ตอนที่ 17 : ในจักรวาลประดิษฐ์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 258
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 17 ครั้ง
    3 ธ.ค. 60

กำหนดตรวจสุขภาพวันที่ 21 กรกฎาคม 3012 เวลา 9 นาฬิกา โปรดมายังห้องโถงภายในเวลาที่กำหนด

“ตรวจสุขภาพเหรอ เพื่ออะไร”

ในคลับ กลุ่มอเล็กซิสที่ตอนนี้มีสมาชิกเพิ่มขึ้นเลือกนั่งโต๊ะตัวเดิม เหมือนเป็นเจ้าของที่ตรงนั้นไปแล้ว ไม่มีใครกล้ามานั่ง ในกลุ่มประกอบไปด้วยพี่น้องโธมัสสามคนบวกกับเด็กจากเมืองซานโบซ่าอีกสามคนเป็นหกคน

“ฉันว่านะ พวกเขาอาจต้องการฝึกพวกเราทำอะไรบางอย่าง ถึงได้มีการตรวจสุขภาพนี่ไง” เวดแสดงความเห็น “หน่วยทหารพิเศษอะไรพวกนั้น"

 อเล็กซิสมองออกว่ามันไม่ใช่แค่ความเห็น แต่เพื่อนของเธออยากให้มันเป็นแบบนั้นต่างหาก

“นายดูหนังมากไปแล้ว” ออสโล่ค้าน

“แต่ฉันว่าเขามีเหตุผล” โนเอลสนับสนุนทฤษฎีของเด็กหนุ่ม “อีกอย่าง คิดแบบนี้ดีกว่าแบบอื่นเป็นไหน ๆ”

“ถ้าเป็นแบบนั้น ทำไมรัฐบาลปล่อยให้พวกเราสับสนกันอยู่ตั้งนาน ทำไมไม่บอกพวกเราไปตรง ๆ” อเล็กซิสยังคงตั้งข้อสังเกต “ฉันไม่คิดว่ามันเป็นแบบนั้น พวกเขาปกปิดบางอย่าง...ที่ไม่ดีแน่ ๆ ถ้าจะฝึกพวกเราเป็นทหารจริง ๆ ก็ไม่เห็นต้องเงียบแบบนี้นี่นา”

“แล้วเธอคิดว่าพวกเขาจะทำอะไรล่ะ” เทสซ่าถาม

สาวจากซานโบซ่าสั่นหัว “ไม่รู้เหมือนกัน” แต่คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ ๆ

“เธอเองยังไม่รู้เลย ฉันฟังแล้ว คิดว่าเวดมีเหตุผลมากกว่าอีก พวกเธอสองคนชอบคิดมาก แล้วก็คิดแต่เรื่องไม่ดี อะไรจะเกิดก็ต้องเกิดน่า” อเล็กซิสกับออสโล่สบตากัน ถึงแม้เทสซ่ากับอเล็กซิสจะคุยกันบ่อยตามนิสัยเพื่อนผู้หญิง แต่เทสซ่ามักเข้าข้างเวดเสมอ ทั้งสองมักคิดอะไรคล้าย ๆ กัน มีปรัชญาในการใช้ชีวิตเหมือนกัน

“ช่าย เมื่อก่อน นายยังเห็นด้วยกับฉันอยู่เลย แต่ตอนนี้กลับเข้าข้างอเล็กซ์ซะแล้ว” เวดตัดพ้อ น้ำเสียงบ่งบอกว่าผิดหวังที่เพื่อนตัวเองไม่มีใครเข้าข้างสักคน

เด็กหนุ่มใบหน้าตกกระยิ้ม แต่แววตากลับอ่อนล้า “เฮ้อ พวกนายไม่รู้สึกอะไรอึดอัดกันบ้างเลยเหรอ ไม่เห็นทั้งพระอาทิตย์ ไม่เห็นท้องฟ้า ไม่เห็นแม้แต่ดาวสักดวง พออยู่ไปนาน ๆ ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมอเล็กซิสกลายเป็นคนหดหู่แบบนี้ พวกเราอยากสัมผัสลมธรรมชาติ ไม่ใช่นั่งหายใจด้วยอากาศสังเคราะห์”

“ใช้คำว่าหดหู่เลยเหรอ” อเล็กซิสทวนคำ “ฉันแค่ไม่มีอารมณ์เริงร่าก็แค่นั้นเอง” คิ้วของเธอผูกกันจนแน่น อเล็กซิสเบื่อเลยลุกออกไปดื้อ ๆ

“เป็นแบบนี้ทุกที งอนทีไร เดินหนีทุกที”

“ได้ยินนะออสโล่”

อเล็กซิสเดินตรงไปยังเครื่องน้ำดื่ม สัปดาห์ที่ผ่านมานี้เธอดื่มแอลกอฮอล์มากเกินปกติ ดังนั้นเธอเลยจำเป็นต้องหยุดเพื่อล้างพิษออกไปบ้าง

“น้ำเปล่าเหรอ” เวดทัก เขาเดินตามมา “เธอนี่มันลูกคุณหมอจริง ๆ น้า”

“ตามมาทำไม” เธอถาม เขายิ้มอวดฟันทุกซี่ รอยแผลบนแขนของเขาหายไป เหมือนกับรอยแผลบนตัวอเล็กซิสที่หายไปจนหมด คงต้องขอบคุณหนุ่มหล่อคนนั้น เบน

“ฉันมาทวงคำตอบน่ะสิ”

“หา”

“เธอจำไม่ได้เหรอว่าเมื่อวานฉันถามอะไรไป”

อเล็กซิสแกล้งทำเป็นนึกขึ้นได้ นึกว่าพูดไปเพราะเมาซะอีก “อ้อ...เรื่องนั้นเอง” เขาขอคบกับเธอ คบแบบจริงจัง เวดยืนรอด้วยท่าทางกระตือรือร้น “เวด...คืองี้”

“...มันผ่านมาสองสามปีแล้วล่ะ พวกเราไปงานที่บ้านจูน เธอเมา เพราะจูนหลอกให้เธอดื่มมากมาย แล้วเจสซี่ก็ต่อว่าเพื่อนรักของเธอจนร้องไห้แง ส่วนเธอก็เอาแต่หัวเราะพวกเขาเหมือนคนบ้า แต่เธอไม่ได้บ้าคนเดียว เพราะตั้งแต่วันนั้น ในหัวฉันก็มีแต่เธอ เธอรู้ไหมว่าเวลาเธอทำอะไรบ้า ๆ เธอน่ารักขนาดไหน”

อเล็กซิสไม่อาจหุบยิ้มได้ เป็นความประทับใจที่แปลกดี “พูดแบบนี้ฉันก็เขินแย่ แต่เวด...” รอยยิ้มของเขาบนหน้าหล่อ ๆ หายไป เขาเข้าใจว่าเธอกำลังจะพูดอะไร “ฟังนะ นายดีกับฉันมาก และฉันก็ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง แต่ฉันคบกับนายไม่ได้ ฉันเสียใจ”

“ทำไมไม่ลองล่ะ” ความผิดหวังปรากฏบนใบหน้าของเวดชัดเจน

“เพราะฉันไม่รู้สึกกับนายแบบนั้น นอกจากเป็นเพื่อน ฉันเสียใจจริง ๆ นะ” เธอจ้องเข้าไปในดวงตาของเขาเพื่อยืนยันคำตอบนี้ และหวังว่าเขาจะเคารพความรู้สึกของเธอเช่นกัน

แต่เธอคิดผิด

“ฉันควรสารภาพกับเธอก่อนไอ้เดฟ รู้ไหม เขารู้อยู่แก่ใจว่าฉันชอบเธอ แล้วเขาทำไง แล้วฉันก็ยังคบกับไอ้บ้านั่น ยินดีกับความรักของพวกเธอ ทำไมตอนนั้นฉันถึงได้ทำตัวนิ่งขนาดนั้นได้วะ ไม่ควรปล่อยให้ไอ้บ้านั่นชิงตัดหน้าไปเลย เธอคงให้โอกาส และฉันก็ไม่ต้องมาคบกับคนที่ไม่ได้ชอบ ไม่ต้องมองเธอกับเดฟคบกัน มองดูพวกเธอเลิกกัน ฉันจะไม่ทำให้เธอเสียใจและไม่นอกใจเหมือนที่เดฟทำ”

“เวด ไม่เอาแบบนี้สิ ขอร้องล่ะ” เสียงของเธอขรึมลง

“ถ้าฉันมีคนใหม่ เธออย่าร้องไห้เสียใจก็แล้วกัน”

“ฉันอยากให้นายมีความสุข...กับคนที่เหมาะกับนาย” เขาเงียบไปนาน บรรยากาศอึดอัดจนอเล็กซิสค่อย ๆ เอื้อมมือจับแขน แต่เขาเบี่ยงตัวออก เว้นระยะห่าง แล้วเดินหนี

สายตาของเธอมองตามหลังของเขาไป พอกลับไปที่โต๊ะ เวดทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาทำตัวสนุกไปกับปาร์ตี้เหมือนที่ทำอยู่ทุกวัน ไม่กี่ชั่วโมงถัดมา เขามีสาวคนใหม่จริง ๆ เป็นสาวผมบลอนด์ทอง อายุมากกว่าพวกเขาราวสองสามปี อเล็กซิสคุ้นตาสาวสวยคนนั้น เพราะมักเห็นหญิงสาวร้องไห้คนเดียวในที่ต่าง ๆ

“มันเป็นเรื่องที่ซับซ้อน หรือมันเป็นเรื่องง่าย ๆ กันแน่นะ” ออสโล่พึมพำ สายตาจับจ้องเวด “ฉันเห็นผู้หญิงคนนั้นกับผู้ชายคนหนึ่งเมื่อตอนกลางวัน”

“เบนใช่ไหม” เทสซ่าแทรกขึ้น มินนี่หันหน้าขวับ โนเอลไม่ได้นั่งกับพวกเขา เทสซ่าบอกว่าเขาเบื่อ แต่ทุกคนรู้ดีว่าเขาทะเลาะกับเทสซ่า เพียงแต่ว่า ไม่รู้ว่าเทสซ่าไปทำอะไรให้พี่ชายหงุดหงิดอีก

“ผู้ชายผมสีน้ำตาลเข้ม ตาสีน้ำตาลอมเหลือง หน้าตาดี แต่งตัวดี เหมือนพวกคนรวย อ้อ คนเดียวกับที่มาจีบอเล็กซ์”

“นั่นแหละ เบน” เทสซ่าย้ำว่าเธอเดาถูก “เธออยู่ในกลุ่มของเขา ฉันจำได้ว่ากลุ่มนี้มีอยู่สามคน ถ้าจำไม่ผิด ทั้งหมดมาจากฟิวเจอร์ริสติก แต่ส่วนใหญ่ มักเห็นเบนกับผู้หญิงคนนี้มากกว่า ไม่รู้อีกคนหายไปไหน แล้วเธอยังคุยกับเขาอยู่หรือเปล่า”

อเล็กซิสส่ายหน้า “ตั้งแต่ครั้งก่อนที่เจอก็ไม่ได้คุยอีก” สายตาของเด็กสาวมองเทสซ่าที่ดื่มเอา ๆ จนนึกสงสัย “นี่ เทส สบายดีหรือเปล่า เธอกับโนเอลทะเลาะอะไรเหรอ เกิดอะไรขึ้นกันแน่”

“เขาสำคัญตัวว่าเป็นพ่อของฉัน”

อเล็กซิสกับออสโล่เหลือบมองหน้ากันด้วยความเคยชิน เหมือนไม่แน่ใจว่าควรคุยต่อไหม

“โนเอลโกรธพี่ เขากลัวว่าพี่จะกลายเป็นผู้หญิงสำส่อนและตอแหล” มินนี่เฉลยทุกอย่าง

“เมื่อไหร่เธอจะเลิกเอาเรื่องของฉันมาพูดกับคนอื่นสักที” พี่สาวมองน้องตาขวาง “เธอเป็นน้องของฉันหรือเปล่า ไปนอนได้แล้วย่ะ”

“ถ้าฉันไม่เล่าเรื่องของพี่ ฉันจะไปเล่าเรื่องของใครล่ะ” มินนี่ยิ้มทะเล้นแล้ววิ่งหนีไป อเล็กซิสหัวเราะเบา ๆ แต่พอเห็นสายตาเทสซ่าดุจนน่ากลัว อารมณ์ขันนั้นหายวับไปทันที

“โทษที...” เด็กสาวมองนาฬิกาข้อมือของตัวเอง สามทุ่มแล้ว “เอาล่ะ ฉันขอตัวก่อนนะ”

เทสซ่าหันไปหาออสโล่เหมือนขอความเห็น หนุ่มผมแดงสั่นหัว เธอจึงหันกลับมาหาอเล็กซิสอีก “ไม่ ไม่ ไม่ได้สิ นี่ยังไม่ดึกเลยนะ” โทนเสียงไม่เห็นด้วยสุด ๆ แต่เธอหยุดพูดสักพักเพื่อมองเวดจูบดูดดื่มกับสาวคนนั้น “อเล็กซิสเธอทำตัวเป็นยายแก่เลย”

“คงจะแก่แล้วมั้ง”

“เพราะเวดหรือเปล่า”

เธอหัวเราะ “ไม่ใช่ สำหรับเรื่องนั้น ฉันสบายดี ยินดีเสียอีกที่เขาเจอคนใหม่ ดูเธอสิ สวยเป็นบ้าแถมยังมีชีวิตชีวากว่าฉันเป็นไหน ๆ ไม่เกี่ยวกับเขาหรอก เทสซ่า มันเป็นที่ตัวฉันเอง”

สาวผมสีทองคนนั้นดึงดูดสายตาหนุ่ม ๆ มากมาย เธอแต่งหน้าบาง ๆ ดวงตาแพรวพราวเป็นประกายราวกับมีเพชรประดับข้างใน อเล็กซิสชอบท่วงท่าของเธอเวลาเต้น มันน่ามองไปหมด พอเห็นผมสีทองเป็นเกลียวพลิ้วไหว เธออดนึกถึงเจ้าชาร์ลีน้องเล็กและผมสีทองของเขาไม่ได้

“มันเป็นเพราะฉันเอง” เธอย้ำ

“เธอใช้เวลานอนมากขึ้นทุกทีแล้วนะ” ออสโล่พูดดัก “อย่าหมกมุ่นกับความฝันจนเกินไป มันเป็นแค่ความฝันนะอเล็กซ์” เธอแน่ใจว่าเขาคงสังเกตเห็นว่าเธอเข้านอนเร็วขึ้นทุกวัน

อเล็กซิสไม่สบตาออสโล่กับเทสซ่า “ไว้เจอกันพรุ่งนี้นะ”

ฝันเป็นหนทางเดียวที่เธอจะเจอพวกเขาอีก บางคืนเธอนั่งคุยกับพ่อเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ นั่งทานพายแอปเปิลของแม่ หรือบางทีเธอกำลังอ่านหนังสือ มีไบรซ์เล่นกีตาร์คลอ ส่วนเจสซี่นอนอ่านตำราของเขาอยู่บนพื้น จูนยังเป็นเพื่อนรักของเธอ เดวี่ก็ยังเป็นแฟนของเธอ แม้แต่เจ้าสุนัขแบล็กกี้ยังฟื้นจากหลุมวิ่งเล่นไปทั่วบ้าน คืนนี้เป็นอีกคืนที่เธอเจอเดวี่ เขานั่งอยู่บนโซฟาเพื่อดูแข่งฟุตบอล ส่วนอเล็กซิสนอนอยู่บนตักของเขา

“น่าเสียดายที่นายไม่มีตัวตนจริง ๆ” เธอบอกเขา และเธอหมายถึงเดวี่ที่เธอโหยหา ไม่ใช่เดวี่ที่หลอกลวงเธอ ภายในดวงตาสีฮาเซลคู่นี้ เธอสัมผัสได้ถึงความรักอันบริสุทธิ์ที่เดวี่ตัวจริงไม่มี มันเป็นภาพหลอนที่หอมหวาน ภาพของเด็กหนุ่มที่เธอรักและคิดถึงทุกลมหายใจ

“แล้วที่นั่งอยู่คือใครล่ะ” เขาหัวเราะและก้มลงจูบเธอ แม้จะฝันอยู่ แต่ลมหายใจของเขาอุ่น ทั้งริมฝีปาก และไออุ่นจากตัว เหมือนมีตัวตนอยู่จริง เด็กสาวลุกขึ้นนั่งบนตักแล้วกอดร่างเดวี่ที่ตัวเธอสร้างขึ้น เธอยังรู้ตัวว่านี่คือความฝัน ในภาพหลอน อเล็กซิสพอใจที่จะเสพความสุขแม้เพียงชั่วคราว

“เธอกอดฉันแน่นจัง” เขาว่า “มีอะไรหรือเปล่า”

“ฉันแค่คิดถึงนาย” เธอตอบ แต่สายตากลับเห็นเพดานที่คุ้นเคย อเล็กซิสพยายามรั้งตัวเองให้ฝันต่อไป แต่สุดท้าย ภาพทุกอย่างละลาย เธอตื่น

ห้องที่แต่งแต้มด้วยสีขาวจนเว่อร์ เตียงเดี่ยว ตู้เสื้อผ้า โต๊ะเขียนหนังสือ และนาฬิกาดิจิทัล เธอหลับตา พยายามกลับไปยังห้องนั่งเล่นและหาเดวี่อีกครั้ง แต่เธอไม่อาจข่มตาหลับต่อไปได้

อเล็กซิสเริ่มไม่แน่ใจ ว่าตัวเองทำถูกหรือไม่ที่ปฏิเสธเวดไป ในเมื่อเธอต้องการอ้อมกอดของใครสักคน และเวดก็คงให้ความอบอุ่นเธอได้แน่นอน เขามีแขนและแผ่นอกที่กว้างเหมือนเดวี่ แต่ถ้าเธออยู่เคียงข้างเวด จูบของพวกเขาจะเป็นอย่างไร เธอนึกถึงจูบที่ของเวดกับสาวผมบลอนด์ อเล็กซิสแทบไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเธออยากจูบกับใครสักคนแบบนั้นบ้าง มันทั้งเร่าร้อนและวาบหวาม น่าเสียดายที่ทุกครั้งที่เธอพยายามนึกถึงช่วงเวลาที่เธออยู่กับเดวี่ หน้าสวยคมของจูนกลับปรากฏขึ้นมาแทน แม้มันไม่เจ็บเหมือนตอนนั้น แต่ใช่ว่าจะมีอารมณ์นึกต่อ

สิ่งที่น่าแปลกอีกอย่างคือ เธอมักรู้สึกตัวเสมอเวลาฝัน มันเกิดขึ้นแบบนี้มาหลายคืนแล้ว อย่างที่ออสโล่ว่า มันไม่ใช่หนทางหลบหนีความจริงที่ดีที่สุด เพราะเธอไม่สามารถมีความสุขได้อย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ อันเนื่องมาจากอาการรู้สึกตัวอยู่ตลอด ดังนั้นเวลาเธอฝัน เธอมักหวาดระแวงที่จะตื่น

เด็กสาวลุกออกจากเตียงแล้วเดินตรงไปยังกระจก เธอมองภาพสะท้อนตัวเอง แทบไม่รู้จักเด็กผู้หญิงในนั้นเลย อเล็กซิสไม่ชอบตัวเองที่เป็นแบบนี้ พ่อเคยบอกว่า รอยยิ้มของเธอสวยที่สุด แต่เป็นไปไม่ได้แล้วที่จะกลับไปยิ้มด้วยรอยยิ้มที่ออกมาจากใจได้เหมือนเดิม

ในเมื่อเธอนอนต่อไม่ได้ เพราะเข้านอนเร็วเกินไป สมองไม่ยอมพักต่อ เธอจึงล้างหน้าแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้า จากนั้นตัดสินใจออกจากห้อง เธอมุ่งหน้าไปยังทีวีจอยักษ์ ทว่า พบแต่ข้อความที่อ่านเมื่อเช้านี้ ไม่มีข้อความใหม่ใด ๆ ถึงแม้ไม่มีหน้าต่าง แต่เธอยังรับรู้ถึงความแตกต่างระหว่างกลางวันและกลางคืนได้จากจำนวนคนและบรรยากาศที่เงียบสงบ ในเวลานี้ คนอื่นอาจเข้านอนแล้ว หรือไม่ก็ยังปาร์ตี้กันต่อ

เธอนึกถึงห้องท้องฟ้าจำลองที่มักมีกลิ่นกัญชาตลอดเวลา บางทีเวลานี้ กลิ่นนั้นอาจจะหายไปแล้ว และคงไม่มีใครรบกวนเวลาเธอนั่งดูดาว

ห้องนั้นห่างจากห้องอาหารอยู่ไม่เท่าไหร่ ใช้เวลาเดินราวหนึ่งถึงสองนาทีก็ถึง อเล็กซิสยืนอยู่หน้าประตูสีดำซึ่งเป็นสีที่แปลกจากประตูอื่น โชคดีเหมือนที่เธอคิดไว้ ไม่มีใครอยู่ในห้อง แต่ยังมีกลิ่นกัญชาหลงเหลืออยู่บ้าง ดวงดาวมากมายส่องแสงระยิบระยับต้อนรับอยู่ด้านใน แม้มันไม่ใช่ท้องฟ้าจริง ๆ แต่เธอประทับใจกับภาพที่เห็นอยู่ดี เพราะมันสวยเกินจริง และเพราะเธอไม่ได้เห็นท้องฟ้ามานานแล้ว

เด็กสาวเดินตรงไปที่เครื่องฉาย พอเธอแตะมัน เสียงสังเคราะห์ดังขึ้น “คุณต้องการให้เราฉายหนังสารคดีหรือไม่”

“บอกรายละเอียดมาทีสิ” เธอพูดกับเจ้าโปรเจกเตอร์ เริ่มคุ้นชินกับการทำงานของระบบต่าง ๆ ในนี้

“มีภาพยนตร์สารคดีสามเรื่อง กำเนิดจักรวาล จุดจบของดวงดาว และโลกของเรา”

“จุดจบของดวงดาว” อเล็กซิสเลือกโดยไม่ลังเล

ดวงดาวนับพันที่รายล้อมรอบกายค่อย ๆ อับแสงลงเรื่อย ๆ จนห้องมืดสนิท อเล็กซิสมองไม่เห็นอะไรเลย ทันใดนั้นดวงดาราส่องสว่างวาบ เธอยืนดูต้นกำเนิดดาวแคระขาว ซุเปอร์โนวา ดาวนิวตรอน และหลุมดำ ด้วยคุณภาพของเครื่องฉายที่ล้ำสมัยเกินกว่าที่เธอเคยเจอ อวกาศจำลองจึงสมจริงราวกับเธอสามารถหายใจอยู่ในห้วงอวกาศได้ ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดและดับ การชนกันระหว่างดวงดาวทำให้เธอยืนมองนิ่ง ไม่ไหวติง ประหนึ่งต้องมนต์ดารา ความคิดต่าง ๆ นานาถูกปล่อยให้ไหลไปกับสรรพสิ่งที่ดำรงอยู่ในอวกาศเทียม จากนั้นภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตปรากฏขึ้นในมโนสำนึก ตั้งแต่วันแรกที่เธอกลายมาเป็น อเล็กซิส เดวิส ช่วงเวลาของเธอกับครอบครัว และเมื่อครั้งที่จากกัน เธอไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นเด็กกำพร้าด้วยซ้ำ ไม่เคยแม้แต่ค้นหาพ่อแม่ตัวจริงที่ทิ้งเธอไป ไม่เคยคิดว่าคาเลบและเบียนน่าเป็นเพียงผู้อุปการะ แต่คือพ่อแม่ของเธอจริง ๆ แต่ถึงกระนั้น ไม่ว่าชีวิตจะผ่านอะไรมาแค่ไหน เธอยังเป็นเพียงเศษฝุ่นในจักรวาล มีอายุขัยสั้นกว่าซุเปอร์โนวาเสียอีก

จะเป็นอย่างไรหากเธอไม่เคยรู้จักคำว่า รักและความอบอุ่นของครอบครัวมาก่อน อเล็กซิสจะยอมรับความจริงได้ดีกว่านี้หรือเปล่า ถ้าเกิดพระเจ้ามีอยู่จริง เหตุใดท่านจึงให้เธอสัมผัสถึงความรักและความอบอุ่นของพวกเขาแล้วพรากมันไป การรับมือกับความเจ็บปวดนั้นไม่ง่ายเลย

จุดประสงค์ของแต่ละฝ่ายคืออะไรกัน ทั้งพระเจ้าและรัฐบาล อเล็กซิสครุ่นคิดเมื่อสติสัมปชัญญะกลับคืน หวังว่าดวงดาวจะให้คำตอบแก่เธอ เกิดอะไรขึ้นหลังจากยุคหายนะ รัฐบาลปิดบังเรื่องอะไรไว้บ้าง

“มีหนังสารคดีเรื่องอื่นอีกไหม”

“ต้องใช้เวลาในการดาวน์โหลด”

“ได้”

“โปรดป้อนคีย์เวิร์ด”

“เหตุการณ์หลังยุคหายนะ”

“ไม่มีข้อมูลที่คุณต้องการ”

แหม เร็วไปไหม อเล็กซิสแค่นยิ้มให้กับตัวเอง นึกขันที่พยายามจะหาคำตอบจากเครื่องฉาย ฉับพลัน จมูกได้กลิ่นกัญชาลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ

แย่ที่สุด

เธอหันไปเผชิญหน้ากับคนที่คอยไล่ทุกคนออกจากห้องด้วยกลิ่นนี้ เขาเป็นชายหนุ่มร่างสูง ค่อนข้างเพรียวแต่ไม่ผอมแห้ง ออกจะแข็งแรงด้วยซ้ำ คนตรงหน้าสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาว กางเกงยีนส์ และรองเท้าบู๊ต (ซึ่งเธอไม่แน่ใจว่าสีอะไร) เขาจ้อง ขณะเดียวกัน อเล็กซิสก็จ้องกลับ สำรวจมองลักษณะจึงเห็นผมสีดำยุ่ง ๆ ที่ทำให้เธอนึกถึงเจสซี่ ชายหนุ่มคนนี้มีความหล่อและร้ายพอสมควร เมื่อแสงจากการระเบิดของดวงดาวสาดเข้าที่ใบหน้าชายหนุ่ม เธอจึงเห็นใบหน้าคล้ายสะลึมสะลือหากแต่แววตากลับยียวนกวนประสาท

“ช่วยหยุดสูบบุหรี่ได้ไหม” เด็กสาวขอร้องอย่างสุภาพ

แทนที่จะตอบรับ ชายหนุ่มก้าวเข้ามาตรงหน้า พร้อมกับบุหรี่ที่คาบไว้ในปาก “ทามมายล่ะ มีกฎห้ามหรา” เขาตอบด้วยน้ำเสียงยานคาง

มุมปากข้างหนึ่งของเขากระตุกเหมือนยิ้มเยาะเมื่อเห็นว่าเธออึ้งที่เขาปฏิเสธ ไม่สนในมารยาทอันใด ชายร่างสูงจ้องหน้า ยักคิ้วข้างหนึ่ง โทสะปะทุขึ้นในใจแต่ยังอยู่ในระดับแค่มีคนมาจุดไฟเย็นข้างใน อเล็กซิสพยายามควบคุมอารมณ์ตัวเอง ปล่อยให้ไฟไหม้จนหมดแท่ง

เด็กสาวเดินหนีและพูดกับเจ้าเครื่องฉายว่า “เล่นเรื่องจุดกำเนิดจักรวาลทีสิ” ณ วินาทีนั้น เธอได้ยินเสียงเหมือนนาฬิกาดังติ๊ก ๆ

“หยุดทำเสียงแบบนั้นได้ไหม มันน่ารำคาญ!

“ฉันไม่ได้ทำสักหน่อย” เขายกมือทั้งสองข้างขึ้นแสดงให้เห็นว่าตัวเองเป็นผู้บริสุทธิ์ แถมยังเดินตามมาอีก “ถ้าเธอเลือก หนังเรื่อง “โลกของเรา” ฉันรับรองว่าเธอจะได้เห็นภาพงานกราฟิกโคตรสุดยอด ห้องมันเล็กก็จริงนะ แต่คุณภาพยอดเยี่ยมกว่าท้องฟ้าจำลองในโลกของพวกเรามาก”

“รอให้เรื่องนี้เล่นจบก่อน แล้วนายจะดูอะไร หรือสูบเท่าไร แค่ไหน ก็แล้วแต่นายเลย”

เขาปล่อยควันออกมาจากปาก แล้วชี้ไปที่ควันว่า “มันเหมือนกับหมอกเวลาอากาศเย็น ๆ หรือไม่ก็ลองนึกตอนที่เธอดูหนังผีแล้วมีหมอกควันแปลก ๆ มันสวยและน่าพิศวงใช่ไหมล่ะ เธอไม่เห็นเหมือนฉันเหรอ” เขาพุ่งตัวเข้าไปในควันแล้วหมุนวน ๆ อยู่อย่างนั้น

จะพูดกับคนประสาทยังไงให้รู้เรื่องนะ

“มันไม่ดีต่อปอดนายนะ”

“ใจดีจัง เป็นห่วงคนอื่นด้วย” ถึงแม้ว่าเขาไม่ยิ้ม แต่สายตากลับเหมือนเย้ยอยู่ “มันไม่มีทางทำลายสุขภาพของฉันหรอก อย่าห่วงเลย”

“มันทำลายของสุขภาพของฉัน นี่แหละที่ฉันห่วง” เธอย้อน “แต่นายคงไม่สนใจอยู่แล้วนี่นา ขนาดแค่แบ่งห้องให้คนอื่นใช้ยังทำไม่ได้เลย อย่าว่าแต่เคารพผู้อื่นเลย ถ้านายคิดว่าการสูบบุหรี่จะช่วยให้นายครองห้องไว้คนเดียว รู้ไว้เถอะ นายคิดผิด เพราะฉันมาก่อน และนายต้องหยุดสูบแล้วรอ”

อเล็กซิสจำได้แน่นอนว่า แมรี่ สตีเว่น เคยบันทึกประวัติอาการป่วยปลอม ๆ ที่แจ้งว่าเธอเป็นโรคภูมิแพ้ฝุ่น แต่ควันบุหรี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่เกี่ยวกับนิสัยกลัวฝุ่นของเธอ แต่มันคือเรื่องของคนมารยาททรามล้วน ๆ

“ว้า โดนจับได้ซะแล้ว” เขาหัวเราะ แต่เป็นเสียงหัวเราะที่ปั้นแต่งมาก “เธอเป็นคนตลกนะ อยากลองสูบสักม้วนไหมล่ะ ฉันจะสอนเธอเอง” เขายื่นบุหรี่ให้ม้วนหนึ่ง “มันช่วยทำให้สมองเธอโล่งเชียวล่ะ”

อเล็กซิสนิ่วหน้า เธอรู้ว่ากัญชาจะส่งผลแบบไหน แต่เธอไม่รู้จะรับมือกับคนพรรค์นี้ได้อย่างไร เด็กสาวสรุปไว้ในใจ เธอจะพยายามรักษาระยะห่างให้มากที่สุด ใจหนึ่งอยากเอาชนะนิสัยเสียของเขา และอีกเหตุผลคือตัวเองมาก่อน แต่ถ้าเขายังตามตื๊อกวนประสาทอยู่เรื่อย ๆ ทางออกที่ดีที่สุดคือยอมแพ้ ปล่อยให้เขาได้ห้องไป เพราะอย่างไร เธอก็ไม่อยากจะมีเรื่อง และอย่างที่เธอเดาไว้ เขาก็ยังคงตามมากวนอยู่ตลอด หนำซ้ำยังพ่นควันบุหรี่ใส่หน้าอีกต่างหาก ยิ่งไปกว่านั้น เสียงติ๊ก ๆ ยังคงดังต่อเนื่อง เพียงแต่ว่า เขาไม่ได้ทำเสียงนี้ขึ้นมา แล้วเสียงมาจากไหน

“นี่มันเสียงอะไรกันแน่ เครื่องมีปัญหาเหรอ” เธอบ่นพลางปัดควันออกไปจากตัว

“หา เสียงอะไร”

เขาเงี่ยหูฟัง “โอ้ ไม่นะ โอ้ ไม่ ๆ”

เสียงนั้นดังขึ้น ถี่ขึ้น “นี่ไง เสียงนี้!” อเล็กซิสชี้ เพียงชั่วแวบเดียว เครื่องฉายหยุดทำงาน เธอนึกว่าไฟดับ แต่แสงไฟในห้องกลับสว่างจ้าขึ้นจนเธอมองอะไรไม่เห็น ได้แต่หลับตา จากนั้นมีแรงบางอย่างผลักร่างเธอออกไปจากตรงนั้น ไม่ทันตั้งตัวแต่อย่างใด อเล็กซิสล้มลง อีกไม่กี่นิ้ว ก็เกือบกระแทกกับกำแพง ดีที่ตกลงมาเสียก่อน เด็กสาวรู้สึกเจ็บนิด ๆ ระหว่างนั้นเธอกะพริบตาเพื่อปรับสายตา ทันใดนั้น จึงได้ยินเสียงน้ำไหลซู่ ๆ เมื่อลืมตาจึงเห็นว่ามีน้ำไหลออกมาจากเพดานคล้ายกับมีฝักบัวอยู่ด้านบน ชายคนนั้นตัวเปียกโชก

“อะไรน่ะ” เธอร้อง ยังคงตกใจอยู่ เพราะเสียงประหลาดส่งเสียงบิ๊บ ๆ ดังถี่ ๆ ไม่นานหลังจากนั้น มีเสียงลมดังขึ้น อเล็กซิสกอดอกต้านลม มันเป่าน้ำที่อยู่บนพื้นไปยังขอบกำแพง จนเสียงลมสงบลง  

“เครื่องตรวจจับควัน” เขาเพิ่งตอบ เสื้อผ้าที่สวมอยู่กึ่งแห้งกึ่งเปียก

“นายเป็นอะไรหรือเปล่า” เธอถาม ยังคงตะลึงกับเหตุการณ์เมื่อครู่ เขายังหนุ่มมาก น่าจะเรียกว่าใกล้เคียงกับเธอ อายุคงประมาณเบนได้ ผิวของเขาซีด แต่ใบหน้าแดง

เขาส่ายหน้า “ไม่โอเคเลย พวกเขาติดเครื่องตรวจจับควันในห้องนี้แล้ว แย่จริง ๆ ทำไมใจร้ายกันแบบนี้” เสียงที่พูดนั้นสั่น เขานั่งลงบนพื้น แต่อเล็กซิสเห็นว่า เหมือนเขาล้มลงเพราะหัวใจสลายมากกว่า มันเป็นภาพที่น่าตลก

“ห้องนี้เป็นห้องเดียวที่ไม่มีเครื่องตรวจจับ แต่ตอนนี้...หมดกัน ไม่มีแล้ว” เขาดึงซองบุหรี่ออกจากกระเป๋าเสื้อ พอเห็นมันยังแห้ง จึงถอนหายใจโล่งอก จากนั้นจึงหันหน้ามาหาเธอ

“อย่างนี้เรียกกรรมตามสนองใช่ไหม” เขาพูดพร้อมกับรอยยิ้มเยาะตัวเอง แล้วมันทำให้อเล็กซิสอมยิ้มเล็ก ๆ

“คงงั้น สมน้ำหน้าแล้วนี่” เธอตอบ บางทีคนคนนี้อาจไม่ได้นิสัยแย่อะไรมาก อาจจะเป็นแค่เกรียนคนหนึ่ง “แล้วก็ขอบคุณที่นายผลักฉันออกไปด้วย...ถึงแม้จะเกือบโหม่งกำแพงก็เถอะ เอ ว่าแต่ตอนนั้น นายผลักฉันเหรอ”

แต่เธอไม่ได้ติดใจอะไรมาก อเล็กซิสมองไปรอบ ๆ แล้วถอนหายใจ แต่แล้วแสงสว่างในห้องค่อย ๆ ลดลงจนมืดสนิท เครื่องโปรเจกเตอร์กลับมาทำงานอีกครั้ง ดวงดาวฟื้นคืนชีวิต

“นายคงชอบห้องนี้มาก ก็ได้ ฉันปล่อยให้นายครองห้องก็แล้วกัน” เด็กสาวยอมแพ้ปราศจากอาการตะขิดตะขวงใจหรืออยากเอาชนะอีก เธอไม่มีอารมณ์มานั่งค้นหาคำตอบจากดาวพวกนี้อีกแล้ว

เขาเงยหน้ามอง ปัดผมสีดำออกไปจากหน้า “อยู่สิ เธอจะอยู่ต่อก็ได้”

“ไม่เป็นไรหรอก ฉันไม่อยากดูอะไรแล้ว”

“ไม่ ๆ...อยู่เถอะ ฉันอยากจะแบ่งห้องให้เธอใช้แล้วไง เธอต้องให้เกียรติฉันสิ นี่อุตส่าห์มีน้ำใจแล้วนะ”

อเล็กซิสสั่นหัว แต่ไม่มีอารมณ์ขุ่นมัวเหมือนก่อนหน้านี้ เธอนั่งลงบนพื้น น่าแปลกที่มันแห้งสนิท

“เวทมนตร์อะไรกันเนี่ย” เธอพึมพำ ทึ่งไปกับเทคโนโลยีของที่นี่ รัฐบาลครอบครองเทคโนโลยีชั้นสูงในแบบที่หนังวิทยาศาสตร์เรื่องใดก็เทียบไม่ติด

“สรุปแล้ว นายชอบห้องนี้ หรือว่าอยู่ในห้องนี้เพื่อสูบบุหรี่กันแน่” เธอถามชายหนุ่ม

“ถูกทั้งสองข้อ”

จู่ ๆ เขาหุนหันลุกขึ้นยืน ทำเอาอเล็กซิสรีบลุกตามไปด้วย เขาเดินไปรอบ ๆ แหงนหน้ามองดวงดาวทั้งหลายเหมือนกำลังชื่นชมผลงานศิลปะที่เก็บสะสมในแกลลอรี่ส่วนตัว “พอจ้องมองสิ่งเหล่านี้ มันทำให้ฉันรู้ว่าตัวเองเป็นเพียงสิ่งเล็ก ๆ เท่านั้น หลงทาง เป็นแค่เศษเสี้ยวในจักรวาล มีความสำคัญน้อยนิด สิ่งมีชีวิตที่ถูกทิ้งขว้าง ฮึ”

น่าแปลกที่ว่าพอเขาพูด อเล็กซิสกลับเห็นตัวตนของเขาชัดเจนกว่าเวลาที่ไฟส่องสว่าง ในน้ำเสียงนั้นแดกดันรัฐบาลอยู่หน่อย

“นายแน่ใจนะว่าอยากจะแบ่งท้องฟ้านี้กับฉันแล้ว” เธอถามเพื่อความแน่ใจ ถึงเขาทำตัวเป็นมิตรมากขึ้น แต่เธอก็ยังไม่ค่อยมั่นใจกับท่าทางลอย ๆ เอาแน่เอานอนไม่ได้อยู่ดี

“อื้อ พูดแล้วไม่ใช่เหรอ”

“ช่างเหอะ” เธอนวดขมับตัวเอง พยายามปรับจูนสติ

“ฉันไม่ได้จะไล่เธอหรอกนะ คือ ใช่ ตอนแรกก็จะทำ” ชายร่างสูงสารภาพ “แต่พอเห็นว่าเธอยืนมองเหตุการณ์ที่ดาวชนกัน แวบหนึ่ง เหมือนฉันเห็นว่าเธอหลอมรวมไปกับพวกมัน...เหมือนโลกภายในตัวเธอล่มสลาย เหมือนกับที่ฉันรู้สึกกับตัวเอง เธอมีคำถามมากมาย...เหมือนกับฉัน...ความเจ็บปวด...ราวกับนี่คือจุดจบของชีวิต เธอกำลังสับสนว่าตัวเองควรยอมรับความจริงหรือไม่ และเธอพยายามที่จะหาคำตอบกับดาวพวกนี้”

อเล็กซิสเงียบไปพักใหญ่เมื่อมีคนอ่านความในใจออก

“ใช่ นายพูดถูก ในหัวของฉันฟุ้งไปหมด มีแต่คำถามและข้อสงสัยมากมาย บางครั้งฉันสงสัยด้วยซ้ำ ว่าตัวเรา ณ ปัจจุบันคือตัวตนของเราจริงหรือไม่ บางที ที่นี่อาจจะเป็นยานอวกาศก็ได้นะ พอเที่ยงคืน สิ่งรอบข้างก็เปลี่ยนไป แล้ววันหนึ่ง ฉันอาจลืมไปว่าตัวเองเป็นใคร*

เธอสัมผัสได้ว่าเขามองเธอ แต่สายตาของเธอในตอนนี้มองเห็นไม่ชัด ไม่เห็นแม้แต่สีตาของเขา น้ำตาลเข้มหรือเปล่า เธอหันไปสนใจเจ้าหลุมดำที่เคลื่อนตัวอยู่ด้านข้าง “พวกเขาไม่ควรทาสีขาวขนาดนั้น มันควรจะเป็นสีที่ให้ความรู้สึกอ่อนโยนกว่านี้ หรือไม่ก็สีครีม สีขาวโทนนี้ทำให้ระคายตา ฉันไม่ชอบ มันขาวเกินไป ไม่รู้ทำไมถึงเกลียดขนาดนี้”

เขาหัวเราะผ่านไรฟัน “เห็นด้วยเรื่องสี เพื่อนสนิทของฉันก็ไม่ชอบ เขาบอกว่า คนพวกนี้พยายามทำตัวให้ขาวสะอาดมากขึ้นด้วยการใช้สีขาวปิดบังความโสมมข้างใน”

“มีเหตุผลดี แต่เพื่อนของฉันไม่เห็นรู้สึกแบบนั้นเลย พวกเขาเฉยชากับมัน ไม่สนใจเลยด้วยซ้ำ ฉันไม่ชอบเวลาพวกเขายอมรับความจริงได้ง่ายเหลือเกิน รับมือกับภาพมายาได้เก่ง...มันน่าหงุดหงิด” เธอมองกลับไปยังคู่สนทนา เพราะบรรยากาศค่อนข้างมืดเมื่อเครื่องฉายท้องฟ้าในยามค่ำคืน “ฉันไม่รู้ตัวเลยว่านายเข้ามาเมื่อไหร่ นายบอกว่า เห็นปฏิกิริยาของฉันทุกอย่าง จริงเหรอ ฉันว่ามันมืดออกจะตาย แม้แต่ตอนนี้ ฉันยังเห็นนายไม่ชัดเลย ถ้าไม่มีแสงจากดาว”

“อื้อ สายตาแบบพวกเราดีกว่าคนแบบเธออยู่แล้ว แม้แต่ภายใต้แสงสลัวฉันก็ยังมองเห็นชัด เธอไม่รู้ตัวจริง ๆ นั่นแหละ ขนาดฉันเดินเข้าไปใกล้ ๆ ยังไม่รู้เลย จนกระทั่งฉันสูบ สักพักเลยทีเดียวกว่าเธอจะรู้สึกตัว ก็เลยแกล้งหยอกนิดหน่อย”

อเล็กซิสหัวเราะ “นายรู้ตัวดีนี่ ว่านิสัยไม่ดี”

เขายักไหล่

แปลกคน แม้อเล็กซิสไม่สามารถสังเกตอากัปกิริยาได้ดีไปกว่าที่เขาสังเกตเธอ เพราะประสาทสัมผัสถูกแสงสลัวปิดกั้นเอาไว้ แต่คำพูดของเขานั้นจับใจ เหมือนมันเป็นสิ่งที่ออกมาจากข้างใน เธอสัมผัสมันได้และมันทำให้เธอเห็นตัวตนของเขาดีกว่ามองด้วยตาเปล่า

“ฉันชื่ออเล็กซ์ เธอชื่ออะไร”

เด็กสาวขำพรืดออกมาทันที “แปลกแฮะ ฉันชื่ออเล็กซ์เหมือนกัน มาจากอเล็กซิส เดี๋ยวนะ” เธอนึกถึง เบน หนุ่มหล่อเสน่ห์แรงคนนั้น “นายเป็นเพื่อนของเบนใช่ไหม”

“รู้จักหมอนั่นด้วยเหรอ” เขาว่า “อืม ก็คงไม่แปลก หมอนั่นต้องทำความรู้จักกับเด็กผู้หญิงอย่างเธอก่อนฉันแน่นอนอยู่แล้ว สำหรับเรื่องนี้ ไอ้นี่ไวเสมอ”

อเล็กซิสพอเข้าใจอยู่บ้างแต่ไม่ใช่ทั้งหมด “อ่า...เขาหัวเราะพอฉันบอกชื่อตัวเอง สรุปแล้ว นายคือ...อเล็กซ์คนนั้นจริง ๆ สินะ”

“มาจากอเล็กซานเดอร์” เขาตอบ “และใช่ ฉันคืออเล็กซ์คนนั้น สนิทกันแล้วหรือยังล่ะ กับเบนน่ะ”

“คุยกันสั้น ๆ แบบ ไง ยินดีที่ได้รู้จัก เขาเป็นคนใจดีนะ เขาช่วยฉันเรื่อง...เออ ช่างมันเหอะ”

“ใจดี...”

“นายนอนดึกเป็นประจำเลยเหรอ”

“ฉันนอนที่นี่ต่างหาก” อเล็กซ์หยุดเดิน แล้วเรียกเธอให้มาใกล้ ๆ “แค่ออกไปหาอะไรดื่ม พอกลับมา เธอก็ขโมยห้องไปแล้ว”

“....”

“เมื่อกี้พูดเล่น เธอเป็นคนจริงจังเหมือนกันนะเนี่ย นี่ อยากเล่นกลหรือเปล่า” น้ำเสียงในประโยคหลังทำให้เธอรู้สึกว่า เขาเพิ่งตื่น

“ฉันเล่นกลไม่เป็น แล้วก็เบื่อกลแล้วด้วย” อเล็กซิสนึกถึงกลเดินบนน้ำในงานปาร์ตี้ของเวดที่เป็นช่องทางให้เบลินดาแจ้งความจนพวกเขาถูกจับแล้วลงเอยที่นี่

“ไม่เป็นไร ฉันจะเล่นให้ดู มานี่สิ” อเล็กซ์ไม่รอคำตอบ พอออกปากปุ๊บ พริบตาหนึ่งเขาก็มายืนข้างตัวเธอแล้ว ชายหนุ่มสอดมือระหว่างเอวพยายามจะอุ้มตัวเธอขึ้น “เฮ้ย!” อเล็กซิสผลักมือเขาออก “ไม่ดีนะแบบนี้ ไม่ดี”

“ไม่มีอะไรสักหน่อย ไม่ได้คิดจะทำอะไรแบบนั้นด้วย เชื่อเถอะ สัญญาว่าจะแสดงเวทมนตร์ให้ดูจริง ๆ อย่าดื้อน่า”

“ฟังดู...น่ากลัวแฮะ แถมประโยคหลังก็ไม่น่าไว้ใจ” เหมือนหัวใจของเธอเต้นแรงขึ้น ใบหน้าปีศาจของคาเมรอนผุดขึ้นมาในความคิดด้วยความหวาดระแวง กลัวว่าชายคนนี้จะกลายเป็นปีศาจเหมือนไอ้เวรนั่น แต่เขาดูไม่เหมือนคนพวกนั้น เธอไม่รู้สึกสังหรณ์ว่าจะเกิดเรื่องแบบนั้นอีก แต่กระนั้น...“ฉันนั่งดูนายเล่นกลก็ได้ ฉันเป็นผู้ชมที่ดีนะ ขอเถอะ อย่าคะยั้นคะยอเลย”

อเล็กซ์สังเกตเห็นว่าเธอไม่สบายใจ เขาจึงพูดโน้มน้าวด้วยเสียงที่อ่อนโยนลง “ไม่น่ากลัวหรอก เธอปลอดภัยแน่ ๆ ฉันจะอุ้มเธอไว้แบบนี้ เถอะน่า ฉันต้องมีผู้ช่วย แล้วตอนนี้เธอได้รับตั๋วชมชั้นพิเศษเชียวนะ โชคดีขนาดไหนแล้ว”

ใบหน้าของเขาห่างกับเธอไม่กี่คืบ และเพราะเหตุนี้ เธอจึงมองเห็นดวงตาของเขาได้เต็มตา มันเป็นสีดำสนิท แต่สะท้อนให้เห็นดาราจักรที่โลดแล่นอยู่ข้างใน และไม่รู้เพราะอะไร เธอเกิดเชื่อใจเขาขึ้นมา

“นายสัญญานะว่ามันไม่อันตราย”

“แน่นอน ไม่ต้องกลัวหรอก ฉันสัญญา” เขาชูนิ้วก้อยขึ้น

“แล้วทำไมต้องอุ้มด้วย” เด็กสาวไม่หยุดซักถาม

“เพราะมันง่ายกว่า แล้วก็ปลอดภัยกว่าด้วย เดี๋ยวเธอจะเข้าใจเอง ฉันสัญญาแล้วนะ”

อเล็กซิสนิ่งคิดสักพัก จากนั้นพยักหน้าตกลง เขาอุ้มเธอขึ้นง่าย ๆ ราวกับอุ้มตุ๊กตา

“ฉันจะนับหนึ่งถึงสามนะ”

เธอพยักหน้า

“หนึ่ง...” อเล็กซ์กระโดดทันที ร่างสูงโพทะยานขึ้นราวกับจรวด

อเล็กซิสกรีดร้องเสียงดังลั่น หลับตาปี๋ ไม่กล้ามองข้างล่าง

ไม่นาน เธอเพิ่งรู้ตัวว่า ร่างของทั้งสองไม่ได้ตกลง อเล็กซ์กระโดดสูงในแบบที่มนุษย์ปกติทำไม่ได้ พวกเขากำลังลอยตัวอยู่ โอบล้อมไปด้วยดาวนับพัน เธอมองเห็นทางช้างเผือกใกล้ขึ้น และพอเขาสั่งให้เครื่องซูมเข้า จึงดูเหมือนว่ามันกำลังเคลื่อนตัวเข้าหาคนทั้งคู่

ชั่วขณะหนึ่งที่จิตกับร่างแยกออกจากกัน ร่างกายของเธอเบาจนเหมือนไร้น้ำหนัก ช่วงเวลาที่จิตปราศจากมลภาวะทางความคิดที่คอยหลอกหลอนอยู่ในหัว เมื่อมันเป็นอิสระ ต่อมรับรู้แทบไม่มีผลอันใด และเมื่อไม่รู้สึก ก็ไม่มีความเจ็บปวด หมดสิ้นอาวรณ์ และข้อสงสัยต่าง ๆ ประหนึ่งสิ่งรบกวนในใจทั้งหมดพร้อมใจกันหยุดนิ่ง เธอกลายเป็นเพียงดาวดวงหนึ่งที่มีอยู่ แต่ไร้ซึ่งอารมณ์และความรู้สึก บางทีเมื่อเธอหยุดรับทุกสิ่งทุกอย่าง มันอาจเป็นหนทางสู่อิสรภาพอย่างหนึ่ง ปลดเปลื้องโซ่ตรวนทางความคิดที่ครอบงำเธออยู่ทุกวัน

“เธอเข้าใจแล้วใช่ไหม ว่าทำไมฉันถึงชอบสิงอยู่ในนี้”

เสียงของเขาดังก้องอยู่ในหู แต่ในสภาวะนี้ สมองของเธอทำงานช้าลง การประมวลผลจึงช้าลงไปด้วย ไม่นาน ร่างคนทั้งสองค่อย ๆ ลอยลงสู่เบื้องล่าง พ่ายแพ้ให้กับอำนาจแรงโน้มถ่วงในที่สุด เขาปล่อยตัวเธอลง

“ว้าว ไม่เคยรู้สึกอะไรแบบนี้มาก่อนเลย รู้สึกเหมือนลอยขึ้นไปบนอวกาศจริง” เด็กสาวตบปากตัวเองเบา ๆ เอามือถูกันเองไม่หยุด “นายบินได้ น่าทึ่งมาก”

“ไม่ได้บินสักหน่อย” เขาว่า เด็กสาวเพิ่งรู้สึกตัวว่าอเล็กซ์มองเธอไม่วางตา

“มีอะไรเหรอ”

เขาเดินเข้ามาใกล้ จ้องเข้าไปในดวงตาเธอด้วยแววตาสงสัยใคร่รู้ เหมือนกำลังค้นหาอะไรบางอย่าง“ฉันไม่เคยเห็นดวงตาสีน้ำเงินแบบนี้มาก่อนเลย”

“ตาของฉันน่ะเหรอ มันก็สีฟ้า”

“ไม่ใช่สีฟ้า สีน้ำเงินเข้ม ตอนอยู่ข้างบนเลยเห็นชัดว่าเป็นสีน้ำเงินเข้ม (“โอเค สีน้ำเงิน” อเล็กซิสยอมแพ้) แต่เหมือน...มีอะไรบางอย่าง...ส่องสว่างอยู่ข้างใน ไม่ใช่เพราะแสงกระทบแต่...มันอยู่ในตัวเธอ”

ฉับพลัน อุณหภูมิในห้องเหมือนเพิ่มขึ้น อเล็กซิสรู้สึกว่าอากาศอบอุ่นขึ้นทันตา เมื่ออเล็กซ์เขยิบเข้ามาใกล้กว่าเดิม ดวงตาสีดำของเขาเอาแต่จ้องสำรวจเข้าไปในตาของเธอ เป็นวินาทีที่แก้มทั้งสองข้างร้อนผ่าว ลมหายใจติดขัด และเธอเป็นฝ่ายถอยออกมาเอง

“พวกเราเป็นพวกสัตว์กลางคืนแน่ ๆ เลย เธอก็เหมือนกันใช่ไหม” ชายหนุ่มถาม โทนเสียงดูยินดีเหมือนเด็กที่เจอเพื่อนใหม่

“นายคนเดียวมั้ง วันนี้ฉันแค่นอนไม่หลับ ปกติแล้วฉันชอบนอนนะ”

พวกเขามองหน้ากันโดยไม่พูดอะไรอยู่สักพัก อเล็กซ์เป็นคนแรกที่ทำลายความเงียบ “ในเมื่อคืนนี้มีแค่ฉันกับเธอ ทำไมพวกเราไม่ลองมาคุยปัญหาปรัชญากัน**” เขาจบประโยคด้วยการกัดปากพร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

“...ฮะ”

“ฉันหมายถึงปรัชญาจริง ๆ นะ” ชายหนุ่มยิ้มเย้ย ดวงตาสีดำลุกวาวล้อเลียนความคิดบางอย่างในหัวเด็กสาว เธอกลั้นหายใจอย่างอดทน เพราะรอยยิ้มก่อนหน้าทำให้เธอคิดไปในทางนั้น แต่อย่างไรก็ตาม เธอกลับอยากคุยกับเขาต่อ

“งั้น ถ้าเป็นเดส์การ์ต***ล่ะ”

“ดังนั้น เขาจะเป็นหัวข้อหลักของคืนนี้****














---หมายเหตุ---


*พล็อตที่อเล็กซิสพูดมาจากหนังเรื่อง Dark City ไม่อธิบายมาก ไปหาดูเถอะ หนังไซไฟยุค 90 พระเอกหล่อ นางเอกสวย


**”...ทำไมพวกเราไม่ลองมาคุยปัญหาปรัชญากัน” เรายึดเอาตามความหมายที่จะสื่อในเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของเรา Talking Philosophy มีความหมายอีกนัยหนึ่งหมายถึง sexual intercourse (การมีเพศสัมพันธ์) อเล็กซ์จงใจแกล้งอเล็กซิสด้วยการกล่าวนำเป็นเชิงว่า “ในคืนนี้ มีแค่ฉันกับเธอ...” บวกกับสีหน้าที่ทำให้อเล็กซิสเข้าใจผิด พออเล็กซิสคิดไปในทางความหมายที่สอง อเล็กซ์จึงบอกว่าเขายึดความหมายตรง นั่นคือเขากำลังชวนเธอถกปัญหาปรัชญาจริง ๆ


**เรเน่ เดส์การ์ต เป็นนักคณิตศาสตร์และนักปรัชญา


***วลีโด่งดังของเดการ์ตคือ I think; therefore, I am ภาษาไทยคือ ข้าพเจ้าคิด (ดังนั้น) ข้าพเจ้าจึงมีอยู่ (ความคิดเกิดจากการที่มนุษย์นั้นคิด เมื่อมีผู้คิด นั่นหมายความว่าผู้คิดมีตัวตนอยู่จริง ๆ (ย้อนกลับไปยังบทสนทนาก่อนหน้า อเล็กซิสตั้งคำถามว่าตัวเองในตอนนี้คือตัวตนจริงหรือไม่ เธอจึงเลือกเดส์การ์ต) พออเล็กซิสเสนอ อเล็กซ์จึงตอบด้วยประโยคโครงสร้างเดียวกับวลีนี้

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 17 ครั้ง

255 ความคิดเห็น

  1. #200 MyLilPony (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 13 มกราคม 2562 / 14:46

    ขอขึ้นเรือลำนี้นะคะ alex x alexis

    #200
    1
    • #200-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 17)
      13 มกราคม 2562 / 15:23
      มา ๆ พายเข้าไป เอ้า เฮ!
      #200-1
  2. #156 P.NUT☆彡 (@PLOY_6843) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2561 / 18:24
    พลังของอเล็กซ์คืออะไร ลอยตัวเหรอ หรือพลังจิต อเล็กซ์กับอเล็กซิสก็ดีเหมือนกันนะ 5555 อเล็กซิสกลายเป็นคนฝังใจเรื่อง-บรูซไปแล้ว ฮื้อออ
    #156
    1
    • #156-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 17)
      6 ธันวาคม 2561 / 20:59
      พลังของอเล็กซ์คือการสร้างแรงสั่นสะเทือนและสามารถต้านแรงโน้มถ่วงได้ค่ะ
      #156-1
  3. #27 oDeeo (@lnudeel) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2560 / 16:56
    ควรต่อเรือที่อู่ไหนดี~
    #27
    1
    • #27-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 17)
      28 พฤศจิกายน 2560 / 19:56
      มีเรือกี่ลำเอ่ย :)
      #27-1
  4. #26 10279297_ (@shetangz) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2560 / 13:43
    ไม่นะ เรือเบนอเล็กซ์ของเราจะล่มแล้ว ;____; อเล็กซ์กับอเล็กซิสดูเข้ากันได้ดีเกินไป ขอแปะ dark city ไว้ สอบเสร็จจะรีบไปดูเลยค่า
    #26
    1
    • #26-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 17)
      28 พฤศจิกายน 2560 / 14:43
      ช่วงสอบสินะ ขอให้ได้คะแนนดีมาก เพี้ยง!

      Dark city หนังปี 1998 อาจจะเก่านิดนึง แต่เราชอบพล็อตมาก เก๋กู้ด
      #26-1