”

“ก็พาไปสิ”

โคดี้ยิ้ม สายตามองออกทะลุปรุโปร่ง เขาคว้ามือเธอจับดังหมับ “ถ้าอย่างนั้นต้องเชื่อฟัง”

ตาบ้านี่ไม่เหมือนคนอื่น ซาร่าห์เคยบอกว่าดวงตาของเธอสวยและดุ หากแสดงท่าทีเย็นชาหรือแข็งขืนขึ้นมาพวกผู้ชายส่วนใหญ่จะกลัวกันหัวหด หรือไม่กล้าเข้าหา แต่หมอนี่ต่างออกไป ไม่ใช่ว่ากล้าหาญชาญชัยอะไรหรอก แต่ทำมึนต่างหาก

และมือที่สัมผัสนั้น...มันยืนยันได้ว่าอเล็กซิสพูดถูก กระแสไฟฟ้าหรือแรงดึงดูดบางอย่างระหว่างคนสองคนยามร่างกายสัมผัสคือตัวบ่งบอกว่าพวกเขารู้สึกเหมือนกัน กระแสไฟฟ้าที่ว่าส่งผ่านตั้งแต่ครั้งแรกที่เธอสบตากับเขา แต่ยังไม่ถึงขั้นใจหวั่นไหวได้เคลิ้ม ที่ผ่านมาเธอเล่นหูเล่นตากับคนมากหน้าหลายตา แต่มันไม่เหมือนกับโคดี้ เธอแค่สนุกไปกับการให้ความหวังแล้วทำลายมัน อย่างมากได้สัมผัสกายนิดหน่อย แต่ไม่เคยมีใครเข้ามาอยู่ในหัวเธอ เหมือนกับรีเวอร์...และหมอนี่

ก็ได้ เทสซ่าลืมนับเวดไป เธอค่อนข้างหวั่นไหวกับเขา แต่เวดมีอเล็กซิสเต็มหัวใจแม้ทำใจยอมรับแล้วเพื่อนไม่ได้รักตอบ แต่ความหวั่นไหวหายไปตั้งแต่พวกเขาผจญภัยด้วยกัน หลงเหลือเพียงมิตรภาพบริสุทธิ์

ไม่เคยมีใครเอาชนะใจเธอได้อีก ตั้งแต่รีเวอร์แฟนคนแรกและเพียงคนเดียวออกจากเดอะเวสต์เพื่อหางานทำและเขาไม่กลับมาอีกเลย ไม่แม้แต่ติดต่อกลับมา ในเดอะเวสต์ หากไม่เข้าแก๊งหรือแกร่งกล้าพอสร้างตัวในเมืองได้ คนหนุ่มสาวส่วนใหญ่อยากมีอนาคตที่ดีจะออกไปหางานเมืองอื่น เหมือนแฟนเก่าของโนเอล แต่พวกเขาเลิกกันก่อน ไม่เหมือนเธอกับรีเวอร์

ตอนนั้นเทสซ่าอายุสิบหก ใช้เวลารอผู้ชายคนหนึ่งถึงขวบปีเต็มบวกกับพยายามหาทางติดต่ออีกปีก่อนจะตาสว่างรู้ว่าเขาไปแล้วไปลับไม่กลับมา ใช่ เขาทิ้งเธอ เหมือนที่พ่อของโนเอล พ่อของเธอ และพ่อของมินนี่ทิ้งแม่ พวกผู้ชายไว้ใจไม่ได้

พวกเขาเดินเข้าไปในลิฟต์แก้ว

“ไปไหน”

“บอกแล้วไง เดี๋ยวก็รู้”

“ฉันอยากรู้ตอนนี้”

“ชั้นเก้าสิบเก้า”

“ชั้นเก้าสิบเก้า” ระบบสั่งการด้วยเสียงตอบรับ

เขาประสานมือหลังศีรษะหันหลังพิงกระจก จมูกเด็กหนุ่มเชิดรั้นขึ้น ริมฝีปากเฉียบ ผิวหน้ามีกระบาง ๆ แต่ยังไม่เท่ากับเบ็กกี้ ด้วยสีหน้าแบบนี้ หากเดินถนนในเมืองเดอะเวสต์อาจเรียกเท้าได้หลายสิบคู่

“อาคุสะกับฟีบี้มีพลังอะไร”

โคดี้ยกมือเกาแก้ม “อาคุสะควบคุมอารมณ์ ไม่รู้สิ ถ้าเธออารมณ์ไม่ดี อยู่ใกล้เขาเธอจะรู้สึกโล่งสบาย ส่วนฟีบี้ พลังแม่งโกง”

“หา” เธอหลุดหัวเราะ

“ฟีบี้ใช้พลังของฉันได้ พลังของเธอได้ พลังของใครก็ได้ และระหว่างนั้นเจ้าตัวจะใช้พลังของตัวเองไม่ได้ โกงไหมล่ะ”

“โกง ฉันไม่ยอมหรอก”

โคดี้ห่อไหล่ “เธอคงสนิทกับพี่ชายมากสินะ”

เทสซ่ายิ้ม “เขาคงโมโหฉันมากถ้ารู้ว่ามากับนายสองคนในเวลาแบบนี้”

เด็กหนุ่มผิวปาก “อย่าห่วงน่า ฉันไว้ใจได้” ว่าแล้วตบอกตัวเองเสียงดัง  

เทสซ่าสำรวจสรีระคนข้างตัว เส้นผมของเขาเป็นสีบลอนด์สว่างไม่ใช่สีทองแบบซาร่าห์และฟีบี้ มันเป็นสีธรรมชาติ สว่างจนเกือบขาว โคดี้อาจไม่ได้ครึ่งของไมเคิล แม้มีดวงตาข้างเดียวแต่ใช่ว่าอัปลักษณ์

“นอกจากน้องสาวแล้ว เธอรู้จักคนอื่นมาก่อนหรือเปล่า”

“เปล่า”

พวกเขาใช้เวลาในลิฟต์ไม่ถึงนาที โคดี้พาเธอมายังชั้นดาดฟ้าซึ่งมีลักษณะเป็นห้องโดมแก้ว “มันเป็นที่เดียวที่ไม่มีระบบป้องกันวุ่นวาย ฉันอาจแก้ล็อกประตูได้ แต่ไม่สามารถแก้ระบบซับซ้อนภายใต้กำแพงและฝ่ากำลังศัตรูได้หรอก พวกเขามียาม มีอาวุธ” เขาอธิบายเพื่อตอบคำถามก่อนหน้า

“นายมาจากไหน ถูกจับเพราะอะไร” 

เขากอดอก จ้องเธอด้วยแววตาเชื่อม “สนใจเหรอจ๊ะ ที่รัก”

หญิงสาวเบะปาก “บอกตรง ๆ นะ มุกที่นายใช้มันเห่ยมาก” แม้ไม่ชอบขี้หน้าเบน แต่มีแต่หมอนี่เท่านั้นที่สามารถใช้สำนวนนี้ได้อย่างไม่เคอะเขินและขัดกับสถานการณ์กับบุคลิก หากโคดี้จะเล่นบทหมาป่า เขาเป็นได้แค่ลูกสุนัขที่คิดว่าตนเองเป็นหมาป่า

“อย่างน้อยทำให้เธอขึ้นมากับฉันได้ก็แล้วกัน” เขาขยิบตาแล้วเดินนำ ชั้นดาดฟ้าครอบกระจกใสเป็นโดมแก้ว มันใสจนแทบนึกว่าเปิดโล่ง ถ้าหากไม่มีแสงสะท้อนจากดวงไฟข้างในล่ะนะ

“สวย” เธอพึมพำกับตัวเอง ทั้งท้องฟ้าและวิวในยามราตรีงดงามและสงบผิดกับสิ่งที่เธอเผชิญมาก่อนหน้า

“มีระบบเซลฟ์คลีนนิ่ง เวลานกขี้มันจะทำความสะอาดเอง”

“อี๋” เธอร้อง “จะพูดเพื่อ”

เขาหัวเราะเสียงใส “เออ เธอรู้ไหมว่าทำไมเรมีไม่ถูกกับพลูทักซ์ แล้วทำไมอเล็กซิสกับเบลินดาถึงไม่คุยกัน”

เธอนิ่งไป รู้แค่เรื่องของเรมี “พลูทักซ์เป็นคนที่ให้กลุ่มเราแตก ฉันแยกกับพี่ชาย ทุกคนแยกกัน เพราะเขา เด็กคนนี้นิสัยไม่ดีตั้งแต่อยู่ในหอเก่า...”

“หอ?”

“รุ่นเธอเรียกหอเหรอ” เขาหัวเราะลั่นราวกับมันน่าตลกมากมาย

“ใช่ แล้วรุ่นนายเรียกอะไร”

“คุกวีไอพี” เขายกมือ “โอเค ๆ ไม่ขัดแล้ว แล้วเบลินดากับอเล็กซิสล่ะ เห็นว่ามาจากซานโบซ่าด้วยกันนี่”

“ฉันไม่เคยถาม สงสัยอยู่เหมือนกัน ทั้งเวดและอเล็กซิสไม่คุยกับเบลินดา ยิ่งเวดนะ ตอนอยู่ด้วยกัน...”เธอกอดอก จำได้ว่าเพื่อนผมบลอนด์สรรหาคำมาด่าเบลินดาจนเธอนึกสงสาร เทสซ่ากับเบลินดาเป็นมิตรกันดี เธอถูกอัธยาศัยเด็กสาวคนนี้

“เอาเถอะ เราพูดเรื่องของเรากันดีกว่า มานี่สิ” เขาดึงแขนเธอไปทางกล้องส่องทางไกลตัวหนึ่ง มีสี่ตัวตั้งอยู่ตามทิศสี่ทิศ “รู้ไหม แม้แต่กระจกใสยังไม่ใช่แค่กระจก มันมีระบบ มีแผนผังการทำงานซ่อนอยู่ ฉันใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจะรู้ว่ากลไกในประตูทำงานอย่างไร”

“แล้วนายทำได้ยังไง” เธอสงสัย “ประตูมันก็...ประตู” เธออยากจะอธิบายว่าไม่มีใครเห็นกลไกข้างในแต่พูดไม่ถูก “บาน...เปล่า ๆ นายเห็นกลไกได้ไง”

เขายกมือขึ้น “พอฉันสัมผัสจะเห็นกลไกข้างใน ความสามารถนี้ได้มาหลังจากผ่านเช็กพ็อยต์วันมาแล้ว ฉันเคยนอนในห้องนั้นเหมือนเพื่อนเธอ...หมายถึงเวด”

สุ้มเสียงโคดี้จริงจังมากขึ้น “ถ้าได้ความสามารถนี้มาก่อนหน้านี้ก็ดีสิ ฉันอาจจะเอาชนะไอ้หัวโมฮอกก็ได้”

“เอ๋”

เขาแนะให้เธอส่องกล้อง เมื่อเทสซ่าส่องจึงเห็นทะเลสีดำไกลสุดหูลูกตา แม้ในยามกลางคืน แต่แสงสว่างจากประภาคารตรงจุดที่ส่องเห็นช่วยให้มองชัดขึ้น “พวกเราอยู่บนเกาะ”

“ใช่ เป็นเกาะที่ใหญ่พอสมควร”

ต้องใช้เวลาเท่าไรถึงจะกลับไปหาแม่ได้นะ

“นายรู้จักเรมีด้วยเหรอ”

“ฉันรู้จักเขา เขาไม่รู้จักฉัน” โคดี้เล่า “หลายปีก่อนเคยเข้าแข่งขันคอมพิวเตอร์ ทีมของเขาชนะ เห็นว่าได้รับการติดต่อจากมหาวิทยาลัยด้วย”

“เรมีเป็นนักศึกษาปีสี่แล้ว ทั้งที่เด็กกว่านาย” เธอย้ำคำสุดท้ายเพื่อแหย่เขา แต่นึกเสียใจกับชีวิตตัวเอง ตั้งแต่จบเกรดสิบสอง เธอไม่ได้เรียนต่อแต่หางานทำ พนักงานร้านอาหารบ้าง ทำความสะอาดบ้าง

โคดี้พาเธอมายังกล้องอีกตัว เทสซ่ายังคงเห็นแต่ทะเล เขาปรับภาพให้ถอยออกมาและเลื่อนไปทางขวาจึงเห็นตึกขนาดใหญ่ติดชายหาด “เห็นตึกสีขาวไหม”

เทสซ่าตัวเกร็งเมื่อเสียงของเขาอยู่ข้างหู ลมหายใจกระทบคอ “เห็น”

“คุก หรือหอพักของเธอ แล้วเห็นอาคารห้าเหลี่ยมที่ต่อจากตึกนั่นไหม (“เห็น” เธอตอบ) นั่นแหละเช็กพ็อยต์วัน”

หลุมฝังศพของโนเอล “พี่ชายฉันตายที่นั่น”

“เพื่อนฉันเหมือนกัน” เขาตอบ ดวงตาของเขาเป็นสีน้ำตาลทองตัดขอบสีดำเข้ม แต่แววตาในนั้นคือใบหน้าของเธอ “ตาเธอสวยมาก”

เทสซ่าหันหน้ากลับไปส่องกล้องแม้ในใจเต้นตึกตัก ได้ยินเสียงถอนหายใจของโคดี้ดังยาว รีเวอร์เคยบอกเธอแบบนี้เหมือนกัน

“ฉันชอบเวลาพวกเขาอยู่ด้วยกัน”

“ใคร”

“สองอเล็กซ์” โคดี้หัวเราะ “แต่นึกว่าจะร้อนแรงกว่าตอนนั้น”

“ตอนนั้น?”

“ฉันเห็นพวกเขาจูบกัน”

เธอถอนสายตาจากกล้อง “นายแอบดูเหรอ”

เขาส่ายหัว “พวกเขาชอบไปยืนคลอเคลียกันตรงระเบียบ ดูดาวอะไรก็ไม่รู้ จูบบ้าง กอดกันบ้าง แต่ส่วนใหญ่คุย คุย คุย รุซโซ่ เพลโต้ คาร์เมน”

“คนหลังฉันรู้จัก คาร์เมนเป็นนักร้อง”

“ฉันรู้จักเหมือนกัน แต่ไม่ใช่แนว ไม่รู้จะเสียเวลาคุยทำไม”

“เรื่องของพวกเขา” เธอตัดบท แต่อดขำไม่ได้

“แล้วเรื่องของเราล่ะ จะคุยหรืออย่างอื่น”

เธอเหลือบมองปากของเขา วินาทีแห่งความผิดพลาด เทสซ่าหลงกลโคดี้ และเมื่อสายตากลับมาอยู่ในระดับปกติ ดวงตาคู่นั้นบอกเธอทุกสิ่งริมฝีปากของเขาพุ่งเข้ามาแตะปากเธอ เทสซ่าเลื่อนมือจับแผงอกก่อนจะเลื่อนไปหลังคอแล้วขยำคอเสื้อ จากเพียงปากชนปาก เขาเริ่มสอดแทรกเข้ามาทีละนิดจนกลายเป็นดูดดื่ม

เมื่อเครื่องจุดติด เขาดึงสติเธอคลุ้มคลั่ง โคดี้โตกว่ารีเวอร์ในตอนนั้น มันเทียบไม่ได้เลย เธอต้องการอีก จูบของทั้งสองเหมือนสัมผัสกายผ่านปลายลิ้น เทสซ่าเลื่อนจับมือทั้งสองข้างของเขาสอดเข้ามาในเสื้อตัวเอง เขาลากจูบไปยังแก้ม คอ ไหล่ จนถึงเนินอก เมื่อนั้นเงยหน้ามอง สายตาคู่นี้มองเธออย่างหลงใหล “เธอคิดปั่นหัวฉันใช่ไหม” 

“นายเป็นคนเริ่ม” มือของเธอลูบไล้ใบหน้าฝ่ายตรงข้าม “หรือเก่งแต่ปาก?" ว่าแล้วก็ผลักเขาล้มลง เทสซ่าคลานไปบนตัวเด็กหนุ่ม ฉันรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร เธอปลอบตัวเอง สีแดงแผ่กระจายบนใบหน้าซีดของเด็กหนุ่ม ครั้งนี้เธอเป็นฝ่ายจูบ และมันไม่เหมือนกับตอนที่จูบเมื่อครู่ หรือแม้แต่กับรีเวอร์ เทสซ่าแทบจะกลืนกินโคดี้ เธอเลิกเสื้อของเขาขึ้นจนเห็นไปถึงชายซี่โครงแต่ก่อนที่จะทำอะไรมากกว่านี้ เขาจับบั้นเอวของเธอแล้วลุกนั่ง ถ้าหากไม่ใช่เพราะเขากอดไว้เธอคงล้มหน้าหงาย

“พอเถอะ แค่นี้เราร้อนแรงกว่าสองคนนั้นแล้ว”

เธอยืดตัวจูบเขาอีก โคดี้ไม่ได้ผลักออก เขาจูบกลับแล้วประคองหน้าเธอ เทสซ่าถอนปากออก ใบหน้าร้อนฉ่า พอขยับหนี เขากลับกอดเธอไว้

“นายต้องการอะไร” น้ำเสียงสูงขึ้น ใช่สิ เธอหงุดหงิด

โคดี้กดตัวเธอให้ลงบนตักแล้วหอมแก้ม “กล้องเต็มไปหมด เธออยากเป็นดาราเหรอ แค่นี้ก็ยั่วพวกมันให้นั่งไม่อยู่สุขแล้วมั้ง” สายตาที่มองช้อนขึ้นมาละลายทิฐิในใจจนหมด

“โอ้” เทสซ่าลืมเรื่องกล้องไปสนิท พอเข้าใจแล้วว่าทำไมอเล็กซ์ถึงเน้นคลอเคลียมากกว่า “ฉันดูตานายได้ไหม”

โคดี้จับมือเธอไว้ไม่ให้เปิด “มันน่าเกลียด”

เธอส่ายหน้าส่งสายตาอ้อนวอน เขาจึงยอม เมื่อเปิดที่คาดตาออก จึงเห็นรอยโบ๋เกลี้ยง ๆ ไม่มีคราบเลือดหรือลักษณะน่าสยดสยอง เหมือนกับว่าเขาเกิดมาแล้วไม่มีดวงตา เนื้อผิวสมานกันหมดคล้ายช่องว่างเว้าลงไปตามเบ้ากะโหลก

“นายเสียมันยังไง พวกสัตว์ประหลาด?”

“ฉันเสียมันที่นี่แหละ”

“ที่นี่เหรอ” คำตอบนี้ดึงให้สติกลับมาอยู่ในสภาวะปกติ “พวกเขาเอาลูกตานายออกไป?”

เขาก้มหน้าลงไม่ยอมสบตา “ประมาณนั้น”

“นี่อย่ากั๊กได้ไหม” เธอซัก “พูดแล้วอย่าอมไว้ บอกฉันให้หมด”

โคดี้ลังเล “สัญญาว่าห้ามบอกใครในนี้”

เทสซ่าตอบทันที “สัญญา”

 “ฉันกับจีฮุน พวกเราเป็นเพื่อนกัน ถูกจับมาและรอดด้วยกัน แถมยังบาดเจ็บสาหัสทั้งคู่ พวกเรามีกันทั้งหมดสองร้อยเจ็ดสิบ มีสามคนที่ไม่ได้บาดเจ็บหนักจะถูกฝึกซ้อมและปล่อยไปอยู่ในทอยซิตี้ เหมือนที่พวกเรากำลังทำ ตอนนั้นฉันเป็นกลุ่มตกค้างอยู่กับจีฮุน มีทั้งหมดแปดคน รอเวลาหายดีและฝึกพร้อมกับกลุ่มพวกเธอ”

ราวกับว่าอากาศภายในอันตรธานไปในพริบตา ประกายไฟในตัวเมื่อครู่ดับมอด “นายบอกว่ามีแปดคน แต่ฉันเห็นสาม”

โคดี้กลืนน้ำลาย

“อีกห้าคนไปไหน”

เขาทำหน้าเหมือนกับว่าไม่น่าหลุดปากเลย “เทสที่รัก ถ้าฉันรู้ก็คงดีน่ะสิ”

เวดในสภาพนอนบนเตียง เวดที่อุตส่าห์รอดมาจากนรกนั่น เวด... “เขารอดมาแล้ว เราจะปล่อยให้พวกมันเอาตัวเพื่อนพวกเราไปทำระยำต่ำช้าไม่ได้” แม้รู้ว่าเสียงสั่นแต่เธอไม่อาจคุมเสียงตัวเองได้

“เฮ้” เขาลูบหลัง “ไม่เอาน่า อย่าคิดมาก”

“นายไม่ได้สังเกตเหรอ พวกซอมบี้สวมนาฬิกาบ้านี่ พวกเขาคือคนที่ถูกจับมาแล้ว...กลายเป็นแบบนั้น”

โคดี้เงียบ ใช่ เขารู้

“ไม่ ฉันไม่ยอม เพื่อนทั้งคน แล้วที่นายเสียตาก็เพราะไม่ยอมไปใช่ไหม”

“โธ่เว้ย ไม่น่าพูดเลย” เด็กหนุ่มตีปากตัวเอง “เปล่า พวกเขาไม่ได้จะส่งฉันไปไหน ฉันถูกยิงเพราะทำร้ายเจ้าหน้าที่ต่างหาก”

เทสซ่าลุกออก

“เทส” เขาจับมือ “พวกเขาปล่อยให้กลุ่มเสี่ยงอยู่ต่อ ส่วนคนที่เป็นกลุ่มต้องสงสัย...คือ ทุกคนไม่สมประกอบแล้ว...เทส...”

เวดไม่มีขาข้างหนึ่ง

“เล่ามา”

ซาร่าห์พูดถูก ดวงตาของเธอดุ เมื่อมาถึงจุดนี้ โคดี้ไม่กล้ากวนอารมณ์เพื่อหลีกเลี่ยง “โอเค” สุดท้ายยอมสารภาพ “พวกมันเข็นเตียงออกไป ฉันถาม ไม่มีใครยอมบอกว่าไปไหน ทุกคนนอนนิ่งเหมือนโดนรมยาสลบไม่ให้รู้สักตัว สัญชาตญาณของฉันมันบอกว่าพวกมันไม่ได้จะรักษาจีฮุน ฉันพยายามแย่งตัวเพื่อน แล้วถูกยิงที่ตา”

น้ำเสียงของเขาเหนื่อยอ่อน “ฉันบอกเธอทุกอย่างแล้ว”

เมื่อได้ยินดังนั้น เธอสะบัดมือแล้วเดินกลับ โคดี้วิ่งมาดักหน้า “เธอจะไปไหน”

“กลับ ฉันต้องบอกทุกคน โดยเฉพาะอเล็กซิส”

“ไม่ได้” เขาโพล่งออกมา “อย่าทำเรื่องโง่ ๆ”

เธอผลักเขาออก “ถอยไป” แต่โคดี้ไม่ขยับ “นายจะให้ฉันปิดทุกคนงั้นสิ เหมือนที่นายปิดพวกเรา อาคุสะรู้ ฟีบี้รู้...อย่าบอกนะว่าอเล็กซ์ก็รู้” เธอจับอาการเขาออก เมื่อนึกถึงสายตาอเล็กซ์เวลามองเวด “เขารู้” เธอสรุป

โคดี้ส่ายหัว “ถ้าคนอื่นสติหลุดแล้วลงเอยแบบฉัน...เธอจะทำยังไง”

คำถามข้อนี้ฉุดให้เทสซ่ารั้งขาตัวเองไว้

“มันเปล่าประโยชน์ ถ้าเธอบอกเพื่อน คิดว่าพวกเขาจะทำไง ฟังเฉย ๆ หรือเปล่า ถ้าไม่แล้วทำแบบฉัน ไม่เจ็บตัวก็สาหัส ถ้าได้ชื่อว่าเป็นคนไข้แล้ว พวกกลุ่มต้องสงสัยนี่แหละจะไม่รอด อเล็กซิสกับน้องเธอยังเป็นกลุ่มต้องสงสัยอยู่ไม่ใช่เหรอ”

ไม่ ไม่เอาอีกแล้วได้ไหม เทสซ่าทรุดตัวลง หมดแรง “แล้วฉันจะมองหน้าเวดยังไง” น้ำตาเริ่มไหลออกมา โคดี้ย่อตัวลงปาดน้ำตาให้

“การไม่บอกไม่ใช่ว่าเราเพิกเฉย แต่เพื่อช่วย นี่แหละหนทางที่ดีที่สุด”

“เขารอดแล้วนะ” เธอแย้ง “เขาพยายามที่จะมีชีวิตรอดแล้วก็รอด แต่สุดท้ายกลับถูกพาตัวไปไหนก็ไม่รู้ แล้วถ้าพวกนั้นเปลี่ยนเขาล่ะ” เทสซ่าสะอื้นสิ้นอาย ปกติแล้วเธอไม่ชอบร้องไห้ต่อหน้าใคร แต่เรื่องที่ฟังจากโคดี้มันมากเกินไป โนเอลจากไปแล้ว ออสโล่ยังตายต่อหน้าต่อตา แล้วยังซาร่าห์...ที่น่าจะตายในนั้นเหมือนกัน เธอทนไม่ได้หรอกถ้าเจอเตียงเวดว่างเปล่า เขาสมควรออกมาอยู่กับพวกเธอ คนพวกนั้นทำกายภาพให้เขาด้วย เพื่ออะไรล่ะ...เธอพยายามคิดแบบนั้น แต่กลุ่มโคดี้มีแต่กลุ่มเสี่ยง ไม่มีใครเป็นกลุ่มต้องสงสัยเลยสักคน ส่วนคนไข้ที่อยู่ในห้องพยาบาลตอนนี้ ทุกคนเป็นกลุ่มต้องสงสัยหมด

“นายบอกฉันทำไม” เธอทุบกำปั้นลงบนไหล่ เทสซ่าต้องหาใครสักคนแบ่งปันความรู้สึกผิด เธอทุบโคดี้แบบที่มินนี่ทำตอนรู้เรื่องโนเอล เขาปล่อยให้เธอทุบ “นายบอกฉันทำไม!

ภาพออสโล่ตกลงไปในหมู่ซอมบี้ยังติดตา “นายรู้ไหม อึก” เทสซ่าพยายามตั้งสติ แต่... “ฉันปล่อยให้ออสโล่ดูแลมินนี่ แล้วยังไง น้องฉันกลัวความสูง พวกเขาขึ้นบันไดได้ก่อนใครแต่ขึ้นไปถึงช้าสุด ฉันดึงมือเขาไม่ทัน ฉันฉุดเขาขึ้นมาไม่ทัน เขาตกลงไปตาย”

“มันไม่ใช่ความผิดเธอ”

“นายจะรู้อะไร” เธอปาดน้ำตาตัวเอง หงุดหงิดที่ร้องไห้ต่อหน้าคนอื่น และรู้ความจริงข้อนี้ “ถ้าฉันดูแลมินนี่เอง ออสโล่คงปีนขึ้นไปได้ เขาคงไม่ตาย ฉันผลักภาระและความตายให้เขา ฉันทำเพื่อนพวกเขาตาย! และแม้แต่ตอนนี้ เวดไม่เคยพูดเรื่องนี้เลย”

“เพราะพวกเขาไม่ได้คิดแบบนั้น พวกเขาไม่โทษเธอ” เขาปลอบ “เทส ฟังฉันก่อน”

“นี่ฉันยังต้องอดทนปั้นหน้ารอเวลาเขาถูกพาตัวไปไหนก็ไม่รู้อย่างงั้นเหรอ ฉันจะทำยังไงดี เมื่อถึงเวลา ฉันเดินเข้าไปในทอยซิตี้ เวดก็จะยังคิดว่าเขาจะได้ออกมาเหมือนกัน...”

ก่อนที่พวกเขาจะหาคำตอบได้ว่าควรทำอย่างไร ฉับพลัน ประตูลิฟต์เปิด เจ้าหน้าที่สามนายนำโดยฟรอนแซล เคียนโต้ดาหน้าเข้ามา ครูฝึกส่งสายตาเหี้ยมเกรียมจนขนลุกซู่ไปหมด

“เฮซ นายแหกกฎอีกแล้วนะ”

“ผมพาเธอออกมาเอง” เขารีบบอก “เทสซ่าไม่เกี่ยว”

“พวกเรามาด้วยกัน” เธอพูด โคดี้ถลึงตา เธอทำหน้านิ่ง

เคียนโต้มองมือทั้งสองคนที่จับกันแน่น ก่อนจะหัวเราะออกมาดังหึ “พรุ่งนี้พวกเธอต้องสลับกันเป็นคู่ฝึกกับฉัน และตอนนี้ ไปนอนซะ”

ถ้าหากเคียนโต้ขึ้นมาก่อนหน้านี้ชั่วโมงหนึ่ง เธอคงรู้สึกเหมือนนักเรียนที่ถูกอาจารย์ฝ่ายปกครองจับผิดได้ แต่มันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว คนพวกนี้รู้ทุกอย่าง ทราบทุกอย่างว่าใครจะเจอชะตากรรมแบบไหน พวกเขาไม่ได้เล่นละคร แต่มันคือความเคยชิน หลอกให้ตายใจเหมือนที่ผ่านมา แล้วจับฆ่าทิ้ง เคียนโต้ไม่ใช่ครูฝึก และพวกเทสซ่าไม่ใช่นักเรียน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

253 ความคิดเห็น

  1. #181 P.NUT☆彡 (@PLOY_6843) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2561 / 17:51
    เครียดไปหม้ด เปิดมาด้วยฉากโรแมนติกของโคดี้กับเทสซ่า แล้วก็ ตู้ม !! ทุ่งข้าวสาลี โกโก้ครั้นช์ จะเสียเวดไปอีกคนไม่ได้นะ ทูอเล็กซ์หวานจนคนเขาหมั่นไส้กันแร้ว 55555
    #181
    1
    • #181-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 37)
      15 ธันวาคม 2561 / 10:32
      นวดขมับให้ป่าว
      #181-1