Undisclosure Series - ขึ้นเล่มสาม

ตอนที่ 16 : ปีกหัก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 245
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    25 พ.ย. 60

เครื่องตรวจจับควันถูกติดตั้งอยู่ไว้แทบทุกตารางนิ้ว ยกเว้นห้องใหม่ที่เพิ่งเปิด พวกเขานึกขอบคุณความสะเพร่าของเจ้าหน้าที่ติดตั้งระบบ เบนกับอเล็กซ์จึงได้โอกาสสูบกัญชาอัดปอดกันอย่างสนุกสนาน โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีสิ่งรบกวน น่าแปลกที่ว่า เบนควรรู้สึกว่าเป็นผู้ชนะ (ซึ่งตอนแรกก็รู้สึกแบบนั้น) ทว่า อารมณ์เริงร่ายินดีกับเรื่องนี้หมดลง เมื่อเพื่อนเพียงคนเดียวที่เขามีอยู่ทำตัวแปลกไป นับวัน อเล็กซ์ยิ่งมีอาการแย่ลง แย่ลง เขาเอาแต่สิงอยู่ในท้องฟ้าจำลองตั้งแต่ที่พบว่ามันเป็นเขตปลอดเครื่องดักจับควัน คิดไปว่าห้องนี้คือพื้นที่ส่วนตัวของตัวเอง เบนมองว่า อเล็กซ์คงเลือกนอนตายในห้องนี้แน่นอน

อเล็กซ์ค่อนข้างหงุดหงิดในช่วงแรกที่คนอื่นรู้ว่ามีห้องใหม่ แต่คนส่วนใหญ่ไม่ได้ชอบหรือตื่นเต้นไปกับดวงดาวเท่าไหร่นัก (เหมือนกับเบน) มีไม่เยอะนักที่จะมานั่งแช่นาน ๆ ดังนั้น ไม่กี่วันผ่านไป จึงมีไม่กี่คนที่เข้ามาดู อีกเหตุผลหนึ่งที่แขกมีจำนวนน้อย เพราะอเล็กซ์สูบบุหรี่ เมื่อเขาเริ่มจุด คนเริ่มทยอยหนีออกไป เพราะเหตุนี้ ห้องจึงมีกลิ่นกัญชาเกือบตลอดเวลา อเล็กซ์รู้วิธีไล่คนออกไปจากห้อง เขาต้องการยึดห้องนี้ไว้คนเดียว

“พยายามเข้า อเล็กซ์ ควบคุมพลังของนายให้ได้ นายจะได้ลอยขึ้นไปอยู่กับไอ้ดาวปลอม ๆ พวกนี้” เบนตะโกน พอพูดเสร็จก็ปิดปากหาว เขานั่งอยู่บนเก้าอี้ที่ลอยอยู่กลางอากาศ มองดูแล้วเหมือนกับราชาแห่งสรวงสวรรค์ก็ไม่ปาน

อเล็กซ์มองขึ้นข้างบนแล้วกระโดดอีกรอบ ร่างสูงทะยานขึ้นสู่อากาศ ค้างอยู่สักพัก จากนั้นระดับความสูงค่อย ๆ ลดลงมา อเล็กซ์กำลังเรียนรู้วิธีลอยตัวอยู่ในอากาศและต่อต้านแรงโน้มถ่วง “นั่นแหละ อย่างนั้นแหละ” เบนมองดูเพื่อนตัวเองทั้งที่ตาปรือ อเล็กซ์พยายามอยู่หลายรอบจนครั้งสุดท้าย ศีรษะของเขาพุ่งชนเพดานเข้าอย่างจัง

“โอ้ นายอย่าลืมสิ ว่ามันไม่ใช่ของจริง” แต่น้ำเสียงของเบนกลับกลั้วเสียงหัวเราะ ไม่ใช่สงสารเพื่อน

“โธ่เว้ย!” อเล็กซ์คำรามใส่ตัวเอง จากนั้นเงยหน้าขึ้นมองเบน แล้วส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ให้เพื่อน

เก้าอี้ที่เขานั่งอยู่ถูกแรงบางอย่างกระแทกจนพลิกคว่ำ

“ไอ้ชั่ว” เบนเกือบหล่นจากเก้าอี้ โชคดีที่มือข้างขวาคว้าแขนเก้าอี้ได้ทัน เขาควบคุมให้มันเลื่อนลงมาช้า ๆ จนเท้าแตะพื้นและตัวเองปลอดภัย

“แม่ง ไม่เอาแล้วโว้ย ไม่อยู่แล้ว” ชายหนุ่มหัวร้อนขึ้นมาเดี๋ยวนั้นเมื่อถูกกวนโมโหเข้าให้ และอีกเหตุผลหนึ่ง เขาเบื่อมองดาวดิจิทัลเต็มแก่

“ใจเย็น ๆ น่า” อเล็กซ์จุดบุหรี่ขึ้นอีกม้วน นี่คือม้วนที่สี่ของเช้าวันนี้แล้ว

“นี่นายเหลืออยู่กี่ซองวะเนี่ย”

“...เอิ่ม เก้า...มั้ง แล้วนายล่ะ เหลืออยู่เท่าไหร่”

“สิบแปดซอง”

“ให้ฉันสักห้าซองสิ ถ้านายไม่อยากสูบก็ยกให้ฉันซะ”

“ไม่ให้” เบนเลิกคิ้ว กวนประสาท “เว้นแต่ว่านายจะออกจากห้องนี้แล้วหาอะไรอย่างอื่นทำ” หางตาของเบนมองเห็นบิ๊กแบง เขาดูมันเป็นรอบที่สิบแล้ว “ฉันเบื่อ”

“ไม่ ฉันไม่อยากไปไหน นายไปเหอะ หาสาว ๆ ตามที่อยากได้เลย” อเล็กซ์นอนลงบนพื้น นั่งนิ่งราวกับมีคนมาตอกตะปูยึดไว้ เขากอดอกแน่นเหมือนเด็กดื้อ

“เอางี้ แลกกับบุหรี่ห้าซองไหม”

“ไม่”

“งั้นแปดซอง”

“ไม่”

“สิบเลย”

“ไม่”

“เสียสติไปแล้วเหรอไง” เบนเริ่มหมดความอดทน อเล็กซ์คงเสพติดความสันโดษและกัญชามากเกินขนาด และมันอาจส่งผลให้สติของเขาหลุดไปแล้วก็ได้ “นี่นายปลูกกัญชาในสมองเหรอวะ จะอยู่ที่นี่ไปตลอดไม่ได้ ขยับก้นออกมาบ้าง! แล้วนายได้อาบน้ำแล้วหรือยัง”

อเล็กซ์เงียบไปสักพัก แล้วตอบเสียงอ่อน “บางทีฉันอาจเบื่อเหมือนนายนั่นแหละ เบน นายอาจจะแก้เบื่อด้วยผู้หญิง ไปเจอคนนู้นคนนี้ แต่สำหรับฉัน แค่นั่งสูบบุหรี่และมองดวงดาวพวกนี้ก็พอแล้ว” เขาปล่อยควันออกจากปากมากมาย “ท้องฟ้าสวยจะตาย ทำไมนายไม่เห็นเหมือนฉันนะ มันทั้งสวยและน่าค้นหา...ใครสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาก็ไม่รู้”

เบนถอนหายใจ “ใช่ ไอ้สวยน่ะสวย แต่มันโคตรน่าเบื่อเลย พวกมันไม่มีชีวิต ไม่มีความรู้สึก อเล็กซ์ นายกำลังจะเหมือนดาวพวกนี้แล้วนะ”

ควันบุหรี่ปกคลุมไปทั่วตัวอเล็กซ์ เหมือนกับตัวของเขากำลังจะเลือนหายไปด้วย “นายไปเหอะ ฉันไม่เป็นไร ฉันจะไม่ไปไหนจนกว่าพวกเขาจะบอกว่าทำไมถึงส่งพวกเรามาที่นี่”

“อย่างกับจะมีใครมาบอกพวกเราอย่างนั้นแหละ”

อเล็กซ์ยังคงไม่ขยับ เบนเลยสะบัดมือตัวเองออก เก้าอี้ที่นั่งโถมใส่เพื่อนที่กำลังสูบบุหรี่อยู่ทันที

“อย่ากวนได้ไหมวะ!” อเล็กซ์ตะโกนแล้วฟาดมือ ตีกลับการจู่โจมของเบนด้วยพลังของเขาเอง เก้าอี้ในห้องนอนนิ่ง แต่ในลักษณะที่กระจัดกระจายไปทั่ว “ไปไกล ๆ เลย”

“สมน้ำหน้า ไอ้หน้ากัญชา”

เบนส่ายหน้าเอือม นายมันบ้าไปแล้ว เขาออกจากห้องแล้วปล่อยให้อเล็กซ์หลงอยู่กับจักรวาลและโลกจอมปลอมที่เขาสร้างขึ้น เกือบเดือนแล้วที่ทั้งสองคนอยู่ในสถานที่แห่งนี้ พวกเบนมาถึงเป็นกลุ่มแรก ๆ จึงมีเวลาใช้ทุกพื้นที่จนหมด พวกเขาทดลองทุกสิ่งทุกอย่าง สำรวจทุกซอกทุกมุม จนตอนนี้ไม่มีกิจกรรมอะไรหลงเหลือให้เขาอยากทำอีก ถ้าเกิดทั้งสองต้องอยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิต เบนคิดว่าเขาคงขาดใจตายเพราะความเบื่อหน่าย นอนสำลักสีขาวจนตาย ส่วนอเล็กซ์ก็กลายเป็นดาวพวกนั้น

เบนคิดถึงเด็กผู้หญิงที่ชื่อ อเล็กซิส แต่เธอมักอยู่กับเพื่อนและพวกพี่น้องโธมัสตลอดเวลา มันเป็นเรื่องยากที่จะทำความรู้จักกับเด็กคนนั้นเมื่อในสายตาโนเอลกับเทสซ่า เขาคือไอ้โรคจิต ส่วนไอ้หนุ่มร่างบึ๊กก็คอยกันไว้ ครั้งล่าสุดซึ่งเป็นครั้งแรกที่เขาได้คุยกับเธอ แก้มของเธอแดงซ่าน เด็กสาวพยายามหลบสายตาเขาอยู่หลายครั้ง ซึ่งมันบ่งบอกว่าเป็นสัญญาณที่ดี แต่ในสัญญาณนั้นมีความลังเลที่ทำให้เบนไม่ได้รวบรัดหรือเร่งความสัมพันธ์ เขาปล่อยให้ทุกอย่างค่อยเป็นค่อยไป มันมีกฎพื้นฐานหากคุณต้องการเอาชนะสาวสวย อย่าจีบแซวพร่ำเพรื่อ อย่าทำตัวราวกับว่าคุณพร้อมจะเอาใจเธอทุกอย่าง ทำตัวให้ลึกลับบ้าง ขณะเดียวกันก็เปิดเผยตัวตนออกไป แสดงให้เธอเห็นว่าคุณปรารถนาเธอ ขณะเดียวกัน อย่าลืมทำตัวเป็นสุภาพบุรุษแม้เธอมองออกว่าข้างในคุณเป็นอะไร ทำตัวเป็นเพื่อนที่ดี แต่อย่าทำให้เธอปฏิบัติกับคุณเหมือนเป็นแค่เพื่อน ทำให้เธอรู้สึกว่าคุณปฏิบัติกับเธอพิเศษกว่าใคร แต่บางครั้งก็ทำแบบนี้กับคนอื่นด้วย ทำตัวใกล้ชิด จากนั้นเว้นระยะห่าง แต่ทำให้สาวคนอื่นตกหลุมรักคุณไปด้วย เล่นกับเธอ ทำให้เธอสับสน จนกระทั่งเธอเป็นฝ่ายตามคุณเอง จนกระทั่งเธอตกหลุมรักคุณ ทำลายความเย่อหยิ่งของเธอซะ แล้วคุณจะชนะ

เขาใช้เวลาเกือบชั่วโมงคุยกับเด็กสาวคนหนึ่งโดยที่ไม่ถามชื่อเลย สำหรับพวกสาวช่างฝัน ขั้นตอนนั้นจะง่ายกว่า เพราะพวกเธอรอคอยเจ้าชายในฝันอยู่ทุกคืน หากเธอเข้าใจว่าเขาเป็นคนนั้น ทุกอย่างก็จะเร็วขึ้น คืนนี้เขาคงไม่ต้องอยู่คนเดียว แต่ความเหงาใช่ว่าจะจากไปเสียทีเดียว หรือว่าเขาควรอยู่กับอเล็กซ์ในห้องนั้น แล้วปล่อยให้กัญชายึดร่างซะ ทำไมเขาเกิดรู้สึกหมดอารมณ์ ถ้าหากหน้าจอทีวีหน้าห้องอาหารมีข้อความอะไรขึ้นมาบ้าง ก็คงจะดี เบนตัดสินใจผละจากเด็กสาวคนดังกล่าว ติดเชื้ออเล็กซ์หรือไงวะ

เขาเดินเตร็ดเตร่ไปตามทาง พวกเขาอาจจะถูกปล่อยให้เน่าตายอยู่ในนี้ก็ได้

ทั้งสองคนตกนรกมาเกือบเดือน มันเริ่มมาจากคืนนั้น เบน อเล็กซ์ และซาร่าห์ ดื่มมากเกินไปหน่อย หรืออาจจะเรียกว่า บริโภคแอลกอฮอล์ไปเกือบถัง ไม่ใช่ถังปกติ แต่ระดับถังกักเก็บน้ำ ปกติแล้ว เท่าที่เบนศึกษาจากตัวพวกเขาเอง มนุษย์ที่มีพรสวรรค์ต้านทานฤทธิ์แอลกอฮอล์และยาได้ดีกว่าคนทั่วไปมาก หรืออาจจะเรียกว่า ของพวกนี้ทำอะไรเขาไม่ได้เลย อย่างไรก็ตาม ถ้าหากเขาสูบหรือดื่มในปริมาณขนาดนั้น สุดท้าย ร่างกายก็ยอมแพ้อยู่ดี เมื่อสมองถูกแอลกอฮอล์หรือยาสักชนิดเล่นงาน สติค่อย ๆ ลดลง มันเป็นความประมาทเลินเล่อของพวกเขาด้วย วันนั้น ในห้องเพนท์เฮ้าส์ของอเล็กซ์ (ของอเล็กซ์ ไม่ใช่ของครอบครัวอเล็กซ์) ด้วยสติที่ปราศจากสติสัมปชัญญะ พวกเบนทำเรื่องโง่เง่าที่สุดลงไป นั่นก็คือ แสดงพลังเพื่อข่มกันและกัน

เบนค้นพบความสามารถเหนือมนุษย์มาตั้งแต่เด็ก ส่วนอเล็กซ์ได้รับพลังพิเศษนี้มาจากอุบัติเหตุ สำหรับซาร่าห์ เขาไม่แน่ใจว่าเธอได้มาได้อย่างไร เพราะเธอไม่เคยเล่าให้ฟัง วันนั้นพวกเขาเพียงแค่แสดงความสามารถที่มี ไม่รู้ตัวเลยสักนิด ว่าคนใกล้ชิดคิดการทรยศ ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง พวกตำรวจบุกเข้ามาพร้อมกับหมายจับพิเศษ แน่นอนว่าพวกเขาสู้ ไม่ยอมให้จับง่าย ๆ และถ้าหากคิดหนีจริง ๆ เบนเชื่อว่าคงทำได้ไม่ยาก แต่เจ้าหน้าที่ข่มขู่ว่าจะดึงครอบครัวของอเล็กซ์และซาร่าห์มาเกี่ยวข้องกับคดี ยิ่งไปกว่านั้น ยังจับน้องชายของอเล็กซ์ไว้เป็นตัวประกัน ทั้งหมดจึงยอมให้จับแต่โดยดี น่าขันตรงที่ว่า พวกเขายอมแพ้เจ้าหน้าที่เพื่อช่วยคนที่ทำให้ตัวเองเดือดร้อน เพราะน้องชายของอเล็กซ์ หรือนิค คือคนที่แจ้งตำรวจ เขาบังเอิญเห็นความลับของพี่ชายเข้า ก็เลยตัดสินใจทำอย่างนั้น

เบนยอมรับว่าเขาแปลกใจมากเมื่อรู้ว่าเป็นฝีมือของนิค เพราะเท่าที่โตมาด้วยกัน นิคเป็นเด็กน่ารัก จิตใจอ่อนโยน...แต่อย่างว่า มันคือความเข้าใจผิดมหันต์ เบนใช้เวลาในห้องขังลองวิเคราะห์ครอบครัวของอเล็กซ์ ไม่นาน เขาพอมองเห็นอะไรบางอย่าง พ่อที่แสนเย็นชาคาดหวังให้ลูกทุกคนมีความสามารถและเก่งกาจในระดับสูงกว่าคนทั่วไป ฟิโอดอร์ต้องการให้ลูกชายทั้งสามสานต่อกิจการของโวลคอฟทั้งหมด วลาด พี่ชายของอเล็กซ์ไม่ต่างจากพวกมิสเตอร์เพอร์เฟ็คดี ๆ นี่เอง เขาสามารถตอบสนองความคาดหวังของผู้เป็นพ่อได้ทุกอย่าง อเล็กซ์เกือบจะเป็นมิสเตอร์เพอร์เฟ็คคนที่สอง ถ้าหากเขาไม่ทะเลาะกับบิดาบ่อย ๆ พ่อของอเล็กซ์ไม่ชอบใจที่ลูกชายชื่นชอบการถ่ายรูป อเล็กซ์เป็นคนมีศักยภาพที่ไม่น้อยไปกว่าพี่ชายเลย แต่เพราะมีนิสัยหัวขบถ จึงไม่ใช่ลูกชายสมบูรณ์แบบ ในอนาคตอันใกล้ สามพี่น้องต้องช่วยกันบริหารอาณาจักรธุรกิจของบิดา แต่นิคกลับไม่อยากแบ่งสมบัตินั้นกับพี่น้องคนไหน เขามองพี่ชายตัวเองเป็นศัตรู เพราะเหตุนี้ เมื่อนิคมองเห็นโอกาสกำจัดทายาทไปได้คนหนึ่ง เขาจึงไม่ลังเล

เขารู้ดีว่าอเล็กซ์เจ็บปวดขนาดไหนเมื่อรู้ว่าน้องชายหักหลัง กลายเป็นคนที่ไม่รู้จัก แม้แต่เรื่องที่เบนลวงซาร่าห์ให้ตกหลุมเสน่ห์และเธอตัดสินใจตีจากอเล็กซ์เพื่อมาหาเบน ก็ยังไม่อาจทำอเล็กซ์เจ็บได้เท่ากับคนในครอบครัวหักหลังตัวเอง หากเทียบบาดแผลก็คงเหมือนกับแผลรอยข่วนกับแผลถูกมีดแทง และอาจเป็นเพราะเบนมักล่อลวงแฟนสาวของอเล็กซ์อยู่เสมอ เขาก็คงชินแล้ว สิ่งที่ทำให้อเล็กซ์เจ็บเจียนตายจริง ๆ ก็คือนิค และอีกเหตุผลหนึ่ง เขาอยากกลับไปคืนดีกับพ่อตัวเอง

ใครจะรู้ ว่าพ่อที่ขึ้นชื่อว่าเข้มงวดและใจแข็งที่สุดจะแสดงออกว่ารักลูกมากกว่าที่ลูกเข้าใจ พออเล็กซ์ถูกจับ ในฐานะประธานเครือบริษัทโวลคอฟ คอร์เปอเรชั่น กรุ๊ป ฟิโอดอร์ใช้อำนาจทางการเงินและเส้นสาย หรือเรียกว่าทุกวิถีทางเพื่อช่วยลูกชายคนที่สองให้หลุดจากคดีนี้ให้ได้ ทว่า เมื่อเทพบุตรตกสวรรค์แล้ว โอกาสชำระล้างบาปนั้นเป็นศูนย์ แม้แต่พระเจ้าแห่งโวลคอฟยังไม่อาจช่วยลูกชายของตัวเองให้พ้นจากขุมนรกได้ เพียงแต่ความพยายามของเขาทำให้อเล็กซ์เพิ่งตระหนักรู้ มันละลายอคติในใจของไปจนหมด เบนคิดว่า นี่อาจเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้อเล็กซ์กลายเป็นคนเก็บตัวเมื่อมาอยู่ที่นี่ ตั้งแต่แม่ของเขาจากไป อเล็กซ์กับฟิโอดอร์มีปากเสียงกันบ่อยมาก อเล็กซ์คงอยากกลับไปแก้ไขความสัมพันธ์ของตัวเองกับพ่อ หรืออย่างน้อย ก็ได้พูดเปิดใจ พูดในสิ่งที่อยู่ในใจ แต่โอกาสนั้นถูกพรากไปแล้ว และที่สำคัญ ความเจ็บปวดที่เกิดจากน้องชายจอมทรยศก็ไม่อาจลืมได้ลง

“น้องชายของฉันถูกหลอกใช้ เขาไม่ได้คิดจะทำแบบนี้ตั้งแต่แรกหรอก เขาเปลี่ยนไปเพราะป้าแคท เธอคอยเสี้ยมให้พวกเราแตกกัน เธอทำให้นิคเปลี่ยนไป” อเล็กซ์บอกกับเบนในเวลาที่ทั้งสองถูกขังอยู่ในห้องขัง

“ถ้านายคิดแบบนั้นแล้วสบายใจ ก็เอาเลย”

เรื่องของอเล็กซ์มีรายละเอียดมากมาย แล้วของเขาเล่า พอคิดถึงครอบครัวตัวเอง เบนอยากจะหัวเราะ เบนเป็นหนึ่งในบุตรนอกสมรสที่พ่อผลิตไว้มากมาย เขาไม่เคยรู้จักแม่ของตัวเอง เธออาจจะเป็นโสเภณีอยู่ที่ไหนสักแห่ง พ่อมักบอกว่า เบนฉลาดที่สุดและมีศักยภาพมากพอที่จะเป็นทายาทของตระกูล ตั้งแต่เด็ก พ่อพาเบนตัวน้อยไปทำงานด้วยเสมอ เขาเรียนรู้การทำงานจากพ่อ และเขาภูมิใจที่ได้เป็นลูกคนโปรด หลงคิดว่าพ่อเลือกเขาแล้ว และพ่อยอมรับในตัวเขาว่าเป็นลูกเพียงคนเดียว นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไม คนถึงไม่มองว่าเขาเป็นบุตรนอกสมรสเหมือนเด็กโรซิเย่คนอื่น แต่เป็น “เบนจามิน โรสิเย่” ผู้มีสิทธิสืบทอดกิจการของวงศ์ตระกูล ทว่า เมื่อพ่อทราบข่าวว่าลูกชายถูกจับ เขาตัดเบนจากความเป็นลูกทันที วันที่สองหลังจากที่ถูกจับกุม จูเลียน น้องชายต่างแม่มาเยี่ยมที่ห้องขังพร้อมกับรอยยิ้มเยาะที่สงวนไว้ให้พี่ชายโดยเฉพาะ น้องชายตัวดีมาเพื่อเย้ยว่า ต่อจากนี้ไป เขาคือลูกคนโปรดและเป็นว่าที่ทายาทตระกูลแทนเบน และนั่นคือสาเหตุที่ทำให้จูเลียนจมูกหักและฟันแหว่ง เพราะเบนจับหน้าน้องชายสุดที่รักกระแทกเข้ากับขอบโต๊ะ ในวันที่เขาเดินทาง มีเพียงพี่เลี้ยงวัยดึกมาส่งเท่านั้น พ่อคงยุ่งอยู่กับการรักษาหน้าจูเลียน เพราะทายาทที่จมูกหักและฟันโหว่คงไม่ใช่ภาพลักษณ์ที่ดีต่อธุรกิจเท่าไหร่

หมอนั่นควรฟันหักมากกว่านี้อีก

เมื่อรู้ว่าตัวเองไม่ใช่ลูกรักและกลายเป็นเพียงลูกนอกสมรสที่ไร้ประโยชน์ เขาไม่เสียใจเลยที่ทำกับไอ้จูเลียนแบบนั้น พ่อไม่เคยมองลูกของเขาเป็นลูกเหมือนพ่อแม่คนอื่น แต่มองเด็กเป็นเพียงผลิตภัณฑ์ที่เขาผลิตขึ้นมา เด็ก ๆ แต่ละคนเป็นเพียงว่าที่ผู้สืบทอดเท่านั้น หากคนนั้นใช้การไม่ได้ เขาก็คัดทิ้ง แล้วคัดสรรตัวใหม่ พอคิดถึงครอบครัวตัวเองทีไร เบนอยากกลับไปหาพวกเขาเสมอ เขาจะกลับไปเอาคืนพ่อและพี่น้องคนไหนก็ตามที่ได้ขึ้นมาแทนที่เขา

“นี่นาย!

โนเอล โธมัสเป็นคนสุดท้ายที่เขาคิดว่าจะเดินเข้ามาหา เบนแปลกใจที่เห็นพี่ชายของเทสซ่าตามหาเขา ท่าทีของชายร่างใหญ่สุภาพผิดจากวันนั้น วันที่เขาเข้าใจเบนผิด

“มีเรื่องอะไรอีกล่ะ ฉันยังคงนั่นยัน นอนยัน ว่าน้องสาวนายนั่นแหละที่ยั่วฉัน” เบนโพล่งตอบทันที

โนเอลทำเสียงเหมือนมีอะไรจุกที่คอ แต่แล้วก็บอกว่า “ฉันแค่ต้องการมาขอโทษนายสำหรับครั้งนั้น ฉัน...หยาบคายใส่นาย ฉันเข้าใจผิดเองว่านายคุกคามน้องสาว แต่ความจริงแล้ว นายถูกแกล้ง...ฉันควรสอบถามให้แน่ใจก่อนกล่าวหานายแบบนั้น”

“แกล้งเหรอ ใช้คำเบาไปมั้ง เธอทำให้ฉันอับอายต่อหน้าทุกคนเลยนะ เธอทำลายชื่อเสียงของฉันเกือบป่นปี้” ชายหนุ่มเบ้ปาก “แล้วนายรู้ความจริงได้อย่างไรล่ะ พ่อหนุ่มน้อย ทำไมไม่ให้เธอมาเองเล่า ถ้าเทสซ่ามาขอโทษด้วยตัวเอง ฉันถึงจะยอมฟังคำขอโทษ”

“นั่นไม่ใช่ประเด็น ฉันแค่มาขอโทษนาย จะรับหรือไม่รับ ก็แล้วแต่ อย่างน้อย ฉันได้ขอโทษนายแล้ว ไม่มีอะไรค้างคาอีก”

เขามาแล้วก็ไป เบนหัวเราะในลำคอ พวกพิลึก แต่ทันใดนั้น เขานึกได้ว่า ตัวเองสามารถเข้าหาสาวน้อยที่หน้าเหมือนตุ๊กตาคนนั้นได้ง่ายขึ้น เพราะโนเอลคงรู้แล้วว่าเขาไม่ใช่พวกโรคจิต และเทสซ่าก็เป็นเพียงนังตอแหล ก็เหลือเพียงไอ้หัวทองคนเดียว อเล็กซ์พูดถูก สิ่งเดียวที่ทำให้เบนสนุกขึ้นมาได้ ก็คือการไล่เก็บพวกผู้หญิงให้หมด

ไม่จริงหรอก ไม่ใช่สิ่งเดียว ยังมีอีกสิ่ง นั่นคือการกวนประสาทนายไงล่ะ อเล็กซ์

เขาพยายามคิดว่าอเล็กซิสจะอยู่ที่ไหน บางทีอาจเป็นห้องฉายภาพยนตร์ เท่าที่เห็น เด็กสาวดูไม่น่าจะชอบที่จอแจ หากเป็นพวกผู้หญิงที่ง่ายหน่อยก็ไม่ต้องใช้เวลามาก แต่กับอีกประเภท ชั้นเชิงเป็นสิ่งจำเป็น แต่เด็กคนนี้ยังเด็กอยู่เลย บางที อาจไม่ต้องใช้เวลามากก็ได้มั้ง แค่ให้ไอ้หัวทองไปไกล ๆ ก็พอ

อย่างไรก็ตาม เขาไม่เจออเล็กซิสอยู่ดี เขาเจอผู้หญิงอีกคน

เขาไม่แปลกใจที่เห็นเธอยืนเหมือนรออยู่แล้ว หญิงสาวยืนพิงกำแพง ส่งยิ้มงาม เธอเคยสวยกว่านี้ เบนคิด วันเวลา สภาพที่ถูกกักขังในสถานที่ปิด ลดทอนความสดใสในตัวคน ซาร่าห์ตรงหน้าเขาไม่ต่างจากกุหลาบใกล้ตาย เธอบิดริมฝีปากกึ่งเหยียดกึ่งยินดีเมื่อเขายิ้มให้เธอ เขารู้ว่าเธอต้องการอะไร หญิงสาวอาจไม่ผ่านบททดสอบ และแม้ดอกไม้ดอกนี้กำลังแห้งเหี่ยว แต่มันก็ยังดูสวยสง่าในแบบของมัน

“ตายแล้ว นี่คือแบตเตอรี่ที่กำลังเสื่อมสภาพหรือเปล่า” ปากเธอว่าอย่างนั้น แต่มือกลับคล้องคอเขา ไม่ว่าจะอยู่ระดับไหน อีตัวก็คืออีตัวอยู่วันยังค่ำ กลิ่นน้ำหอมของหญิงสาวแตะจมูก มันเป็นกลิ่นกุหลาบ

“เธอเคยเห็นกระป๋องซุปข้าวโพดที่ไม่มีใครเอา หมดอายุ ถูกทิ้งไว้หลังตู้ไหม” เขาปัดผมสีทองของเธอออกจากใบหน้าอันหมดจด “ส่องกระจกสิ”

 “นายมันปากร้ายชะมัด” จากนั้นเธอซบศีรษะลงบนอกของเขา ปฏิกิริยาตอบสนองของเขาไวเสมอ เบนโอบกอดเธอไว้ นี่ล่ะมั้ง อเล็กซ์ถึงมองว่าทั้งสองคนเหมาะสมกัน คนหนึ่งเหมือนกับไม้ขีดไฟที่จุดติดง่าย ส่วนอีกคนไม่ต่างจากไฟที่เผาผลาญทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งสองต่างยึดในสัญชาตญาณการดำรงเผ่าพันธุ์ของมนุษย์

ดวงตาสีฟ้าอ่อนมองเข้าไปในดวงตาสีอำพัน “ตอบฉันมา เป้าหมายใหม่ของนายคือใคร นายเดินครุ่นคิดไปมาเหมือนกำลังหาเหยื่อ ฉันจำแววตาของนายได้ดีนะ”

“หือ เธอมาแค่ถามฉันแค่นี้เหรอ” มือทั้งสองของชายหนุ่มล้วงเข้าไปใต้เสื้อหญิงสาว ไม่มีเสื้อชั้นใน ความอบอุ่นจากกายสาวมอบความรู้สึกที่ดีกว่าความอบอุ่นใด ๆ

“ผู้หญิงที่โชคร้ายคนนั้นคือใคร”

เธอเลิกคิ้วข้างหนึ่งขึ้น แล้วยิ้มท้าทาย เขาไม่เคยเกลียดผู้หญิงคนนี้ แต่ก็ไม่เคยรัก แต่ที่เหนือกว่าเหตุผลทั้งปวง เบนยอมรับว่าเขาชื่นชมที่ซาร่าห์ไม่เคยทำให้เขาเบื่อเลย โดยเฉพาะกับเรื่องแบบนี้ กลิ่นสกัดจากกุหลาบกลายเป็นกลิ่นประจำตัว อาจจะเป็นดอกกุหลาบสีแดงก็ได้ กลิ่นกายที่ออกมาจากผิวเนียนนุ่ม และกลิ่นของนักล่าสาว “เดี๋ยวเธอก็รู้” เขาตอบ โน้มศีรษะลงไปสัมผัสริมฝีปากนุ่มนิ่ม ลิ้นทั้งสองตวัดหากันและกันเหมือนกับมีแรงดึงดูด มันมีทั้งรสหวานและเผ็ด ชายหนุ่มนึกสงสัยว่าอะไรทำให้อเล็กซ์อดกลั้น ไม่หวั่นไหวต่อคำเสน่ห์เย้ายวนของเธอได้ เพื่อนของเขายับยั้งตัวเองได้อย่างไรเวลาหญิงสาวมานัวเนียแบบนี้

มือเล็ก ๆ ทั้งสองข้างพยายามปลดเสื้อของเบนแต่มันกลับเหมือนฉีกทึ้งเสียมากกว่า”ที่นี่ถูกสาปไว้แล้ว เบน ฉันไม่รู้ว่าทำไมฉันถึงยังมายุ่งกับนาย ฉันไม่รู้เลย”

เขาดึงเธอเข้ามา ริมฝีปากคนทั้งสองแนบชิดราวกับมีกาวติดไว้ ขณะที่มือของเขาเลื่อนลงต่ำ เธอพอใจ เขารับรู้ได้จากเสียงของเธอ ลมหายใจของเธอ ปลายเล็บของเธอ  จนกระทั่งเธอโถมตัว ยกขากอดรัดเกี่ยวกระหวัด เขาจึงผลักเธอเข้าไปในซอกข้างเครื่องน้ำดื่ม ดับแรงกระหายทั้งหมดทั้งปวง

**********

“พวกนายแต่ง ๆ กันไปเถอะ แต่ขอเถอะนะ อย่าผลิตลูกออกมาเลย ทายาทปีศาจคงทำโลกวินาศเป็นครั้งที่สองแน่ ต้องขอบคุณซาตานหรือไงนะ ที่อุตส่าห์ประทานเพื่อนอย่างพวกนายมาให้ฉัน...นี่เป็นบ้ากันไปแล้วเหรอไง”

เบนนั่งพิงกำแพงอยู่ในซอก เขาหายใจแรงนิดหน่อย ส่วนซาร่าห์นั่งเอนศีรษะพิงไหล่ของเขา ชายหนุ่มตรวจสอบเสื้อของตัวเอง กรงเล็บของซาร่าห์ฉีกมันขาดออกไปบางส่วน อเล็กซ์นั่งลงตรงหน้าคนทั้งสอง มองดูเพื่อนสนิทกับอดีตแฟนสาวแต่งตัวให้เรียบร้อย

“มีลูกกับหมอนี่เนี่ยนะ ฉันเกลียดเบนจะตาย นายก็รู้”

“ถ้าแต่งงานกับยัยนี่ ฉันคงเป็นจูเลียส ซีซาร์ที่กลับใจมาแต่งงานกับบรูตัสแน่ ๆ”

อเล็กซ์กลอกตา “นั่นสินะ แต่เมื่อกี้คืออะไร ใช่ซีซาร์กับบรูตัสหรือเปล่าที่กอดกันแน่นจนจะเป็นคนเดียวกันอยู่แล้ว”

เบนยักไหล่

“พวกนายมันบ้าชัด ๆ ส่วนฉันคงประสาทกลับที่สุดแน่ ๆ ที่ยังเป็นเพื่อนกับพวกนาย นี่ยังกลางวันอยู่เลย แล้วคนก็เดินผ่านไปผ่านมา กล้าทำไปได้ไง”

“ไอ้ลูกชาย จำไว้ นี่แหละ สิ่งที่เขาเรียกว่าความท้าทาย อีกอย่าง พวกเราก็ไม่ต่างอะไรจากมนุษย์ถ้ำอยู่แล้วนี่ ก็ทำแบบพวกมนุษย์ถ้ำนี่แหละ ว่าแต่ นายออกมาจากห้องนั้นทำไม” เบนถาม เพราะเมื่อครู่ อเล็กซ์ยังยืนกรานหนักแน่นไม่ยอมออกอยู่ท่าเดียว แถมดูเหมือนจะฝังรากแก้วไว้ในห้องนั้น “ไปอาบน้ำเหรอ นายไม่ได้อาบน้ำมากี่วันแล้วล่ะ”

“อี๋ อเล็กซ์ นายไม่ควรไม่อาบน้ำนะ”

“ฉันตัวเหม็นเหรอไง”

ซาร่าห์อมนิ้วโป้ง เอียงคอ ทำสายตาอ้อน

“เอ่อ ล้อเล่น ช่างมันเถอะ คือ ฉันเพิ่งรู้ตัวว่าหิว ก็เลยออกมา แล้วจากนั้นก็ได้ยินเสียง...เสียงนั้นนั่นแหละ” เขาหรี่ตามองซาร่าห์พร้อมรอยยิ้มร้าย แน่นอนว่าอเล็กซ์ต้องคุ้นกับเสียงของซาร่าห์ พวกเขาคบหาเป็นคู่รักกันตั้งสองสามสัปดาห์ก่อนที่เบนจะทำลายความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ลง อย่างน้อย ตอนนี้ ทั้งสองต่างคุยกันอย่างปกติ เหมือนเพื่อนที่ดีต่อกัน

“มันยากนักเหรอไง ที่จะหาผู้ชายสักคน” อเล็กซ์ถามอดีตแฟน 

“ใช่” ซาร่าห์สารภาพระหว่างสางผมสีทองของตัวเอง “ที่นี่ไม่ได้มีหนุ่มฮอตเยอะแยะสักหน่อย แถมส่วนใหญ่ก็ดูจะไม่สนใจพวกผู้หญิงกันแล้ว...รวมถึงนายด้วย”

“เปล่าซะหน่อย...” อเล็กซ์เม้มปาก “ก็พวกเรากลับไปเป็นเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว”

“รู้น่า เพราะอย่างนี้ไง ฉันถึงมาอยู่กับหมอนี่”

เบนหัวเราะ “ฉันว่ามันเป็นข้ออ้างของเธอมากกว่า เธอติดใจฉันต่างหาก ต่อให้มีผู้ชายมาเสิร์ฟให้ถึงที่ เธอก็ไม่ชอบใครเท่าฉันหรอก” เบนพูดอย่างทะนงตัว ซาร่าห์เบะปาก แต่ไม่ได้ปฏิเสธสิ่งที่เขาโอ้อวด เขารู้ว่าเธอเกลียดเขา แต่คงไม่ได้เกลียดทุกสิ่งที่เป็นเบน อย่างน้อยก็เรื่องนี้ ไฟราคะของคนทั้งสองตอบสนองกันและกัน แต่มันเป็นเพียงแค่ไฟ เมื่อหมดสิ้นเชื้อเพลิง ก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก มันเป็นเรื่องที่คนจริงจังอย่างอเล็กซ์ไม่มีวันเข้าใจ (แม้อเล็กซ์จะไม่ใช่คนประเภทจริงจังจริง ๆ ก็ตาม)

อเล็กซ์เขยิบตัว กระซิบชื่อ “ทริสต้า” เบา ๆ ข้างหูของเบน เขารู้สึกเหมือนมีใครมาบิดที่ท้องทันที

“อันที่จริง ฉันนึกว่าเธอกำลังไล่ตามเจ้าหัวเงินนั่นซะอีก เห็นพวกผู้หญิงอยากขึ้นเตียงกับหมอนั่นจะแย่ ยังไม่ได้อีกเหรอ” เขาถาม

เด็กหนุ่มผมสีเงินคงเป็นเด็กผู้ชายเพียงคนเดียวที่เบนยอมแพ้ให้กับรูปลักษณ์หน้าตาที่นำหน้ามนุษย์เพศผู้ทุกนาย พวกผู้หญิงหลงหมอนี่กันมากมาย ยิ่งเห็นเขาย้อมผมเป็นสีเงินแบบนั้น ยิ่งทำให้เขาดูต่างจากคนอื่น แต่น่าเสียดาย ถ้าเขาไม่ได้ทำตัวแปลกประหลาดเหมือนตอนนี้คงจะมีเสน่ห์มากกว่านี้ หมอนั่นทำตัวเหมือนมีคนกดปิดเสียงตัวเองไว้

“เขาเป็นพวกมนุษย์โรบอต ไม่มีความรู้สึก ไม่มีเสน่ห์อะไรนอกจากหน้าตา” ซาร่าห์ว่า

“นี่เธอล้มเลิกความคิดแล้วเหรอ”

หญิงสาวกลอกตา “เขาอาจจะหล่อ แต่พิลึกเกินไป ตอนนี้ คนโปรดของฉันคือหนุ่มผมบลอนด์ต่างหาก เป็นพวกที่มาใหม่ เขาเหมือนจะเข้าใจความนัยของฉันอยู่เหมือนกันนะ แต่...เขาชอบนั่งอยู่กับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งตลอดเลย ให้ตายเถอะ เด็กคนนั้นน่าเอ็นดูมากจริง ๆ” ฉับพลันแววตาของซาร่าห์เหม่อลอยออกไป เหมือนกับว่าเธอกำลังมองหาเด็กคนนั้นในสมองอันน้อยนิดของเธอ

เบนคิดว่าเขารู้ว่าซาร่าห์หมายถึงใคร คนที่ทำตัวราวกับบอดี้การ์ดของแม่สาวแบมบี้ และเด็กผู้หญิงที่ซาร่าห์พูดถึงต้องเป็นอเล็กซิสแน่นอน

“รสนิยมของเธอมันแย่ลงนะ บลอนดี้” แน่นอนว่าเขาหมายถึงเจ้าหัวทอง

อเล็กซ์มองเขาสลับกับซาร่าห์ กอดอกแน่น ถอนหายใจอยู่คนเดียว

“อเล็กซ์...” ซาร่าห์เรียก “ฉันรู้ว่า พวกเรากลับไปเป็นเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว เราไม่ได้รักกันแล้ว”

 “อื้อ ไม่ได้แล้ว” อเล็กซ์ทวนคำ “บางที...มันอาจจะไม่ใช่ความรักมาตั้งแต่แรกก็ได้นะ”

ซาร่าห์พยักหน้าช้า ๆ “ครั้งก่อนที่ฉันขอกลับไป จริง ๆ แล้ว ฉันไม่ได้หมายความอย่างนั้น ฉันไม่ได้อยากกลับไปจริง ๆ”

“ฉันรู้”

“ฉันเหงา อเล็กซ์”

“อื้ม ขอโทษที่ทำตัวห่างจากเธอ ทั้ง ๆ ที่บอกว่าให้อภัยไปแล้ว”

ไม่เอาน่า นี่มันฉากจบแบบสุขนาฏกรรมชัด ๆ แบบทุกคนต่างลงเอยกันด้วยดี แฮปปี้เอนดิ้ง

“ฉันคิดว่าพวกเราคงเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้ ถ้าหากนายยอมให้ฉันเป็นเพื่อนนายนะอเล็กซ์”

“แน่นอน ฉันอยากเป็นเพื่อนกับเธออยู่แล้ว” อเล็กซ์ส่งยิ้มอบอุ่นให้กับซาร่าห์ “แต่ในฐานะที่เธอเป็นเพื่อนของฉัน ดังนั้น ฉันขอแนะนำให้เธอเลิกยุ่งกับหมอนี่ได้แล้ว จำไม่ได้เหรอว่ามันทำอะไรไว้กับเธอ กับพวกเรา”

ซาร่าห์ก้มหน้าจ้องตักตัวเอง แต่เบนรู้สึกได้ว่าหางตาเธอแอบชำเลืองมองเขาอยู่ และเสียงที่เธอพูดมันเปลี่ยนไป ไม่ใช่เสียงใส ๆ หวาน ๆ แต่...เศร้า “ฉันรู้ อเล็กซ์ ฉันรู้ดี ขอบใจนะ ฉันสัญญาว่าเร็ว ๆ นี้แหละ”

อะไรวะ เบนมอง “เพื่อนใหม่” สองคนแล้วทำหน้าไม่พอใจ

อเล็กซ์มองพวกเขาที่แต่งตัวเสร็จแล้ว จึงเอ่ยปากชวน “ไปหาไรกินกันเถอะ พอนั่งตรงนี้นาน ๆ รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนบาปขึ้นกว่าเดิมยังไงยังงั้น ไปเร็ว ๆ พวกทูตตกสวรรค์”

ชายหนุ่มร่างสูงยืนขึ้นแล้วเร่งให้พวกเขาขยับตัวไว ๆ ก่อนจะเดินนำหน้าไป ซาร่าห์ยังคงครุ่นคิดกับคำพูดของอเล็กซ์ “อย่างน้อยฉันก็ยังเป็นนางฟ้านะ ถึงจะตกสวรรค์ก็ตาม” เธอกล่าวด้วยเสียงเนิบ ๆ

หนุ่มดวงตาสีอำพันอมยิ้ม ขันในความใสซื่อของเธอ “พวกทูตตกสวรรค์ก็คือวิญญาณร้าย เขาด่าว่าพวกเราเป็นปีศาจต่างหาก”

“ไม่มีทาง นายไม่ใช่ลูซิเฟอร์สักหน่อย” เธอไม่เห็นด้วยอย่างแรง “ถึงเขาจะเป็นปีศาจ แต่ก็เคยเป็นอัครเทวดาเชียวนะ”

เบนหัวเราะในลำคอ “แน่นอนว่าไม่ใช่ ฉันไม่เคยเป็นหรอก ไอ้พวกเทพบุตรพวกนั้น ฉันหมายถึงลูกชายของลูซิเฟอร์ต่างหาก คนส่วนมากมักบอกแบบนี้”

“อ้า ค่อยฟังดูเป็นนายหน่อย แล้วนายชื่ออะไรล่ะจ๊ะ คุณปีศาจ”

“เอล์ม ยายแก่พี่เลี้ยงของฉันชอบบอกว่าฉันเป็นหมอนี่”

ซาร่าห์ถลึงตาใส่เขาทันที “ฉันไม่ใช่ยัยเด็กขายดอกไม้นะยะ”

“อ้อ ก็ไม่ใช่น่ะสิ” เธอเป็นแค่ดอกกุหลาบ

แต่ไม่ทันที่ทั้งสองจะก้าวเดินออกไป อเล็กซ์วิ่งกลับมา ตื่นเต้นดีใจกับอะไรบางอย่าง “ฉันได้ยินคนพูดว่า มีข้อความปรากฏบนไอ้จอทีวีนั่น”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

255 ความคิดเห็น

  1. #155 P.NUT☆彡 (@PLOY_6843) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2561 / 17:43
    ใครที่ดูอ่อนโยนใจดีหน่อย เป็นคนเลวหมดเลย ไว้ใจไม่ได้สักคน
    #155
    1
    • #155-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 16)
      6 ธันวาคม 2561 / 20:55
      อย่าไว้ใจนักเขียนด้วย อุ๊ปซ์

      ทำตาใส
      #155-1
  2. #25 10279297_ (@shetangz) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2560 / 22:16
    อ่านไปอ่านมาชักได้กลิ่นเบนอเล็กซ์ ไม่ใช่มาคู่กันนะ กรี๊ดดดจิ้น เชียร์ๆๆๆๆๆๆๆ
    #25
    1
    • #25-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 16)
      25 พฤศจิกายน 2560 / 10:39
      กลิ่นกัญชาหรือเปล่า ทำจมูก ฟุดฟิดๆ
      #25-1