ตอนที่ 36 : มิดไนท์บลู

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 197
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    24 มี.ค. 61

“เคสเอชโอวันเกิดขึ้นครั้งแรกในปี 2919 ทางการสามารถจับกุมซีโน่ ฮาร์ท ผู้สามารถเปลี่ยนอวัยวะตนเองกลายเป็นโลหะได้ เขาใช้ความผิดปกตินี้ก่อตั้งแก๊งและก่ออาชญากรรมหลายคดี ฮาร์ทถูกขึ้นบัญชีดำในฐานะบุคคลอันตราย เขาถูกจับกุมและส่งตัวมายังสถานวิจัยเพื่อศึกษาหาสาเหตุความผิดปกติทางกายภาพ ต่อมา ทางการค้นพบผู้มีความผิดปกติอีกหลายราย และส่วนใหญ่มักใช้ในทางที่ผิด โดยเฉพาะเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวและคุกคามผู้อื่น เพื่อความสงบเรียบร้อยในอาณาจักร พระราชบัญญัติเฝ้าระวังและควบคุมมนุษยชาติปี 2966 จึงมีผลบังคับใช้เพื่อรักษาความสงบแห่งพลเมืองตั้งแต่นั้นมา และได้บัญญัติคำว่า เอชโอวันเพื่อระบุความหมายของกลุ่มอาการผิดปกติหรือความสามารถเกินมนุษย์ปกติทั่วไปหรือความสามารถอันไม่พึงประสงค์ กลุ่มเสี่ยงหมายถึงผู้ถูกตัดสินว่าเข้าข่ายเอชโอวัน และกลุ่มต้องสงสัยในกรณีนี้คือผู้มีแนวโน้มเข้าข่ายเอชโอวัน”

ภาพสามมิติจากเทคนิคโฮโลกราฟีปรากฏตรงกลางโต๊ะกลมขนาดจุคนได้สามสิบคน มนุษย์ดิจิทัลขนาดเท่าคนแคระอ้าปากบรรยายเรื่องราวที่ไม่ค่อยใหม่สำหรับพวกเธอเท่าไร

“ให้ตายเถอะ ฉันจะหลับ” เทสซ่ากระซิบ

แม้อเล็กซิสสนใจเนื้อหาแต่หนังตาเริ่มหย่อน นี่คือการฟังบรรยายที่น่าเบื่อที่สุด หากจะใช้หุ่นดิจิทัลมาบรรยายเสียงโมโนโทน เธอขออ่านจากใบปลิวยังดีกว่า ไมเคิลที่นั่งอยู่ข้างขวาฟุบหน้าลงกับโต๊ะ แต่ยังเปิดตาและหูฟังอยู่ เธอเขยิบตัวเพื่อแอบดูอเล็กซ์ เขานั่งห่างจากเธอไปห้าที่ มีผู้ชายร่างสูงกับเบลินดาประกบ ไม่เห็นว่าเขาฟังอยู่หรือไม่เพราะนอนฟุบกับโต๊ะเหมือนไมเคิล คนที่นั่งถัดจากอเล็กซ์เอนหลังพิงพนักนิ่ง ดวงตาคู่เรียวจดจ่ออยู่กับโฮโลแกรม แต่เมื่ออเล็กซิสจ้องนาน ๆ เขาเหลือบมองกลับ อเล็กซิสจึงหันกลับไป เทสซ่าเริ่มกวนคนอื่นด้วยการจับผมน้องสาวถักเปีย แต่มินนี่เพียงยิ้มน้อย ๆ เพลิดเพลิน คนที่นั่งถัดจากไมเคิลคือเบ็กกี้และเรมี ทั้งสองตั้งใจฟัง

“ตั้งแต่กรณีซีโน่ ฮาร์ท เราตั้งทีมศึกษาและทำการค้นคว้าหาสาเหตุอยู่ตลอดเวลา และพบว่าความผิดปกติสามารถเกิดขึ้นได้ในสองกรณี หนึ่ง กลุ่มที่อาการแสดงออกตั้งแต่เด็ก และสอง กลุ่มที่มีอาการแฝงตัวและรอเวลาถูกกระตุ้นให้แสดงออกมา โดยกลุ่มที่สองจะมีมากกว่ากลุ่มที่หนึ่ง ดังนั้น นี่คือที่มาของคำว่า กลุ่มต้องสงสัย และตัวกระตุ้นที่ดีที่สุดคือความกลัว สถานการณ์ที่เหมาะสมที่สุดคือการเอาตัวรอด”

แม้สมมติฐานของตนถูกต้อง แต่การทดลองที่ประสบมาก่อความสงสัยว่ามันเจือแรงกระหายในความรุนแรงและความสะใจของผู้สร้างมากกว่าค้นหาความจริง

พวกเขาสามารถจับแต่ละคนไปไว้ในห้องขังแล้วปล่อยให้เผชิญกับสิ่งที่ตนเองกลัวที่สุดยังได้

อเล็กซิสแหงนหน้ามองเหนือม่านโฮโลแกรม ภายใต้เพดานสีขาวบริสุทธิ์ กลุ่มคนพวกนี้กำลังเลียนแบบพระผู้เป็นเจ้า หรืออันที่จริงแล้วตัวตนของพระเจ้าคือมนุษย์ อาจเป็นเพียงมนุษย์ที่ถูกปีศาจครอบงำและคิดเสมอตัวดั่งพระเจ้า หรือร่างจริงของพระเจ้าคือปีศาจกันแน่

“ฉันอยากให้หมอนั่นหยุดทำหน้าแบบนั้นสักที”

เธอมองตาสายตาเทสซ่า “อ้อ”

หนุ่มผมบลอนด์ซีดยักคิ้วให้เพื่อนสาว เธอคำรามเบา ๆ “รำคาญ ซัดเลยดีไหม”

“เธอจะซัดทุกคนด้วยนะสิ” อเล็กซิสหัวเราะเบา ๆ

โคดี้แกล้งคนไปทั่ว แต่ไม่ถึงกับรุนแรง ออกจะน่ารำคาญเสียมากกว่า แต่คนที่โดนแกล้งมากเป็นพิเศษคือเทสซ่า และครั้งนี้ไม่ใช่เพราะทั้งสองไม่ถูกกันเหมือนกรณีเทสซ่ากับเบน...โคดี้เรียกร้องความสนใจเพราะเขาชอบเพื่อนเธอต่างหาก และเมื่อเธอพยายามบอกแบบนี้ หญิงสาวจะทำทีเป็นโมโหทั้งที่ใบหน้าแย้มยิ้ม

คนเราก็แบบนี้แหละ ชอบให้คนมานิยมชมชอบมากกว่าเกลียดอยู่แล้ว

“เราค้นพบว่ารูปแบบความผิดปกติมีหลากหลาย นอกจากควบคุมและขยายข้อจำกัดในการใช้ความผิดปกตินี้ได้แล้ว กลุ่มคนเหล่านี้ยังสามารถค้นพบความผิดปกติแฝงอื่นได้อีกนอกจากที่ครอบครองอยู่”

“ความผิดปกติ ความผิดปกติ” ไมเคิลพึมพำ

อ้อ เธอลำดับความคิดในหัว ทดสอบประสิทธิภาพในการพัฒนาศักยภาพด้วย เธอลืมข้อนี้ไป แต่กระนั้น ก็ยังรู้สึกว่าบททดสอบโหดเกินไปอยู่ดี ยิ่งสัดส่วนผู้รอดชีวิตนั้นมีเพียง 6.02%

“ดังนั้น ถึงแม้กลุ่มตัวอย่างสามารถเอาชีวิตรอดจากการทดลองแรกได้ แต่เพื่อความมั่นคงของชาติและประโยชน์ต่อการศึกษาเพื่อส่วนรวม ทอยซิตี้จึงเป็นบททดสอบสุดท้ายสำหรับพวกคุณทุกคน”

ผู้บรรยายกางมือออก ร่างเลือนหายไปกลายเป็นภาพเกาะแห่งหนึ่งลอยขยายขึ้นมาแทน ส่วนที่แบ่งเป็นผังเมืองขยายออกเป็นสี่โซน ประกอบไปด้วย สีฟ้า สีแดง สีน้ำเงิน และสีม่วงชมพู หากแต่พื้นที่ที่เหลือราวเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์กลับเป็นพื้นที่เปล่าทาสีดำสนิท อาจจะเป็นป่าหรือพื้นที่รกร้างไม่ได้ถูกสร้างเป็นเมืองทั้งเกาะ

“ประชากรในทอยซิตี้อาศัยอยู่ในสามโซน วาล นอร์ธ และเครสเตอร์”

โซนฟ้า น้ำเงิน และม่วงชมพูนูนเด่นออกมา ไมเคิลโงขึ้นจนได้

“นอร์ธและเครสเตอร์อยู่ติดกับประตูคัดกรอง หลังจากผ่านประตูนี้ไปแล้ว พวกคุณจะได้รับชิปสำหรับตั้งต้นห้าร้อยชิปเอาไว้จับจ่ายซื้อของใช้ การทำธุรกรรมจะผ่านนาฬิกาข้อมือเท่านั้น หากต้องการเพิ่มชิปมีอยู่สองทางคือรับจ้างหรือทำเควสชาเล้นจ์ โดยระดับเควสมีสามระดับ ง่าย ปานกลาง ยาก ระดับรางวัลไม่เท่ากันตามความยากง่าย สถานที่สำหรับทำเควสจะตั้งอยู่ใจกลางโซนเครสเตอร์เท่านั้น”

ตึกรามบ้านช่องต่างจากเมืองซานโบซ่าไม่มากนัก ส่วนใหญ่สร้างด้วยอิฐสีแดงสูงไม่เกินสามชั้น ต้นไม้ริมทางส่วนใหญ่เป็นต้นอะคาเซีย แทบไม่มีรถหรือยานพาหนะเลยนอกจากรถประจำทางเคลื่อนที่ด้วยพลังแสงอาทิตย์ (ตามคำบรรยาย) สภาพบ้านเมืองในทอยซิตี้ทำให้เธอนึกถึงเมืองเอลดิออส อีกเมืองหนึ่งในรัฐอิดริน่า ซึ่งเป็นเมืองที่มีค่อนข้างร้อนกว่าซานโบซ่ามากเพราะอยู่ทางใต้ ห้าปีก่อน ครอบครัวเดวิสเคยตามไปดูเจสซี่แข่งบอลที่นั่น

“อีกข้อหนึ่งที่พึงจำไว้ พวกคุณไม่สามารถเลือกที่พักได้ตามใจชอบ เพราะทุกที่ล้วนใช้ชิปในการเช่าพักทั้งหมด ดังนั้นจำนวนชิปจึงสำคัญต่อการดำรงชีวิตในเมือง”

ชิปคือเงิน

 วิดีโอถัดมาเป็นภาพมนุษย์ต่อสู้กับหุ่นเหล็ก แต่กลุ่มคนในนั้นไม่ได้หนีหัวซุกหัวซุนเหมือนที่เธอกับเพื่อนหนี พวกเขากลับพุ่งโรมรันเข้าหาหุ่นเหมือนนักรบที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี “นี่คือเควสตัวอย่าง การแข่งขันสู้กับศัตรูในด่านต่าง ๆ หรืออาจต้องทำเวลาเพื่อแข่งกับทีมอื่นด้วย ผู้ชนะจะได้ชิปจำนวนมาก ในขณะที่ผู้แพ้จะได้รางวัลปลอบใจจำนวนหนึ่ง สำหรับผู้ถอดใจจะถูกยึดชิปและปรับอีกเท่าตัว”

โอเค ฟังดูแล้วเหมือนเข้าไปอยู่ในวิดีโอเกมของพี่เลย เจสซี่ พี่มาอยู่กับฉันไหมล่ะ! เธอคิดเล่น ๆ

ทอยซิตี้ไม่ใช่เมืองพักตากอากาศ แต่มันคือสนามการทดลองสุดท้าย การทดลองที่ไม่มีขอบเขตเวลา ทุกคนจะเป็นอิสระต่อเมื่อ...สิ้นอายุขัย

“ก็ยังดีกว่าอุดอู้อยู่แต่ในตึก”

อเล็กซิสสบตาเทสซ่า ดวงตาสีเทาคู่งามยืนยันคำพูดเมื่อครู่ “หรือเธออยากอยู่ในกล่อง”

“ไม่อะ”

วิดีโอจบลงไปแล้ว แต่ทุกคนไม่ขยับ

“อ้าว ทำไมไม่ลุกกันล่ะ” ตัวป่วนประจำตึกโคดี้ยืนมองทุกคนราวกับเห็นตัวประหลาด “ออกไปกันได้แล้ว” เขาทำไฟติด ๆ ดับ ๆ เหมือนที่ชอบทำ

“พวกโพลเตอร์ไกสท์” อเล็กซิสได้ยินเทสซ่าบ่นอุบอิบ แต่เพราะโคดี้ หลายคนทำหน้าเบื่อหน่ายก่อนจะขยับตัว สุดท้าย เด็กหนุ่มชนะอยู่ดี

ณ ชั้นสี่สิบเจ็ด อเล็กซิสถือจานถาดหลุมเต็มไปด้วยขนมปังธัญพืช โยเกิร์ต อกไก่ย่าง มันบด สลัดผักซอสงา มะเขือเทศ ผลไม้สด และเค้กแครอท

“ฉันอยากได้ของทอด” เรมีคร่ำครวญ เขาบ่นแบบนี้เป็นประจำ “พวกเขาไม่รู้จักกันเหรอ เฟรนช์ฟราย ไก่ทอด ปลาทอด”

“เหอะ” เทสซ่าเหยียดปาก “ดีสิ ไม่ต้องคิดเมนูอาหารเอง แถมยังดูแลสุขภาพขนาดนี้ หุ่นดีกันถ้วนหน้า ใช่ไหม” ศอกให้อเล็กซิสเห็นด้วย

“อื้อ” ไม่ว่าอะไรก็ดีกว่าขนมปังจืดชืดกับซุปกระป๋องทั้งนั้น ส่วนไมเคิลก้มหน้าก้มตากินอย่างเดียว เขาไม่เกี่ยงอาหารทุกชนิด

“แต่ฉันกินของพวกนี้แล้วยังรู้สึกหิวตลอดเลย ดีนะที่มีเค้ก แต่เค้กแครอท” เด็กหนุ่มผมโมฮอกทำตาละห้อยแล้วกลืนอกไก่อย่างจำยอม “ใครอยากได้สลัดบ้าง เอาไปเลย เอาไหมเบ็กกี้ มินนี่” เขาถามอีกสองสมาชิกที่มักไม่มีปากเสียง

“มะอาว” มินนี่ส่ายหัว “ฉันไม่ชอบผัก” ว่าแล้วเธอก็ตักสลัดให้เทสซ่า พี่สาวร้องแล้วยัดกลับ “เธอต้องกิน”

“ม่าย” เด็กสาวกอดอก ทำหน้าบึ้ง

“เบ็กกี้ล่ะ” เรมีถามเพื่อนตัวเล็ก

สาวน้อยผมแดงพยักหน้าอย่างว่าง่าย เขายิ้มดีใจ “มะเขือเทศด้วยนะ”

“ฉันว่านายไม่อิ่มเพราะยกอาหารให้คนอื่นนี่แหละ” อเล็กซิสชี้ให้เห็นข้อเท็จจริง หางตาจับได้ว่าเบลินดาที่นั่งกับเพื่อนสาวนามเอมมี่และเด็กหนุ่มวัยสิบแปดจัสตินกำลังแอบมองอยู่ พอเธอจับได้ก็หันหน้าหนี หากมองเลยไปยังโต๊ะถัดไปจะเจอพลูทักซ์นั่งสันโดษและคอยระแวดระวังเรมีราวกับเด็กหนุ่มจะกระโจนใส่เขาได้ทุกเมื่อ พอไม่มีกลุ่มก้อนลูกสมุน พลูทักซ์ทำตัวเรียบร้อยผิดจากแต่ก่อนมาก อีกมุมหนึ่ง โคดี้รับประทานอาหารกับหญิงสาวผมทอง แต่มักส่งสายตามาทางเทสซ่าเสมอจนเจ้าตัวทนไม่ไหวถึงกับขอสลับที่นั่งกับเบ็กกี้ จะได้หันหลังให้เขาแทน

อเล็กซิสมองหาอเล็กซ์ แต่เธอเห็นเพียงชายร่างสูงอีกคนที่ลงมานั่งทานกับพวกโคดี้ ไม่นานนักเขาลุกแล้วหยิบอาหารบางส่วนติดมือไปด้วย

นายจะเป็นแบบนี้ไปถึงไหน เธอพยายามซ่อนอารมณ์หงุดหงิดไว้ข้างใน ตั้งแต่เจอกัน อเล็กซ์หลบหน้าหลบตาเหมือนกับว่าเขาสูญเสียทุกอย่างหมดแล้ว เหมือนกับว่าเบนเป็นเพื่อนเพียงคนเดียว แต่ก็ใช่ เพื่อนรักเพียงคนเดียว แต่ทำไมอเล็กซ์ไม่เฉลียวใจเลยว่ายังมีคนอื่นที่เป็นห่วง เธอยังไม่เข้าใจว่าทำไมเขาอนุญาตให้ชายร่างสูงคนนั้นเข้าใกล้ได้ ในขณะที่เธอทำไม่ได้

“คนเมื่อกี้ชื่ออะไรเหรอ ฉันไม่เคยคุยกับเขาเลย”

เทสซ่ามองตามหลังชายคนดังกล่าว เขาสูงเทียบเท่ากับไมเคิล แต่ผอมแห้งและอายุมากกว่า น่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับโนเอล

“อาคุสะ” หญิงสาวตอบ “เป็นคนเงียบ ไม่ค่อยพูด” ว่าแล้วก็หันไปทางไมเคิล “แต่ไม่เดินหนีเหมือนนาย ตรงกันข้าม ใจดีมาก เพียงแต่บุคลิกเป็นแบบนั้น ถ้าเข้าไปคุยเขาก็คุย” เทสซ่าเล่า “จะว่าไปอเล็กซ์...ไม่คุยกับพวกเราเลย ก่อนที่เธอมาเขายังแวะมาเยี่ยมเวดบ้าง ทักฉันบ้าง”

ไมเคิลแอบเตะขาเธอใต้โต๊ะ

“ให้เวลาเขาหน่อย ปกติเขาก็อยู่แต่กับเบนไม่ใช่เหรอ” เรมีว่า “เธอได้คุยกับเขาบ้างหรือเปล่า ฉันว่าพวกเธอดูสนิทกันพอสมควรนะ”

อเล็กซิสส่ายหน้า เตะไมเคิลกลับ

“ฉันเข้าใจว่าเขารู้สึกอย่างไร แต่ไม่เข้าใจว่าจะทำแบบนี้ทำไม ฉันพยายามคุยกับเขาตามประสาคนที่เจออะไรมาเหมือนกัน แต่เขากลับเลี่ยง ก็รู้นะว่าความเสียใจมันมากขนาดไหน แต่อเล็กซ์...” หญิงสาวส่ายหัวพยายามเขี่ยหัวหอมออกจากผักสลัด “เออนี่ ฉันไม่เข้าใจอย่างหนึ่ง”

“อะไรเหรอ” อเล็กซิสถาม หวังว่าคงเป็นหัวข้ออื่น

“ทำไมเรายังต้องฝึกต่อสู้อีก ในเมื่อกระตุ้นความกลัวไปซะขนาดนั้นแล้ว”

“แสดงว่าโอกาสที่กลุ่มต้องสงสัยมีพลังแฝงอาจจะยังมีอยู่นะสิ” เรมีตอบ “อย่าลืมสิ บททดสอบสุดท้าย” ถึงแม้เขาไม่สวมแว่นแล้วแต่ยังติดนิสัยคอยขยับขาแว่นอยู่ ดังนั้นพอขยับมือและนึกได้ว่าตัวเองไม่มีแว่นแล้วก็จะแก้เก้อด้วยการเสยผม “พลังของเธอพัฒนาขึ้นจากตอนแรก หรืออย่างฉันกับเบ็กกี้ที่เปลี่ยนสถานะเป็นกลุ่มเสี่ยง ไม่แน่ อเล็กซิสกับมินนี่อาจได้เลื่อนขั้นก็ได้

สาวผมสีน้ำตาลอ่อนหัวเราะ “เลื่อนขั้นนี่นะ”

“อ้าว ไม่เหมือนเหรอ จากคนอ่อนแอเป็นคนมีพลังพิเศษ” เขาโพล่งทั้งโต๊ะเงียบ บรรยากาศเปลี่ยนในพริบตา แม้แต่ไมเคิลยังเงยหน้าจากถาดอาหาร เทสซ่าผู้ไม่เคยนิ่งเฉยต่อวาจาแบบนี้วางช้อนลงทันที

“หมายความว่ายังไง”

หนุ่มอัจฉริยะยังไม่เข้าใจปฏิกิริยาของเพื่อน “ฉันพูดอะไรผิดเหรอ”

“นายคิดว่ากลุ่มเสี่ยงได้รับสิทธิพิเศษอยู่เหนือกว่าคนอื่นเหรอ”

“เปล่า ฉัน”

“นายกำลังจะบอกว่าอเล็กซิสและมินนี่อ่อนแอใช่ไหม ลืมไปหรือเปล่า พวกเราเป็นแค่ตัวอย่างการทดลองเท่านั้น ไม่ว่าจะมีพลังหรือไม่มี”

เรมีเผลอจับแว่นในอากาศอีกรอบ “เปล่า” เสียงอ่อนแรง “ฉันหมายถึง...ก็...คือ ฉันรอดชีวิตมาได้เพราะพลังพิเศษ มันทำให้ฉันมีชีวิตรอดไม่ใช่เหรอ ฉันคิดแค่นั้น ไม่ได้จะสื่อแบบนี้เลยนะ”

“คนที่ตายใช่ว่าจะอ่อนแอเหมือนกัน” เทสซ่ากล่าวเสียงเครือ

“เทสซ่า ฉันขอโทษ ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นเลยนะ โนเอลเป็นคนที่ฉันเคารพมาก แม้เราจะเจอกันช่วงสั้น ๆ แต่ฉันไม่เคยคิดว่าเขาอ่อนแอเลย โอ้ ให้ตายเถอะ มินนี่อย่าทำหน้าแบบนั้น” เขาร้องเมื่อเด็กสาวเริ่มเบะปาก

อเล็กซิสโบกมือ “เรมีไม่ได้คิดอะไรหรอก” เทสซ่าจ้องหน้า เธอจึงพยักหน้าว่าอย่าคิดมาก

“โอเค ฉันขอโทษที่ใส่อารมณ์”

“ไม่เลย ฉันต่างหากที่ต้องขอโทษ ต่อไปจะระวังคำพูด” เรมีกล่าวอย่างเข็ดขยาด

คนที่เหลือถอนหายใจโล่งอกที่ทั้งสองไม่ได้ทำให้เป็นเรื่องใหญ่ อเล็กซิสเปลี่ยนเสียงให้สดใส “รีบกินให้หมดดีกว่า จะได้มีเวลาว่างก่อนไปฝึก”

 

กระสอบทรายหุ้มหนังสีดำแบบแขวนและตั้งพื้นตั้งเรียงกันเป็นระเบียบ แต่ละคนยืนประจำที่เพื่อเรียนรู้ท่ามวยพื้นฐานตามครูฝึก และคนที่ฝึกพวกเขาคือ ฟรอนแซล เคียนโต้ เมื่อถอดเสื้อคลุมเหลือเพียงเสื้อเทรนนิ่งแขนสั้นสีดำตัดน้ำเงินกับกางเกงขายาวกระชับสัดส่วน ตอนแรกที่ดูเหมือนจะท้วมกลับเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อสวย แม้แต่โคดี้ยังพักเล่นชั่วคราว ไม่มีคาดคิดว่าหญิงสาวตัวเล็กอย่างเธอจะเป็นครูฝึก และที่สำคัญ เมื่อเคียนโต้ขอให้โคดี้มาสาธิตเป็นเพื่อน เด็กหนุ่มถึงกับลงไปกองกับพื้น จุก สิ้นฤทธิ์ ท่ามกลางเสียงหัวเราะของเพื่อน

“เมื่อออกหมัดแล้วอย่าลดมืออีกข้างลง อย่ากางแขนแบบนั้น มาร์โกอย่ายืนหันตรงเป็นอันขาด เธอกำลังเผยช่องว่างให้ศัตรูสวนเข้ามา นี่รอดกันมาได้ไงยะ ควินน์กับโธมัสคนน้องออกแรงอีกนิด นั่นแหละ ดีมาก คาร์เตอร์อย่ายืนแบบนั้น ฉันสอนแล้วนะ” เธอเดินตรวจไปเรื่อย ๆ “ดีมากโวลคอฟ เคยฝึกสินะ”

ความสนใจหันเห อเล็กซิสเสียสมาธิทันที

และสายตาเคียนโต้ไวดุจเหยี่ยว “เดวิส ตามองกระสอบ ไม่อย่างนั้นเธอนอนแอ้งแม้งเหมือนเฮซแน่ คิดเสียว่ามันคือศัตรู โอ้” ดวงตากลมสีน้ำตาลเหลือบมองไมเคิล “วาดาส ระวัง ระวัง!

ทุกคนหยุดเมื่อได้ยินเสียงกรี๊ดพร้อมกับเสียงหมัดดังราวกับระเบิด กระสอบตรงหน้าไมเคิลร่วงและกระจาย เคียนโต้จับหน้าอก “นายคิดว่ากระสอบหนึ่งราคาเท่าไรกัน” อเล็กซิสไม่รู้ว่าตนเองควรภูมิใจดีหรือไม่ที่เพื่อนคนนี้แรงดีกว่าควายไบซันนิดเดียว

และสุดท้ายเขาจำต้องย้ายที่อีกสองรอบเพราะทำกระสอบพัง “พ่อหนุ่ม นายจะพังกระสอบที่สี่ไม่ได้แล้วนะ” เคียนโต้ตะโกนอย่างหัวเสีย แต่เพียงเด็กหนุ่มกล่าวขอโทษแววตาถมึงทึงหายวับไป

ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง เคียนโต้เป่านกหวีด “เอาละ พักครึ่งชั่วโมง” หลายคนถอนหายใจด้วยความยินดี เบ็กกี้เดินมาตีหลังเธอ “ดื่มน้ำก่อนเถอะ”

“เดี๋ยวตามไป” เธอตอบ ยังอยากฝึกชกอยู่

ไมเคิลเดินเข้ามาสมทบเพราะต้องย้ายไปอยู่แถวหลังสุด เขากอดกระสอบของเธอ “ฉันเริ่มชอบที่นี่แล้ว” เหงื่อไหลลู่ไปตามเส้นผมและใบหน้า เพราะผมยาวขึ้นยิ่งเผยให้เห็นส่วนโคนที่เป็นสีน้ำตาล

อเล็กซิสหัวเราะ “เพราะได้พังกระสอบเหรอ”

เขาส่ายหน้า “เบาไป” มือใหญ่หยุดกำปั้นเล็ก “อย่างอมือ ใช้ส่วนนี้กระแทก” เขาชี้ไปตรงส่วนสันหมัด “ถ้าเธอชกเต็มแรงแล้วเน้นที่กระดูกข้อมือ เสี่ยงหักได้นะ”

“รู้ดีชะมัด”

เด็กหนุ่มยักไหล่แล้วจับกระสอบ “เอ้า ลองชกสิ”

แต่สมาธิของเธออยู่แต่กับอเล็กซ์ เขาตะบี้ตะบันชกกระสอบไม่ยอมหยุดพัก ส่วนอาคุสะนั่งมองเฉย ไม่ใช่แค่นั้น ดูเหมือนว่าเขาจะกลืนไปกับกลุ่มคนที่อยู่มาก่อนแล้ว ทั้งโคดี้และสาวผมทองคนนั้นยังรายล้อมอเล็กซ์

และมันยิ่งทำให้เธอหงุดหงิด

 ชายหนุ่มรัวหมัดจนกระสอบกระเด็นเกือบหลุด สักพักเขายั้งมือกอดมัน หอบหายใจแรง ดวงตาสีดำทะมึนมองกลับมา

ไมเคิลผิวปาก “ทำไมไม่คุยกับเขาล่ะ” คำถามของเพื่อนทำให้เธอละสายตาจากคนในใจ

“ฉันไม่รู้จะเริ่มยังไง เขาเหมือนไม่อยากคุยกับฉัน” อเล็กซิสทำท่าจะชกกระสอบอีก แต่ครั้งนี้ไมเคิลอุ้มกระสอบหลบด้วย

“อาทิตย์นึงแล้วนะ มัวแต่มองตากันแบบนี้จะรู้เรื่องเหรอ หรือว่าพวกเธอคุยกันผ่านโทรจิต”

เธอถลึงตาใส่เขา ทีอยู่ตรงนี้กับคุยเก่ง “นายอย่าสนใจเลย”

“นี่ เดี๋ยวล้านะ ยังมีครึ่งหลังอีก” เทสซ่าตะโกนแทรก เธอยกขวดน้ำเหมือนต้องการเร่งให้อเล็กซิสเลิกชกให้ไว

“มันไม่ใช่เรื่องสำคัญหรอก” เธอตอบไมเคิล ทั้งสองเดินไปสมทบกับเทสซ่า

“ทำไมไม่สำคัญล่ะ ถ้าเธอใส่ใจก็แปลว่าสำคัญ” คำพูดนี้ทำให้หวั่นว่าเขาอ่านใจตัวเองออกหมด บางครั้งไมเคิลเหมือนไร้เดียงสา แต่ก็ไม่ “ถ้าเขาไม่อยากคุยกับเธอ จะมองเธอทำไม แล้วถ้าเธอไม่อยากคุยกับเขา เธอจะมองทำไม”  

“นายพูดไม่รู้เรื่อง” อเล็กซิสแสร้งเอ็ด ใครว่าเธอไม่อยากคุยกับอเล็กซ์ ใจอยากเข้าถึงจะแย่ แต่เขาต่างหากที่ไม่เปิดโอกาสให้เธอเลย พอทำท่าจะเข้าไปหา เขากลับหลีกเลี่ยง หรือว่าโทษว่าเบนตายเพราะเธอ ทั้ง ๆ ที่เธอยังไม่ได้เล่ารายละเอียดให้ฟัง หรือว่าเขาไม่เคยคิดว่าเธอเป็นเพื่อนเลย ถึงได้จมอยู่แต่กับความเศร้าตามลำพัง ไม่สิ ไม่ใช่ตามลำพังสักหน่อย เขายอมให้อาคุสะเข้าถึงตัวได้ ทั้งที่ผู้ชายคนนี้เป็นเพื่อนใหม่

“ไม่ ฉันพูดรู้เรื่อง ถ้าไม่อย่างนั้นไม่หงุดหงิดหรอก” ไมเคิลยังคงรั้น

บางครั้งท่าทีอเล็กซ์ทำให้เธอสับสนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างคนทั้งสองในช่วงหนีตายกันมานั้นเป็นเพียงมโนหรือเปล่า อเล็กซิสคิดไปเองอย่างนั้นหรือ

“คุยอะไรกัน” เทสซ่าส่งขวดน้ำ หลายครั้งที่เธอมักซักถามเรื่องของอเล็กซิสกับไมเคิล ทั้งที่มันไม่มีอะไรเลย ไมเคิลเหมือนน้องชายติดพี่ แต่เพราะเขาแสดงด้านนี้ให้เธอเห็นคนเดียว เพราะเหตุนี้เอง เทสซ่าจึงไม่ค่อยเชื่อเท่าไร

“เรื่องไร้สาระ” เธอรับขวดน้ำแล้วดื่มทีเดียวหมด

เทสซ่าหรี่ตามองตามไมเคิลที่เดินตามเธอต้อย ๆ ดีเหมือนกัน เพราะมัวแต่จับผิดเธอกับไมเคิลก็เลยไม่ได้สนใจว่าจริง ๆ แล้วเธอสนใจใครกันแน่ หากเป็นสมัยก่อน อเล็กซิสชอบคุยจุกจิกกับเอโลดี้และจูนเรื่องเดวี่เป็นประจำ แต่บัดนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป เธออยากเก็บความรู้สึกที่ตัวเองมีต่ออเล็กซ์ไว้ในใจ เพราะดูท่าแล้ว น่าจะต้องทำใจต่อความผิดหวังมากกว่า

 

หลังจากฝึกจนหมดเวลา เคียนโต้ปล่อยให้พวกเราไปพักตามอัธยาศัย ฟรีไทม์มีถึงแค่สี่ทุ่มเท่านั้น หลังจากนั้นต้องเข้านอนกันทุกคน อเล็กซิสรู้สึกว่าตัวเองเป็นนักเรียนประจำอย่างไรก็ไม่รู้ เมื่อรับประทานอาหารเย็น เธอต้องรีบไปหาเวด เด็กสาวไม่อยากปล่อยให้เขาอยู่คนเดียวแม้เพียงวันเดียว เทสซ่ากับมินนี่แวะไปเยี่ยมทุกวันเช่นกัน แต่พวกเธอมักตามไปทีหลังด้วยเหตุผลที่ว่าเผื่ออเล็กซิสกับเวดอยากคุยเป็นการส่วนตัว แต่มันก็ไม่เคยส่วนตัวเลยเพราะมีไมเคิลเป็นเงา เบ็กกี้กับเรมีสลับกันขึ้นมาบ้าง แต่ส่วนใหญ่เรมีมาคนเดียวเพราะเด็กสาวพุ่งตัวเข้านอนตั้งแต่หกโมง นับว่าเวดยังโชคดีกว่าคนไข้ที่เหลือ เพราะถ้าไม่ใช่กลุ่มเดียวกัน บางคนรอดมาคนเดียวจึงไม่มีเพื่อนมาเยี่ยม

“ชั้นเจ็ดสิบสอง”

“ชั้นเจ็ดสิบสอง”

“ไมเคิล นายไม่เบื่อเหรอ เวลาฉันคุยกับเวด นายพูดได้นะ พอเขาฉันชวนนายคุย นายก็เอาแต่เงียบ”

หนุ่มผมเงินมองออกไปนอกลิฟต์ “ก็ฉันไม่รู้ว่าพวกเธอคุยอะไรกัน แล้วก็ไม่รู้จะทำอะไรด้วย ที่เก่ายังมีหนังให้ดู มีกีฬาให้เล่น หรือว่า...” เขาเว้นจังหวะ “เธอรำคาญ”

“ไม่มีทาง” อเล็กซิสตอบทันที “ไม่ต้องทำตาแบบนั้น” เธอเตะขาเขาทีหนึ่ง เวลาเขาทำตาเศร้าแล้วน่าปลอบชะมัด

“หรือว่ากลัวเขาเข้าใจผิด”

“นั่นยิ่งไม่ใช่ใหญ่” เธอเตะอีกรอบ “นายอย่าล้อฉันเรื่องนี้ได้ไหม ถ้าอย่างนั้นทำตัวเงียบ ๆ เหมือนเดิมไปเลย”

เขาหัวเราะ “แปลกนะ ฉันรู้สึกดีกับเธอ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน คงเป็นเพราะเคยตามดูชีวิตเธอมากไป เลยคิดว่าเป็นเพื่อนกันมานานแล้ว แม้แต่ปาสคาลยัง...”

“ยังอะไร นายต้องเล่านะ ฉันไม่มีความทรงจำเรื่องนั้นเลย”

“ก่อนจะออกจากเมืองซานโบซ่า เขาให้ฉันพาไปบ้านเธอ เขาบอกเธอเหมือนคนที่เขารู้จักมาก”

อเล็กซิสพยายามจะนึกตามแต่นึกไม่ออก “ไม่ดีเลย นายพูดอะไรมาฉันไม่รู้เรื่องเลย”

“ก็แบบเดียวกับที่เธอคุยกับเพื่อน เออ จริงสิ ห้องฝึก”

เธอยิ้ม รู้ทัน “ถือว่าส่งฉันออกจากลิฟต์ก็แล้วกัน” พอประตูลิฟต์เปิดจึงก้าวออกมา เด็กสาวโบกมือให้ “อย่าซ้อมหนักเกินไปล่ะ”

“ไม่ทำกระสอบพังอีกแน่นอน” เขาโบกมือกลับแล้วถอยหลังเพื่อยืนชิดกระจก พวกเขามองกันจนลิฟต์ปิด ก็คงแปลกอย่างที่ไมเคิลว่า แม้เธอไม่มีความทรงจำในส่วนที่เจอกับปาสคาลและเด็กหนุ่มมาก่อน แต่พวกเขาสนิทกันอย่างรวดเร็วเหมือนรู้จักกันมานาน หรืออาจเป็นเพราะเหตุการณ์ต่าง ๆ และเพราะเขาทำให้นึกถึงออสโล่

ในห้องพยาบาล คนไข้บางคนมองตามทุกย่างก้าวจนเธออึดอัดปนลำบากใจ พอเปิดม่านเจอเวดนั่งคอยอยู่จึงรีบปิด เขากำลังเล่นเกมบนจอสกรีน

“มันคืออะไร”

เขายิ้มเผยให้เห็นฟันขาวทุกซี่ “มันเป็นเกมแนววางแผนการรบ พวกเขาเอามาให้พวกเราเล่น ภาพสวยมากสนุกเป็นบ้า” เขาอวดภาพในจอ มันสวยจริง ๆ อย่างกับของจริง “เกมบอยกับวิดีโอเกมตกขอบสนามไปเลย” หนุ่มบลอนด์ชะงักเมื่อสังเกตว่าบางสิ่งหายไป เขาชะเง้อมอง เมื่อแน่ใจว่าเธอมาคนเดียวก็แปลกใจ “อ้าว หมอนั่นไม่ตามมาแล้วเหรอ”

“เจอที่สิงแล้ว” เธอตอบ แต่สายตายังจ้องจอสกรีนที่เขาถืออยู่ “วันนี้เป็นไงบ้าง”

“พวกเขาเริ่มทำกายภาพ ฝึกเดินกับขาเทียม ไม่ต้องมองหาหรอก เขาไม่ได้ให้ จะใส่ได้ต่อเมื่อฝึกเท่านั้น”

“งั้นก็ดีสิ บางทีอาจจะรอของจริงอยู่ อีกไม่นานคงได้ไปฝึกกับพวกเรา”

เวดยังไม่แน่ใจ เขาวางเกมที่เล่นอยู่ลงกับเตียง “เหรอ ฉันอาจเป็นกลุ่มตกค้างก็ได้นะ ถึงแม้จะพอเดินได้ แต่ว่า...มันไม่สะดวกเหมือนเดิม”

อเล็กซิสกลัวข้อนี้ไม่ต่างกัน แต่พยายามมองในแง่บวก “ไม่หรอก ถ้าไม่อย่างนั้นจะฝึกเดินทำไม ครั้งแรกก็ต้องมีล้มบ้าง เดี๋ยวนายก็ชิน เผลอ ๆ อาจเดินปร๋อเลยก็ได้ ถ้านายทำกายภาพและใช้ขาเทียมได้ไว อีกไม่นานหรอก อาทิตย์หน้าก็เข้าคลาสได้”

เขาส่ายหัว “แต่ไม่มีใครพูดเรื่องคลาสให้ฉันฟังเลย ไม่บอกว่าฉันจะได้ไปเข้า หมอกายภาพควรจะล่อให้ฉันตั้งใจไม่ใช่เหรอ แต่เขาไม่พูดอะไรเลย แต่ช่างเถอะ” เด็กหนุ่มยักไหล่ “แค่กลุ่มตกค้างก็ไม่ได้แย่ ฉันแค่เข้าไปในทอยซิตี้ช้ากว่าเธอ ก็อาจจะเหงานิดหน่อย”

เธอนั่งลงบนเตียง จับมือเพื่อน “ฉันไม่ทิ้งนายหรอก”

เขาตบหลังมือเธอเบา ๆ “แล้ววันนี้เป็นไง”

เธอรายงานเหมือนทุกวัน คนไข้ในห้องนี้ไม่มีใครได้ออกข้างนอกเลยแม้อาการดีขึ้น แต่คำว่าดีขึ้นมาพร้อมกับคำว่าไม่สมประกอบ บางคนเสียแขน บางคนเสียขา บางคนอาจยังมีอวัยวะครบแต่ใช่การได้ไม่เหมือนเดิม

“วันนี้พวกเขาพูดเรื่องประวัติเคสเอชโอวันกับทอยซิตี้...”

 

สองทุ่มกว่า เธอออกจากลิฟต์เพื่อเดินเล่นในชั้นที่พัก ตอนแรกคิดไปหาไมเคิลที่ห้องซ้อม แต่ตัดสินใจอยู่คนเดียวบ้าง เธออยากดูดาว อันที่จริง ถ้าหากพวกเขาอนุญาตให้อยู่กับเวดได้ถึงสี่ทุ่มเธอคงอยู่

ท้องฟ้าในยามนี้กระจ่างชัดจนเห็นดาวระยิบระยับมากมาย ไม่รู้ว่าครอบครัวเป็นอย่างไรบ้าง อเล็กซิสแนบฝ่ามือกับกระจก เมื่อไหร่เธอจะทำลายกำแพงที่ขวางกั้นนี้ออกไปได้ หรือไม่มีวันนั้น

นาฬิกาข้อมือสีเงินประดับอยู่บนมือขวา เธอมองมันแล้วนึกถึงเบน ทั้งนาย ออสโล่ โนเอล ทุกคนเป็นอิสระแล้วนะ

ทว่าเงาสะท้อนในกระจกไม่ได้มีแค่คนเดียว ใบหน้าอเล็กซ์ปรากฏอยู่ข้างตัว เธอหันไปมอง ไม่รู้ตัวเลยว่าเขามายืนตรงนี้ตั้งแต่ตอนไหน

“เวลาเธอหลอมรวมไปกับพวกมัน เธอจะไม่รู้สึกตัวแบบนี้ตลอดเลยงั้นสิ”

แม้ไม่มีกัญชา แต่อเล็กซ์มักพกไอหมอกบางอย่างติดตัว ยิ่งช่วงนี้ ต่อให้เขาไม่สูบ เธอยังเห็นหมอกหนาห่อหุ้มรอบตัว เด็กสาวหันกลับไปมองดวงดารา หลายประโยคติดอยู่ในคอ แต่คำพูดที่ออกไปกลับเป็นแค่เพียง “มีอะไร”

อเล็กซ์เงียบไปพักใหญ่ คงจับน้ำเสียงเย็นชานั้นได้ ฉับพลันเธอกลับรู้สึกผ่อนคลายและยินดีที่จะชวนคุย แต่ก่อนจะอ้าปาก กลับเป็นฝ่ายอเล็กซ์ที่รัวคำถามมาไม่ยั้งด้วยน้ำเสียงระรื่นพิกล “ฉันอยากฟังเรื่องของเขา ตั้งแต่ตอนนั้นเขาทำอะไร ตายยังไง ทำไมเธอถึงออกมาพร้อมกับไมเคิล ทำไมเธอ...หยุดเดี๋ยวนี้นะ 

อารมณ์แปรปรวนของเขาทำให้อาการหัวโล่งหายไป เธอกลับมาเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง “ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลย!

“ไม่ใช่” เขาเสียงอ่อนลงแล้วหันไปชี้คนที่กำลังเดินออกมาจากเงามืด “อาคุสะทำ”

ชายร่างผอมสูงก้าวขาเข้ามาในส่วนที่แสงส่องถึง มือทั้งสองข้างล้วงเข้าไปในกางเกง ดวงตาคู่เรียวสีน้ำตาลจ้องคนทั้งสองด้วยแววตาประเมินคล้ายคาเลบในบางที หากแต่ดวงตาชั้นเดียวทำให้เธอนึกถึงพ่อของเอโลดี้ แล้วยังผิวสีขาวอมเหลือง นอกจากนี้ เขามีลักษณะโครงหน้ากรามและโหนกชัดคล้ายกับไบรซ์  

“เราจะคุยกันสองต่อสอง”

เขายักไหล่ “ฉันไม่ได้แทรกนี่”

โทสะชายหนุ่มขึ้นหนักกว่าเก่าจนเห็นเส้นเลือดบนหน้าผาก

“ฉันแค่ช่วยให้พวกเธอคุยกันง่ายขึ้น นายอยากจะคุยกับเธอมาตั้งนานแล้วนี่...”

แต่อเล็กซ์ตัดบทอีก “อย่ายุ่งกับพวกเรา ฉันไม่ต้องการให้นายควบคุมฉัน”

เมื่อได้ยินคำว่า ควบคุม “นายทำอะไร” เธอโพล่งทันที

หนุ่มผิวสีนวลแค่นยิ้ม “ฉันควบคุมพวกเธอไม่ได้หรอก ก็แค่ทำให้ใจเย็นและคลายความกลัดกลุ้มลงเท่านั้นเอง”

หรือว่าไอ้อาการหัวโล่งเมื่อกี้คือฝีมือหมอนี่

“ขอร้องล่ะ” อเล็กซ์ว่า

อาคุสะยักไหล่ “ตามใจ อย่าทำให้เธอลำบากใจก็แล้วกัน” เขาขยิบตาให้อเล็กซิสแล้วเดินหนีไปตามคำขอร้อง

“เขาควบคุมอารมณ์พวกเราได้” อเล็กซ์เฉลย “หมอนี่ชอบคิดทำการณ์เอง พอเห็นใครโกรธก็จะคลายความโกรธให้ พอเห็นใครเศร้าก็จะทำให้หายเศร้า แต่บางที...ฉันก็อยากทำตัวให้ชินกับความรู้สึกที่แท้จริง”

อเล็กซิสไม่ตอบ เพราะยังครุ่นคิดกับคำถามที่เขาหลุดออกมาเมื่อครู่

“พวกเขาเป็นกลุ่มเสี่ยงหมด อาคุสะ โคดี้ ฟีบี้”

ผู้หญิงผมทองชื่อฟีบี้นี่เอง

เธอเหลือบตามองอเล็กซ์ “ฉันไม่รู้จะเริ่มเล่ายังไง หลังจากตอนนั้น เขาพาฉันไปเจอกับโนเอล เบ็กกี้ และไมเคิล นายก็รู้ว่าโนเอลไม่รอด”

เขาพยักหน้า “อืม รู้ เทสซ่า...เก่งชะมัด ฉันเห็นแต่มินนี่ที่ซึมไปหลายวัน แต่ตัวพี่สาวยังหัวเราะได้ทั้งที่เสียพี่ชายไปทั้งคน”

“ไม่หรอก” เธอค้าน ไม่ชอบที่เขาทำเสียงเหมือนตำหนิเทสซ่า “เธอร้องไห้ทุกคืน เธอคิดว่าทุกคนหลับแล้ว แต่ฉันได้ยิน ทุกคนได้ยิน แค่เสียงของมินนี่ดังกว่าเท่านั้นเอง และที่สำคัญ แม้แต่มินนี่ก็ยังเริ่มทำใจได้แล้ว”

อเล็กซิสถอนหายใจ ไหน ๆ ก็พูดแล้ว “นายพูดถูกที่ว่าเธอเข้มแข็ง ทั้งเทสซ่าและมินนี่เข้มแข็งด้วยกันทั้งคู่ ทั้งสองเลือกที่จะเดินหน้า ไม่หมกมุ่นอยู่กับมัน แน่นอนว่าพวกเธอไม่ได้ทำได้ทันที แค่พยายามที่จะทำ”

อเล็กซ์เงียบสนิท รู้ดีว่าเธอจงใจเหน็บแนม

“ไม่ใช่ว่าฉันไม่รู้ว่านายเสียใจ ฉันเสียออสโล่ไป และเวดก็เป็นแบบนี้ ฉันกลัวว่าเขาจะเป็นกลุ่มตกค้างเหมือนอาคุสะ ฉันกลัวว่าพวกเขาจะไม่ปล่อยให้เขามากับเรา”

ชายหนุ่มทำหน้าเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แล้วเงียบ แล้วตัดสินใจพูดออกมา “เบนเป็นมากกว่าเพื่อนสนิท เขาเหมือนน้องชาย เขาคือครอบครัว เราอยู่ด้วยกันตลอด ตั้งแต่เด็ก ไม่เคยแยกจากกัน” น้ำเสียงอเล็กซ์แข็งขึ้น เขาพยายามจะหาความชอบธรรมให้กับการกระทำตัวเอง “เราไม่ได้เพิ่งรู้จักกัน ฉันรู้จักหมอนั่นมาทั้งชีวิต”

“ฉันไม่ได้บอกว่านายไม่ควรเศร้า แต่ละคนจัดการกับความรู้สึกได้ต่างกัน ฉันแค่ไม่อยากให้นายกันตัวเองออกมาจากคนอื่น พวกเราอาจจะไม่ใช่เพื่อนสนิท ไม่ใช่ครอบครัวของนาย แต่พวกเราเป็นห่วงนาย”

เขาเลิกคิ้วข้างหนึ่ง “พวกเรา?”

เธอพยักหน้า “เวด เบ็กกี้ เรมี เทสซ่า มินนี่ ทุกคนถามฉันเรื่องนาย อยากให้กำลังใจนาย แต่ไม่มีใครกล้า เพราะอะไรรู้ไหม เพราะนายเป็นแบบนี้ไง”

เขายกมือกอดอก เอนตัวพิงกำแพงกระจก “ฉันรอให้เธอสองคนรอด ออกมาจากที่นั่นให้ได้ อยากชกหน้าหมอนั่นเอาคืนให้ซาร่าห์ อยากด่าหมอนั่นที่ทำถึงขนาดนั้นเพื่อช่วยชีวิตฉัน” ถึงแม้จะซ่อนมือไว้แต่เธอเห็นว่ามันสั่น “แล้วเธอก็มา เธอไม่รู้หรอกว่าตอนนั้นฉันรู้สึกยังไง แต่แล้วเธอมาพร้อมกับไฟแช็ก ไฟแช็ก” เขาเน้นคำสุดท้าย “แค่ไฟแช็ก” สายตามองลงบนพื้น ปากสั่น

“อเล็กซ์...”

“เขาตายยังไง ฉันอยากรู้ว่าเขาตายยังไง”

เธอถอนหายใจ มันไม่ใช่คำถามแต่เป็นคำสั่ง สุดท้ายตัดสินใจเล่าทั้งหมด อย่างไรเสีย เธอไม่มีสิทธิ์อมพะนำ อเล็กซ์ตั้งใจฟังแม้ไม่ยอมมองหน้า แต่เธอไม่ได้พูดกับเสาแน่นอน “...หมอนั่นช่วยชีวิตเธอ” เขาทวนคำ

“...ใช่ ทั้งฉันและไมเคิล...” แม้เธอรู้ว่าเบนไม่ได้เสียสละ มันเป็นทั้งความตั้งใจที่จะช่วยและอุบัติเหตุ แม้แต่เบนยังคาดไม่ถึงว่าลูกศรจะฆ่าเขาได้ “...เขาขอให้พวกเราทำลายศพ...”

“เบนไม่อยากเป็นเหมือนพวกซอมบี้” อเล็กซ์สรุปก่อนที่เธอจะพูดจบ “หมอนั่นไม่ยอมให้ใครมายุ่งกับตัวเองหรอก แม้ตายแล้ว” เสียงหัวเราะแรกดังออกมา แต่มันเป็นเพียงเสียงที่ออกจากลำคอและความรู้สึกขมขื่นมากกว่าร่าเริง “แต่เขาไม่ควรตายแบบนั้น ในลาวา ให้ตายเถอะ” ชายหนุ่มทุบกระจกพร้อมกับที่ไฟดับลงแต่วิวข้างนอกยังปรากฏอยู่ก่อนที่ไฟจะกลับมา โคดี้คงเป็นโพลเตอร์ไกสท์อย่างที่เทสซ่าเปรียบ

“พวกเขาทิ้งฉันไปหมด” เขารำพัน “ทั้งแม่และเบน”

“พอแล้ว” อเล็กซิสพยายามห้ามเมื่อเขาทุบกระจกไม่หยุด “ข้อร้องล่ะ อย่าทำแบบนี้” กำปั้นแดงเถือก อเล็กซ์ยังคงทำร้ายตัวเองต่อไป “หยุด” เธอกระชากตัวเขาให้หันมาเผชิญหน้า

แล้วไง หมอนั่นคิดว่าจะได้ไปอยู่กับแม่ฉันใช่ไหม” อเล็กซ์หน้าเจื่อนเมื่อเห็นสีหน้าเธอ “ขอโทษ ฉันหมายถึง แนท เขาเคยพูดถึงใช่ไหม”

อเล็กซิสพยักหน้า

ใบหน้าชายหนุ่มบิดเบี้ยวเหมือนมีใครบีบอวัยวะภายใน “หมอนั่นมันบ้า แม่ไม่เคยรักเขา อย่างน้อยก็เอ็นดูตามประสาผู้ใหญ่ แม่รักพ่อ รักมาก แม้ความรักของพ่อจะพิลึกกว่าคนปกติทั่วไป เขาไล่ตามแนทในจินตนาการอยู่ตลอดเวลา แม่ไม่ได้รอเขาอยู่ใต้ทะเล ถ้าจะมีสิ่งเดียวที่แม่รอคือพ่อและลูกของเธอ” เขาหลับตา เธอรู้ว่าอเล็กซ์พยายามสะกดน้ำตา “เขาตายอย่างโดดเดี่ยว...เบนไม่มีใครนอกจากฉัน เขาไม่ควรตายแบบนั้น”

เธอเงียบ นึกถึงดวงตาสีเหลืองของเบนที่พยายามมองเข้าไปในดวงตาเธอก่อนตาย เธอรู้แล้วว่าเขามองหาใคร สีน้ำเงินทำให้เขาคิดว่ามันเป็นก้นสมุทร ไหนจะยังร่างไร้วิญญาณที่ถูกโยนลงไป เด็กสาวจำต้องสะกดน้ำตาตัวเองเช่นกัน

“เจ้าบ้านั่น...”  

“แต่เขายอมรับมัน เขายอมรับความตาย ไม่ อเล็กซ์ ฉันไม่ได้บอกว่าเขาสมควรตาย แต่เขายอมรับมัน” เธอมองตาเขา “นายยังมีครอบครัว และนั่นคงเป็นสิ่งที่เบนหวังว่านายจะได้ใช้โอกาสนี้ นายยังมีชีวิตอยู่”

เขาส่ายหัว มองเธอเหมือนเห็นเด็กตัวเล็กที่ไม่ประสีประสา “เรากลับไปหาพวกเขาไม่ได้แล้ว เขาทิ้งฉันให้อยู่กับโลกเส็งเคร็งคนเดียว” อเล็กซิสมองเขาหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “มันไม่เหมือนเดิมแล้วเมื่อไม่มีหมอนั่น ฉันอยากกลับไปพร้อมกับเขา ไม่ใช่คนเดียว”

“เงียบน่า” เธอตวาด เขาอึ้ง “นายคิดว่าที่ตัวเองยืนหายใจอยู่ได้เพราะใคร ไม่ใช่เพราะเบนเหรอ เขาทำถึงขนาดนั้นเพื่อใคร รู้ไหมว่าทำไมฉันถึงยังมีความหวัง ทำไมฉันยังพยายามตามหาแสงสว่าง เพราะฉันไม่ต้องการให้เขา โนเอล หรือแม้แต่คนอื่นตายโดยเปล่าประโยชน์!” มันเหมือนกับอ้วก ทุกคำพูดถูกพ่นออกมาไม่ยั้งและหยุดไม่ได้ “ทำไมนายทำตัวเหมือนโลกนี้มีแค่นายกับเบน นายยังมีเพื่อนคนอื่น แล้วที่เบนทำเพื่อนายล่ะ เขาต้องการให้นายมีชีวิตอยู่ไม่ใช่เหรอ คงไม่อยากให้นายคร่ำครวญเป็นบ้าแบบนี้หรอก แล้วที่ฉันพยายามเข้าหานาย พยายามคุยกับนายเพื่ออะไร”

อเล็กซิสสะกดน้ำตา ทำไมถึงเจ้าน้ำตาอย่างนี้นะ ยายบ้า แต่เมื่อพูดออกไปแล้ว เธอสบายใจ อย่างน้อย เผื่อมันจะปลุกสติเขาได้บ้าง

“แล้วเพื่ออะไร” เขาเอียงคอย้อนถาม คราบน้ำตายังเปรอะขอบตา

เธอถอนหายใจ เบือนหน้าหนี “พูดกับดาวยังรู้เรื่องกว่าพูดกับนาย”

เขาจับคางเธอแล้วหมุนกลับมาให้เผชิญหน้ากัน ดวงตาสีดำลึกเหมือนหลุมดำอันเวิ้งว้างกลับสุกสกาวอีกครั้งด้วยดาวฤกษ์นับล้านดวง “ชื่อกลางของเธอสะกดยังไง เอส เค วาย อี ใช่ไหม”

อเล็กซิสหรี่ตา “ฉันถึงบอกไง ว่าพูดกับดาวรู้เรื่องมากกว่าอีก” เขามีความสามารถพิเศษในการเปลี่ยนเรื่องตามใจนึก

“ชื่อกลางของเธอ เอส เค วาย อี”

อเล็กซิสถอนหายใจ “อื้อ สกาย” เธอตอบ

“สกาย”

“ใช่ สกาย แล้วไง! เธอเริ่มโมโหแล้วนะ

อเล็กซ์โน้มคอลงมา “ในเมื่อมันเป็นชื่อจริง ถ้าฉันเรียกเธอแบบนี้คงไม่โกรธใช่ไหม ไม่เคยมีใครเรียกชื่อนี้ถูกไหม”

เธอส่ายหน้า อารมณ์ของเขาขึ้นลงจนตามไม่ทัน กลับไปกลับมา เหมือนมีไอหมอกล้อมตัวแล้วสลายกลายเป็นแสงแดดอุ่นพร้อมลมโชยเย็นสบาย หากแต่อย่างหลังมาพร้อมกับอาการหัวตื้อด้วย ยิ่งเมื่อเนตรสีดำคู่นี้จดจ่ออยู่ที่ปากตัวเอง ความกล้าเมื่อกี้หดหายเร็วยิ่งกว่าไอระเหิด

เขาดึงตัวเธอแล้วจูบ

มือทั้งสองข้างทำงานประสานกับหัวใจ เธอกอดคอชายหนุ่ม เมื่อเด็กสาวจูบตอบ ร่างทั้งสองแนบชิด ริมฝีปากอเล็กซ์ส่งกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านไปทั่วจากศีรษะจรดปลายเท้า ทั้งสองผละออกจากกันชั่วคราวแต่จมูกยังคลอเคลียแก้มแต่ละฝ่าย เขาจ้องมองแล้วเผยอยิ้ม เธอแนบหน้าผากชนกับเขา เพียงเท่านั้นเหมือนแต่ละฝ่ายกลายเป็นขั้วบวกและลบ ปากทั้งสองประกบกันอีกครั้ง เนิ่นนานหนักหน่วงกว่าเดิม เธอลูบผมตรงท้ายทอยส่วนอีกข้างเลื่อนมาแปะแผงอก จูบครั้งนี้ไม่มีวันทำให้เธอกลับไปฝันถึงเดวี่อีกแล้ว

“สกาย” น้ำเสียงทุ้มคล้ายหายใจติดขัดเหมือนดั่งมนต์กล่อมประสาท มือซ้ายของเขากอดและรัดเอวเธอแน่นขึ้น อีกข้างประคองศีรษะเธอไว้ ลิ้นทั้งสองสอดส่ายเกี่ยวพัน มืออีกฝ่ายเริ่มอยู่ไม่สุขและเมื่อถึงจุดหนึ่ง เขาถอนริมฝีปากออก รวบร่างเธออุ้มขึ้นแล้วดันติดกำแพงจากนั้นจูบอีกครั้ง เธอรู้สึกได้ว่ามือของเขาเริ่มล้วงเข้ามาในเสื้อ

“เชี่ย โคตรฮอต”

ทั้งสองหยุดชะงัก จ้องหน้ากันและกัน ต่างคนต่างกลั้นขำและอาย เขาปล่อยตัวเธอลงแต่ยังกอดกันอยู่ เธอมองผ่านวงแขน เห็นทั้งโคดี้ สาวผมบลอนด์ และอาคุสะยืนมองด้วยท่าทางสนใจ

“อืม นายไม่ต้องให้ฉันช่วยจริงด้วยนะ” หนุ่มตาเรียวกล่าว

“เฮ้ย ต่อสิ ฉันไม่แกล้งดับไฟหรอก เพราะฉันจะไม่เห็น ที่นี่ไม่มีหนังให้ดูเลย ขอบคุณนะ” โคดี้เสริม

อเล็กซ์ยังคงยืนหันหลังให้ทั้งสอง บังเธอจากสายตาของสามคนนั้น เขาจูบหน้าผากกับเธอ ถอนหายใจเสียดาย “พรุ่งนี้...พรุ่งนี้หลังจากเธอเสร็จธุระทุกอย่าง ฉันจะรอหน้าลิฟต์ชั้นเจ็ดสิบสอง สกาย...” เขาจับแก้มเธอแล้วลูบเบา ๆ

แต่สติของเธอหลุดลอยไปเรียบร้อยแล้ว ในเวลานี้สมองข้างในเห็นแต่ตัวเองจูบกับอเล็กซ์ มันเหมือนกับฝันไป แต่ไม่ใช่ มันคือความจริงและอเล็กซ์กอดเธออยู่ อเล็กซิสไม่สนใจว่ามีอีกสามคนจ้องหรือล้อเลียน จูบเมื่อครู่ไม่ใช่แค่จูบ แต่เขาเปิดประตูให้เธอเข้าไป จักรวาลที่มีแต่เธอกับเขา และเมื่อนั้นจึงตอบนัดหมายด้วยการจูบที่ปากแล้ววิ่งกลับเข้าห้องพักไปอย่างรวดเร็ว

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

255 ความคิดเห็น

  1. #180 P.NUT☆彡 (@PLOY_6843) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2561 / 10:21
    ถึงจะเสียอะไรไปมาก แต่ ใน ที่ สุด ทูอเล็กซ์ก็เกิดขึ้นจริงงง ทูอเล็กซ์อิสเรียล น้ามตาไหร ไมเคิลเหมือนออสโล่จริงด้วย ทำให้คิดถึงออสโล่เลย มันทั้งสุขทั้งเศร้าปนกัน
    #180
    1
    • #180-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 36)
      12 ธันวาคม 2561 / 13:14
      ยื่นผ้าเช็ดหน้า (T^T)/
      #180-1
  2. #84 sangounwong0311 (@sangounwong0311) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 27 มีนาคม 2561 / 11:39
    เป็นครั้งเเรกที่รอมาเนิ่นนาน...
    #84
    1
    • #84-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 36)
      27 มีนาคม 2561 / 13:02
      ข้าพเจ้ารู้สึกผิดเลยค่าาา T^T
      #84-1
  3. #83 dreaming_mz (@dreaming_mz) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 19 มีนาคม 2561 / 19:28
    ฉันตามอารมณ์พี่อเล็กซ์ไม่ทันแล้ววว
    #83
    1
    • #83-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 36)
      19 มีนาคม 2561 / 19:51
      คนเขียนก็มึน ๆ ตามเฮียแกแล้วจ้า
      #83-1
  4. วันที่ 19 มีนาคม 2561 / 19:17
    กรี้ดดด เรือช้านนน555555 อเล็ก เท่านั้น5555
    #82
    1
    • #82-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 36)
      19 มีนาคม 2561 / 19:50
      งั้นทางนี้ถอดสมอละนะ 5555
      #82-1
  5. #80 shirone-mirai (@shirone-mirai) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 19 มีนาคม 2561 / 00:06
    อ้ากกกก OMG!!!
    #80
    1
    • #80-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 36)
      19 มีนาคม 2561 / 09:33
      ตกใจอะไรจ้ะ (ข้าพเจ้าอยากรู้ด้วย ฮิฮิ)
      #80-1
  6. #79 kimurakung (@kimurakung) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 18 มีนาคม 2561 / 23:42
    ตื่นมาเผชิญกับโลกกันต่อไป
    #79
    1
    • #79-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 36)
      19 มีนาคม 2561 / 09:32
      เม้นไปพลางลูบเคราไปชิมิ
      #79-1