ตอนที่ 3 : ครอบครัวเดวิส

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 662
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 30 ครั้ง
    28 ต.ค. 60

ครอบครัวของคาเลบอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็กซึ่งตั้งห่างจากสวนสาธารณะประจำเมืองอยู่เพียงสองช่วงตึก บ้านทั้งหลังทาสีขาวละมุนคล้ายสีเปลือกไข่ ที่แห่งนี้ คือ สวรรค์บนดินของคาเลบ ตรงสวนหน้าบ้านจะมีโรงไม้เล็กๆตั้งอยู่แอบๆ โรงไม้แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นสำหรับเอาไว้ใช้ประดิษฐ์ของเล่นชิ้นเล็กๆ หรือของใช้ที่ทำจากไม้โดยฝีมือคาเลบเอง ซึ่งผลงานของเขานั้นสร้างรายได้เล็กๆน้อยๆ มันเป็นไอเดียของลูกคนที่สาม อเล็กซิสได้ถ่ายรูปชิ้นงานของพ่อ แล้วอัปโหลดเข้าไปในอินเทอร์เน็ต เธอยังพิมพ์ใบโฆษณาขายงานไม้ของเขาไปแปะยังกระดานประกาศต่างๆอีกด้วย อเล็กซิสไม่ได้หิวเงินขนาดนั้นหรอก แต่เธอทำไปเพื่อให้พ่อของเธอภูมิใจในตัวเอง แน่นอนว่าเขาภูมิใจในตัวเองและไอเดียของลูกสาวมาก

คาเลบจอดรถไว้ในโรงจอดรถ รถตู้สีเทาคันนี้รับใช้ครอบครัวเดวิสมาประมาณสิบสองปีแล้ว คาเลบยังครองตัวเป็นสุภาพบุรุษอยู่เสมอ ด้วยการค่อยๆประคองเบียนน่าลงจากรถ เขาปฏิบัติกับภรรยาเช่นนี้เรื่อยมาตั้งแต่ออกเดตครั้งแรก เบียนน่ามีดวงตาโตสีน้ำตาลเข้มแสนอบอุ่นไปถึงหัวใจ ผิวสีทองแดงเข้มของเธอคล้ายกับผิวของเขาแต่เนียนและมีสุขภาพผิวที่ดีกว่า เบียนน่าเป็นผู้หญิงร่างอวบ ผู้มีรอยยิ้มสวยที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็น พวกเขาคบหากันราวสองปี จากนั้นคาเลบขอเธอแต่งงาน ทั้งสองพยายามจะมีลูกเป็นของตัวเองแต่ล้มเหลวทุกครั้ง ต่อมา สามีภรรยาเดวิสจึงรับอุปการะเจสซี่มาเป็นบุตรชาย เมื่อเห็นว่าลูกชายอยู่คนเดียวและกลัวว่าเขาจะเหงา สองปีต่อมา พวกเขาจึงรับไบรซ์มาเป็นลูกสาวอีกคน ปีถัดมาพวกเขารับอเล็กซิสมาเป็นสมาชิกคนที่ห้าของครอบครัว สมาชิกห้าคนคงพอแล้วที่จะเรียกว่าครอบครัวใหญ่ แต่เมื่อลูกๆโตขึ้นเรื่อยๆ พวกเขากลัวว่าจะอยู่กันเพียงสองคน สิบเอ็ดปีผ่านไป ชาร์ลีจึงเข้ามาเป็นลูกคนที่สี่และเป็นคนสุดท้ายที่พวกเขารับเลี้ยงดู

ครอบครัวเดวิสไม่ได้ร่ำรวย เป็นเพียงครอบครัวในระดับชนชั้นกลางเท่านั้น ความจริงบ้านหลังนี้พอเหมาะที่จะมอบความสะดวกสบายให้กับพวกเขาหากมีสมาชิกเพียงแค่สามหรือสี่คน แต่เพราะพวกเขามีกันถึงหกคน บ้านจึงไม่ต่างจากโพรงกระต่าย แต่ถึงกระนั้น พวกเขาไม่ได้ลำบากอะไรมากมาย เพียงแค่ไม่ควรใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายก็พอ

คาเลบและเบียนน่าเปิดประตูเข้ามาเจอกับห้องรับแขก ชาร์ลีกำลังนั่งอยู่หน้าโทรทัศน์ดูการ์ตูนเรื่องโปรดอยู่ เด็กชายอายุเพียงหกขวบเท่านั้น เมื่อเห็นว่าพ่อและแม่กลับถึงบ้านแล้ว หนุ่มน้อยหันหน้ามาพร้อมกับอวดแก้มสีแดงที่คล้ายกับผลมะเขือเทศที่เบียนน่าปลูกในสวนหลังบ้าน เขาเป็นเด็กผมบลอนด์ทองคนเดียวในบ้าน ทั้งยังมีผิวขาวแบบงาช้าง ทุกคนเรียกเด็กชายว่า “เจ้าชาร์ลี หรือ เจ้าลิง (หรือไอ้จิ๋วชาร์ลี เวลาเจสซี่อารมณ์ไม่ดี)”

โชคดีที่ไบรซ์กลับมาอยู่บ้านเป็นเวลาสามสัปดาห์เต็มในระหว่างวันหยุดฤดูร้อน ลูกสาวคนนี้จึงช่วยพวกเขาดูแลน้องชายคนเล็กเวลาที่คาเลบและเบียนน่าต้องออกไปทำงาน ปกติแล้ว หากไม่มีไบรซ์ พวกเขาจะฝากชาร์ลีไว้กับคุณนายเพื่อนบ้านสูงอายุที่คบหากันมานานหลายปี โชคร้ายที่เด็กชายไม่ชอบไปบ้านของเธอ เพราะว่าหญิงชราไม่อนุญาตให้เขาดูรายการทีวีที่ชอบ เพราะตัวเธอเองก็ติดละครน้ำเน่าอยู่เหมือนกัน แถมยังพลาดไม่ได้สักตอนเลยด้วย หากไบรซ์ไม่อยู่ ก็ยังมีอเล็กซิสที่จะทำหน้าที่นี้แทน แต่ตอนนี้เด็กสาวต้องจากบ้านไปเกือบอาทิตย์ เพราะต้องออกไปรับงานถ่ายแบบที่ขัดใจคาเลบอยู่เนืองๆ

“ไง วันนี้เป็นเด็กดีหรือเปล่า” เมื่อเจ้าชาร์ลีวิ่งเอาหน้าผากมาชนกับขาของบิดา คุณหมอจึงอุ้มลูกชายขึ้น

“แน่นอนคับ ผมเป็นเด็กดีอยู่แล้ว” คาเลบหัวเราะแล้วเล่นกับลูกคนเล็ก ชาร์ลีหัวเราะเสียงใส

“มีเคสหนักเหรอคะ” เด็กสาวที่สวมเสื้อเชิ้ตสีส้มเก่าๆ พร้อมกับกางเกงแถบข้างสีขาวถามขึ้น เธอมีผิวสีแทนออกทอง แต่จุดที่ดึงดูดสายตาคือผมสีดำเหมือนขนกายาวสลวยเป็นเส้นตรง เธอมีโหนกแก้มสูงและคางสี่เหลี่ยม ไบรซ์กำลังเรียนหมออยู่ในมหาวิทยาลัยเดลฟีที่เดียวกับที่อเล็กซิสสอบติด ถ้าหากอเล็กซิสพลาดทุน เธอจะเรียนที่นี่เหมือนกับพี่สาว

“ใช่แล้วลูก” เขาตอบลูกสาว มือทั้งสองข้างวางลูกชายลงกับพื้น เบียนน่ารีบตรงไปยังห้องครัวไม่พูดทักทายกับใคร เขาขำเมื่อเห็นท่าทางหิวโหยของเธอ “พ่อทำสตูไก่แช่เก็บไว้ในตู้เย็น ลูกเห็นหรือเปล่า”

“โอ๊ย พวกเรากินกันจนหมดหม้อแล้วค่ะ” เด็กสาวตอบแล้วหัวเราะ เสียงเธอไพเราะเหมือนระฆัง ทุกคนรู้ดีว่าคาเลบทำอาหารเก่งมาก และเมนูสตูนี้เป็นเมนูที่อร่อยที่สุดในเมืองเลยเชียว และเพราะหน้าที่การงานในฐานะคุณหมอ เขาจึงไม่ค่อยมีเวลาแสดงฝีมือพ่อครัว

“อเล็กซิสกลับมาบ้านแล้วนะคะ หนูบอกเพื่อแจ้งให้ทราบ”

คาเลบคิ้วขมวด “อ้าว ทำไมกลับเร็วล่ะ พ่อจำได้ว่าต้องใช้เวลาประมาณอาทิตย์นึงเลยนะ”

“ใช่ค่ะ เธอบอกแบบนั้น แต่ตัวดาราที่จะถ่ายกลับหายตัวไป หนูจำชื่อเขาไม่ได้ เอาเป็นว่าพ่อถามน้องเอาก็แล้วกัน หนูต้องทำงานส่ง ขอตัวก่อนนะคะ” ไบรซ์กอดพ่อแป๊บนึงแล้วเดินกลับเข้าห้องนอนที่เธอนอนร่วมกับน้องสาว

เมื่อเข้าชั้นปีที่สาม การเรียนหมอนั้นหนักหนาสาหัสกว่าที่ผ่านมา ไบรซ์ไม่ปล่อยให้ตัวเองเสียเวลาไปกับการพูดคุยแม้เพียงเรื่องเล็กน้อยและแม้แต่ในช่วงวันหยุดยาว เธอก็ยังเก็บตัว นี่คือสาเหตุที่ชาร์ลีเอาแต่ติดโทรทัศน์เวลาที่อเล็กซิสไม่อยู่บ้าน เพราะพี่สาวคนนี้จะออกจากห้องเพื่อทำอาหารให้เขารับประทานเท่านั้น ไบรซ์สนิทกับอเล็กซิสก็จริง แต่เด็กสาวทั้งสองไม่มีนิสัยคล้ายกันเลย ลูกสาวคนนี้ไม่ใช่คนพูดเก่ง ไบรซ์เข้มงวดกับตัวเองและยึดติดกับตารางชีวิตที่วางไว้มาก ดังนั้นถ้าเธอบอกว่าไม่มีเวลา เธอก็หมายความว่าแบบนั้นจริงๆ

“อย่ากดดันตัวเองมากนะสาวน้อย” เขาตะโกนไล่ตาม พลางสั่นหัวเมื่อเด็กสาวไม่แม้แต่จะขานรับ เอาแต่จดจ่อกับโต๊ะทำงานในห้องตัวเอง

“ที่รักคะ ลูกๆยังเหลือสตูไว้ให้พวกเรานะ” เบียนน่าวางหม้อลงบนโต๊ะ ทั้งสองยิ้มให้กัน ไบรซ์เพิ่งบอกว่าพวกเธอกินจนหมดไปแล้ว แต่เธอแกล้งโกหกซะนี่ ลูกๆรู้ว่าพ่อและแม่ไม่มีเวลาแม้แต่ซื้ออาหารสำเร็จก่อนกลับเข้ามา ลูกสาวจึงใจดีอุ่นอาหารไว้ให้ คาเลบและเบียนน่าเป็นพ่อแม่จำพวกที่ไม่ออกจากบ้านเลยหากไม่มีภาระจากหน้าที่การงานที่ทำอยู่ พวกเขาเลือกใช้เวลาอยู่กับครอบครัวมากกว่าเรื่องอื่น

เมื่อชาร์ลีเห็นว่าพ่อและแม่ง่วนอยู่กับการจัดโต๊ะอาหาร เขาจึงเดินกลับไปนั่งหน้าทีวีเพื่อดูการ์ตูนต่อ คาเลบเหลือบมองแล้วถอนหายใจพลางคิดว่าตนเองควรใช้เวลาอยู่กับลูกชายคนเล็กมากกว่านี้ อีกทั้งยังสงสัยด้วยว่าทำไมเจสซี่กับอเล็กซิสยังเอาแต่อยู่ข้างบน ไม่ลงมาเล่นกับน้องข้างล่าง

“พวกเขาคงกำลังคุยอะไรกันอยู่แน่ๆ บางทีอาจเป็นเรื่องสำคัญนะ” เขาบอกกับเบียนน่า คาเลบมักสนใจใคร่รู้เรื่องราวของลูกๆเสมอ เขาจึงเปรียบเสมือนกับคุณพ่อที่ค่อนข้างจู้จี้อยู่หน่อยๆ แต่คาเลบถือว่าเขามีข้ออ้างที่น่าฟังอยู่ เพราะเจสซี่กับอเล็กซิสไม่เหมือนกับไบรซ์ ทั้งสองจะเป็นพวกเฮฮาขี้เล่น ปกติ และจะไม่ทิ้งชาร์ลีให้อยู่คนเดียวแบบนี้ พวกวัยรุ่นชอบเก็บความลับไว้กับตัว ไม่ยอมให้พ่อแม่รู้ และคาเลบก็ไม่ใช่พวกพ่อแม่ที่เข้าใจวัยรุ่นเสียด้วย

ภรรยาของเขาไม่ค่อยสนใจเหมือนที่คาเลบรู้สึก เธอเป็นคุณแม่ประเภทที่เข้าใจพวกวัยรุ่นเป็นอย่างดี “แล้วไงล่ะคะคุณ ฉันหมายถึง คุณจะอยากรู้ทำไม พวกเด็กๆก็แบบนี้แหละ เรื่องของเขาน่า เดี๋ยวก็ลงมาเอง อย่ากังวลเลยนะ มาเถอะ นั่งลง!

 พอเบียนน่าจ้องด้วยสายตาแสดงออกว่าไม่ชอบใจ คาเลบก็นั่งลงทันทีแล้วจ้องอาหารของตัวเองอย่างเงียบๆ เขาเป็นคนหนึ่งล่ะ ที่ไม่เห็นด้วยกับการที่อเล็กซิสทำงานพาร์ทไทม์ในสังกัดโมเดลลิ่ง ตัวเขาคิดว่ามันเป็นเรื่องเสี่ยงมากสำหรับเด็กสาวที่เอาตัวเข้าไปข้องเกี่ยวกับธุรกิจที่ขายหน้าตามากกว่าสมอง ตรงกันข้ามกับสามี เบียนน่ากลับมองว่ามันเป็นโอกาสดีสำหรับอเล็กซิสที่จะมีตัวเลือกในชีวิตมากขึ้น คาเลบรู้ดีว่าเหตุผลหลักที่อเล็กซิสยอมเข้าสังกัดโมเดลลิ่งก็เพราะเงิน ส่วนลดพิเศษสำหรับเสื้อผ้าสวยๆยี่ห้อดีๆ และเสื้อผ้าฟรี (ถ้าหากโชคดี) แต่เขาไม่สามารถสะกดให้ตัวเองหยุดความกังวลต่างๆนานาได้เพราะเหตุผลบางอย่าง หากเทียบกับเบียนน่าแล้ว เขาอาจจะหัวเก่าและคิดมากเกินไปจริงๆ

“พวกเขาโตแล้วนะคุณ มีแฟน แล้วก็ต้องออกจากบ้านไปในวันหนี่ง มันเป็นชีวิตของพวกเขา คงไม่เป็นไรหรอกหากจะมีความลับกับพวกเราบ้าง” เธอจับมือเขา มองสามีอย่างกับเห็นคาเลบเป็นลูกชายตัวน้อยอีกคน หัวใจของเขาละลาย ยอมแพ้ให้กับสายตาอบอุ่นนั้นทุกที

“ไม่แปลกหรอกค่ะที่คุณจะห่วง ในฐานะพ่อแม่ก็แบบนี้ แต่พวกเรารู้ดีว่าพวกเขาเป็นอย่างไร พวกเขาเป็นเด็กดีมากๆนะ คุณก็รู้”

“จ้า คุณพูดถูก ถูกเสมอด้วย” เขาพยายามทำเป็นว่าเห็นด้วยกับภรรยา “แต่ผมไม่รู้ว่าทำไมถึงมักเป็นห่วงอเล็กซิสมากกว่าคนอื่นเสมอ บางทีอาจเป็นเพราะ...”

เบียนน่ารู้ว่าเขากำลังจะพูดถึงเรื่องอะไร “โธ่ ไม่เอาน่า อย่าเริ่มสิคะ”

แต่คาเลบไม่สนใจ “คุณก็รู้นี่น่า ว่าผมฝันว่าลูกจะไปจากพวกเราอยู่บ่อยๆ ผมกลัวความฝันนั้นเสมอ”

“โธ่ ฉันเข้าใจนะคะ” เธอตอบ ไม่ได้รู้สึกสนใจมากนัก

คาเลบมักฝันร้ายเสมอ ในฝัน เขาเห็นอเล็กซิสยืนอยู่ริมหน้าผา ผู้เป็นพ่อบอกให้เธอกลับมาหาเขา แต่คลื่นสีดำซัดร่างลูกสาวออกไป เขามองเห็นใบหน้าของลูก ได้ยินเสียงของลูก เด็กสาวโบกมือ บอกลา “หนูจะไม่เป็นไร” เธอบอกกับเขา

แต่ตัวพ่อต่างหากที่แทบจะขาดใจ

เป็นเรื่องแปลกประหลาดที่เขามักฝันเห็นอะไรแบบนี้ บางครั้งฉากเปลี่ยน อเล็กซิสถูกมือมืดลากออกไป แต่คาเลบเล่าเพียงฝันร้ายเรื่องเดียวให้เบียนน่าฟัง

“มันเป็นแค่ความฝันค่ะที่รัก” เสียงของเธอไม่หนักแน่นเหมือนก่อนหน้านี้ ความฝันก็แค่ความฝัน แต่ฝันเรื่องเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฟังดูแล้วค่อนข้างน่ากลัวอยู่เหมือนกัน

บางครั้งคาเลบก็เชื่อในเรื่องของลางสังหรณ์ แต่เขาพยายามไม่เชื่อเรื่องลางบอกเหตุที่มาจากจากฝันร้ายเหล่านั้น ลูกๆทุกคนของเขาเป็นเด็กดีและฉลาด แต่อเล็กซิสพิเศษกว่าคนอื่น ทั้งคาเลบและเบียนน่าต่างมีความลับที่ไม่เคยบอกใคร พวกเขาพยายามจะลืมมันด้วยซ้ำ เพื่อให้ลูกมีชีวิตอย่างปกติ และแม้แต่ตัวอเล็กซิสเองยังไม่เข้าใจอันตรายจากพรสวรรค์ของเธอเองเลยด้วยซ้ำ

ขณะที่คาเลบวิตกกังวลและเบียนน่าพยายามปฏิเสธสัญชาตญาณของตัวเอง ลึกๆแล้ว ทั้งสองรับรู้ได้ถึงลางร้ายบางอย่างที่กำลังส่งสัญญาณมาอย่างรุนแรง ว่าความฝันของคาเลบนั้นจะเป็นจริงในวันหนึ่ง เบียนน่าพยายามอย่างยิ่งที่จะคิดเป็นเหตุและผล แต่จริงๆแล้ว เธอเป็นคนเชื่อเรื่องลางบอกเหตุมากกว่าตัวตนที่ยึดมั่นในหลักการอย่างที่เธอพยายามจะเป็น

“ตอนที่ผมยังเด็ก ผมเห็นลูกชายคนโตของเพื่อนบ้านถูกพวกตำรวจทำร้าย เขาถูกจับแล้วหายตัวไปเลย พวกคนที่ต่อต้านกฎหมายฉบับนี้ พวกที่ขอให้มีการแก้ไข พวกเขาล้วนหายไปหมด มีแต่ความเงียบที่เหลืออยู่ ทั้งร่องรอยต่างๆ พยานบุคคล หายไปหมด พวกเขาหายไปอย่างนั้น”

“มันผ่านมานานแล้ว เราอยู่ในยุคสมัยใหม่แล้วนะคะที่รัก”

อิสรภาพครั้งใหม่ หมายถึงวิธีการใหม่ที่จะใช้ข่มเหงพวกเราต่างหาก คาเลบคิดแย้ง แต่ไม่ได้พูดออกไป

พระราชบัญญัติปี 2966 ตัวนี้ คือตัวจุดชนวนที่ทำให้สังคมเข้าสู่ยุคสมัยแห่งความหวาดกลัว จนกระทั่งเกิดการปฏิวัติขึ้นโดยผู้ถือกฎหมายเอง ต่อมา ประธานาธิบดีลอว์เลนซ์ประกาศโฆษณาชวนเชื่อด้วยข้อความที่ว่า “นิวโฮปกับอิสรภาพครั้งใหม่” (New Hope, New Freedom) ดูเหมือนสถานการณ์จะดีขึ้น แต่จริงๆแล้ว ปัญหานั้นถูกปัดซ่อนไว้ใต้พรมต่างหาก ทุกคนรู้ดีว่าความน่ากลัวของกฎหมายนี้ยังคงอยู่

เบียนน่าหันหน้าหนีจากเขา คาเลบรู้ว่าเธอไม่อยากฟังความจริง “นี่คือเหตุผลที่ผมอยากให้อเล็กซิสไม่ทำตัวโดดเด่นกว่าคนอื่น เป็นนักเรียนที่ดีเป็นเรื่องที่เราภูมิใจ แต่ถ้ามากกว่านั้น...”

“ลูกก็บอกแล้วนี่คะ เธอยืนยันว่าจะทำแค่หารายได้เสริม ที่รัก มันก็แค่งานเล็กๆ ไม่มีใครรู้จักลูกของเรา ไม่มีใครจำเธอได้นอกจากเพื่อนๆของเธอ เธอเลือกทางเดินของตัวเองแล้วว่าจะเป็นเหมือนคุณ เธอไม่เป็นไรหรอก” นางเดวิสยืนยันความคิดของตนเอง

คาเลบนึกถึงแมรี่ นางพยาบาลและเพื่อนร่วมงานที่โรงพยาบาล คนเดียวกับที่พยายามจะยั่วผู้ชายไร้เสน่ห์และมีพันธะแล้วอย่างเขานั่นแหละ เธอไม่ได้โตที่เมืองนี้ แต่ย้ายมาจากเมืองอื่นพร้อมกับครอบครัวพี่สาวเมื่อสิบปีก่อน หากไม่นับพฤติกรรมชอบหักอกคนอื่น เธอเป็นคนที่น่ารักและฉลาดเลยทีเดียว จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อเขาพาอเล็กซิสตัวน้อยไปโรงพยาบาลเพื่อสำรวจที่ทำงานของคาเลบ แมรี่ยืนกรานที่จะเล่นเป็นคุณหมอคนไข้กับเด็กหญิง หลังจากนั้น เมื่อเขากลับมารับลูกสาว คาเลบกลับพบว่า แมรี่ได้บันทึกประวัติการรักษาของเด็กหญิงลงในฐานข้อมูลที่เชื่อมต่อกับโรงพยาบาลทั้งสหพันธ์ไปแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ประวัติของอเล็กซิสยังระบุอีกว่า เด็กหญิงมีอาการภูมิแพ้ฝุ่น

“แต่ลูกไม่ได้เป็นภูมิแพ้! เขาบอกกับคนทั้งสอง “แมรี่ คุณทำอะไรของคุณเนี่ย คุณใส่ข้อมูลเท็จลงในฐานข้อมูลไม่ได้นะ ถ้าเกิดทางการพบเข้า...”

“เปล่าค่ะพ่อ เธอไม่ได้ลงประวัติเท็จ หนูเป็นภูมิแพ้จริงๆ หนูรู้สึกว่าหนูป่วยหนูคิดว่าทุกครั้งที่หนูทำความสะอาดห้อง หนูเหมือนจะคันๆที่ผิว” เด็กหญิงคัดค้านและเริ่มกลัวอาการที่แมรี่ฝังความเชื่อนี้ไว้ในหัวอย่างจริงๆจังๆ

“โอ๊ย ให้ตายเถอะ!” เขามองกราดเกรี้ยวใส่นางพยาบาล “ให้ผมแก้ข้อมูลเดี๋ยวนี้”

หญิงสาวปิดคอมพิวเตอร์ทันทีและส่งยิ้มให้เขา “เราทดสอบกันตั้งหลายอย่าง อย่าจริงจังเลยน่า คิดถึงลูกสาวของคุณหมอเถอะค่ะ ฉันปกป้องเธออยู่นะ”

ดวงตาสีเขียวของหล่อนบอกความนัยชัดเจนทุกอย่าง เธอค้นพบความลับของเด็กหญิงเข้าแล้ว คาเลบยังรู้ด้วยว่าแมรี่ไม่ได้ทำแบบนี้กับอเล็กซิสคนเดียว แต่ยังป้อนข้อมูลแปลกๆให้กับเด็กอีกจำนวนหนึ่ง เขารู้สึกสับสนทุกครั้งที่เห็นลูกสาวปิดปากปิดจมูกและกลัวว่าตัวเองจะป่วยเวลาทำความสะอาดบ้าน แถมยังร้องขอหน้ากากปิดปากทุกครั้งไป สิบปีหลังจากนั้น คาเลบไม่เข้าใจเลยว่าทำไมตัวเองถึงไม่แก้ประวัติของลูก ทำไมเขาถึงเห็นด้วยกับผู้หญิงคนนั้น

“คุณเป็นอะไรหรือเปล่าคะ” เบียนน่าถาม ตามองสามีด้วยความห่วงใยเมื่อเห็นว่าจู่ๆ เขาเกิดเงียบขึ้นมา

“เปล่าหรอก เรารีบทานให้เสร็จเถอะจ้ะ” เขาชี้ไปที่ชามสตู

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 30 ครั้ง

253 ความคิดเห็น

  1. #171 rename-re (@rissara-me) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2561 / 17:11
    ดึจังดูเป็นครอบครัวที่อบอุ่นน่าอยู่

    แต่เรื่องฐานะการเงินนี้

    น่าจะพอรวยบ้างไหมนะ

    เพราะคาเลบทำอาชีพหมอ

    (แต่ก็มีเด้กที่รับเลี้ยง 4 คน )

    แต่แปลกใจตอนสุดท้าย

    ทำไมแมรี่ต้องทำยังงั้นด้วย

    เป็นการช่วยหรือเปิดเผยตัวของเด็กพวกนั้นกันแน่

    ถ้ามองอดีต

    ก็อาจจะช่วยด้วยความรู้สึกเห็นใจเข้าใจ

    แต่ก็อาจจะไม่ช่วยเมื่อมองว่าเป็นเรื่องคนอื่--- โอยๆ

    ถถถถ
    #171
    1
    • #171-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 3)
      9 ธันวาคม 2561 / 20:31
      บ้านนี้เลี้ยงลูกกันเต็มที่ ก็จะลำบากนิดนึง T^T
      #171-1
  2. #143 P.NUT☆彡 (@PLOY_6843) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2561 / 10:33
    คาเลบเป็นคนจู้จี้ ตรงข้ามกับเบียนนา ชอบคาแรกเตอร์ไบรซ์ สาวฉลาดมาดเท่ แมรี่เป็นคนดีนี่นา อเล็กซิสจะโดนจับไปมั้ยเนี่ย
    #143
    2
    • #143-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 3)
      5 ธันวาคม 2561 / 12:32
      จู้จี้กับลูก ไม่กับเมียนะจ๊ะ

      คาเลบไม่ได้กล่าวไว้ ฮิฮิ
      #143-1
    • #143-2 P.NUT☆彡 (@PLOY_6843) (จากตอนที่ 3)
      5 ธันวาคม 2561 / 21:53
      กับเมียไม่กล้าค่ะ 5555
      #143-2
  3. #54 dreaming_mz (@dreaming_mz) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 มกราคม 2561 / 02:56
    อ่านมาถึงตอนนี้รู้สึกว่านี่แหละ ใช่เลย
    นิยายที่ตามหา ไรท์เตอร์เขียนได้ลื่นไหล น่าอ่านมากค่ะ ไม่อยากวางเลย
    นานๆเราจะติดนิยายสักเล่มนึง ^
    #54
    3
    • #54-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 3)
      18 มกราคม 2561 / 09:44
      ขอบคุณมากค่ะ T^T ดีจายยย จะพยายามอัพสม่ำเสมอนะคะ แม้ไม่ถี่มาก แต่ไม่มีดองแน่นอน
      ช่วงหลังเขียนยากนิดนึงบวกกับงาน เลยต้องใช้เวลามากขึ้น :)
      #54-1
    • #54-3 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 3)
      21 มกราคม 2561 / 12:03
      ขอบคุณมากๆค่ะ อ่านเม้นนี้แก้มปริไปนานเลย จะพยายามเขียนให้ดีที่สุดนะคะ (ชูมือเลิฟ)
      #54-3
  4. #37 5CD081 (@xceellolita) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2560 / 12:33
    เพิ่งได้อ่านเรื่องนี้ แล้วก็พบว่ามันโอเคมาก ๆ เลยครับ

    เป็นกำลังใจให้ แล้วจะติดตามต่อไปเรื่อย ๆ นะครับ
    #37
    1
    • #37-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 3)
      28 ธันวาคม 2560 / 23:38
      ขอบคุณมาก ๆ เลยค่ะ ^_^
      #37-1
  5. วันที่ 9 ตุลาคม 2560 / 01:11
    คาเลบเหมือนจะเป็นผู้ชายที่กลัวภรรเมียนะ 5555
    นี่เริ่มอยากรู้แล้วว่านางเอกมีพลังอะไรกันแน่ ^^
    #4
    1
    • #4-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 3)
      9 ตุลาคม 2560 / 09:24
      เขาว่ากันว่า เชื่อฟังเมียแล้วจะดี คาเลบก็เชื่อตามนั้น 55555
      #4-1