ตอนที่ 19 : หนูน้อยผมแดง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 219
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    17 ธ.ค. 60

เบ็กกี้เป็นเด็กใหม่ของที่นี่ เธอเพิ่งมาถึงหอพักแห่งนี้ยังไม่ครบวันเลยด้วยซ้ำ พอได้ยินว่ามีประกาศข่าวใหม่ เธอเห็นแต่ละคนรีบวิ่งไปที่โทรทัศน์จอยักษ์ เด็กสาวร่างเล็กเดินไหลไปตามกระแสมนุษย์ มือข้างซ้ายกุมข้อมือข้างขวาเอาไว้ เธอเดินค้อมตัว มองซ้ายมองขวาเหมือนกับมีคนกำลังจับผิดอยู่ และถ้าหากเธอทำอะไรผิดแปลกไป ทั้งตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ เธอจะโดนลงโทษ เมื่อเดินมาถึงข้างหน้าจอทีวี เด็กสาวแหงนหน้ามองข้อความที่เขียนบนนั้น


กำหนดการเคลื่อนย้ายผู้พักอาศัยจะมีขึ้นในวันที่ 28 กรกฎาคม 3012 กรุณาทิ้งสัมภาระไว้ที่ห้อง และมารวมตัวกันเพื่อรอสัญญาณที่ห้องโถงในเวลาสิบแปดนาฬิกา

หมายเหตุ: ห้ามพกกระเป๋าสัมภาระ


“เคลื่อนย้ายเหรอ หมายความว่าพวกเราต้องย้ายที่อยู่งั้นเหรอ” เด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างเธอพูดขึ้น เขามีผมสีแดงเช่นกัน แต่ใบหน้าเต็มไปด้วยกระ เขามากับเพื่อนสาวคนหนึ่ง พอพูดจบ ทั้งสองก็พากันขยับมาข้างหน้า เบ็กกี้จึงมองเห็นแต่แผ่นหลัง เธอไม่ใช่เด็กหญิงตัวน้อย แต่เป็นเด็กสาวที่ร่างเล็กเหมือนเด็กผู้หญิง แม้อายุครบสิบห้าปีเมื่อสองเดือนก่อน แต่เธอหาได้ตัวสูงขึ้นมากกว่าเดิมไม่ ที่สำคัญ ไซส์มินิแบบเบ็กกี้ไม่ได้ทำให้เธอดูน่ารักเหมือนผู้หญิงร่างเล็กคนอื่น และแทนที่จะดึงดูดเพื่อน กลับกลายเป็นว่าเธอมีออร่าดึงดูดพวกอันธพาลแทน ไม่ว่าเธอจะอยู่ที่ไหน ในโรงเรียน สถานพักฟื้น หรือแม้แต่ที่นี่ คนพวกนี้ชอบเข้าหาเธอเสมอ

“ถ้าต้องย้ายที่อยู่ แล้วไปไหนต่อ...ย้ายทำไม อุ๊ย ขอโทษจ้ะ” เด็กสาวที่โตกว่ารีบพูด เพราะเธอเผลอเอาศอกมากระแทกคนที่อยู่ข้างหลัง “ขอโทษจริง ๆ ฉันไม่เห็นเธอ”

ใช่สิ เบ็กกี้ไม่เคยอยู่ในสายตาใครอยู่แล้ว และเธอคุ้นชินกับความรู้สึกนี้ดี สาวน้อยพยักหน้าน้อย ๆ “ไม่เป็นไรหรอก” ทว่า เสียงที่ตอบกลับไปนั้นเบาเหมือนเสียงกระซิบ เบ็กกี้แอบมองด้านข้างของเด็กสาวคนนั้น เพียงแค่เห็นเสี้ยวหน้า เธอยังรู้สึกว่าคนข้างหน้ามีโครงหน้าที่สวยมาก สาวน้อยได้แต่เม้มปาก เด็กผู้หญิงทุกคนล้วนอยากมีใบหน้าแบบนั้น เธอไม่เข้าใจเลยว่าทำไมพระเจ้าถึงเกลียดชังเธอนัก แทนที่จะมอบมันสมองอันปราดเปรื่อง รูปลักษณ์ที่งดงาม หรือ ความรักจากผู้อื่น อย่างใดอย่างหนึ่งก็ยังดี พระเจ้ากลับมอบคำสาปมาให้แทน ท่านรักบุตรธิดาไม่เท่ากัน เด็กสาวที่ยืนอยู่ข้างหน้าคือตัวอย่างของบุตรธิดาที่พระเจ้ารักยิ่งกว่าคนอื่น

คนส่วนใหญ่ในนี้ต่างรู้จักค่าหน้าค่าตากันดีแล้ว พวกเขาจับกลุ่มกันและเป็นเพื่อนกัน เบ็กกี้มองไปรอบกาย มีคนอยู่ในนี้มากกว่าร้อยคน นับว่าค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว เธอไม่เคยผูกมิตรกับใครเลยและไม่เก่งเรื่องนี้ด้วย อาจเป็นเพราะว่า บ้านเกิดของเธอคือเมืองแคสติโมเนีย ซึ่งเป็นเขตหนึ่งในรัฐโลน อัลเลย์ เมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องสังคมวัฒนธรรมคร่ำครึ เคร่งครัด และสุดโต่ง แคสติโมเนียเป็นเมืองที่อยู่ห่างไกลจากความเจริญแบบเมือง ทั้งประเพณีและการใช้ชีวิตจึงต่างจากผู้คนในเมืองใหญ่ คนนอกมักมองว่าชาวแคสติโมเนียนเป็นมนุษย์ดึกดำบรรพ์ ผู้ซึ่งปราศจากมันสมองที่พัฒนาแล้ว ครอบครัวของเบ็กกี้มีสมาชิกทั้งหมดแปดคนกับฝูงแกะอีกหนึ่งฝูง ผู้คนที่นั่นเคร่งครัดในหลักศาสนาอย่างจริงจัง รวมทั้งพ่อแม่ของเธอด้วย และเธอคือตัวประหลาดประจำหมู่บ้าน เพราะเหตุนี้ พวกแกะจึงเป็นเพื่อนเพียงกลุ่มเดียว อีกเหตุผลหนึ่งที่เบ็กกี้ไม่มีเพื่อน นั่นคือเธอสามารถทำให้คนรำคาญได้เสมอ ดังนั้นการอยู่ห่างจากคนอื่นจึงเป็นหนทางที่ดีที่สุด

เพราะตัวเล็ก เธอจึงสามารถแทรกออกมาจากกลุ่มคนที่อัดแน่นราวกับปลากระป๋องได้อย่างง่ายดาย ด้วยความที่ไม่เข้าใจข้อความบนจอทีวีเลยแม้แต่นิดเดียว เธอจึงหันมาจดจ่ออยู่กับปัญหาของตัวเอง นั่นคือเจ้าสายรัดข้อมือที่ติดมาตั้งแต่อยู่ในสถานรักษา มันทำจากพลาสติกเหนียวทนทาน เธอเคยพยายามใช้มีดในห้องอาหารตัดแล้ว แต่มันไม่คมพอ หากไม่นับนิสัยขี้อาย การที่เธอไม่กล้าขอให้ใครช่วยก็เพราะกลัวว่าหากคนมองเห็นสายรัดอันนี้ พวกเขาจะมองเธอด้วยสายตาที่แปลกไป ของสิ่งนี้ทำให้เธออับอายจนไม่กล้ามองหน้าใคร

ไม่มีทางเอาออกแล้วล่ะ สาวน้อยถอดใจ ฉันคงต้องอยู่กับแกไปตลอดชีวิต เธอไม่รู้หันหน้าไปทางไหนดี ที่นี่มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย แต่เธอไม่ใช่คนช่างสำรวจเท่าไหร่

“เบ็กกี้ อยู่ที่นี่เองเหรอ” เด็กหนุ่มดวงตาสีน้ำตาลช็อกโกแลตยืนขวางไว้ พวกเขารู้จักกันมาก่อน ไม่นานนักหรอก และมันไม่น่าประทับใจเลย ทำไมเขามีกลุ่มเพื่อนเป็นของตัวเองทั้ง ๆ ที่พวกเขายังอยู่ที่นี่ไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง พวกเจ้าหน้าที่บอกว่ากลุ่มเบ็กกี้เป็นกลุ่มสุดท้าย “ฉันบอกเพื่อน ๆ ว่า เธอมาจากสถานบำบัดอะไรสักอย่าง พวกเขาอยากรู้ว่ามันเป็นสถานที่แบบไหน”

เขารู้อยู่แล้วว่ามันเป็นสถานที่แบบไหน เขารู้อยู่เต็มอก เด็กหนุ่มคนดังกล่าวสวมเสื้อเชิ้ตสีครีมสะอาดสะอ้าน ในขณะที่เบ็กกี้สวมชุดกระโปรงที่เคยเป็นสีขาวแต่ตอนนี้กลายเป็นสีเหลืองสกปรก อันที่จริงมันไม่ใช่เสื้อผ้าของเธอด้วยซ้ำ แต่เป็นชุดคนไข้ต่างหาก รองเท้าหนังของเขาไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน ตรงกันข้ามกับรองเท้าทรงบัลเล่ต์สีเขียวเก่า ๆ ของเธอ เขาคงเป็นลูกคุณหนูจากครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง พลูทักซ์ นั่นคือชื่อของคนคนนี้ ไม่ทันไร เด็กหนุ่มคว้าแขนข้างขวาของเธอ

“ปล่อย!” เธอพยายามดึงแขนกลับ แต่เขาบีบข้อมือเล็กจนเจ็บ คนนิสัยไม่ดีจงใจอ่านตัวอักษรบนสายรัดเสียงดัง “เบ็กกี้ ควินน์ สถานพักฟื้นจิตเวชเมืองแคสติโมเนีย เขตสาม โอ้โห พวกนายได้ยินไหม ยัยนี้เป็นคนไข้จิตเวช”

เบ็กกี้ปิดหน้าตัวเอง อีกส่วนก็พยายามดึงมือกลับออกมา พลูทักซ์คงชอบเห็นเธอร้องไห้งอแง

“อย่าทำแบบนี้”

“ยัยบ้า”

“เธอเป็นบ้าเหรอ เธอมีโรคทางสมองหรือเปล่า”

“เปล่า เป็นบ้าต่างหาก นี่คนไข้โรคจิตนะ”

“มันก็เหมือนกันป่ะวะ มันแปลว่าเธอป่วยทางสมองไม่ใช่เหรอ”

“เป็นบ้าถือว่าเป็นโรคด้วยเหรอ”

“ปล่อยเธอซะ ไอ้พวกเด็กเกเร!

เบ็กกี้เห็นเด็กหนุ่มสวมเสื้อสเวตเตอร์สีเขียวเดินปรี่เข้ามาช่วย เขาสูงกว่าพลูทักซ์ไม่เท่าไหร่ และไม่ถือว่าเป็นคนสูง น่าจะอายุมากกว่าพวกเบ็กกี้ประมาณสองสามปี เด็กหนุ่มผลักหัวโจกจอมรังแกออกไป เด็กสาวรีบหลบหลังเขา

“ฉันพูดกับเธอ ไม่ใช่กับนายสักหน่อย”

“นี่คือการรังแก โตได้แล้วไอ้หนู”

เด็กคนนั้นดึงเธอออกไปจากที่นั่น เธอเหลือบมองผมสีวอลนัทของเขาแล้วอดฉงนไม่ได้ที่มันตั้งตรงเรียงกันสวยงาม ส่วนผมด้านข้างถูกไถเรียบ เธอคุ้น ๆ ว่ามันเรียกว่าทรงโมฮอก เบ็กกี้ได้ยินเสียงพลูทักซ์ตะโกนด่าเด็กหนุ่มไล่หลัง

พลูทักซ์โตกว่าเธอปีหนึ่ง เขาอายุสิบหก ทั้งสองมาถึงในเวลาเดียวกัน เด็กหนุ่มแนะนำตัวและนั่งร่ายยาวชีวิตของตัวเองจนเธอเกือบหลับ ตอนแรกเธอคิดว่าเขาเป็นคนน่ารักพอใช้ได้และอาจจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ทว่า เมื่อเขาเห็นข้อความบนสายรัดข้อมือ ท่าทีก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เขากลายเป็นปีศาจอันธพาลที่แสนน่าเกลียด ทำตัวเหมือนพวกหัวโจกในโรงเรียนไม่มีผิด

เด็กหนุ่มที่เพิ่งช่วยเธอหยุดเดินและหันมาคุยกับเธอ “ฉันชื่อ เรมี เธอชื่อเบ็กกี้ใช่ไหม”

สาวน้อยพยักหน้าช้า ๆ พอมองใกล้ ๆ จึงเห็นว่าเขายังเด็กมาก อาจจะอายุใกล้กับเธอด้วยซ้ำ แต่มีบางอย่างที่ทำให้เธอรู้สึกว่าเขาโตกว่า อาจเป็นเพราะบุคลิกที่ดูเป็นผู้ใหญ่

“เธอไม่ต้องกลัวฉันหรอก พอดี ฉันเพิ่งมาถึงที่นี่เมื่อวานนี้เอง พอจะบอกได้ไหมว่าที่นี่มีไว้ทำอะไร แล้วข้อความบนจอหมายความว่าอะไร”

“ฉันไม่รู้เหมือนกัน...คือ ฉันก็เพิ่งมาถึงเมื่อวาน” เด็กสาวตอบ เธอก้มหน้า กลัวว่าจะทำให้เขาไม่พอใจที่เธอไม่รู้อะไรเลย

“ไม่เป็นไร ๆ ถ้าอย่างนั้นเธอคงเป็นพวกกลุ่มสุดท้ายแน่ ๆ ฉันมาตอนเช้าของเมื่อวานน่ะ” เขาเล่า แต่เหมือนปลอบมากกว่า เรมีพิจารณาสายรัดบนมือของเธอ เขาพยายามจะดึงมันออกโดยไม่ปริปากหรือทำสีหน้าตัดสินแต่อย่างใด ทว่าผลลัพธ์เหมือนเดิม พลาสติกเหนียวเกินไป แต่เบ็กกี้ก็ยังรู้สึกดีที่เขาไม่พูดอะไรเหมือนคนอื่น

“เหนียวจริง ๆ...เอางี้ เฮ้พวกนาย ใช่แล้ว พวกนายนั่นแหละ ช่วยพวกเราหน่อยได้ไหม” เขาเรียกหนุ่มผมแดงกับสาวหน้าสวยที่เธอเจอตรงหน้าห้องอาหาร เบ็กกี้พยายามจะหยุดเรมี แต่สายไปแล้ว สองคนนั้นเดินตรงมา เด็กสาวเดาว่า พวกเขาน่าจะอายุประมาณราว ๆ สิบเจ็ดสิบแปด เธอก้มหน้างุดและเลือกที่จะแอบอยู่ข้างหลังเพื่อนใหม่

“มีอะไรให้ช่วยไหม” หนุ่มผมแดงถามพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น ส่วนเด็กสาวคนนั้นทำสีหน้าแบบเดียวกัน จนกระทั่งเบ็กกี้เห็นดวงตาสีน้ำเงินของเธอ สาวร่างเล็กตัวสั่นสะท้านขึ้นมาทันที

มันเป็นดวงตาคู่เดียวกับที่เธอเห็นในความฝัน  ดวงตาที่แสนน่ากลัว ใช่ มันมีขอบสีน้ำเงินเข้ม ส่วนในม่านตาเป็นสีน้ำทะเลลึกที่เหมือนมีแสงส่องประกายระยิบระยิบอยู่ข้างใน ใบหน้านี้ด้วย ถึงแม้ในความฝันภาพจะไม่ชัด แต่มันเหมือนกับวงหน้างามที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า ความฝันที่ทำให้ครอบครัวของเบ็กกี้ตัดสินใจส่งเธอไปยังสถานบำบัดทางจิต เพราะเด็กสาวเอาแต่กรีดร้องทุกคืน พวกเขาบอกว่าเธอเกิดมาพร้อมกับคำสาปซาตาน ไม่บริสุทธิ์ เต็มไปด้วยบาปกำเนิดมากกว่ามนุษย์ทั่วไป มันเป็นเพราะว่าเธอมักจะฝัน และความฝันจะกลายเป็นจริงอยู่บ่อยครั้ง ถ้าหากฝันเรื่องดี พวกเขาคงเปรียบเธอเหมือนนักบุญ แต่เมื่อมันเป็นเรื่องร้าย เธอจึงถูกเปรียบเหมือนลูกปีศาจ คำสาปที่เธอไม่เคยอยากได้ แล้วยังดวงตาสีน้ำเงินที่จ้องเธออยู่ตอนนี้อีก แม้จะมีแสงอบอุ่นคล้ายแสงแดดออกมาจากดวงตาคู่นั้น แต่เธอรู้ดีว่ามันจะกลายเป็นไอเย็นในวันหนึ่ง เบ็กกี้ไม่กล้าคุยกับคนคนนี้

“ไม่ต้องกลัวพวกเราหรอก แล้ว...มีอะไรให้พวกเราช่วยเหรอ” สาวหน้าสวยถามเสียงอ่อนโยน น้ำเสียงฟังแล้วดูจริงใจ แต่เบ็กกี้ยังไม่เชื่อใจอยู่ดี เพราะความอ่อนหวานส่วนใหญ่ล้วนเป็นกับดัก เด็กสาวผมสีทองแดงไม่ยอมพูด ดังนั้น เรมีจึงคว้าแขนเธอแล้วอธิบายให้พวกเขาฟังแทน ทั้งสองคนไม่ได้แสดงท่าทีปรามาส แต่ยินดีที่จะช่วย

“ฉันว่า เพื่อนของเราคนนึงช่วยเธอได้” สาวตาน้ำเงินแนะนำชื่อคนคนนั้น เบน

แม้เรมียังคงจับมือเธออยู่ แต่ความสนใจเบี่ยงเบนไปทางสาวอีกคน ทั้งสองเดินตามวัยรุ่นสองคนนี้เพื่อไปหาบุคคลที่ว่า คนที่จะตัดสายรัดบ้านี้ออกได้ และเรมีก็เอาแต่เดินจ้องด้านหลังของเด็กสาวคนนั้นไม่วางตา ส่วนพวกข้างหน้าเอาแต่คุยกันในเรื่องที่พวกเขาไม่รู้เรื่อง

“ถ้าจะมีใครข่มความปากร้ายของเวดได้ล่ะก็ ฉันขอเสนอชื่อ เบน” หนุ่มผมแดงพูด “จำตอนนั้นได้ไหม ที่เวดหาเรื่องก่อน แล้วเบนตอกกลับว่า “มีจุดแดงบนเสื้อฉันเหรอไงวะ จะว่าไปฉันไม่เคยใส่สีแดงเลยนะ ทำไมนายชอบหาเรื่องฉันจัง” ตั้งแต่วันนั้น พอเพื่อนพวกเราหัวเสียทีไร ฉันเห็นภาพเขากลายร่างทุกที”

สาวหน้าสวยหัวเราะเบา ๆ “ฉันขอเปลี่ยนคำว่า ปากร้าย เป็นช่างจิกกัดและเสียดสีแทนดีกว่า เขาเก่งเรื่องแบบนี้ เวดสู้ไม่ได้เลย”

“เออ จะว่าไป ตั้งแต่ตอนนั้น ที่สนามบาส เธอพูดอะไรกับเขา เขาถึงหยุดทำตัวงี่เง่าในที่สุด”

“พูดไปตามความจริง”

“แต่ก็ดีแล้วนะ พวกเธอสองคนไม่ได้ทะเลาะกันอีกแล้ว”

“เชื่อเถอะ ฉันเนี่ย ดีใจที่สุดแล้ว”

เบ็กกี้กับเรมีได้แต่เงียบ หนุ่มสาวทั้งสองพาพวกเขาไปยังสระว่ายน้ำ มีวัยรุ่นสามสี่คนอยู่ในสระ เธอเห็นสาวผมสีบลอนด์ทองแหวกว่ายอยู่ในนั้นด้วยชุดบิกินี่ แต่พอเดินเข้าไปใกล้ ๆ จึงเห็นว่ามันเป็นลายลูกไม้ หญิงสาวสวมชุดชั้นในต่างหาก เธอมองไปยังคนอื่น ๆ พวกคนหนุ่มส่วนใหญ่สวมกางเกงขาสั้น มีเพียงหนุ่มผมแดงและสาวหน้าสวยที่สวมชุดปกติ เธอตะโกนเรียกชายหนุ่มผมสีน้ำตาลเข้ม พอเขาผุดขึ้นมาจากน้ำ เบ็กกี้จึงได้เห็นใบหน้าหล่อน่าหลงใหลที่สุดเท่าที่เธอเคยพบ เขาเป็นสิ่งมีชีวิตที่งดงาม เหนือกว่าพวกผู้ชายหน้าโง่ในโรงเรียน ดวงตาของเขาสีเหมือนอัญมณีที่เรียกว่าอำพัน ใบหน้าเด็กหญิงร้อนผ่าวเมื่อเขาเดินตรงมา ช่วงบนเปลือยเปล่า ตัวเปียกไปทั้งตัว

เธอเริ่มรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง คนพวกนี้เหมือนกับแก๊งอันธพาลในโรงเรียนที่เธอเคยเจอ พวกกลุ่มมนุษย์ที่ปกครองโรงเรียน นิสัยไม่ดี และชอบกลั่นแกล้งคน

“น้องสาวของนายเหรอ ออสโล่” คนที่ชื่อเบนถามเด็กหนุ่มผมแดง “มีอะไรให้ฉันช่วยเหรอ แบมบี้ของฉัน”

แบมบี้ของฉัน เขาเรียกสาวสวยแบบนั้น นัยน์ตาคมคู่นั้นจับจ้อง “แบมบี้” ราวกับหมาป่าหมายขย้ำเหยื่อ

เหยื่อของเขาทำหน้านิ่ว กอดอกแน่น “หยุดเรียกฉันว่าแบมบี้ได้แล้ว”

“ถ้างั้น ที่รักเป็นไง”

“ชื่อฉันก็มี”

“ไม่รู้ ๆ”

พอเขาหันหน้ามา เบ็กกี้รีบจ้องเท้าตัวเองทันที เธอไม่กล้ามองหน้าเขา เพราะชายหนุ่มมีไอบางอย่างที่ทำให้เธอรู้สึกตัวเล็กลง อาจเป็นรังสีกดดันที่แผ่ออกมารุนแรงกว่าคนอื่น เขาทำให้เธอรู้สึกเหมือนเห็นพลูทักซ์ในร่างโตกว่า ดูดีกว่า หล่อเหลากว่า

“นายช่วยเอาไอ้สายรัดข้อมือออกจากแขนเด็กคนนั้นได้ไหม” คนที่ถูกเรียกว่าแบมบี้ถาม

“แลกกับอะไรล่ะ ล้อเล่นน่า แต่ถ้าเธอจริงจัง ฉันก็อยากจะทำการแลกเปลี่ยนนะ”

พูดเสร็จเขาก็ดึงแขนเธอมาดูทันทีแบบไม่ถนอม เบ็กกี้รู้สึกชาวาบไปทั่วตัวเมื่อดวงตาคู่นั้นกำลังอ่านตัวอักษรบนสายรัด เบนเงยหน้ามองเธอแล้วทำสีหน้าประหลาด บวกกับสายตาที่จ้องทะลุไปถึงข้างในจนบรรยากาศอึดอัดเกินกว่าปกติ เขาเหมือนคิดอะไรอยู่ ไม่นานนัก สายรัดที่ว่าหลุดออกจากแขน เหมือนมันถูกตัดขาดด้วยพลังงานลึกลับบางอย่าง เด็กสาวรีบก้มลงเก็บของยัดใส่กระเป๋ากระโปรง กะว่าจะไปทิ้งที่อื่น

“ขอบคุณแล้วยัง” ชายหนุ่มทวง เขาเอียงคอ จ้องหน้าเอาเรื่อง

“ขอ...ขอบคุณค่ะ” เสียงของเธอสั่นซะไม่มี

พอเขาถอนสายตาออกไป เธอจึงค่อยหายใจสะดวกขึ้น

“เอาล่ะ เสร็จงานแล้ว เธอถอดเสื้อเล่นน้ำกันเถอะ” เขาชวนสาวที่ตัวเองชอบ แถมไม่ชวนเปล่า ยังโอบไหล่เธอด้วย “นะ แบม...อเล็กซิส พอใจแล้วยัง”

“ฉันไม่เล่นหรอก แล้วอย่าทำแบบนี้” เธอตอบแล้วจับแขนเขาออกจากไหล่ตัวเอง ท่าทางเหมือนเจอเหตุการณ์แบบนี้บ่อย ๆ สรุปแล้ว คนนี้ชื่อ อเล็กซิส สินะ

อเล็กซิสไม่สนใจเพื่อนชาย เธอหันมาหาเบ็กกี้ “เอาล่ะ หมดปัญหาแล้วนะ ฉันชื่อ อเล็กซิส คนนี้ชื่อ ออสโล่ นี่คือ เบน แล้วพวกนายชื่ออะไร”

เด็กสาวไม่จำเป็นต้องตอบเมื่อเรมีทำหน้าที่แทนหมด “เรมี ส่วนนี่ก็เบ็กกี้”

“อายุแค่สิบสี่ใช่ไหม” เบนถาม

“ไม่ ๆ ฉันสิบหกแล้ว” เรมีรีบตอบ

“เปล่า ฉันหมายถึงเด็กผู้หญิง”

“สิบห้า...ต่างหาก” เธอพูดกระซิบเหมือนเคย

“เฮ้อ มินนี่สองสินะ”

เด็กสาวไม่เข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไร แต่ความรู้สึกบอกว่ามันไม่ใช่คำชม

เธอสังเกตเรมี เขาดูท่าอยากร่วมสนุกกับคนกลุ่มนี้มาก สายตานั้นมองเหมือนรอคอยคำชวน และเมื่อพวกเขาเอ่ยปากชวน เด็กหนุ่มตอบตกลงทันที เขายังลากเบ็กกี้ตามไปด้วยราวกับทั้งสองกลายเป็นพี่น้องกันไปแล้ว หรือรู้จักเป็นเพื่อนกันมานาน สมาชิกใหม่อย่างเธอยังคงกลัวดวงตาของอเล็กซิส ดังนั้นเธอจึงเอาแต่อยู่ติดกับพี่ชายป้ายแดงและพยายามไม่พูดกับเธอคนนั้น อเล็กซิสคงจับสังเกตได้ เธอจึงหันไปคุยกับเรมีแทน เขาถึงกับหน้าบานอย่างกับจานดาวเทียม จะโทษเขาก็ไม่ได้ในเมื่อคู่สนทนาน่ารักน่ามองไปหมด เรมีก็เป็นแค่เด็กผู้ชายธรรมดา

คนที่ไม่ได้เล่นน้ำนั่งลงริมสระ ส่วนพวกที่ว่ายอยู่ว่ายมาเกาะริมขอบ มีชายร่างใหญ่กับสาวน้อยร่างเล็กเดินเข้ามาสมทบในวง พวกเขาไม่ได้ว่ายน้ำแต่งชุดธรรมดา พอเธอเห็นเด็กสาวคนนั้น เบ็กกี้ค่อยรู้สึกสบายใจเหมือนเจอคนที่มีลักษณะคล้ายกัน นั่นคือ ตัวเล็กและไม่ได้หน้าตาโดดเด่น เธอได้ยินพวกเขาเรียกสองคนนั้นว่า โนเอลกับมินนี่

เด็กใหม่มองเด็กที่ชื่อมินนี่อยู่นาน แม้ว่าจะเป็นสาวร่างเล็กเหมือนกัน แต่เบ็กกี้ยังตัวเล็กกว่า และที่สำคัญเธอไม่เห็นว่าตัวเองเหมือนเด็กคนนั้นอย่างที่เบนว่า มินนี่กับพี่ชายล้วนมีผิวสีเข้ม ดวงตาสีน้ำทะเล แต่เบ็กกี้มีผมสีแดงคล้ายกับทองแดง และผิวที่ขาวจนซีด

“น้องสาวนายเหรอ” เด็กหนุ่มผมบลอนด์ทักออสโล่เหมือนกับที่เบนทัก อันที่จริง ผมสีแดงของออสโล่นั้นเข้มกว่าของเธอ และเบ็กกี้มีกระน้อยกว่าด้วย อีกทั้งสีตาของทั้งสองก็ไม่เหมือนกัน เพราะเบ็กกี้มีดวงตาสีเขียว ไม่ใช่สีน้ำตาล

“เรามีสมาชิกใหม่สองคน เอางี้ดีกว่า มาแนะนำตัวกันใหม่ พูดชื่อ แล้วบอกสถานะของตัวเอง ดีไหม” เบนเสนอ

มันเป็นสิ่งสุดท้ายที่เธออยากทำ เด็กสาวผมแดงหวังว่าไม่มีใครเห็นด้วยกับเขา แต่สุดท้ายแล้ว ไม่มีใครค้านเขาเลย ทุกคนนั่งกันเป็นวงกลม พวกที่อยู่ในน้ำก็ขึ้นมาจากน้ำหมด พวกผู้หญิงพันผ้าเช็ดตัวไว้ ส่วนพวกผู้ชายนั่งลงทั้งที่ตัวยังเปียก

“ขอเพิ่มกฎอีกข้อ ถ้าเป็นกลุ่มเสี่ยง ให้บอกด้วยว่าความสามารถคืออะไร” หนุ่มผมบลอนด์เสริม ไหล่ของเขากว้าง รูปร่างดี เขากับสาวผมทองที่ใส่เสื้อชั้นในลายลูกไม้นั่งอิงแอบกัน หนุ่มหล่อสาวสวยคงเป็นคู่รัก

“โนเอล นายเริ่ม” เบนเร่งให้ชายหนุ่มร่างใหญ่เปิดคนแรก เบ็กกี้นั่งเงียบ ๆ สังเกตคนอื่น

“อ้อ ฉันเหรอ...ฉัน โนเอล ถูกส่งมาที่นี้พร้อมกับน้องสาวสองคน และในฐานะกลุ่มต้องสงสัย”

เบ็กกี้ฟังแต่ละคนเล่าเรื่องตัวเองก็เริ่มสนใจ เธอฟังจนเพลิน ปกติแล้ว เธอไม่เคยชินกับการอยู่กับคนหมู่มาก สมัยอยู่ในโรงเรียน ไม่มีใครอนุญาตให้เธอนั่งด้วย ยิ่งเวลาผ่านไป เพื่อนที่คบตั้งแต่เด็กเริ่มหายไปทีละคน จนในปีสุดท้ายก่อนที่เธอจะถูกส่งไปสถานพักฟื้น เธอนั่งกินข้าวคนเดียว

เด็กสาวผมแดงยังได้รู้จักพี่สาวของมินนี่ที่ชื่อ เทสซ่า เธอมีความงามที่ต่างจากคนอื่น อาจเป็นเพราะเธอมีผิวสีน้ำตาลเข้ม ที่แปลกคือ เธอเด่นกว่าน้องสาวมาก ทั้งยังมีดวงตาสีเงินเป็นประกายเข้ากันได้ดีกับบุคลิกมั่นใจ ยิ่งไปกว่านั้น เทสซ่ายังสามารถใช้เสียงตัวเองจู่โจมใส่คนอื่นได้

“ยัยนี่เป็นแบนชี รู้จักกันไหม ผีแบนชีที่ชอบร้องโหยหวน” หนุ่มตาสีเหลืองปล่อยมุกที่ไม่ได้ฟังแล้วตลก แบนชีเป็นหนึ่งในผีที่เธอกลัวจะแย่ โดยเฉพาะเวลานอน

“เบน ถ้าไม่มีใครด่านายสักวัน นายจะลงแดงตายไหม” พี่ชายของเทสซ่าถาม

“แน่นอน หมอนี่จะป่วยหนักเลยล่ะ” ชายหนุ่มร่างสูงที่นั่งข้างนายตาเหลืองตอบแทน

เบ็กกี้รู้อยู่แล้วว่าเบนเป็นกลุ่มเสี่ยง เพราะเขาเพิ่งช่วยเธอเมื่อครู่ พลังของเขาคือการควบคุมสิ่งของ หากไม่นับใบหน้าหล่อร้ายนั้น เขาเป็นคนที่มีปากไว้เสียดสีคนโดยเฉพาะ แต่คนในกลุ่มไม่ค่อยมีใครถือสามากนัก บางคนยังเห็นเป็นเรื่องตลกด้วยซ้ำ

ส่วนชายหนุ่มร่างสูงชื่อ อเล็กซ์ เขาสามารถทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนและสร้างคลื่นกระแทกใส่สิ่งใดก็ได้ เรมี่ถามว่ามันเป็นแบบไหน ไม่ทันไรร่างผอมบางของเด็กหนุ่มก็กระเด็นออกจากวงทันที “โอเค ๆ ฉันเข้าใจแล้ว ไม่ถามแล้ว” เรมีรำพัน ก่อนจะคลานกลับเข้าวงท่ามกลางเสียงหัวเราะ

ส่วนสาวบลอนด์ที่สวยราวกับราชินีเพิ่งสารภาพว่าเธอสามารถทำให้ร่างกายมนุษย์ร้อนเหมือนถูกต้มจากภายใน

“น่ากลัวจริง ๆ เธอไม่เคยบอกฉันเลยนะ” เทสซ่ากล่าว มือข้างขวาทาบอก “ฉันหลงคิดว่าเธอเป็นกลุ่มต้องสงสัยเสียตั้งนาน”

“ซาร่าห์ช่วยให้เธอฮอตขึ้นได้นะ ลองดูไหมล่ะ” เบนไม่หยุดแหย่เพื่อน บางคนหัวเราะ แต่สาวที่โดนแกล้งไม่ขำด้วย เบ็กกี้ภาวนาให้ทั้งสองทะเลาะกัน หัวข้อแนะนำตัวนี้จะได้จบลงสักที

“ต่อเลยละกัน ฝั่งเด็กซานโบซ่าว่าไง” เขาผายมือไปทางอเล็กซิส ดูเหมือนว่าเบนจะถูกใจคนนี้มากกว่าคนอื่น

“โอเค ฉันชื่อ อเล็กซิส ถูกตัดสินว่าเป็นกลุ่มต้องสงสัย”

“เพราะอะไรล่ะ” เรมีโพล่งถามขึ้น

“อ้าว ฉันไม่ใช่กลุ่มเสี่ยงสักหน่อย” เธอย้ำกฎ

“จะว่าไป ฉันก็อยากรู้เหมือนกัน พวกเธอไม่เคยเล่าให้พวกเราฟังเลยนี่นา เวด นายก็ไม่เคยบอกฉัน” ซาร่าห์หันไปเอ็ดแฟนของเธอ เขากัดปาก ดวงตาจ้องไปยังออสโล่กับอเล็กซิส

“ไม่มีอะไรน่าสนใจหรอกน่า”

“บอกมาเถอะ” มินนี่เร่ง แต่น้ำเสียงนั้นแหวกทุกอย่างจนคนอื่นตกใจ “พวกเราอยากรู้นะ” พอสังเกตท่าทาง เบ็กกี้รู้สึกว่าเด็กสาวค่อนข้างแปลกประหลาด พวกเราไม่เหมือนกันเลยสักนิด

“ก็ได้ พวกเราอยู่ในงานปาร์ตี้ของเวด แล้วเพื่อนคนหนึ่งก็รายงานตำรวจว่ามีกลุ่มเสี่ยงอยู่ในงาน พวกเราถูกจับแล้วถูกตัดสินว่าเป็นกลุ่มต้องสงสัย”

“แย่จริง” ซาร่าห์ลูบไหล่แฟนของเธอ “คล้ายกันกรณีโนเอลกับมินนี่เหมือนกันนะ แล้วพวกเขาพิสูจน์อย่างไรว่าพวกเธอเป็นกลุ่มต้องสงสัย อย่างโนเอลกับมินนี่ก็เพราะเป็นพี่น้องกับเทส แล้วพวกเธอล่ะ”

“ฉันมีความจำดีน่ะสิ”

บรรยากาศเงียบลงถนัดตา ไม่กี่วินาทีถัดจากนั้น คนอื่น ๆ ระเบิดเสียงหัวเราะ

“ฮึ ๆ เปล่านะ ฉันไม่ได้หัวเราะ แต่...(เธอเอามือปิดปาก) ขอโทษที แต่...นี่คือเหตุผลเหรอ” ซาร่าห์กลั้นหัวเราะไม่มิด ขนาดเสียงหัวเราะยังใสเหมือนระฆัง

“ออสโล่...แล้วนายล่ะ” เบนหันไปถามหนุ่มผมแดงพร้อมกับใบหน้าขบขัน

“เอ่อ ฉันคิดเลขไว...หัวไว ประมาณนี้”

เสียงหัวเราะดังลั่นกว่าเดิม เบ็กกี้กอดอกแน่น สมาชิกใหม่คนนี้เป็นคนเดียวที่ไม่เห็นว่ามันตลก

“เวด แล้วนายล่ะ เพราะความหัวร้อนเกินมนุษย์ปกติหรือเปล่า”

“หุบปากไปเลย ฉันเป็นลูกหลงเพราะยัยความจำดีกับไอ้คณิตคิดเร็วต่างหาก”

เบ็กกี้มองดูเรมีขำขนาดเอากำปั้นทุบพื้น เสียงหัวเราะดังร่วนเหมือนไม่ได้หายใจ เบนกับอเล็กซ์หัวเราะจะเป็นจะตาย ไม่พยายามกลั้นเลยสักนิด พวกพี่น้องโธมัสขำอย่างสุภาพ พยายามไม่แสดงออกมากนัก อาจจะยกเว้นมินนี่ไว้คนหนึ่ง เธอมองคนอื่นด้วยสายตาเอ็นดูเหมือนพระแม่มองสรรพสัตว์

“เงียบไปเลย!” เวดวักน้ำใส่ทุกคน ทำให้เบ็กกี้นึกถึงหมีขี้โมโห

“หยุด หยุด อย่าวิดน้ำ มันเข้าตา!” สาวบลอนด์พยายามห้ามแฟนตัวเอง

“พวกนายทำให้ฉันรู้สึกเหมือนกำลังนั่งอยู่ท่ามกลางฆาตกรต่อเนื่อง ส่วนฉันติดคุกเพราะขโมยไอศกรีมของน้องชาย” อเล็กซิสถอนหายใจ “เรมี ช่วยให้พวกเขาหยุดหัวเราะสักทีเถอะ ก่อนจะขาดใจตายไปซะก่อน”

“อ้อ ตาฉันแล้วเหรอ ฉันถูกตัดสินว่าเป็นกลุ่มต้องสงสัยเหมือนเธอนั่นแหละ แต่ว่าเพราะพยายามแฮกระบบของรัฐบาล”

เหมือนไฟดับ ทุกอย่างหยุดชะงัก

“แฮกเลยเหรอ นี่นายอายุเท่าไหร่เนี่ย” ออสโล่ถาม แต่ปากยังอ้าค้าง ตอนนี้เอง เธอเริ่มมีอาการนั่งไม่อยู่สุขอีกแล้ว แต่ละคนมีโปรไฟล์ดีกว่าเธอทั้งนั้น เพราะถ้าอเล็กซิสขโมยไอศกรีม เบ็กกี้คงโดนข้อหาเดินข้ามสนามหญ้าเพื่อนบ้าน

“สิบหก แต่ตอนนี้เป็นนักศึกษาปีสุดท้าย เรียนวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์อยู่” เห็นได้ชัดว่าเรมีภูมิใจที่จะแนะนำตัวมากขนาดไหน แต่ขณะเดียวกัน ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทุกคนสนใจเรื่องของเขา

“เจ๋งว่ะไอ้หนู”

“ขอบคุณที่ชม”

“แล้วทำไมนายถึงทำแบบนั้นล่ะ”

เขาขยับแว่นนิดหนึ่ง “ฉันสงสัยอยู่ตลอดว่ารัฐบาลปิดบังอะไรบางอย่าง พวกเราอยู่ในโลกหลังยุคหายนะก็จริง และฉันก็เข้าใจว่าอารยธรรมต้องใช้ในเวลาในการรื้อฟื้น แต่จากสภาพแวดล้อมและเทคโนโลยีที่พวกเราใช้กันอยู่ มันล้าหลังมาก หากเปรียบเทียบกับเมื่อพันปีก่อน มีชมรมลับมากมายแชร์ข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ ฉันเลยลองเจาะเข้าไปในองค์กรรัฐบาลบางแห่งเพื่อหาข้อมูลเพิ่ม พอมั่นใจว่าฉันจะสามารถแฮกระบบได้ ก็เลยมุ่งเจาะไปยังฐานข้อมูลของสำนักงานของประธานาธิบดีสหพันธรัฐโดยตรงเลย แต่ยังไม่ทันจะได้ข้อมูลอะไร...”

“ชมรมลับ...นายรู้จักคนกลุ่มนี้ได้ยังไง เท่าที่ฉันจำได้ หนังสือบอกไว้ว่า หลังจากช่วงสงครามโลกครั้งที่สาม ผู้คนเผชิญหน้ากับปัญหาความอดอยาก มลพิษ และโรคภัยมากมาย และช่วงหายนะก็เริ่มจากจุดนี้ มนุษย์ล้มตายกันจนเกือบสูญพันธุ์ อารยธรรมสูญสิ้น คนที่รอดชีวิตก็ต้องเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ ทั้งหมด ไม่ใช่ความจริงเหรอ”

“ความจริงแต่ไม่ทั้งหมด” เรมีตอบอเล็กซิส “ในชมรมลับ พวกเขาไม่ได้สนใจว่าหายนะคืออะไร แต่พวกเขามองไปยังกลุ่มคนที่รอดชีวิตต่างหาก พวกเธอคิดว่า คนกลุ่มไหนจะรอดชีวิต ถ้าไม่ใช่พวกชนชั้นสูง คนรวย นักธุรกิจ ผู้ทรงอิทธิพล หรือนักการเมือง เชื้อพระวงศ์ เอ้า นักวิทยาศาสตร์ด้วย ฉันไม่คิดว่ากลุ่มอื่นจะรอดหรอก แล้วถ้าพวกเขารอด ก็คือพวกเราไง กลุ่มแรงงาน ตัวหมุนฟันเฟือง พวกชาวบ้านคงล้มหายตายจากไปตั้งแต่คลื่นหายนะแรกแล้ว แล้วพอสงครามโลกครั้งที่สาม ก็คงแทบสูญไปหมด น้อยนะที่จะอยู่รอดจนมาถึงยุคหลังหายนะได้ แล้วมันก็ผ่านมาเป็นพันปีแล้ว เทคโนโลยีก่อนช่วงคลื่นแรกถูกพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว แต่เทคโนโลยีและความรู้ที่พวกเราได้รับในตอนนี้ ค่อนข้างล้าหลังกว่าสมัยนั้น”

 “ให้ตายสิ นี่สินะ พวกอัจฉริยะเขาคิดกัน ฉันเหมือนนักศึกษาโง่ ๆคนหนึ่งเลย” อเล็กซ์ว่า “ฉันไม่เคยสงสัยเรื่องอะไรแบบนี้ จะมีแค่สงสัยกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลังรัฐบาลก็เท่านั้น และนายก็พูดถูก ดูเทคโนโลยีในนี้สิ!

“สรุปแล้ว นายเจอคนกลุ่มนี้ได้ยังไง” อเล็กซิสยังคงสนใจพวกกลุ่มลับ

“พวกสมาคมศาสนาต่าง ๆ ใช่ว่าจะเกี่ยวกับศาสนาจริง ๆ ซะหน่อย ถ้าฉันกลับไปได้ ฉันจะบอกที่อยู่คนพวกนี้ให้พวกเธอไปเข้าร่วมด้วยกัน แต่เอาจริงแล้ว ต้องใช้เวลานานกว่าจะเข้ากลุ่มได้ อย่างฉันก็เป็นเพียงสมาชิกตัวเล็ก ๆ รู้แต่เพียงว่า มีกลุ่มแบบนี้อยู่”

เบ็กกี้ภาวนาให้เรมีพูดไปเรื่อย ๆ ทุกคนจะได้ลืมเรื่องของเธอ

“ฉันว่าเราต้องใช้เวลาคุยกันแบบจริงจัง ตอนเย็นมานั่งด้วยกัน ห้ามลืมนะ”

“แน่นอน”

“เฮ้อ อยากกลับไปเปลี่ยนชุดที่ห้องเดี๋ยวนี้เลย แต่ก่อนอื่น เอาให้กิจกรรมนี้จบก่อนดีกว่า เบ็กกี้ ทำไมเธอถูกส่งมาที่นี่”

ทำไมทุกอย่างต้องเกิดขึ้นตรงข้ามกับสิ่งที่หวังไว้ตลอด

“เอ่อ...ฉัน”

“เธอพูดดังกว่านี้ไหม”

ถ้าเบ็กกี้มีความกล้ามากพอ เธอคงกล้ามองค้อนเบน แต่เพราะเธอไม่เคยมีความกล้าอะไรแบบนั้น เด็กสาวจึงพยายามพูดเสียงดังขึ้น “ฉันเป็นกลุ่มต้องสงสัย”

“เพราะอะไรล่ะ”

“ฉันมองเห็นภาพ...”

“ที่ไหน”

“ในความฝัน”

ไม่ต้องรอให้ทุกคนงงงัน เสียงหัวเราะดังสนั่นไปทั่ววง ออสโล่และอเล็กซิสยิ้มน้อย ๆ ทำท่าราวกับเข้าใจว่าเธอรู้สึกอย่างไร แต่พวกเขาก็ยังอดขำไม่ได้ และเมื่อพวกเขาหัวเราะใส่เธอเกินพอดี โทสะเริ่มเดือด และพอมันเดือด เธอห้ามปากตัวเองไม่อยู่

“มันไม่ตลกนะ! บางครั้งฉันเห็นเหตุการณ์ผ่านภาพในหัว มันผุดขึ้นมาเอง” หยุดพูดได้แล้วเบ็กกี้ หยุดพูด “ฉันพูดความจริง ฉันเคยฝันถึงเพื่อนคนหนึ่ง ฉันอยู่ในร่างของเธอ เห็นทุกสิ่งผ่านดวงตาของเธอ เธอลืมล็อกประตูห้องนอนและพ่อเลี้ยงก็เข้ามา ฉันพยายามเตือนเธอแล้ว แต่เธอบอกว่าฉันมันบ้า ประสาท เพี้ยน ฉันไม่ใช่เพื่อนของเธอ และพ่อเลี้ยง ก็เข้ามาในห้องนอนจริง ๆ สุดท้าย เพื่อนคนนั้นก็เอาแต่โทษว่าฉันไปสาปแช่งเธอ”

บรรยากาศเปลี่ยนไปทันทีเหมือนครั้งเรมี เสียงหัวเราะหายไป แต่พวกเขาไม่เชื่อในสิ่งที่เธอพูดเหมือนที่เชื่อเรมี สีหน้าของพวกเขาบ่งบอกว่าเห็นใจ แต่เธอไม่ต้องการความเห็นใจนั้น เด็กสาวร้องไห้ในใจ ทำไมถึงไม่หุบปากให้สนิท เธอรู้ว่าพวกเขาคิดอะไร พวกเขาคงนึกถึงสายรัดข้อมือเมื่อครู่และคงคิดว่า อ้อ อย่างนี้นี่เอง เธอเป็นคนป่วย เธอสมควรอยู่ที่นั่นต่อไป

“เธอเป็นแม่หมอเหรอ”

“ไม่ใช่สักหน่อย” เธอตวาดใส่เวด เขานิสัยไม่ดีเหมือนกับคนตาสีเหลือง ถึงจะร้ายน้อยกว่าแต่ก็ยังนิสัยไม่ดีอยู่ดี

“เธอทายอนาคตของฉันได้ไหม” เทสซ่าถามแต่น้ำเสียงแฝงนัยยะล้อเลียน เบ็กกี้แน่ใจว่าสิ่งที่เธอคิดในตอนแรกถูกต้อง คนกลุ่มนี้ไม่ต่างอะไรจากพวกแก๊งอันธพาลในโรงเรียน พวกเขาแกล้งเธอเหมือนกับที่พลูทักซ์ทำ

“ฉันทำนายอนาคตไม่ได้ ฉันแค่เห็นเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น ฉันไม่สนหรอก ถ้าหากพวกเธอจะไม่เชื่อฉัน”

“เฮ้ ใจเย็น ๆ” เรมี่กระตุกแขน เขาเป็นคนเดียวในนี้ที่เธอรู้สึกสบายใจที่จะอยู่ด้วย แต่พวกเขาเพิ่งรู้จักกันไม่ถึงชั่วโมง เธอจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเขาจะไม่เปลี่ยนไปเหมือนคนพวกนี้ แต่เพราะตัวเธอไม่มีเพื่อนคนอื่นแล้ว จะผิดหรือไม่หากเธอหวังว่าเขาจะอยู่ข้างเธอ

“เบ็กกี้ นั่นอะไรเหรอ” มินนี่ชี้นิ้วไปยังรอยแผลเป็นที่คอ “รอยช้ำหรือเปล่า”

“เห็นมาตั้งนานละ มีรอยแบบนั้นใต้แขนเธอด้วยนะ” เบนเสริม

เบ็กกี้ลุกขึ้นยืน

“นี่ ไม่มีอะไรหรอกน่า ใจเย็นก่อน”

“ฉันไม่ใช่คนบ้านะที่นั่งเฉย ๆ แล้วปล่อยให้คนพวกนี้ปากพล่อยพูดอะไรก็ได้”

“โห...แรงนะนั่น” ใครสักคนว่า

“ขอโทษ พวกเราขอโทษ ไม่มีใครอยากให้เธอรู้สึกแบบนั้น พวกเขาหัวเราะฉันเหมือนกัน เรามาคุยกันดี ๆ ดีกว่า อย่าเพิ่งโมโหเลย” อเล็กซิสทำเหมือนปลอบแต่คำพูดไม่ได้ช่วยให้เธอรู้สึกดีขึ้น เบ็กกี้รู้ดีว่ามันเป็นการแสดง บางครั้ง คนบางคนก็หยิบยื่นน้ำใจ ปากบอกว่า “ฉันเข้าใจว่าเธอรู้สึกอย่างไร” แต่จริง ๆ แล้ว พวกเขาแค่พยายามสร้างภาพให้ดูดีขึ้นมาเท่านั้น

 “อย่าเสแสร้งเลย คนอย่างเธอยังถือปืนคิดฆ่าคนได้ ดวงตาเธอมันไร้ความรู้สึก เย็นชาราวกับน้ำแข็ง ฉันเห็นตัวตนของเธอทุกอย่าง อย่าแกล้งทำเป็นปลอบ ข้างในเธอก็เป็นแบบนั้นนั่นแหละ”

ทุกคนเงียบไปนานก่อนที่เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกรอบ เบ็กกี้คิดว่า ตอนนี้หน้าของเธอคงแดงมากกว่าผมตัวเอง

“เอาจริงเหรอเนี่ย” ซาร่าห์พึมพำ แต่เสียงที่ใส ๆ นั้นกลับฟังดูน่ารำคาญขึ้นมา และตอนนี้ในสายตาเธอ หญิงสาวคนนี้คือราชินีจอมวายร้าย

“อเล็กซิสฆ่าใครไม่ได้หรอก” เวดแย้ง

“เธอทำได้...จะทำแน่ ๆ ฉันรู้ว่านายคงไม่เชื่อ ไม่อยากจะพูดหรอกนะ แต่เพื่อนของนายจะทำแบบนั้นจริง ๆ ดวงตาของเธอไม่มีความรู้สึกอะไรเลย แต่ตั้งใจจะฆ่า...ฉันเห็น”

“เด็กคนนี้มาจากสถานพักฟื้นจิตเวช แถมยังมาจากแคสติโมเนีย” เทสซ่าย้ำเตือนกลุ่มตัวเอง “เธอพูดจาไร้สาระ”

“เทส ไม่ต้องใช้คำแรงขนาดนั้นก็ได้”

“พี่ก็ ดูสายตาที่เธอมองพวกเราสิ เหมือนเห็นพวกวายร้ายอะไรแบบนั้นเลย”

“เธอยังเด็ก” เรมีแทรก เหมือนพยายามจะหาข้อแก้ตัวให้เธอ แต่เธอไม่ต้องการ เขาก็เหมือนกับอเล็กซิส ไม่อยากทำตัวแย่ ๆ ต่อหน้าคนอื่น นายก็แค่อยากเป็นเพื่อนกับคนกลุ่มนี้

“บางที มันอาจจะเป็นพลังของเธอก็ได้ มองเห็นอนาคตอะไรแบบนั้น” คำพูดของมินนี่ทำให้ทุกคนขบขัน อย่างไรก็ตาม มินนี่ไม่ได้โกรธคนอื่นเหมือนเบ็กกี้ เธอจ้องหน้าเด็กสาวอีกคนนิ่ง แล้วยิ้มอย่างใสซื่อ

“เธอคิดว่าอเล็กซิสฆ่าคนได้งั้นเหรอ” เวดโต้น้องสาวเพื่อน “เทสซ่าพูดถูกแล้ว ไร้สาระ อเล็กซ์ เธออย่าไปฟังคำพูดของเด็กคนนี้เลย ฉันพูดกับเพื่อนของฉัน ไม่ใช่นายนะโวลคอฟ”

“เออ รู้โว้ย” อเล็กซ์ตวาดกลับ

“อเล็กซิส อย่าไปฟังคำเด็กคนนี้” เทสซ่าเตือนเพื่อน

“ไม่หรอก ฉันไม่ถือ ความจริงอยากรู้ด้วยซ้ำว่าฉันจะฆ่าใคร”

เด็กสาวเริ่มไม่ชอบอเล็กซิสมากขึ้นเรื่อย ๆ “เธอไม่อยากรู้หรอก เธอก็แค่...พยายามจะแกล้งฉันเหมือนคนอื่น”

“เฮ้ ฉันอยากรู้จริง ๆ”

“อย่าปล่อยให้เด็กคนนี้ว่าเธอฝ่ายเดียวได้ไหม ฉันไม่อยากจะพูดอะไรแบบนี้หรอกนะ หนูน้อย แต่ถ้าเธอไม่เข้าใจมุกตลกและไม่เห็นว่าขำ ในเมื่อเธอตัดสินพวกเราไปแล้วว่าเลวร้ายขนาดไหน ไปซะ ไปให้พ้น”

“เทสซ่า!” พี่ชายของเธอร้อง “เธอยังเด็ก อย่าพูดอะไรรุนแรง ไม่เอาน่า ไม่ทะเลาะกัน ฉันขอโทษนะสาวน้อย”

“ทำไมล่ะ เพราะเธอเด็กกว่าพวกเราเหรอ ถึงทำตัวร้าย ๆ ได้”

ฉันร้ายเหรอ

“พูดกันไปไกลเกินแล้ว” โนเอลลุกขึ้น เดินตรงมาหาเบ็กกี้ เด็กสาวผงะถอย “อย่าเข้ามานะ”

“เฮ้ ใจเย็นน่า ฉันไม่ทำอะไรหรอก สูดหายใจเข้าลึก ๆ ค่อย ๆ คุยกัน”

แต่พอเธอสบตากับเขา ฉันพลัน ภาพบางอย่างปรากฏในหัว เธอเห็นเขานอนจมกองเลือด เด็กสาวพยายามจดจ่อกับสถานการณ์ตรงหน้าแต่สติพ่ายแพ้ให้กับอาการที่กำเริบขึ้น มันเป็นอาการปวดหัวที่รุนแรง “ออกไป”

“เบ็กกี้?”

“เพี้ยนชัดๆ”

“เบ็กกี้?”

เธอไม่รู้ว่าใครพูดอะไรบ้าง เพราะความเจ็บปวดครอบงำจนไม่รับรู้สถานการณ์รอบด้าน เสียงปืนดังสนั่นข้างหูทั้งสองข้าง อาการปวดศีรษะนั้นรุนแรงเกินทน ราวกับสมองของเธอกำลังจะปริออกจากกัน สาวน้อยผมแดงกรีดร้อง จากนั้นทุกอย่างดับสนิท

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

253 ความคิดเห็น

  1. #158 P.NUT☆彡 (@PLOY_6843) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2561 / 20:52
    ไม่คิดเลยว่าเบนจะให้คนแบบเบกกี้เข้ากลุ่มด้วย มีแต่ตัวจี๊ดทั้งนั้น หรือเพราะอเล็กซิสเป็นคนพามา ตอนนี้เหมือนสรุปกับย้อนความตอนที่ผ่านมา แล้วก็เปิดประเด็นใหม่ โนเอลจะตายเหรอ โอ้มายก้อด
    #158
    1
    • #158-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 19)
      6 ธันวาคม 2561 / 21:00
      กลุ่มนี้รวมดาวจากทุกเขต 5555
      #158-1
  2. #133 lumière (@orangesombie) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2561 / 02:44
    เบกกี้ดูน่ารังเกียจนะ ไม่ได้ดูน่าสงสารอะไรเลย สำหรับคนที่พึ่งเจอกันอย่ากลุ่มอเล็กซิสแต่กลับไปทำตัวแย่ๆ พูดจาแย่ๆใส่ คิดว่าคนอื่นเป็นวายร้ายตลอด ตัวเองดีตายล่ะ อเล็กซิสอุตส่าห์ช่วยไว้และผูกมิตรด้วยแท้ๆ ทำตัวเองนี้ไม่โดนรุมตบหรือโดนรุมกระทืบก็ดีแค่ไหนแล้ว
    #133
    1
    • #133-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 19)
      10 พฤศจิกายน 2561 / 11:55
      ว้าว ยินดีต้อนรับสู่โลก Undisclosure นะคะ
      #133-1
  3. #44 kimurakung (@kimurakung) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 5 มกราคม 2561 / 22:06
    พลังของเบกกี้ ก็ดูใช้ได้ แต้ถ้าจะให้คนอื่นเชื่อถือ เธอก็ต้องคุมสติตัวเองให้ได้มากกว่านี้
    #44
    1
    • #44-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 19)
      5 มกราคม 2561 / 22:56
      เบ็กกี้ต้องเข้าสังคมเยอะ ๆ น้องน่าสงสารน่า T^T
      #44-1
  4. #32 10279297_ (@shetangz) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2560 / 05:41
    เอาจริงๆก็ค่อนข้างงงนะว่าทำไมพวกเบนเห็นเป็นเรื่องตลกที่เบคกี้เห็นภาพในฝันได้ คือเจอพลังวิเศษของแต่ละคนไป เห็นอนาคตนี่ก็ดูมีความเป็นไปได้มากๆ ยังไงก็เอาใจช่วยหนูเบคกี้นะ

    ปล.ไมเคิลฉันรักเธอ จะบอกรักเธอจนกว่าไรท์จะเพิ่มบทให้
    #32
    2
    • #32-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 19)
      7 ธันวาคม 2560 / 09:59
      เพราะว่าสิ่งที่เบ็คกี้เห็นยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นความจริงหรือบังเอิญ พลังของพวกเบนค่อนข้างจะออกมาให้เห็นซึ่งหน้าเลย บวกกับเบ็คกี้มาจากเมืองที่คลั่งศาสนาสุดโต่ง พวกเด็กในเมืองอย่างอเล็กซิสยังไม่ค่อยเชื่อเรื่องนี้ แม้แต่คนในเมืองแคสติโมเนียยังตีความไปในทางภูติผีปีศาจแทน<br /> <br /> กดไลค์เพจเค้าได้นะตัวเอง เผื่อมาดิสคัสกัน เค้าชอบเจ๊าะแจ๊ะ (โปรโมตไปอีก)<br /> <br /> ตอบ ปล. ยังไม่ถึงคิวน้องเน้อ (ได้แต่ลูบหัว ปลอบใจ) <br /> <br /> ปล. เธออ่านดึกม๊วกกกก พี่ปลื้มใจ

      แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 7 ธันวาคม 2560 / 11:32
      #32-1
    • #32-2 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 19)
      7 ธันวาคม 2560 / 11:34
      ทำไมแก้ไขประโยคแล้วมันเป็นงี้น่อ ^
      #32-2
  5. #31 -Haru- (@bdny2se) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2560 / 22:40
    ชูป้ายเบคกี้ค่ะ ฮืออออ หนูน้อย
    #31
    1
    • #31-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 19)
      7 ธันวาคม 2560 / 09:53
      อร๊ายย มีคนเอ็นดูว์นาง นึกว่าจะรำซะแล้ว (ไหว้นิ้วจรดคิ้ว ย่อตัวงามๆ)
      #31-1