ตอนที่ 26 : ตามหา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 162
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    4 ก.พ. 62

นิ้วข้างซ้ายเหนี่ยวไกระรัว มันยกมือกัน แสนรู้ราวกับมนุษย์ แขนข้างขวากระจุยตามแรงกระสุนทะลวง เมื่อนั้นมือข้างซ้ายเพิ่มแรงบีบ กระตุกร่างดึงลากจนล้มหน้างหงาย มันพยายามลากเธอออกไปจากกลุ่ม

“เวด!

เขาเอื้อมแขนสุดตัวหวังจะดึงเธอออกจากเงื้อมมือมัน แต่หุ่นยนต์อีกตัวเข้ามาขวางไว้ เธอถูกลากออกไปก่อนที่จะเห็นว่าเพื่อนตัวเองรอดหรือไม่ กระเสือกกระสนพยายามตั้งตัวเพื่อยิงมัน มือซ้ายยังคงเหนี่ยวไกอย่างบ้าคลั่ง แขนทั้งสองข้างเกร็งไปหมดทั้งกล้ามแขน เธอส่งเสียงร้องกรี๊ด ซึ่งช่วยให้จังหวะการยิงนั้นรัวหนักกว่าเดิมจนหัวเหล็กพรุน พอได้โอกาสจึงถีบมันออกไปแล้วยิงซ้ำให้แน่ใจ “ตายซะ ไอ้สารเลว” เธอชูนิ้วกลางใส่ซากหุ่นก่อนจะหันกลับไปยังจุดเดิม เปลวไฟขนาดมหึมาพวยพุ่งจู่โจมไม่อาจหนีทัน ทว่า ก่อนที่ไอร้อนจะลามเลีย แรงผลักมหาศาลดันร่างเธอกระเด็นราวกับลูกฟุตบอลที่ถูกเตะเข้าประตู

ก่อนคิดว่าจะไปถึงทางออกได้หรือไม่ ควรคิดว่า จะอยู่ครบสามสิบสองหรือเปล่า

“อือ” อเล็กซิสคราง เจ็บระบมไปทั่วตัว เธอคลานหนีออกมาให้ห่างจากบริเวณนั้น เสียงกัมปนาทดังขึ้นอีกระลอกพร้อมกับร่างหนึ่งกระเด็นตกใกล้กับร่างเธอ แต่ร่างของคนคนนั้นเหมือนถูกไฟคลอกลุกท่วมตัว อเล็กซิสฝืนใจกัดฟันลุกขึ้น “พอล!” เขาคือชายที่ถูกกล่าวหาว่าอาจติดเชื้อซอมบี้ ท่อนล่างของเขาตอนนี้กำลังถูกย่างสด เธอถอดเสื้อแจ๊กเก็ตช่วยดับไฟโดยพลัน เปลวไฟร้อนทำลายเซลล์ผิวหนังจนได้กลิ่นเนื้อไหม้ ไฟดับลงพร้อมกับเสื้อแจ๊กเก็ตตัวโปรดและรูปครอบครัวข้างในถูกเผาไปด้วย เธอมองดูซากเสื้อตัวเองด้วยความเสียดาย พอหันกลับไปยังกลุ่มเพื่อน ดวงตาโตสีน้ำเงินเบิกกว้าง ไฟยังคงไหม้จนมองแทบไม่เห็นคนข้างใน จนยากที่จะเดาว่ามีคนรอด “เวด ออสโล่” ทว่า สิ่งที่เดินออกมาจากเถ้าถ่านคือปีศาจในร่างจักรกลที่กำลังถูกไฟลุกท่วม

“ช่วยด้วย” เขาร้องโอดโอย “ขาฉัน”

“เงียบก่อน” เธอเอ็ด ดึงแขนทั้งสองข้างของพอลแล้วลากไปตามทาง “อดทนหน่อย” นี่คือสิ่งเดียวที่เธอทำได้ สายตาของอเล็กซิสจับจ้องไปที่หุ่นตัวนั้น มันดูน่ากลัวยิ่งกว่าเดิม ราวกับนักรบปีศาจผุดขึ้นมาจากกองเพลิง ศีรษะของมันหมุนมาทางพวกเขา เซนเซอร์สแกนสิ่งมีชีวิตยังทำงานได้อย่างดีเยี่ยม โชคดีของพวกเขา เพียงแค่มันจะเปลี่ยนทิศทาง ร่างนั้นระเบิด

“พอล นาย...ไหวไหม” อีกครั้งกับคำถามที่ไม่น่าถาม เขาเพิ่งถูกไฟคลอก ไม่มีทางเดินได้แน่นอน

เขาร้องครางแทนคำตอบ อเล็กซิสเอี้ยวหลังจะหยิบของในกระเป๋า แต่ไม่ทันที่จะถอดออกก็ได้ยินเสียงตึงตัง เธอจึงรีบลากพอลเข้าไปหลบในห้องที่อยู่ใกล้สุด

“เจ็บ...ฮือ” เขาร้อง อเล็กซิสทำเสียงจุ๊ ๆ ให้เขาเงียบ “นายจะไม่เป็นอะไร” เธอกระซิบปลอบ แต่รู้ดีว่ามันเป็นการโกหกคำโต ตอนนี้ได้แต่ภาวนาขอให้เซนเซอร์พวกหุ่นยนต์จับผ่านกำแพงมาไม่ได้เท่านั้น ระหว่างนั้นหาอุปกรณ์ปฐมพยาบาล แต่มันไม่มียาสำหรับแผลไฟไหม้ระดับนี้ “พอล...”

อันที่จริง เขาควรถูกหามส่งโรงพยาบาลมากกว่า

ชายหนุ่มส่งสายตาเว้าวอนราวกับเธอสามารถเสกยาวิเศษขึ้นมาได้ดั่งใจนึก

แต่อเล็กซิสก็ยังไม่สามารถออกไปไหนได้อยู่ดี ไม่ว่าจะทิ้งพอล หรือหาคนมาช่วย เพราะตัวคนเดียวไม่สามารถสู้หุ่นยนต์ทีละสองสามตัวได้

“เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น”

เขาไม่ตอบ เอาแต่มองท่อนล่างของตัวเองแล้วร้องไห้ “ฉันตายที่นี่ ตายแน่ ๆ”  

เสียงเลเซอร์จี้ไล่ไปตามผนังกำแพงอีกฝั่ง เธอหยิบปืน นั่งจ่อรอมันเข้ามา ไม่มีใครรู้ว่าระเบิดมาจากไหน และเป็นฝีมือของใคร แต่เธอหวังว่าพวกเวดกับออสโล่ รวมทั้งคนอื่นจะไม่เป็นอะไร

ปึง รอยบุบปรากฏบนบานประตู อเล็กซิสกลืนน้ำลายดังอึกใหญ่ หันไปสบตาของพอล ปึง บานประตูกระเด็นหลุดออก หุ่นสองตัวยืนผงาดราวกับตำรวจจับผู้ร้าย แววตาของมันยังไม่มีแสงสีแดงกะพริบ แต่ใช่ว่าจะเป็นข่าวดี เมื่อนั้น เธอยิงไม่ยั้ง ทว่า กระสุนหมด

พอลเขวี้ยงมีดใส่มัน หุ่นยนต์ทั้งสองเดินตรงเข้ามาหาเหยื่อทั้งสองราวกับพญามัจจุราช สุดท้าย เขาหันมาหาเธอ “ไปซะ” แววตานั้นบ่งบอกว่ากัดฟันพูด เขาไม่อยากให้เธอไป แต่เพราะโอกาสของอเล็กซิสสูงกว่า...

“ขอโทษ”

พอลปาทุกอย่างที่เขาหยิบได้ใส่หุ่นยนต์เพื่อดึงดูดมัน ทั้งที่เจ็บสาหัสไปทั้งกาย เธอหยิบปืนพกที่เหลือกระบอกเดียวพุ่งตัวลอดขาหุ่นอีกตัว พอตั้งหลักได้ ก็ลุกวิ่งโดยไม่หันไปมองว่าเขาจะเป็นอย่างไร ใช่ เธอเอาแต่วิ่งหนีอย่างเดียวเพื่อเอาตัวรอด เสียงร้องของเขาดังโหยหวนก่อนจะเงียบไป หุ่นอีกตัวยังคงวิ่งตามไม่ลดละ สปีดของมันเร็วอย่างกับนักกีฬาทีมชาติ ไม่นานมันใกล้จะคว้าตัวเธอได้ อเล็กซิสหยุดกะทันหัน หมุนตัวกลับไปจ่อยิงระยะประชิด แต่เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด แขนเหล็กปัดปืนทีเดียว อาวุธหลักหลุดออกจากมือ อีกข้างของมันจับหมับเข้าที่คอแล้วบีบ ทันใดนั้นแรงบางอย่างซัดส่วนหัวกระเด็นหลุดออกจากร่าง มือเหล็กหลุดออกจากคอ เธอล้มลงพร้อมกับมัน

“เบน เธอเจอเบนไหม” คำถามอเล็กซ์ดังขึ้นมาก่อนที่เขาจะถึงตัวเธอเสียอีก อเล็กซิสส่ายหน้าช้า ๆ และถามกลับ “เห็นคนอื่นบ้างไหม” เขาปฏิเสธ

ใบหน้าอเล็กซ์มีรอยแดงนิดหน่อย แขนและมือทั้งสองข้างมีสะเก็ดแผลอยู่บ้าง แต่ดูจากการเคลื่อนไหวแล้ว ดูท่าจะไม่ได้รับแรงกระเทือนจากแรงระเบิดเมื่อครู่เท่าไร “เกิดอะไรขึ้น”

“ไม่รู้ อยู่ ๆ ก็ระเบิด แล้วทุกคนก็หายไปหมดเลย มาเถอะ บางตัวยังไม่ตาย” เขาดึงเธอลุกขึ้น อเล็กซิสมองมือตัวเองแล้วตกใจ เลือดเต็มฝ่ามือ

“อเล็กซ์ นายบาดเจ็บ” สายตานั้นสำรวจทันที เธอเพิ่งเห็นว่าแถวหน้าท้องใกล้กับเอวมีรอยเลือดชุ่ม อเล็กซ์ไม่สนใจ เอาแต่เดินตะโกนหาเบน เขาจะเดินกลับไปทางเดิม ตรงที่มีระเบิด แต่เจอหุ่นยนต์สองสามตัวเดินโงนเงนเรียงกันราวกับซอมบี้หุ่นยนต์ ทั้งสองคนวิ่งหนีทันที

“เซฟโซนอีกไกลไหม” อเล็กซ์ถาม

เหมือนเดิม มือซ้ายคว้าข้างหลังโดยอัตโนมัติ แต่แผนที่ไม่อยู่กับเธอแล้วเพราะกระเป๋าไม่มี เธอนึกภาพแผนที่อยู่ราวสามวินาที “มีสองที่” พูดไปหอบไป “แต่ที่ที่ใกล้ที่สุดไม่ใช่ทางเดียว...”

“เอาแถวนี้สิ” อเล็กซ์แหว เขาหยุดวิ่ง มองไปข้างหลังไม่เห็นหุ่นยนต์แล้ว เธอมองมือที่กำลังปิดบาดแผลตรงเอวแล้วพยักหน้า “มันไปทางทางออกที่สาม...แต่ยังพอมีทางบรรจบข้างหน้า ยังกลับไปเส้นเดิมได้”

เขาผงกศีรษะ “งั้นไปทางนั้น ต้องไปทางนั้นก่อน”

“อื้อ” เธอพยักหน้า “ตามมา” ยังคงนึกภาพแผนที่ในหัว พวกเขามาถึงห้องที่มีประตูกระจกอัตโนมัติในอีกไม่กี่นาทีต่อมา พอมาถึงปุ๊บ อเล็กซ์ล้มตัวลงนอนกับพื้น เธอรีบวิ่งไปหยิบเครื่องมือปฐมพยาบาล

บาดแผลของเขานั้นเป็นรอยแทงลึก “โดนอะไรมา” เธอไม่รู้ว่าเขาทนกับแผลขนาดนี้ได้อย่างไร เพราะถ้าเป็นอเล็กซิสหรือคนอื่นก็คงยืนไม่ไหวแล้ว

“เหล็กแทง” เขาตอบ ขยับตัวให้เธอเห็นชัดขึ้น น้ำเสียงบ่งบอกว่าเจ็บใจที่ตัวเองพลาด อเล็กซิสต้องเปิดโฮโลแกรมดูวิธีการทำแผลประกอบไปด้วย เธอไม่ใช่หมอ ไม่ใช่แม้แต่นักเรียนหมอ ยิ่งแผลลึกขนาดนี้ เธอขอเชื่อใจเครื่องมือพวกนี้ดีกว่า

แต่มือของเธอสั่น มันยากที่จะคงสมาธิให้นิ่ง เพราะเธอไม่รู้ว่าคนอื่นเป็นอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะเวดและออสโล่  

“นี่” เธอเงยหน้าขึ้น สบตาอเล็กซ์ “เพื่อนของเธออยู่ห่างจากจุดระเบิด ไม่น่าเป็นอะไรมาก อาจจะหนีไปแล้วก็ได้ มันระเบิดตรงฉัน รับเต็ม ๆ เลย” เขาบอก

เด็กสาวถอนหายใจ พยายามตั้งสติแล้วล้างแผลให้ “แล้วนายรอดมาได้ยังไง”

เธอเหลือบมอง เห็นมุมปากนั้นเลิกขึ้น “ปฏิกิริยาฉันไวอยู่นะ แต่ยังไม่เท่าหมอนั่น” อเล็กซ์ส่ายหน้า เธอรู้ว่าเขาหมายถึงไมเคิล “ไม่ไวพอ ถึงโดนไอ้เศษเหล็กแทงเข้าให้ แต่ยังดีนะ ที่เธอไม่เป็นอะไร”

อเล็กซิสถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน “จะว่าโชคดีก็ได้ เล่นโดนหุ่นลากออกมาขนาดนั้น พอรอดจากมัน หันมาอีกทีก็เจอระเบิด” ทันทีที่เธอใส่ยา อเล็กซ์หันหน้าหนี พยายามกลั้นใจไม่ให้ตัวเองร้อง

“แล้วเลือดบนเสื้อมาจากไหน” เขาถาม เธอนึกถึงเด็กหญิงที่ยิงหัวตัวเองต่อหน้าต่อตา เลือดของเด็กคนนั้นกระเด็นมาโดนเสื้อยืดสีขาวข้างใน แต่ตอนนี้มันกลายเป็นเสื้อนอกไปแล้ว “เลือดคนอื่นน่ะ”

“ชวนคุยสิ” เขาพูดแกมบังคับ

“นี่ ฉันไม่มีสมาธิ” เธอว่า “นายอดทนไว้นะ” เธอวางสำลีลงบนแผลอีกรอบ อเล็กซ์สบถเสียงดังลั่น “เชี่ย เธอมีพ่อเป็นหมอไม่ใช่เหรอ!

“ถ้าพ่อของนายเป็นนักบินอวกาศ นายจะได้ไปอวกาศเลยไหม แล้วอีกอย่างนะ ถึงให้พ่อฉันมาทำแผลให้ นายก็จะร้องอยู่ดี” เธอใส่ยาลงไปอีก ได้ยินเสียงเขากัดฟันกรอด “แผลของนายไม่ใช่เล่น ๆ นะ ควรส่งโรงพยาบาลด้วยซ้ำ แต่ที่นี่ไม่มีโรงพยาบาลและเราก็ต้อ...”

“ไม่ต้องชวนคุยแล้ว” เขาพูดคล้ายตวาด ชายหนุ่มดูจะอารมณ์ขึ้นง่ายกว่าปกติที่เป็นคนใจเย็น เธอเริ่มปิดปากแผล พยายามระวังมือให้มากที่สุด อเล็กซ์หยิบซองบุหรี่แล้วทำท่าจะจุด เขาเหลือบมองหน้าเธอก่อนเหมือนหยั่งเชิงแกมขออนุญาต อเล็กซิสถอนหายใจแล้วปล่อยให้เขาสูบไป เธอหยิบยาฆ่าเชื้อและยาระงับปวดตามที่คู่มือแนะนำแล้วส่งให้เขา “กินซะ” พอยื่นให้เสร็จก็เดินไปหยิบกระเป๋าเป้ใบใหม่ ยัดของที่ต้องใช้ใส่ลงไป มือหนึ่งโผล่เข้ามาล้วงหยิบกล่องปฐมพยาบาลออกแล้วโยนทิ้ง

เธอหรี่ตามองหน้าเพื่อนร่วมทางเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่แล้วกอดอก “เวลานายสูบแล้วนิสัยแย่ชะมัด”

“เพิ่งสูบน่า” เขาเถียง “หิ้วไปทำไม หนักเปล่า ๆ แล้วดูของที่เธอหยิบแต่ละอย่าง” เขาชูขนมปังกับซุปกระป๋อง “ตั้งแคมป์เหรอ” ลักษณะท่าทางของอเล็กซ์ในยามนี้คล้ายเบนอยู่เหมือนกัน

“เซฟโซนไม่ได้มีทุกที่นะ พอเข้าโซนสองจุดเซฟโซนก็น้อยลง เราต้องมีเสบียงไว้ แล้วถ้าหากต้องนอนข้างนอกที่ไม่ใช่จุดเซฟโซนล่ะ” เธอให้เหตุผล

“แต่เรายังไม่ได้เข้าโซนสองสักหน่อย”

“แต่เราควรจะเข้าโซนสองได้แล้ว ไหนยังแผลของนายอีก ถ้าเลือดยังไหลไม่หยุด...”

“ช่างแผลของฉันเถอะน่า เธอทำแผลให้ก็น่าจะเดินสะดวกแล้ว ถ้าจะพกของขนาดนี้ ไหล่ทรุดแน่ ถามหน่อย แค่ถือปืนยังจะแย่ แล้วเคยกระสุนระหมดหว่างทางบ้างไหม”

“...”

อเล็กซ์ยิ้มอย่างผู้ชนะ เขาจัดการรื้อของของเธอออกหมด จากนั้นจัดให้ใหม่ พอเห็นเขาไปจัดของตัวเอง เธอแอบหยิบอุปกรณ์ปฐมพยาบาลใส่ลงไปอีกรอบ เด็กสาวเลือกอาวุธเดิมที่โนเอลสอน พยายามฝึกถอดและเปลี่ยนซองกระสุนให้ชินมือระหว่างรอเขาจัดของตัวเอง จะได้ไม่มีข้อแม้อีก

พวกนายต้องรอดนะ เธอไขว้นิ้วกับตัวเอง นึกถึงเพื่อนอีกสองคน ไม่สบายใจมากขึ้นทุกวินาที เธอไม่ชอบเลยที่พวกเขาแยกจากกันแบบนี้

“เป็นอะไรหรือเปล่า ฉันรู้ว่าเธอกังวล แต่...” เธอมองหน้าอเล็กซ์ ไม่เข้าใจว่าเขาต้องการพูดอะไร “ปกติเธอเป็นพลังบวกของทีมนะ”

คลื่นความเงียบแผ่กระจาย เด็กสาวชี้นิ้วไปที่ตัวเอง “นายหมายถึง...ฉันเหรอ พลังบวก”

เขายืนเอียงคอมองเธอด้วยแววตาที่อเล็กซิสไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเอง “ไม่ได้หวังจะให้ทำตัวร่าเริงหรอกนะ แต่ อเล็กซิส...เธอเป็นคนกล้าหาญ ที่ผ่านมาก็รับมือกับสถานการณ์ได้ดีกว่าคนปกติ ถึงแม้พวกเราจะแยกจากกลุ่มมา ฉันเชื่อว่าเธอกลับไปหาพวกเขาได้”

มันมีบางอย่างปั่นป่วนในท้อง หาใช่อาการเขินหรือโรแมนติกแต่อย่างใด เพียงแค่คำพูดของอเล็กซ์นั้นทำให้เธอรู้สึกว่า สิ่งที่เธอหวังจะไม่เกิดขึ้น แต่เธอยอมรับว่าพอแยกจากพวกออสโล่ สมองไม่อาจข่มความกลัวได้ดีดังเดิม ในทางตรงกันข้าม มันเพิ่มทวีคูณ ทั้งเสียงร้องของพอลและสภาพไหม้ครึ่งตัว ภาพที่เด็กคนนั้นยิงหัวตัวเอง การตายของโอ.เจ.และศพอื่น ๆ ภาพเหล่านั้นชัดราวกับเธอเห็นเหตุการณ์นั้นซ้ำไปซ้ำมา มันผลัดกันมาวนเวียนอยู่ในหัว และเพราะพรสวรรค์ของเธอไม่ใช่การเคลื่อนย้ายสิ่งของหรือซัดพลังผลักศัตรูออกไป แต่คือการจำภาพได้ทุกรายละเอียด แม้แต่จังหวะที่เลือดกระเซ็น อเล็กซิสจะไม่มีวันลืมภาพเหล่านี้จนกว่าตาย

เธอไม่เคยคิดถึงครอบครัวมากเท่าวันนี้มาก่อน มากจนหมดแรงจะทำตัวเข้มแข็งต่อไป มากจนอยากจะล้มลงแล้วให้หุ่นพวกนั้นฆ่าเธอให้ไว แต่เพราะยังกลัวตาย ยังขลาดเกินกว่าจะยอมแพ้ เส้นประสาทในหัวดิ้นจนต้องยกมือกุมไว้ ปวดหัว ปวดเหลือเกิน

“เฮ้...”

“ฉันไม่เป็นอะไร” แต่เธอรู้ว่าตัวเองเป็นอะไร เสี้ยวหนึ่งนึกอิจฉาพวกเบนและอเล็กซ์ หรือแม้แต่เทสซ่า เพราะเปอร์เซ็นต์รอดชีวิตของพวกเขาสูงกว่าพวกกลุ่มต้องสงสัยที่ไม่มีทางเป็นกลุ่มเสี่ยงอย่างเธอ ในการทดลองนี้ คนที่ไม่ใช่กลุ่มเสี่ยงไม่ต่างอะไรจากกลุ่มตัวอย่างไร้ประสิทธิภาพ รอเวลาโดนกำจัดทิ้ง

อเล็กซ์เดินเข้ามาใกล้ โน้มคอลงมา ทีแรกเธอคิดว่าเขาจะ...เปล่าเลย หน้าผากของเขาชนกับหน้าผากของเธอ ส่วนมือทั้งสองข้างนั้นนวดคลึงศีรษะฝ่ายตรงข้ามช้า ๆ แผ่วเบา อเล็กซิสหลับตา อาการปวดนั้นมลายหายไป เธอรู้สึกราวกับถูกปลดเปลื้องจากแรงกดดันทั้งหมดทั้งมวล และเมื่อลืมตามองเจ้าตาสีนิลคู่นี้ ความเป็นไปไม่ได้ก็ดูท่าจะกลับกลายเป็นไปได้ เขาคลายมือลง คลี่ยิ้มน้อย ๆ “เราไปกันได้แล้ว” เธอพูดด้วยเสียงกระซิบ เขาพยักหน้าตอบรับ  

พวกเขาผละออกจากกัน อเล็กซิสเห็นอเล็กซ์สะพายกระเป๋าแล้วเดินไปยังทางที่เข้ามา “ผิดทางแล้ว เราจะไปทางนี้ ถ้าออกทางนี้จะกลับไปยังเส้นทางเก่าโดยที่ไม่ต้องย้อน”

เขาอึกอัก ก่อนจะสารภาพว่า “เราจะไม่ไปทางนั้น” พอเห็นเธอเงียบ ฉงนใจ เขาพูดต่อ “ฉันต้องรีบหาเบนให้เจอ เธอต้องไปกับฉัน”

อาการปวดหัวเมื่อครู่นั้นกลับคืนมา อเล็กซิสรู้สึกเหมือนโดนตบหน้าหัน เขาให้เธอพามาที่นี่เพื่อทำหน้าที่พยาบาลเท่านั้นหรือ ทำราวกับว่าจะกลับไปรวมกับกลุ่ม แต่ในหัวของอเล็กซ์มีแต่เบน เบน และเบน มีแต่เพื่อนตัวเอง

“พวกเราตกลงกันแล้วว่าถ้าแยกจากกันให้ยึดเส้นทางเดิม” เธอทบทวนแผนการที่โนเอลวางไว้ให้ “ไม่มีใครค้าน โนเอลบอกแล้วไม่ใช่เหรอ”

“เราจะไปหาเบน” เขาพูดช้า ๆ ย้ำคำพูดตัวเอง

“เรา?”

“เธอเดินทางคนเดียวไม่ได้หรอก”

อเล็กซิสนึกอยากจะเขวี้ยงของใส่หน้าเขา “ฉันไม่ได้อยากจะห้ามไม่ให้นายตามหาเพื่อน แต่ถ้าเรากลับไปจะเสียเวลาอีกเท่าไร เบนรู้ดีไม่ใช่เหรอว่าพวกเราวางแผนไว้อย่างไรหากเกิดกรณีนี้”

“นั่นเบนนะ เธอคิดว่าเขาจะฟังเหรอ ป่านนี้หมอนั่นคงคลั่ง หาฉันไปทั่วแล้ว จนกว่าจะแน่ใจว่าหาไม่เจอ ฉันต้องหาเขาก่อนไม่งั้น...”

“ฉันต้องการเจอเวดกับออสโล่เหมือนกัน!” เธอทุบกำแพง หัวเสีย “ฉันรู้ว่านายห่วงเพื่อน เราไม่รู้ว่าพวกเขาหนีกันยังไง แต่สิ่งที่พวกเราจะเจอกันได้คือการมุ่งหน้าไปยังทางออกที่สอง พวกเราออกไปจากจุดระเบิดเป็นกลุ่มสุดท้ายนะ อเล็กซ์ ถ้าพวกเขายังอยู่ก็ต้องเดินนำหน้าเรา” เธอหวังว่าเขาจะเข้าใจ แต่อเล็กซ์ดื้อแพ่ง

“ฉันรู้จักหมอนี่ดีกว่าเธอ” อเล็กซ์ยกมือห้ามไม่ให้เถียง “ขอร้องล่ะ ฟังนะ ฉันต้องรีบหาเขาให้เจอก่อนเขาบ้าใช้พลังจนเกินขีดจำกัด...”

อเล็กซิสไม่ยอม สมเพชที่ตัวเองรู้สึกดีกับเรื่องเมื่อครู่ “แล้วแต่นาย ฉันจะไปทางนี้”

อเล็กซ์ส่งหัวเราะเยาะ “เมื่อกี้เธอรอดได้เพราะใคร...” จากนั้นเขาหยุดพูดกะทันหัน ทำหน้าเหยเก ครั้งนี้เธอเป็นฝ่ายเยาะบ้าง เพราะรู้ดีว่าเขาเจ็บแผล

คู่สนทนาเม้มปาก “ฟังนะ ฉันยังใช้พลังได้ แล้วยังใช้ปืนได้ดีกว่าเธอด้วย เบนไม่ใช่เพื่อนเธอคนหนึ่งเหรอ”

“นายรู้ได้ยังไงว่าเขารอด”

“ถ้าเขาตาย เราก็จะเห็นศพ แต่ฉันเชื่อว่าเขารอดและกำลังตามหาฉันอยู่ เราออกไปตามหาเพื่อนนะ” อีกครั้งที่เขาเน้นคำว่า “เพื่อน” เพื่อให้อเล็กซิสรู้สึกผิด

เด็กสาวกรีดร้องออกมาอย่างอดกลั้น “พวกนายนี่มัน! 

“และถ้าเรายังเถียงกันอยู่อย่างนี้ พวกนั้นคงไปไกลแล้ว โนเอลบอกเองไม่ใช่เหรอว่าห้ามรอ เธอยึดคำพูดเขานี่ ขอร้องล่ะ เชื่อฉันเถอะ”

แล้วอเล็กซิสตอบเขาอย่างไรเหรอ ไม่ เธอตอบไม่ได้ ถึงเบนจะชอบทำตัวก้อร่อก้อติก ริมฝีปากคมกริบยิ่งกว่ากรรไกร กวนประสาทยิ่งกว่าเวดหลายเท่าตัว แถมชอบทำท่าเหมือนโลกใบนี้มีแค่เขากับอเล็กซ์เท่านั้น แต่ที่ผ่านมา ไม่ใช่เพราะเบนเหรอที่คอยสกัดพวกหุ่นยนต์ แล้วเขาทำตามแผนการของเธออย่างไม่มีอิดออด สุดท้าย อเล็กซ์ชนะศึกครั้งนี้

พวกเขามีสายใยที่เหนียวแน่นจนแม้แต่คนนอกอย่างเธอยังสัมผัสได้ สายใยที่ทำให้เธอนึกถึงตัวเองกับจูน

ถ้าจูนยังคิดว่าเธอคือเพื่อน

และยิ่งน่าโมโหมากขึ้นไปอีกเมื่ออเล็กซ์พูดถูก เขารู้จักเพื่อนตัวเองดียิ่งกว่าที่เธอรู้จักเวดและออสโล่ พวกเขาตามหากันและกัน ทำไมเธอถึงรู้ ก็เพราะไม่มีหุ่นยนต์หลงเหลือสักตัวเดียวนอกจากเศษเหล็กที่เหมือนถูกแรงอัดลึกลับบีบจนเป็นก้อน กระจัดกระจายไปตามทาง เบนตามหาอเล็กซ์ไปทั่ว แต่เขาไม่ได้อยู่ในชั้นนี้แล้ว

“หมอนั่นเดินหน้าต่อ คงคิดว่าฉันยึดเส้นทางเดิม...” อเล็กซิสทำหน้าเป็นนัยว่า “เห็นไหมล่ะ ขนาดเบนยังไปต่อ” “ไม่ต้องทำหน้าอย่างงั้น เขาไปต่อก็เพราะไม่เจอฉันไง” ชายหนุ่มเถียงหน้าตาย “เอาล่ะ ทีนี้พวกเราก็เดินตามแผนที่วางไว้ได้แล้วนะ”

กล้ามเนื้อบนใบหน้าตึงขึ้นมาทันที อเล็กซิสไม่ตอบสนองต่ออารมณ์กวนประสาท การที่ทั้งสองไม่เจอใครนอกจากซากหุ่นยนต์กับศพตามทางหมายความว่าพวกเขารั้งท้ายคนอื่น หรือ...ไม่มีใครรอดนอกจากเบน แต่ที่ผ่านมาไม่มีศพไหนที่คล้ายกับเพื่อนเธอ ยกเว้นศพที่ดำเป็นตอตะโก หรือมีแต่ชิ้นส่วนที่ยากจะเดาออก

ที่แย่ไปกว่านั้น บาดแผลของอเล็กซ์มีเลือดซึมออกมาตลอดทาง เขาไม่ได้เป็นอมตะ แม้เพื่อนร่วมทางจะย้ำว่าร่างกายตัวเองเยียวยาได้เร็วกว่ามนุษย์ปกติ บวกกับยาของรัฐบาลยังมีประสิทธิภาพราวกับเวทมนตร์ แต่เขาคงลืมไปว่า ทั้งลักษณะบาดแผลและขนาด มันไม่ใช่รอยถากกระสุนแบบออสโล่

ประตูกระจกใสเลื่อนเปิดอัตโนมัติ อเล็กซิสดูนาฬิกา เธอเสียเวลาไปกับชั้นนี้เกือบสิบสองชั่วโมง นั่นหมายความว่าหากเธอยังอ้อยอิ่ง จะเสียเวลาไปกับโซนหนึ่งถึงสามวัน

อย่างกับว่ามีโซนเดียวอย่างงั้นแหละ

กรุบ เท้าเหยียบเศษขนมปังกรอบที่ตกหล่นเรี่ยราดไปตามพื้น เธอเขี่ยเศษออกไป เดี๋ยวนะ “มีคนมาที่นี่ก่อนพวกเรา แสดงว่ามีคนรอดจริง ๆ ไม่ใช่แค่คนเดียว โอ้ อาจจะเป็นกลุ่มอื่นก็ได้” เธอมองสภาพข้าวของที่วางระเกะระกะ เห็นภาพกลุ่มคนจัดของใหม่เพื่อเดินทางต่อ อเล็กซิสภาวนาว่าคนกลุ่มนี้คือเพื่อนของเธอ

“พวกเขายังไม่ตาย” อเล็กซ์ว่า สะกิดไหล่เธอให้หันไป “ฉันพูดจริงนะ พวกเขายังไม่ตาย” เขาเร่งให้หันไปดู วินาทีที่เห็นตัวอักษรบนกำแพงเขียนด้วยซอสมะเขือเทศว่า “แล้วเจอกัน” ตามด้วยชื่อของเวด ออสโล่ เทสซ่า และมินนี่ มือทั้งสองข้างกุมเข้าหากันทันที อเล็กซิสพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล พอหันไปสบตากับอเล็กซ์ เขาส่งยิ้มอย่างอ่อนโยน “สบายใจเปลาะหนึ่งแล้วนะ”

“แต่ว่า...แล้วโนเอล ซาร่าห์ เบ็กกี้ เรมี และ...เพื่อนนาย”

“ซากหุ่นยนต์การันตีแล้วว่าเบนยังอยู่ หมอนั่นไม่สนใจเขียนชื่อทิ้งไว้หรอก” เขานั่งลง เลื่อนมือเปิดเสื้อขึ้น พอเห็นเลือดตัวเองยังไหลซึมก็สบถออกมามากมาย เธอตรงเข้าไปดูอาการเพื่อนร่วมทาง แม้บางส่วนจะเริ่มแห้งแต่ก็ยังไม่ถือว่าน่าวางใจ เธอกดนาฬิกาบนมือเขาเพื่อเช็กว่ามีอาการติดเชื้อหรือไม่ โชคดีที่ยังไม่มีอะไร

“ความจริงนายควรอยู่นิ่ง ๆ ยิ่งขยับตัว ต่อให้ยาวิเศษแค่ไหนมันก็ไม่ช่วย”

เขาช้อนตามอง ยกนิ้วเกาแก้ม “แต่พวกเราพักไม่ได้นี่นา”

“รู้ ฉันหมายถึง นายอย่าเอี้ยวตัวไปมา” เธอเลียนแบบท่าทางอยู่ไม่สุขของเขา

“เออน่า” เขาพูด จะปิดเสื้อ เธอยั้งมือไว้ “เดี๋ยวฉันทำแผลให้ใหม่” ถึงเธอไม่ใช่หมอแต่รู้ดีว่าควรรักษาความสะอาดให้มาก และเธออยากเติมยาเพื่อให้บาดแผลของเขาสมานได้เร็วขึ้นและไม่มีอาการเลือดซึมอีก “ภาวนาให้แผลของนายแห้งก่อนกันดีกว่า”  

“แบมบี้”

“อย่ามาเบนนะ” เธอวางกล่องปฐมพยาบาลดังตึง เขาหัวเราะ “เบนกลายเป็นคำกริยาแล้วสินะ”

 “อย่าขยับตัวมาก ให้ตายเถอะ นายนี่มันพูดยากจริง ๆ” ถ้าเทียบกับเบนแล้ว บางทีการทำให้อเล็กซ์เข้าใจเรื่องง่าย ๆ นั้นยากกว่ามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เวลาเขาเข้าสู่โหมดตาเยิ้ม  

 ใครบอกว่ากัญชาไม่มีผล

พอเสร็จจากแผลของอเล็กซ์ เธอกางแผนที่ออกลงบนพื้น พวกเขากะนั่งพักสักครู่ก่อนจะออกเดินทางต่อ เธอนั่งลากเส้นกะระยะเวลาว่าพวกเวดถึงไหนแล้ว จู่ ๆ อเล็กซ์ผู้ไม่ยอมอยู่เฉยก็นั่งดีดนิ้วเล่น ฮัมเพลงคาร์เมนราวกับอยู่คนเดียว บางครั้งเธอนึกสงสัยว่าทำไมเพื่อนใหม่แต่ละคนไม่มีใครปกติเลย Singing from the ocean, hope he recognizes her. She won’t move on until he looks at the sea. Murmuring the same song, he knows the lullaby. But he is a poor sailor and she passes him by.”*

A Sailor’s Song เธอเกลียดที่ตัวเองภูมิใจที่รู้ชื่อเพลง สำหรับอเล็กซิส คาร์เมนคือพระแม่ที่เธอบูชา

“สกาย” เขาพูดขึ้น ตบเข่าดังฉาด “ฉันจะเรียกเธอว่าสกาย”

อเล็กซิสเลิกคิ้วข้างหนึ่ง มุมปากกระตุก “นายรู้ได้ยังไง”

“อะไร” เขาถาม จุดบุหรี่ขึ้นอีกมวน “เบนเรียกเธอว่า แบมบี้ ฉันจะเรียกเธอว่า สกาย”

เธอหัวเราะ “ก็นายรู้ชื่อกลางของฉันได้ยังไง”

คราวนี้อเล็กซ์เป็นฝ่ายแปลกใจเสียเอง “ชื่อกลาง? สกายเหรอ”

“อื้อ อ้าว” คิ้วทั้งสองขมวดเข้าหากันทันที

เขาเผยอยิ้มกว้าง “ฉันแค่นึกถึงห้องนั้น อ่า ฉันรู้ดีกว่าพวกเจ้าชายเสียอีก**” อเล็กซ์คลานเข้ามา มือแปะทับรอยที่กากบาทบนแผนที่ ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ “อย่างนี้ฉันมีสิทธิเรียกแบบนี้ได้โดยไม่มีข้อแม้สินะ” เธอจ้องหน้าเขา ชายหนุ่มเขยิบหน้าเข้ามา ดวงตาสีดำนั้นแวววับก่อนที่เปลือกตาของเขาจะปิดลง อเล็กซ์ล้มฟุบนอนทับแผนที่ไปทั้งอย่างนั้น

“เยี่ยม” เธอต้องจับตัวเขาให้นอนหงายเพื่อไม่ให้ทับแผลตัวเอง จากนั้นปล่อยตัวเหยียดขาออก เท้าแขนลงกับพื้น แหงนหน้ามองเพดาน “หลับครั้งนี้ ต่อไปไม่ได้นอนแน่” มองดูตัวเลขบนนาฬิกาแสดงนาทีขยับเลื่อนขึ้น

“อีกนิดจะเข้าวันที่สาม และเราก็ยังอยู่ต้นทางกันอยู่เลย” เธอพึมพำกับตัวเองก่อนจะล้มตัวลงนอน

 

 




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

255 ความคิดเห็น

  1. #165 P.NUT☆彡 (@PLOY_6843) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2561 / 11:57
    เรืออเล็กซ์อเล็กซ์ยิ่งใหญ่จริงๆ อเล็กซ์เบนทำให้นึกถึงGGAD "คุณกับเขาสนิทกันเหมือนพี่น้อง" "ไม่ เราเป็นมากกว่าพี่น้อง" อยากรู้ความสามารถอเล็กซิสซะแล้ว คนในกลุ่มยังไม่น่ามีใครตายแฮะ เขาขิงกันอะ คนนึงแบมบี้ อีกคนสกาย เอาเรื่อง
    #165
    2
    • #165-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 26)
      8 ธันวาคม 2561 / 13:37
      ยื่นกระจกเงาแห่งแอริเซดให้พี่เบน
      #165-1
  2. #55 dreaming_mz (@dreaming_mz) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 19 มกราคม 2561 / 09:27
    ความหวังส่วนตัว คิดว่านางเอกอาจจะปลดล็อคความสามารถพิเศษจริงๆออกมาได้
    ความจำอาจเป็นแค่ส่วนนึง ความสามารถที่แท้จริงอาจจะเกี่ยวโยงกันรึเปล่า ลุ้นน
    #55
    1
    • #55-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 26)
      19 มกราคม 2561 / 10:39
      เย่ กลับมาอ่านถึงตอนล่าสุดเลย มาลุ้นไปด้วยกัน :)
      #55-1
  3. #53 kimurakung (@kimurakung) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 17 มกราคม 2561 / 22:55
    ไหงรั้งท้ายได้นี่ # ขอบคุณไรท์ สู้ๆครับ
    #53
    1
    • #53-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 26)
      18 มกราคม 2561 / 09:40
      อยู่กับอเล็กซ์ชายต้องทำใจนิดนุง ความึนของพี่แก

      ปล. ขอบคุณมาก ๆ ค่ะ ขอบคุณที่ตามอ่านด้วยน้าาา Muah!
      #53-1