Undisclosure Series - ขึ้นเล่มสาม

ตอนที่ 28 : คนที่ถูกเลือก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 175
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    16 ก.พ. 61

กระสุนเจาะเข้ากลางกะโหลกซอมบี้ นัดเดียวสู่สุคติชั่วนิรันดร์ นี่คือ ช็อตที่ดีที่สุดเท่าที่เธอทดลองมา ผลการประยุกต์ใช้ออกมาดีเกินคาด อเล็กซิสใช้ความจำให้เป็นประโยชน์ เธอจดจำจังหวะและการยิงจนรู้ว่าองศาใด ระดับใด จังหวะไหน ตนจะยิงถูกเป้าหมาย แม้บางครั้งร่างกายขยับไม่ทันตามใจสั่ง แต่การยิงเมื่อครู่แสดงให้เห็นว่า ความพยายามใช่ว่าไม่มีประโยชน์

หรืออาจเป็นเพราะมีครูดีด้วย

“คิดซะว่าปืนเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกาย” อเล็กซ์ยิงแสกหน้าตัวสุดท้าย เขาเป่ากระบอกปืนแบบพระเอกในหนังคาวบอย “พอคิดว่าที่นี่เป็นสนามฝึกยิงก็สนุกไปอีกแบบนะ”

สนุกกับผีนะสิ

เขาส่งยิ้มกวนก่อนจะผายมือเชื้อเชิญให้เธอเดินต่อ อเล็กซ์ บุตรแห่งเจ้าอาณาจักรโวลคอฟ ผู้หามีความกังวลไม่ เธอนึกสงสัยว่าชีวิตในเมืองหลวงของพวกเบนและอเล็กซ์เป็นอย่างไร ทายาทนิคมอุตสาหกรรมขนาดยักษ์กับทายาทเจ้าพ่อกาสิโนฝึกยิงปืนกันเป็นกิจวัตร งั้นเหรอ อเล็กซิสนึกสงสัยอยู่ในใจตลอดว่า สองคนนี้เคยมีความกลัวแบบที่เธอกลัวหรือเปล่า หรือเป็นเพราะพลังพิเศษที่มีในตัวทำให้มั่นใจว่าเปอร์เซ็นต์รอดชีวิตจะสูงกว่าคนอื่น

อเล็กซิสใส่กระสุนแล้วเก็บปืนพกไว้ข้างเอว เธอเปลี่ยนกลับมาถือปืนอัตโนมัติ ซอมบี้ในช่วงสุดท้ายของโซนหนึ่งมีเพียงหยิบมือ หากไม่นับตัวที่ตายก่อนหน้า บางครั้งมันเหมือนกับว่า เธอได้ยินผู้คุมการทดลองบอกกับเธอตรง ๆ “เอาเถอะ ฉันให้พวกเธอผ่านไปโซนต่อไปเลยก็แล้วกัน”

ในโซนสอง อเล็กซิสใช้โหมดไฟฉายบนนาฬิกาช่วยส่องไปตามทาง เพราะแสงจากเชิงเทียนด้านบนไม่พอส่องสว่างให้เห็นชัด บรรยากาศภายในค่อนข้างมืดสลัว ซากหิน อิฐ เสา กองล้มระเนระนาดไปตามทาง

อเล็กซ์ส่องไฟขึ้นไปบนหัวเสา “เสาพวกนี้เรียกว่าอะไรนะ”

“ดอริก” เธอตอบ สายตาจดจ่ออยู่กับความมืดข้างหน้า

“คฤหาสน์เบนก็ใช้เสาแบบนี้ ไม่สิ คล้าย ๆ กัน บนหัวเสามีลวดลายเยอะแยะ”

และพวกนายก็มีคฤหาสน์เป็นของตัวเองตั้งแต่อายุแค่นี้ “แบบนั้นเรียกคอรินเธียน น่าจะนะ แล้วนายก็ช่วยส่องไฟไปตามทางด้วย”

เขาหลับไปเกือบสามชั่วโมง แต่แผลไม่ได้ดีขึ้นเลย แม้ว่าปกติแล้วแผลแบบนี้ควรถึงมือแพทย์ แต่สำหรับพวกมีพลังพิเศษและคำคุยโอ่ว่าร่างกายตัวเองเยียวยาได้เร็วกว่าปกติ อาการของเขาทำให้เธอผิดหวัง อเล็กซิสสังเกตเห็นเพื่อนกุมแผลตัวเองเป็นบางครั้ง บางที ถ้าหากร่างกายอ่อนแอ พวกกลุ่มเสี่ยงก็คงไม่ต่างคนธรรมดา ร่างกายจึงเยียวยาช้ากว่าปกติที่เร็วกว่าคนทั่วไป และอีกอย่าง ถ้าอเล็กซ์อ่านโฮโลแกรมเวลาที่เธอทำแผลให้ จะเห็นดอกจันหมายเหตุแจ้งระบุไว้แต่แรกแล้วว่า “ควรพบแพทย์” แต่กระนั้น เธอไม่อยากให้เขาเห็นหรอก

“บรรยากาศแบบนี้ ถ้ามีเพลงสักหน่อยน่าจะดีนะ”

เธอกลอกตา “ยิ่งบิ๊วให้น่ากลัวกว่าเดิมอีก” เธอส่องไปตามพื้น รอยเลือดเปรอะไปทั่ว เด็กสาวกลืนน้ำลายเงียบ ๆ ตัวอะไรอีกนะ

“ไม่ ถ้าฉันได้เล่นเอง คนคุมบรรยากาศก็จะเป็นฉันสิ” เขาทำมือดีดเปียโน นิ้วยาวเรียวแตะเปียโนอากาศ ท่าทางเสมือนจริงจนเธอเกือบได้ยินเสียงโน้ต “รู้ไหมว่าฉันโดนบังคับให้เล่นเปียโนเพียงเพราะพี่ชายเลือกไวโอลินไปแล้ว และพ่อต้องการให้เล่นแค่เครื่องดนตรีคลาสสิก” เขาพูดกับตัวเอง“แต่ใครจะรู้ว่าฉันมีพรสวรรค์ ตอนแรกเกลียดมันจะตาย แต่พอโน้ตดังออกมา...เฮ้ย!” ชายหนุ่มกระโดดตัวโหยง ทำเอาอเล็กซิสสะดุ้งตาม

“อะไร!

เขาเอานิ้วมาจุ๊ที่ปาก “อื้อฮือ” ชายหนุ่มสะบัดข้อเท้า เศษก้อนเนื้อเละกระจายออก รองเท้าบู้ตราคาเกินหมื่นเรลบัดนี้เปรอะเปื้อนจนน่าเสียดาย อเล็กซิสนึกขยะแขยงก้อนเมื่อครู่อยู่ในใจ ก้อนเนื้อเละลักษณะนี้กระจายอยู่รอบตัว รวมทั้งศพสัตว์ประหลาดสี่ขา อเล็กซิสระวังไม่ให้รองเท้าผ้าใบของตัวเองเหยียบก้อนดังกล่าว ถึงแม้ราคาไม่ถึงหมื่นเรล แต่เธอไม่อยากมีกลิ่นเนื้อเน่าติดไปตลอดทาง เธอหยุดเมื่อเห็นศพคนจำนวนหนึ่ง พอกลั้นใจเดินเข้าไปใกล้ก็รีบถอนหายใจ ศพพวกนั้นไม่ใช่ศพของเพื่อน ไม่ใช่แม้แต่พวกเบ็กกี้หรือโนเอล คนเดียวที่เธอนึกภาพศพไม่ออกคือ เบน และเพราะไม่คิดว่าเขาจะกลายเป็นศพได้ง่ายเหมือนคนอื่น

“มันคือตัวอะไร” อเล็กซ์พิจารณาซากสัตว์ที่ตาย “เหมือนสุนัข แต่ตัวใหญ่อย่างกับเสือ อ้อ ศัตรูในโซนนี้สินะ เราต้องสู้กับเจ้าพวกนี้”

เธอถอนหายใจ สัตว์ประหลาดเขี้ยวแหลม สี่ขา หน้าขน “กลับไปเจอหุ่นยนต์ได้ไหม” เธอพึมพำ มือยังคงส่องไฟไปทั่ว

“หุ่นยนต์กับซอมบี้ ฉันว่าเจ้าพวกนี้จัดการง่ายกว่าตั้งเยอะ...โอ้...”

ถ้าเร่งฝีเท้าอาจจะตามพวกเวดทันได้ไม่ยาก หรือจะเป็นพวกเขาที่จัดการพวกมัน ในสมองเห็นภาพเวดกับออสโล่สู้กับศัตรูด้วยกิริยาท่าทางราวกับนักรบในหน่วยคอมแมนโด พวกเขาควรรอดอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ เธอพยายามคิดในแง่บวก “อเล็กซ์?”

“ชู่ว” เขาจับข้อมือเธอ “หนี”

เพียงได้ยินเสียงกระซิบ ไม่ทันที่จะหันไปเผชิญหน้ากับศัตรู ลมหายใจร้อนทะลุผ่านซอกคอ ขนกายลุกชัน เลือดในตัวเย็นเฉียบ ทั้งสองวิ่งไปข้างหน้าแต่ถูกกลุ่มกองทัพสัตว์ประหลาดดักไว้ หน้าตาพวกมันเหมือนตัวที่นอนตายไม่มีผิด ใบหน้าที่คล้ายกับสุนัข แต่ขนาดลำตัวใหญ่ผิดปกติ  ดวงตาสีเหลืองนับสิบคู่จ้องมองเหยื่อราวกับเห็นสเต๊กจานร้อน อเล็กซิสเหลือบมองไปด้านหลังถึงกับผงะจนต้องเหลียวมองให้เต็มตาเพื่อให้แน่ใจว่าตาไม่ฝาด มัน คือ ปีศาจขนสีดำขนาดเท่าช้าง ไม่สิ ช้างแมมมอธต่างหาก มันสาวเท้าเข้ามาพร้อมกัน ขนาบหน้าหลัง อเล็กซ์และอเล็กซิสรี ๆ รอ ๆ ไม่รู้จะขยับไปทางไหนดี

คู่หูถอนหายใจเสียงดัง เขาวาดแขนทั้งสองข้าง ทั้งตัวใหญ่ถอยร่น ส่วนตัวเล็กกระเด็นออกไปในรัศมีที่เปิดทางให้ทั้งคู่พอวิ่งหลบ แต่จำนวนลูกสมุนดาหน้าเพิ่มขึ้นมาอีก เขารับมือคนเดียวไม่ไหวแน่ เธอดึงเพื่อน พากันวิ่งโกยแนบไปอีกทาง เสียงฝีเท้าทั้งหนักและเบาไล่ตามหลัง พวกเขาสาวเท้าเร็วจนแทบลืมหายใจ

“เดี๋ยว” เขารั้งแขน “เสียงเงียบไปแล้ว ฉันไม่คิดว่าพวกมันตามมานะ”

“เอ๋” อเล็กซิสฉุกใจ ปกติแล้วพวกศัตรูจะไล่ฆ่าจนกว่าจะสังหารเหยื่อได้หรือไม่ก็ถูกกำจัดเสียเอง แต่พวกมันกลับเอาแต่ล้อมหน้าล้อมหลังแล้วไล่ให้ไปทางอื่น ไม่ไล่ล่าต่อราวกับติดเขตแดน...ไล่ไปทางอื่น ประหนึ่งหลอดไฟความคิดจุดติด    

 “พวกเขาไม่ต้องการให้พวกเราเจอกลุ่ม” เธอฟันธง อเล็กซ์ทำหน้าฉงน “พวกเขาเหรอ”

“คนที่นั่งดูพวกเราอยู่ พวกผู้คุม พวกเขาปล่อยสัตว์พวกนั้นไล่ให้เรามาทางนี้ อาจเป็นเพราะว่าทุกคนมุ่งแต่จะไปทางออกสอง” นิ้วทั้งห้าเคาะตัวปืน“เราจะทำยังไงดี ไม่งั้นตามพวกเวดไม่ทันแน่”

“แต่ถ้ากลับไปก็เจอฝูงนั้นอีก” อเล็กซ์เกาหัว “แม่งเอ๊ย ถ้าฉันไม่เจ็บจะผลักให้กระเด็นตายทีเดียว...อุ๊ปซ์” เขาก้มตัว มือกุมแผลที่ท้อง เลือดไหลซึมออกมาจากผ้าพันแผล “บ้าจริง”  

“นายไหวแน่นะ” เธอถาม ยื่นมือไปหา “พวกเราค่อย ๆ เดินกันดีกว่า”

แต่เพื่อนร่วมทางอารมณ์เสียซะแล้ว “ฉันไม่เข้าใจ ทำไมไม่หายสักที” เขาฟาดมือกับอากาศ อเล็กซิสกระโดดหลบเพราะหินที่กองอยู่กระเด็นตามแรงเหวี่ยง “ตอนตกเหว อาการสาหัสยิ่งกว่านี้อีก แค่สามวันแผลก็หายหมดแล้ว” เขามองหน้าเธอราวกับเด็กสาวจะตอบคำถามนี้ได้

ตกเหว?

เธอดึงตัวเขาขึ้น อเล็กซ์จำต้องเกาะไหล่เพื่อนสาวไว้ แต่ท่าทางของคนสองคนค่อนข้างทุลักทุเล เพราะความสูงของชายหนุ่มทำให้เธอดูตัวเล็กไปเลย ทั้ง ๆ ที่อเล็กซิสค่อนข้างสูง

“ถ้าอยากให้ไปทางนี้ ก็ได้ ไปก็ได้” อเล็กซ์สรุป “มันก็ทางออกอยู่ดี ยังไงพวกเราแน่ใจว่า เพื่อนยังไม่ตายกันนี่นา”

อเล็กซิสหัวเราะเสียงแห้ง ฟังแล้วรู้สึกเหมือนเป็นการคิดเข้าข้างตัวเอง แต่ทำอย่างไรได้ ทั้งคู่ไม่มีทางเลือก พอเหลือบมองอเล็กซ์ เห็นสีหน้าซีดเซียว ใจยิ่งกังวล “นายไหวแน่นะ”

“แผลมันตึง!” เขาลดเสียงให้ค่อยลง “คือว่า แผลมันคงเริ่มตึงเพราะเนื้อกำลังสมานกัน”

อเล็กซิสได้แต่เม้มปากเก็บความสงสัยไว้ในใจ เธอเลือกที่จะมองหาที่พักเพื่อเช็กบาดแผลอีกที ในหัวสับสนไปหมด ทั้งอาการเจ็บแผลของอเล็กซ์และเส้นทาง ไหนยังจะกลุ่มอีก ใบหน้าของคาเลบโผล่ขึ้นมา พ่อ หนูจะทำยังไงดี

“นี่ นายจำได้ไหม โซนแรกเป็นธีมวิทยาศาสตร์จึงมีศัตรูอย่างพวกหุ่นยนต์กับซอมบี้ พอโซนนี้  พวกสุนัขคงเอามาแทนเซอร์เบอรัสที่เฝ้าประตูโลกหลังความตาย” เธอชวนเขาคุยแทน อเล็กซ์พยักหน้าเออออ ทั้งสองเดินไปตามทางมืด

“เออ จริงด้วย แต่มันไม่มีสามหัวนะ”

 “...ซึ่งดีแล้ว/ดีแล้ว” ทั้งสองพูดพร้อมกัน อเล็กซิสหัวเราะ “แค่หมาน้อยพวกนี้ก็พอแล้วล่ะ ฉันไม่ถือว่าเป็นงานหยาบหรอก ก่อนมาที่นี่ นายเรียนอะไรเหรอ”

เสาต้นหนึ่งล้มลงครืนอยู่ข้างหลัง มันโงนเงนมาสักพักใหญ่แล้ว ยังดีที่ไม่ล้มทับตอนที่พวกเขาเดินผ่าน ทั้งสองหยุดนิ่งทำใจสักพักก่อนจะทำเป็นไม่รู้สึกอะไรแล้วเดินต่อ อเล็กซ์ตอบคำถามเมื่อครู่ “เศรษฐศาสตร์ ทั้งฉันและเบนเรียนเหมือนกัน แต่เอาจริงนะ ฉันอยากเรียนถ่ายภาพและภาพยนตร์มากกว่า เธอรู้จักเซน เอเดนหรือเปล่า”

เด็กสาวส่ายหน้า

“เขาเป็นช่างภาพทิวทัศน์ที่ฉันชอบมาก หมอนี่เดินทางไปหลายที่เพื่อถ่ายรูป แต่ไม่ได้ยินข่าวมาสองสามปีแล้ว อ้อ ผลงานก็ไม่ออกมาด้วย สงสัยคงหารูปดีที่สุดอยู่มั้ง” พอเห็นว่าสีหน้าอเล็กซ์ผ่อนคลายมากขึ้น เธอค่อยโล่งใจ “เดี๋ยวเราหาที่นั่งพักกันนะ”

เขาพยักหน้า ไม่ดื้อเหมือนตอนแรก และนั่นอาจหมายความว่าชายหนุ่มไม่อาจแสร้งทำเป็นแข็งแรงได้อีกแล้ว

“แล้วเธอเล่นดนตรีหรือเปล่า”

“ฉันเล่นกีตาร์ แต่ห่วยมากเลยล่ะ สู้พี่สาวไม่ได้เลย”

“กีตาร์เหรอ หมอนั่นก็เล่นกีตาร์ เบน” เขากุมมือที่บาดแผลอีกครั้ง ใบหน้าเหยเก “เจ้านี่เล่นเกือบทุกอย่าง กลอง คีย์บอร์ด เขามีพรสวรรค์มาก แต่เจ้าตัวกลับบอกว่าเล่นไว้เป็นโปรไฟล์ดึงดูดคนเฉย ๆ”

“สาว ๆ มากกว่ามั้ง” เธอแก้

อเล็กซ์หัวเราะแล้วพยักหน้าเห็นด้วย “เจ้านั่นก็งี้แหละ” อเล็กซิสสังเกตว่าทุกครั้งที่ตัวเองถามเรื่องของเขา อเล็กซ์จะนึกไปถึงเบนตลอด เหมือนกับทุกช่วงชีวิต เบนมีส่วนร่วมในทุกกิจกรรม และเขาพูดถึงเพื่อนมากกว่าพี่น้องคนอื่น

สายตาทั้งสองปะเข้ากับร่างเล็กร่างหนึ่งที่นอนทอดยาวอยู่ตรงกลาง อเล็กซิสจ่อไฟจึงเห็นว่าเป็นศพเด็กผู้หญิง...ไม่สิ ไม่ใช่ศพ ส่วนอกกำลังขยับอยู่ เธอขยับตัว แต่อเล็กซ์กลับหยุดมองตัวเกร็ง จากนั้นปุบปับถลันวิ่งตรงไปที่ร่างนั้น “ระวัง” เธอเตือนแล้ววิ่งตาม

“จูลี่” เขาช้อนร่างนั้นขึ้นมาอย่างระวัง เด็กสาวที่ว่านอนหายใจติดขัด ส่วนอกฉีกขาดเลือดท่วมเหมือนถูกเขี้ยวฝังจม บาดแผลนั้นสดใหม่ อเล็กซิสวางกระเป๋าเป้ลง คนเจ็บเอื้อมมือจิกแขนชายหนุ่ม ปากพะงาบเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง อเล็กซ์ลูบหัวเธอแผ่วเบา ฝ่ายอเล็กซิสมองเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลกลมโต ฉับพลัน เห็นนัยน์ตาแน่นิ่งสนิทเหมือนเวลาหยุดเดินกะทันหัน วินาทีนั้นใบหน้าของซอนย่าซ้อนทับขึ้นมา ตามมาด้วยพอล และเด็กผู้หญิงที่ฆ่าตัวตาย รวมทั้งอีกหลายคนที่แม้เธอไม่รู้จักดี แต่ยังจำตอนที่พวกเขามีชีวิตอยู่ได้

ยังเด็กเกินไป...ก้อนสะอื้นจุกอยู่ที่คอ มือข้างขวากำหมัดแน่น

อเล็กซ์ปิดดวงตาเธอให้สนิท ท่าทางสุขุมผิดกับอเล็กซ์คนเดิม เขาจ้องเด็กคนนั้นอยู่นานเลยทีเดียว

เธอวางมือบนไหล่ชายหนุ่ม เขาเลิกหน้าขึ้น ดวงตาสีนิลแสดงออกถึงความเจ็บปวดรวดร้าวที่ทั้งสองแชร์ด้วยกัน “เราเคยรู้จักกัน” เขาว่า “สิบแปดเองนะ” เธอพยักหน้าเข้าใจทุกประการ อเล็กซิสบีบไหล่ที่กำลังสั่นไหว ทว่า ดวงตาสีดำเลื่อนจากเธอเลยไปข้างหลัง ชายหนุ่มกลืนน้ำลาย ไม่ต้องบอกก็รู้ เมื่อเธอมองเลยไปด้านหลังเขา เห็นพวกมันล้อมไว้แล้ว

อเล็กซิสไม่กล้ายิง เพราะกลัวมันจะพุ่งเข้ามาพร้อมกัน เธอควานหาระเบิดแต่คู่หูนั้นไวกว่า “อเล็กซ์...”

เขาปล่อยร่างเด็กที่ตายแล้วดึงร่างเธอหมอบลงกับพื้น เด็กสาวเงยหน้ามองตาตื่น อเล็กซ์ยิงรัว พวกมันกระโดดพุ่งเข้ามา ตอนนี้เองที่เขาโยนระเบิดสองลูกขึ้นเหนือหัวก่อนจะใช้พลังผลักมันแยกออกจากกัน เสียงสลักหลุดออกจากตัวดังกริ๊ก อเล็กซิสกรีดร้องอารามตื่นตระหนกคิดว่าเขาคิดสั้น “นายจะบ้าเหรอ...” ฉับพลันหูอื้อจนไม่ได้ยินอะไรเลย อเล็กซิสปิดหูหลับตารอความตาย ทว่า เมื่อผ่านไปสามวินาที เธอพบว่าตัวเองยังไม่ตาย แต่รอบกายมีแต่เปลวไฟ ทว่า ไฟหาได้ลามเลียหรือย่างสดคนทั้งคู่ไม่ มันเหมือนกับมีกำแพงล่องหนต้านไฟและแรงอัดไว้อยู่ อเล็กซ์ตัวเกร็งไปทั้งตัว แขนทั้งสองข้างกางออกเหมือนกำลังดันบางสิ่ง แต่เธอไม่เห็นอะไร ไม่ถึงนาที เปลวไฟสลายไปพร้อมกับศัตรูนับสิบ

การดัดแปลงพลังในอีกรูปแบบหนึ่งที่เธอเพิ่งเคยเห็นและเข้าใจว่าเขารอดระเบิดตอนนั้นมาได้อย่างไร แขนทั้งสองข้างตกลงข้างตัว ร่างชายหนุ่มโงนเงนล้มแหล่มิล้มแหล่ เธอลุกขึ้นเข้าประคอง ทันทีที่เห็นหมาปีศาจเดินย่องแย่ง รอดชีวิตมาตัวหนึ่ง บางส่วนของมันมีรอยไหม้แต่ยังไม่ตาย เธอยิงปลิดชีพมันทันที “อเล็กซ์” เพียงสัมผัสใบหน้าก็สัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบ เขาอ่อนเปลี้ยหมดสิ้นเรี่ยวแรง

“อเล็กซ์ นายตอบหน่อย” เธอตีแก้มเบา ๆ ชายหนุ่มส่งเสียงครางอือบ่งบอกว่ารับรู้อยู่ ศีรษะซบไหล่เล็กของอีกคน อเล็กซิสหยิบกระเป๋าเป้และปืน พยุงให้คนเจ็บยืนขึ้น เขาฝืนลุกเดิน เธอทั้งพยุงกึ่งแบก “อดทนไว้นะ ขอหาที่ปลอดภัยก่อน” สายตานั้นกวาดไปรอบตัว บ่าทั้งสองข้างหนักราวกับยกเวทร้อยกิโล

“อดทนไว้นะ” เธอพร่ำบอก นายห้ามตายเด็ดขาด หัวใจของเธอสั่นระรัว ผ้าพันแผลชุ่มไปด้วยเลือด อเล็กซ์ต้องไม่ตาย หนึ่งเพราะเธอไม่ยอมให้เขาตาย สอง อเล็กซิสไม่มีทางเอาตัวรอดได้หากปราศจากเขา สาม เธอไม่ต้องการเห็นเพื่อนตายอีกแล้ว และ สี่ กลับไปข้อหนึ่งอีกที

อเล็กซ์เหมือนจะล้มพับ แต่เขายังพอพยุงตัวเอง อเล็กซิสยืนต้าน ดันหน้าอกเขาไว้ เขาส่ายศีรษะ “ไม่ไหว เดินต่อไม่ได้แล้ว ทิ้งฉันไว้ ฉันไม่โทษเธอหรอก เบนจะตามฉันเจอเอง” เขาส่งยิ้มเหนื่อยอ่อน

เธอส่ายหน้า จ้องเพื่อนร่วมทางเพียงคนเดียวด้วยความไม่พอใจ ใบหน้าร้อนผ่าว ทั้งโมโห ทั้งเสียใจ “นายให้ฉันเสียเวลาตั้งหลายชั่วโมง แล้วอยู่ ๆ จะมาทิ้งกันอย่างนี้เหรอ” เธอไม่รู้ว่ามันคือความรู้สึกแบบไหนมากกว่ากันระหว่างโกรธกับเสียใจ “นายต้องรับผิดชอบ รู้ไหม” เธอจับเขาเอนตัวลงแล้วเลิกเสื้อขึ้น เมื่อเปิดแผลออกจึงเห็นว่าผิวโดยรอบปากแผลฉีกและบวมแดง

แผลติดเชื้อ

เธอนึกสงสัยว่าทำไมยาที่ทาลงไปถึงไม่มีประสิทธิภาพเหมือนกับออสโล่ แน่นอนว่าอเล็กซิสไม่คาดหวังว่าจะเห็นแผลสมานกันสนิท แต่มันควรดีขึ้นบ้าง เธอประมวลทุกอย่างในหัว สภาพแวดล้อม ศพ เนื้อเน่า สิ่งสกปรก เหงื่อ ทุกอย่างอาจส่งผลให้แผลของเขาไม่ยอมรักษา หรือว่ากลุ่มเสี่ยงไม่ตอบสนองต่อยา ไม่สิ เขาบอกว่าเคยตกเหวนี่นา เธอสลัดความคิดแล้วพยุงพาร่างสูงนั้นไปหลบอยู่หลังซากหินมุมหนึ่ง จากนั้นลงมือล้างแผล ใส่ยาตามอาการและปิดแผลใหม่อีกรอบ มันเป็นสิ่งเดียวที่เธอพอจะทำได้

เขาเหลือบมองอากัปกิริยา ปากพึมพำ“แอบใส่กลับตอนไหนวะ” อเล็กซิสวางกระแทกกล่องปฐมพยาบาล ย้ำเตือนชายหนุ่มอีกที

เขาควรนอนพัก แต่มันเป็นไปไม่ได้อีกเช่นกัน ใกล้วันที่สี่แล้วด้วย หางตาชำเลืองมองรอบตัวอย่างระแวดระวัง อเล็กซิสเอาเป้ของอเล็กซ์มาวางแทนหมอนและป้อนน้ำเปล่าใส่ปากที่แห้งกรัง

“สะกาย ฉานจาเรียกเธอว่าสะกาย” เขาพูดด้วยเสียงยานคาง “อยาก...จุดบุหรี่อ่ะ”

“เงียบน่า”

เธอได้ยินแล้ว เสียงฝีเท้าของสัตว์ร้าย อเล็กซิสหุนหันไปจ่ออยู่กับกองหินที่กำบังข้างตัว เธอตั้งปืนไว้ข้างบน ทำท่าเลียนแบบทหารซุ่มยิ่ง ปืนก็คืออวัยวะ เด็กสาวท่องในใจ มันโผล่มาสองตัว ทำจมูกฟุดฟิดดมไปตามพื้น กลิ่นเลือดของอเล็กซ์...

“คุณหมอ นอนตัก”

อเล็กซิสถีบขาเขาโดยอัตโนมัติ “เงียบ!” แต่อเล็กซ์หัวเราะคิก ๆ นายช่วยกลับมาเป็นอเล็กซ์ที่สุขุมทีเถอะน่า เขาพยายามจะลุกขึ้น อีกครั้งที่เธอบรรจงวางเท้าลงบนไหล่ของเพื่อนที่บาดเจ็บเพื่อไม่ให้เขาลุกขึ้นพรวดพราด

ดวงตาของเธอจดจ่อกับเจ้านักล่าสองตัว มือข้างซ้ายกุมที่อกภาวนาให้หัวใจเต้นช้าลง แต่เมื่อมันเขยิบกายเข้ามาใกล้จุดที่เธออยู่ จู่ ๆ พวกมันส่งสัญญาณให้กันราวกับพบบางสิ่งแล้ววิ่งเลยไป เงาสัตว์ทั้งสองหายไปกับความมืด สักพัก เสียงคำรามกึ่งโหยหวนดังลั่น มันเป็นเสียงแห่งความเจ็บปวดทรมานจนแม้แต่มนุษย์ยังเข้าใจได้ถึงความเจ็บปวดนั้นดี จนแม้แต่อเล็กซ์หยุดนิ่งฟัง ไม่นาน เสียงโหยหวนเงียบไป ทุกอย่างเงียบสนิท

หรือว่ามีคนอยู่แถวนี้ อเล็กซิสหันไปมองเพื่อน เธอหยิบผ้าพันแผลอันเก่าที่ชุ่มไปด้วยเลือด แล้วกระซิบบอกให้เขาอยู่นิ่งหรือหลับไปเลย อย่าส่งเสียง “เดี๋ยวฉันกลับมา อาจจะมีคนแถวนี้ นายห้ามทำอะไรแผลง ๆ นะ”

เขาไม่ตอบ นอกจากปรือตามอง ใบหน้าแดง สัญญาณบ่งบอกว่าอุณหภูมิในร่างกายกำลังเพิ่มขึ้นจากที่เย็นเฉียบ อีกไม่นาน ชายหนุ่มจะเป็นไข้ ทำไมถึงทรุดลงเร็วขนาดนี้ เธอนึกถึงที่เขาใช้พลังต้านแรงระเบิด หรือเพราะตอนนั้น นั่นคือขีดสุดแล้ว

“ฉันจะกลับมา” เธอบอกอีกครั้งแล้วเกี่ยวนิ้วก้อยกับเขา

“อย่าทำอะไรโง่ ๆ นะ” แม้สีหน้าไม่สู้ดี แต่อเล็กซ์ยังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน มือข้างขวาจับข้อมือเธอบีบแน่น เขากลับสู่โหมดขรึมอีกแล้ว “เธอสู้พวกมันไม่ได้”

“พวกมันตายแล้ว” เธอบอก แต่พอเธอลุกเขาขยับตัวตาม “นอน” เด็กสาวสั่งเสียงเฉียบ ในมือถือเศษผ้าพันแผลอันเก่า อเล็กซ์มองตาม วินาทีนั้นเธอนึกถึงสายตาออสโล่ที่มองตามเมื่อครั้งเธอเดินตามบรูซ แต่ครั้งนี้มันไม่เหมือนกัน เธอไม่ใช่เหยื่อโง่ ๆ ที่เดินตามนักล่า อเล็กซิสแปะเจ้าผ้าพันแผลที่ว่าลงกับพื้นแล้วลากเป็นทาง เค้นให้เลือดนั้นเปรอะไปตามพื้น ลากออกห่างจากรัศมีที่เพื่อนตัวเองนอนแอบอยู่ เธอไม่รู้ว่ามันจะลวงได้หรือไม่ แต่อย่างน้อยก็เผื่อไว้ เด็กสาวเปิดโหมดไฟฉายอีกครั้ง พยายามทำใจให้สงบแล้วเดินไปข้างหน้าช้า ๆ พยายามทำใจให้กล้าเข้าไว้ เธอเงี่ยหูฟังเสียงผิดปกติ เดินไปไม่กี่ก้าวก็เห็นกองเลือดเป็นทางลากไปยังจุดหนึ่ง กองหินขนาดใหญ่อีกกองที่พอจะเป็นที่กำบังได้ดีกว่าจุดที่เธอเลือกเมื่อครู่ แสงสว่างจากไฟฉายส่องไปถึงร่างสัตว์สองตัวเมื่อครู่ พวกมันนอนตายสนิท แผลพุพองเต็มลำตัว ควันลอยออกมาจากทวารต่าง ๆ

มันคงไม่มีตัวที่ฆ่ากันเองใช่ไหม ไม่ เธอไม่คิดว่าเป็นแบบนั้น แต่คนที่จะทำแบบนี้ได้...ซาร่าห์  “นี่” เธอร้องทัก “มีใครอยู่แถวนี้ไหม” สักพัก เธอได้ยินเสียงการเคลื่อนไหว คนสองคนโผล่หน้าออกมาจากกองหินที่เธอสงสัยอยู่ และหนึ่งในนั้นคือ เพื่อนสาวผมสีทอง

“อเล็กซิส?” เธอร้อง ทั้งสองคนวิ่งเข้าหากันแล้วกอดตัวกลม “ฉันคิดว่าจะไม่เจอใครแล้ว” หญิงสาวปาดน้ำตาให้ทั้งตัวเองและอีกคน น้ำตาแห่งความดีใจไหลทะลัก ถ้าเราเจอซาร่าห์ เราก็จะเจอคนอื่น อเล็กซิสเช็ดน้ำตาออกไป ลำตัวของหญิงสาวเขียวช้ำ แต่ไม่มีบาดแผลร้ายแรง ผมบลอนด์เป็นลอนบัดนี้ยุ่งเหยิง แต่เธอไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว ยังมีเพื่อนใหม่อีกสองคน คนหนึ่งบาดเจ็บสาหัส ซึ่งไม่น่ารอด ที่ท้องมีบาดแผลถูกกัดกลางคล้ายกับเด็กสาวที่ชื่อ จูลี่ เธอแน่ใจว่ากลิ่นเลือดจำนวนมากนั้นดึงดูดพวกสุนัขมากกว่าหยดเลือดของอเล็กซ์ ชายคนนี้กำลังจะตายอย่างช้า ๆ

หญิงสาวมองคนเจ็บแล้วก้มหน้า แววตาสลด “ฉันวิ่งหนีพวกหุ่นยนต์มาแบบขี้ขลาด” เธอยอมรับ “ฉันทิ้งพวกเธอ มันเหมือนกับ...” เธอทำมือโบกไปมา “...สติแตก แล้วฉันก็ได้ยินเสียงระเบิด พอมองกลับไปคิดว่าไม่มีใครรอด ฉันเจอพวกเขาที่หลัง พลังของฉันดูจะเป็นประโยชน์อยู่บ้างเมื่อมาอยู่ในโซนนี้ แต่เราช่วยเขาไม่ทัน มันพุ่งเข้ามากัดแล้วลากเขาออกไป กว่าจะจัดการได้ เขาก็สาหัสแล้ว”

ชายอีกคนแนะนำตัวว่าชื่อ เอ็มเมต ส่วนที่นอนอยู่ชื่อ ไคอัส “พวกเราอยู่เป็นเพื่อนหมอนี่ก่อนที่...” ไคอัสดูเหมือนไม่ได้สติแล้ว เขานอนครวญครางเสียงเบา กลิ่นเลือดไม่ได้ระคายจมูก เพราะสัมผัสรับรู้กลิ่นน่าจะพังไปแล้ว ทั้งศพ ทั้งกลิ่นไหม้ เลือด กลิ่นตัว เธอผจญมาหมดแล้ว แต่ตอนนี้ไม่มีเวลาปลง เพราะยังมีอีกคนรออยู่

“ฉันมากับอเล็กซ์ เขาบาดเจ็บ”

ซาร่าห์เอามือปิดปาก “แล้วเบนล่ะ”สายตาของเธอดูห่วงอีกคนมากกว่า อเล็กซิสส่ายหน้า “แต่พวกเราคิดว่าเขาน่าจะรอดนะ”

เอ็มเมตและซาร่าห์ตามอเล็กซิสมาดูอาการอเล็กซ์ ทั้งหมดช่วยกันหิ้วปีกเขามานอนข้างไคอัส

“ฉันดีใจที่นายยังไม่ตายนะ โอ้ อเล็กซ์” ซาร่าห์สวมกอดชายหนุ่ม ลูบหัวเหมือนเขาเป็นน้องชาย ส่วนอเล็กซ์นั้นหลับตา เธอไม่แน่ใจว่าเขาหลับจริงหรือปลอม แต่เมื่อเจอกับพวกซาร่าห์ ใจที่ร้อนรนนั้นอุ่นขึ้น และยิ่งพลังของซาร่าห์มีประโยชน์มากกว่าใครทั้งหมด  

“...ไอ้ตัวนั้นโผล่ออกมาเรื่อย ๆ ไม่เยอะหรอก ตัวสองตัว”

“ฉันเจอเป็นสิบ” อเล็กซิสยังคงสาปแช่งเทพเจ้าแห่งโชคอยู่ในใจ “แล้วเจอตัวใหญ่หรือเปล่า”

พวกซาร่าห์กับเอ็มเมตมองหน้ากัน “หา ยังมีตัวบิ๊กเบิ้มกว่านี้อีกเหรอ”

เธอพยักหน้า ลงมือรื้อกระเป๋าอีกรอบ “ตัวใหญ่เหมือนแมมมอธ” ทั้งสองทำท่าขนลุก อเล็กซิสเทน้ำเปล่าลงบนผ้าเช็ดหน้าของตัวเองแล้วเช็ดหน้าอเล็กซ์ ไคอัสจากไปในอีกไม่กี่นาทีถัดมา พวกเอ็มเมตและซาร่าห์จึงลากร่างของเขาออกไปเพื่อดักตัวอื่น ส่วนที่เหลือต้องเดินทางต่อ อเล็กซิสกับซาร่าห์ประคองอเล็กซ์ ส่วนชายหนุ่มอีกคนคอยระวัง

ในโซนสอง จุดเซฟโซนอยู่ห่างจากกันมากและไม่ถี่เหมือนกับในโซนแรก พวกเขาใช้เวลาเดินอยู่นานก็ยังไม่ถึงจุดหมาย ปะทะกับสุนัขปีศาจบ้าง แต่ซาร่าห์สามารถจัดการพวกมันได้โดยที่ไม่ต้องเปลืองแรงคนอื่น พวกเขาเจอเจ้าตัวใหญ่ด้วย แต่มันโผล่มาในสภาพไม่สมประกอบเท่าไหร่ เหมือนถูกทำร้ายจนแน่นิ่งใกล้ตายหากแต่ไม่ตาย ซาร่าห์ช่วยให้มันหลับสนิท แต่อาจจะทรมานก่อนเล็กน้อย

บางครั้งอเล็กซิสก็รู้สึกว่าตัวเองเริ่มซาดิสม์ขึ้นทุกที

“...มีหลายตัวข้างหน้า” อเล็กซ์เตือนเสียงเบา สัมผัสของเขายังดีกว่าคนอื่น อเล็กซิสบุ้ยใบ้ให้เลี่ยง พวกเขาเดินลัดเลาะไปตามซากเสาและกำแพงที่กองเกลื่อนกลาด เมื่อหาที่กำบังได้ ซาร่าห์เกาะขอบหิน มองไปทางศัตรู ดวงตาสีฟ้าอ่อนจ้องพวกมันเขม็ง เหมือนได้กลิ่นมนุษย์ มันหันเหความสนใจมาทางที่ซ่อน แต่ก่อนที่จะทันเจอเหยื่อ แต่ละตัวเริ่มอยู่ไม่สุข พวกมันร้องครวญครางก่อนจะกลิ้งไปกับพื้น ถึงมันคิดจะฆ่าทุกคน แต่เสียงร้องก่อนตายไม่ได้น่าฟังเลย

อเล็กซ์เขย่าแขน เขานั่งพิงกับกำแพง เธอเลื่อนหน้าเข้าไปใกล้ “เธอไม่ได้อยู่คนเดียวแล้ว” เขากระซิบ

“ไม่มีใครทิ้งนายหรอก เราจะไปเซฟโซนด้วยกัน” เธอบอก เอามือนาบกับหน้าผากชายหนุ่ม ตัวของเขาร้อนขึ้นจากที่อุ่น ดวงตาสีนิลจับจ้องที่ใบหน้าของเธอไม่ห่าง มือนั้นยังจับแขนเธอแน่น “ถ้าถึงแล้ว เราจะพักจนกว่าแผลของนายจะดีขึ้น แล้วพวกเราจะตะลุยออกไปจนถึงทางออกทีเดียวเลย”

เขามองหน้าเธอนิ่งก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ แล้วเอนศีรษะซบบ่าเธออีกรอบ อเล็กซิสหันไปมองซาร่าห์ หญิงสาวปาดเหงื่อ ขอให้ถึงเซฟโซนเร็ว ๆ อเล็กซิสภาวนา แม้พลังของสาวผมบลอนด์จะมีประโยชน์มาก แต่เธอจำได้ดีว่าอเล็กซ์บอกอะไรไว้ พลังพิเศษไม่ได้หมายความว่าจะใช้พร่ำเพรื่อได้ สายตาของเธอเลื่อนไปยังเอ็มเมตที่นั่งมองเธอสลับกับอเล็กซ์ เขายิ้มน้อย ๆ แล้วทำมือแบบ “กิ๊กกันเหรอ”

“เพื่อน” เธอทำปากตอบ

เอ็มเมตนั้นคล้ายเจสซี่ เป็นคนไม่สูงมากนักและแต่แข็งแรงพอใช้ เพียงแต่เขาไม่ได้มีทักษะใช้อาวุธเหมือนอเล็กซ์ บวกกับแขนนั้นบาดเจ็บ ผมสีน้ำตาลเข้มตัดสั้นกุด ใบหน้ามีเคราบาง ๆ แต่อายุไม่น่าจะห่างจากพวกซาร่าห์

“หมดแล้ว” หญิงสาวหันกลับมา “เหนื่อยเหมือนกันนะ แต่ได้ทำตัวเป็นประโยชน์แล้วรู้สึกดีจัง”

เธอยกนิ้วโป้งให้สาวสวย ทั้งสองช่วยกันประคองอเล็กซ์เดินต่อ แต่เอ็มเมตเรียกไว้ “เฮ้ ดูสิ”

เขาชี้ไปยังซอกหลืบฝั่งตรงข้าม “เหมือน...มีอะไรอยู่ในนั้นนะ”

“ไม่เอาน่า” ซาร่าห์เสียงสั่น

“ไม่ใช่” ชายหนุ่มชี้ “ไม่ใช่พวกหมาบ้า มันเหมือนที่นั่ง” เขาเขยิบเท้าและส่องไฟเพื่อมองให้ชัดขึ้น “...ฉันจำได้ว่ามีประกาศเรื่องพอร์ต”

วินาทีนั้น เธอรู้สึกเหมือนเทพธิดาแห่งโชคกลับมาเมตตาอีกครั้ง ทั้งหมดเดินเข้าไปดู มันเป็นหลอดกระจกใสครอบอุปกรณ์หนึ่งอยู่ อุปกรณ์ที่ว่า คือ ที่นั่งโดยสารเปลือยเปล่า พอเอ็มเมตเอามือแตะ แสงไฟข้างในส่องสว่าง ประตูกระจกเลื่อนเปิด ความมืดอาจทำให้คนที่เดินทางก่อนหน้าพวกเขาไม่เห็นมัน และอาจเป็นเพราะมันอยู่ในซอกฝังกับกำแพง ถ้าหากเอ็มเมตไม่ชี้ให้เห็น เธอก็ไม่ได้สังเกตเหมือนกัน

“นายรอดแล้ว” เธอกระซิบบอกชายหนุ่ม เขาขยับตัว แต่ไม่ทันที่เธอจะยิ้มได้อย่างเต็มที่ ซาร่าห์ปล่อยมือที่ประคองออกจนอเล็กซิสต้องยันเท้าใหม่ อเล็กซ์พยายามฝืนตัวเองไม่ให้ล้ม เวลานี้เธอเปรียบเสมือนกับเสาที่รากฐานไม่มั่นคง

“...ซาร่าห์”

เธอมองหญิงสาว ใบหน้างามนั้นก้มหน้ามองลงพื้น คิ้วคู่สวยขมวดแน่น เธอหันไปมองเอ็มเมต สายตาของเขาจดจ่ออยู่กับที่นั่ง ก่อนจะหันมาบอกว่า “ยังไงเขาก็ต้องตาย แผลแบบนี้ไม่รอดหรอก”

อเล็กซิสอ้าปากเหวอ “เราควรส่งคนเจ็บหนักที่สุด” แต่คนที่เธอกล่าวถึงกับหัวเราะเยาะเสียงเบาอยู่ข้างหู

คนตรงหน้าส่ายหัว “เราควรจะส่งคนที่สมควรไป ไม่เห็นแขนฉันเหรอ ไม่เอาน่า”

อเล็กซิสหันกลับไปหาซาร่าห์ อ้อนวอน “ขอร้องล่ะ มันมีที่เดียว ให้อเล็กซ์เถอะนะ”

หญิงสาวทำหน้าเหมือนอยากจะร้องไห้ “ฉันไม่อยากจะทำอะไรแบบนี้ แต่ฉันไม่ไหวแล้วอเล็กซิส อย่าให้ฉันรู้สึกผิดมากไปกว่านี้” เธอมองไปรอบกาย “ฉันไม่อยากจะอยู่ที่นี่ต่อสักวินาทีเดียว”

ไม่มีใครอยากอยู่ทั้งนั้น! ราวกับเธอเห็นความหวังลอยมาอยู่ตรงหน้า แล้วมันก็ลอยหายไป

“แต่เธอมีพลังพิเศษ” เอ็มเมตร้อง “ฉันไม่มี”

“ไปเถอะ” อเล็กซ์กระซิบ “ปล่อยพวกเขา”

อเล็กซิสไม่สนใจ นายควรจะรู้ชะตากรรมตัวเองก่อน! “พวกเรายังสู้ได้ แต่เขาเดินต่อไม่ได้แล้ว”

“ชะตากับของเขาก็เหมือนกับไคอัส ในเมื่อเธอเองก็สละสิทธิ์ ปล่อยให้ฉันกับซาร่าห์ตกลงกันดีกว่า”

มันเหมือนกับทุกคนสูบพลังออกไปจากตัวเธอจนหมด อเล็กซิสยืนฟังคนทั้งสองเถียงกันเหมือนเป็นคนนอก อเล็กซ์กระตุกแขนเธอเบา ๆ “เราไปกันเถอะ” เสียงของเขาเบาเสียยิ่งกว่าลม สภาพตอนนี้ต่างกับเมื่อตอนเข้ามาในโซนราวกับฟ้ากับเหว

“...นายจะทิ้งผู้หญิงกับคนเจ็บแล้วปล่อยให้พวกเขาเดินทางกันเองเหรอ”

“เพื่อนของฉันตายแล้ว” เอ็มเมตว่า “พวกเขาเป็นเพื่อนเธอไม่ใช่เหรอ”

เธอควรจะปล่อยให้พวกเขาเถียงกันไหม แวบหนึ่งที่นึกอยากจะพุ่งตัวเข้าไปแล้วผลักอเล็กซ์เข้าไปในหลอดนั้น แต่ไม่มีทางทัน เอ็มเมตยืนขวางอยู่ แม้ส่วนลึกของจิตใจจะเข้าใจความต้องการที่อาจดูเห็นแก่ตัวของคนทั้งคู่ เพราะที่นี่ คือ นรก ไม่มีใครอยากอยู่ในนรก แต่เพราะอเล็กซ์กำลังจะตาย มันเป็นโอกาสเดียวที่เธอจะช่วยเพื่อนให้รอดชีวิต และครั้งนี้เธอไม่ได้ทิ้งให้เพื่อนตาย

“ฉันจะให้อเล็กซ์เข้าไปนั่ง” เธอแทรกบทสนทนาทั้งสอง และมันไม่ใช่คำขอร้อง ขาของเธอก้าวออก มองท้าทายซาร่าห์ แต่ตัวคนเจ็บเองที่ยื้อ “อย่า...โง่”

ซาร่าห์น้ำตาคลอ “ฉันขอโทษ อเล็กซ์...”

“อื้อ” เขาตอบสั้น ๆ ริมฝีปากซีดเซียว “เธออยากไปก็ไป”

เขาทำให้เธอเป็นคนนอกยิ่งกว่าเดิม

“เธอมีพลังพิเศษ” เอ็มเมตร้อง ไม่ยอม ดวงตาสีน้ำตาลมีน้ำตาคลอเช่นกัน “แต่ฉันไม่มี ฉันปกป้องพวกเขาไม่ได้ แต่เธอปกป้องเพื่อน...อุ๊ปซ์” ร่างชายหนุ่มกระเด็นกระแทกกับหลอดแก้ว แต่ไม่ถึงกับสลบ

“อเล็กซ์!” หญิงสาวสองคนร้องออกมาพร้อมกัน เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับอดีตแฟนสาว “ไปสิ ฉันเคลียร์ให้แล้ว”  

ริมฝีปากอวบอิ่มสั่น น้ำตาไหลเผาะ ซาร่าห์สวมกอดอดีตแฟนหนุ่ม เธอจูบแก้มซีดเซียวของเขา ร้องไห้ขอบคุณเหมือนเขาเป็นพ่อพระมาโปรด อเล็กซิสได้แต่ยืนนิ่งเป็นไม้เท้า นายเลือกที่จะตายงั้นเหรอ หรือเพราะเบน นายไม่ยอมไปเพราะเบนใช่ไหม ในใจลึก ๆ เธอคิดว่าเธอรู้คำตอบแล้ว

เอ็มเมตยันตัวขึ้น เขายกปืนเล็งมาทางคนทั้งสาม พริบตาเดียวปืนตกจากมือพร้อมกับที่อเล็กซ์ไม่อาจคงกำลังยืนต่อ ขาทั้งสองข้างพับลงมา เข่าของอเล็กซิสแตะพื้นตามไปด้วย ซาร่าห์จ้องไปที่หนุ่มผมสั้นกุด เขาค่อย ๆ ร้องครวญคราง เจ็บปวดเหมือนมีไฟสุมข้างใน “อย่า...ขอร้อง”

“นายจะฆ่าพวกเรา” เธอจ้องเขม็ง

อเล็กซิสเห็นผิวชายหนุ่มแดงราวกับความร้อนในกายกำลังเดือดพล่าน “ซาร่าห์ หยุดก่อน ซาร่าห์!” เธอเตือนสติหญิงสาว ดวงตาสีฟ้าผละจากเอ็มเมต สายตาคู่นั้นเลื่อนมาทางเพื่อนทั้งสองด้วยความรู้สึกผิด “ขอโทษและลาก่อน”

เสียงปืนดังขึ้นพร้อมกับรูโหว่ปรากฏตรงขมับ เลือดสีแดงไหลซึมออกมาจากตรงนั้น สีแดงอาบเส้นผมสีทอง ซาร่าห์ล้มคว่ำต่อหน้าต่อตา พอดีกับที่อีกนัดเข้าที่กะโหลกเอ็มเมต ศีรษะของเขาเอียงตกขณะที่นั่งยันเข่า หัวใจของอเล็กซิสเหมือนหยุดนิ่งไปชั่วขณะ

เบนลดปืนลง

ไม่มีน้ำตาหรือน้ำเสียงแสดงความยินดีที่ได้เจอเพื่อน อเล็กซ์จ้องศพของซาร่าห์แล้วเงยหน้ามองเพื่อนรักเขม็ง จากนั้นเขากรีดร้องถ้อยคำผรุสวาทที่สุดเท่าที่เธอเคยได้ยินมา

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

255 ความคิดเห็น

  1. #167 P.NUT☆彡 (@PLOY_6843) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2561 / 12:57
    เข้าใจซาร่านะ ใครๆก็อยากรอดกันทั้งนั้น เบนโคตรโหด รู้เลยว่าผูกพันกับอเล็กซ์แค่คนเดียวจริงๆ ใครเข้ามาขวางเพื่อนรักตายหมด
    #167
    1
    • #167-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 28)
      8 ธันวาคม 2561 / 13:39
      เพื่อนข้าใครอย่าแตะ
      #167-1
  2. #60 oDeeo (@lnudeel) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 / 19:04
    ขอบคุณ​ครับ​
    #60
    1
    • #60-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 28)
      1 กุมภาพันธ์ 2561 / 22:33
      เราต้องขอบคุณต่างหาก :) (ยิ้มแก้มปริ)
      #60-1
  3. #59 dreaming_mz (@dreaming_mz) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 30 มกราคม 2561 / 02:09
    โอ้ซาร่า ไม่น่าเลย
    #59
    1
    • #59-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 28)
      30 มกราคม 2561 / 09:25
      สงสารนางเหมือนกัน T^T
      #59-1
  4. #58 kimurakung (@kimurakung) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 28 มกราคม 2561 / 21:53
    เบนโหดมาก
    #58
    1
    • #58-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 28)
      29 มกราคม 2561 / 09:40
      น้องเบน คือ องครักษ์พิทักษ์อเล็กซ์
      #58-1