ตอนที่ 1 : เล่ม 1 The Children - บทนำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1255
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 62 ครั้ง
    5 ธ.ค. 61

ในเย็นวันหนึ่งของเดือนตุลาคม มาร์กาเร็ตนั่งอยู่ท่ามกลางสมาชิกในครอบครัว พวกเขากำลังรับประทานอาหารเพื่อเฉลิมฉลองวันเกิดครบหกขวบให้กับเธอ ลูกสาวคนที่สองของบ้าน วันนี้ควรจะเป็นวันที่พิเศษ เพียงแต่ว่าความพิเศษถูกยกระดับไปอีกขั้น และมันไม่ใช่ระดับที่เธอพึงปรารถนาเลยสักนิด

ท่ามกลางกลิ่นอายแห่งความสุข เธอไม่ล่วงรู้เลยว่ากำลังจะมีเหตุการณ์แย่ ๆ เกิดขึ้นในไม่ช้านี้

สมาชิกทุกคนในครอบครัวสตีเว่นล้วนมีผมสีบลอนด์ทองหยักศกกับดวงตาสีเขียวสดใสเหมือนกันทุกคน เส้นผมสีเหลืองทองสว่างและดวงตาสีเขียวสวยงามราวกับอัญมณีที่ชื่อว่า หยก เด็กหญิงเจ้าของวันเกิดยิ้มจนปากแทบฉีกไปถึงแก้ม วันนี้เป็นวันที่ดีที่สุดเลย เธอคิดในใจ เด็กหญิงอาจจะลืมไปแล้วว่า ตนเองสัมผัสความสุขสนุกสนานแบบนี้ทุกปี ไม่แปลกหรอก เด็กอย่างเธอ ๆ ชอบงานปาร์ตี้ เค้ก และของขวัญ และเธอก็ไม่ได้ต่างจากเด็กคนอื่นเลย ต้องพ่อและแม่ที่เข้าใจจัดงานถูกใจเธอเสมอ ทั้งสองยังมอบของขวัญเป็นบ้านตุ๊กตาที่เพิ่งวางขายล่าสุด ของขวัญที่เด็กผู้หญิงทุกคนในโรงเรียนยังไม่มีในครอบครอง และมาร์กาเร็ตจะเป็นคนแรกที่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของ เด็กหญิงตัวน้อยคิดภาพเพื่อน ๆ รายล้อมตัวเองเพื่อดูของเล่นชิ้นใหม่โดยลืมไปว่าเธอไม่มีทางขนของเล่นขนาดนี้ไปเล่นที่โรงเรียนได้ และที่สำคัญที่สุด โรงเรียนไม่อนุญาตให้เอาไปเสียด้วย แต่เธอก็ภูมิใจนั่นแหละ ที่ได้เป็นเจ้าของคนแรกจนลืมข้อเท็จจริงนี้ไป นอกจากพ่อแม่แล้ว มอลลี่ พี่สาวคนโตยังมอบสร้อยคอเจ้าหญิงให้เป็นของขวัญอีกด้วย ซึ่งมันเข้ากับชุดเจ้าหญิงที่พ่อและแม่ให้เธอเมื่ออาทิตย์ก่อน มีเพียงคนเดียวที่ไม่ต้องให้ของขวัญแก่มาร์กาเร็ต นั่นคือ น้องน้อยแมรี่ น้องสาวที่อายุน้อยกว่าเธอหนึ่งปี

“สวัสดียามเย็นค่ะท่านผู้ชม ขอต้อนรับสู่รายการนั่งคุยกับเซซิเลีย ช่วงรับประทานอาหารเย็นวันนี้ ดิฉันมั่นใจว่าผู้ชมทางบ้านคงนั่งไม่ติดเก้าอี้แน่ ๆ เลยค่ะ เพราะแขกรับเชิญในวันนี้ คือ ดร. แคลสเตอร์ ดีนส์ รองศาสตราจารย์จากโรงเรียนกฎหมายมหาลัยเฮมส์เวิร์ธ ผู้ที่ทำให้สถานการณ์การเมืองร้อนฉ่าอยู่ตอนนี้ สวัสดีค่ะ ดร. ดีนส์”

“สวัสดีครับ เซซิเลียที่รัก”

“ดร.คะ กล่าวถึงบทความของคุณที่ลงในวารสารเฮมส์เวิร์ธฉบับ122 หน้า22 ถึง 25 ดอกเตอร์แถลงจุดยืนคัดค้านพระราชบัญญัติเฝ้าระวังและควบคุมกลุ่มเสี่ยงภัยต่อมนุษยชาติ ปี 2966 หลายคนชื่นชมผลงานของคุณมากเลยค่ะ ดิฉันก็เช่นกัน (“ขอบคุณครับผม! ดร.ดีนส์กล่าว พร้อมยืดตัวขึ้น) ท่านผู้ชมคะ บทความนี้กลายเป็นหัวข้อร้อนทันทีที่วารสารได้รับการตีพิมพ์ คุณกำลังบอกว่า คุณไม่เห็นด้วยกับกฎหมายดังกล่าวที่ขัดแย้งกับหลักเสรีภาพและสิทธิมนุษยชน...”

“พ่อคะ ปิดทีวีสักทีสิ เราจะร้องเพลงอวยพรให้เม็กนะคะ” พี่สาววัยสิบหกปีขอร้อง (เชิงตำหนิ) แต่แทนที่จะปิดทีวี พ่อกลับลดเสียงให้เบาลงเท่านั้น ทำไงได้ เขาชื่นชอบรายการนี้มากและมักจะอวดว่าเซซิเลียซึ่งเป็นพิธีกรรายการและเคยเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนของเขา “เป็นคนฉลาดมาก” เขาว่าอย่างนั้น เพราะเหตุนี้เอง พี่สาวมอลลี่จึงชอบแหย่พ่อกับแม่ด้วยการพูดว่าเซซิเลียคือรักแรกของพ่อแน่ ๆ เลย และแม่ของเธอจะหัวเสียทุกครั้งที่พี่พูดแบบนี้

“...ครับ เราต้องพิจารณาคำที่ใช้เรียกกลุ่มคนเหล่านี้ก่อน “กลุ่มเสี่ยง” ทำไมเราถึงเรียกพวกเขาแบบนั้น พวกเขาก็เหมือนกับพวกเรา เพียงแต่มีทักษะพิเศษที่แตกต่างจากคนปกติเท่านั้นเอง เพียงแค่หลักการทางวิทยาศาสตร์ทุกวันนี้ยังไม่สามารถหาที่มาของความพิเศษนี้ได้ก็เท่านั้น อ้อ ใช่แล้ว เพราะการที่เราหาคำตอบไม่ได้คือเหตุผลหลักที่ทำให้เกิดกฎหมายนี้ เพราะคำถามที่ว่า อะไรทำให้พวกเขาถึงพิเศษกว่าคนอื่น เอาล่ะ ๆ ผมจะไม่พูดถึงหลักศาสนาหรือผลข้างเคียงจากสารเคมีที่ทำให้เกิดการกลายพันธุ์หรือการเปลี่ยนแปลงในดีเอ็นเอหรอกนะ เพราะมันฟังแล้วเหมือนเหลือเชื่อไปหน่อย แต่ใช่ว่าจะไม่มีทางเป็นไปได้ สำหรับผม การที่เราให้คุณค่ากับคนกลุ่มนี้ต่างหากที่ผมกล่าวถึง  แม้เราไม่สามารถหาคำตอบได้ในตอนนี้ก็จริง แต่ก็ไม่ใช่เหตุผลที่เราจะลดคุณค่าของคนกลุ่มนี้ หากให้ขยายความ มีผู้คนมากมายบนโลกใบนี้ที่มีพรสวรรค์หรือมีทักษะพิเศษในบางกิจกรรมที่อาจทำให้เราแปลกใจ แต่มันไม่ใช่เรื่องแปลกหรือน่ากลัวเลย คำถามของผมคือ ทำไมเรามองพวกเขาเหมือนเป็นตัวอันตราย ทำไมเราต้องปฏิบัติกับพวกเขาราวกับเป็นเชื้อโรคร้ายแรง ในเมื่อพวกเขาไม่ใช่สิ่งน่ากลัวอะไรเลย มันก็เหมือนกับเวลาคุณมีพรสวรรค์ในการวาดรูปหรือร้องเพลง หรือลองคิดถึงทักษะประหลาด ๆ ที่เรามักเห็นในรายการทีวีและละครสัตว์สิ บางที นี่อาจจะเป็นวิวัฒนาการบางอย่างของมนุษย์ทางร่างกายและมันสมอง หรืออาจเป็นเพียงแค่พรสวรรค์พิเศษจริง ๆ”

“...แฮปปี้เบิร์ธเดยยย์ ทูยู”  พวกเขาเกือบจบเพลงพร้อมกันแล้ว ถ้าหากพ่อหยุดมองจอโทรทัศน์สักนิด เขาถลึงตาจ้องหน้าจอ ส่วนปากฮัมเพลงอวยพรเธอด้วยเสียงเหมือนกับเครื่องดูดฝุ่นเก่า ๆ

“อย่างนี้นี่เอง แสดงว่า คุณคิดว่าพวกเขาไม่ใช่คนป่วย พวกเขาเหมือนกับพวกเรา และพวกเขาสมควรได้รับสิทธิในฐานะมนุษย์เหมือนกับคนปกติ”

“ใช่ครับ พวกเขาเหมือนกับพวกเรา มีสิทธิเช่นเดียวกับ...”

ทันใดนั้น มาร์กาเร็ตเหลือบเห็นหน้าจอโทรทัศน์ปรากฏข้อความแจ้งว่ารายการนี้ขัดต่อบทบัญญัติทางกฎหมาย แต่เวลานี้พ่อหันเหความสนใจทั้งหมดไปที่เธอแล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่สังเกตเห็นว่ารายการโปรดได้ถูกระงับออกอากาศไปเรียบร้อย

“ขอพรเลยเม็ก แต่ระวังพรที่ขอด้วยนะ ถ้าน้องขอให้พรุ่งนี้โรงเรียนงดเรียนละก็ ยังไงพรก็ไม่มีวันเป็นจริงหรอกจ้ะ” พอมอลลี่พูดจบ ทุกคนหัวเราะกันทันที เด็กหญิงทำหน้ามุ่ยที่พี่สาวรู้ทัน

เธอจะขอพรอะไรดี ขอให้เป็นแบบนี้ตลอดไปดีไหม มีพ่อ แม่ มอลลี่ และแมรี่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา ฉันขอให้มีความสุขและชีวิตราบรื่นเหมือนวันนี้ละกัน เด็กหญิงขอพรในที่สุด แต่โชคร้าย พรของมาร์กาเร็ตไม่มีวันเป็นจริง ไม่มีวัน...เพราะเงาดำย่างกรายมาถึงหน้าประตูบ้านแล้ว เวลาแห่งความสุขของเธอกำลังจะจบลงในไม่ช้า

เสียงออดดังขึ้น แม่ทำจมูกย่น แสดงออกว่าไม่ค่อยพอใจนัก คงนึกสงสัยว่าใครมาเยี่ยมในเวลาเย็นแบบนี้

“โธ่ ไม่เอาน่า อย่าทำแบบนี้สิ พวกเขาระงับการออกอากาศแล้ว” นายสตีเว่นคร่ำครวญอยู่คนเดียว

“ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่รัก คุณต้องหาช่องโปรดช่องใหม่แล้วล่ะค่ะ บอกลาเซซิเลียที่รักของคุณได้เลย อาชีพการงานของเธอจบแล้ว” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงสะใจจนออกนอกหน้า จากนั้นจึงเดินไปที่ประตูเพื่อต้อนรับแขก

มาร์กาเร็ตวิ่งไปที่บ้านตุ๊กตา เธอเอาเศษกระดาษของขวัญมาถมทับไว้ก่อนจะหันไปมองแมรี่ “ยังเล่นไม่ได้นะ” แต่น้องเล็กหัวเราะแล้วจ้วงเค้กเข้าปาก ไม่สนใจคำพูดของพี่สาวเลย เด็กหญิงเท้าสะเอวแล้วเดินกลับไปที่เก้าอี้ “มันเป็นของฉัน”

“แบ่งให้แมรี่เล่นสิ อย่าไร้น้ำใจ” มอลลี่เอ็ด

“เดี๋ยววันเกิดแมรี่ เธอก็จะได้บ้านของตัวเอง” เธอเถียง

“เราก็จะมีบ้านสองหลัง พวกเธอก็เล่นเป็นเพื่อนบ้านกันไง” พี่สาวแนะนำ แมรี่หันมาพยักหน้าหงึก ๆ ใบหน้าเปื้อนครีมสดเป็นที่เรียบร้อย

“เดี๋ยวนะคะ ลูกสาวของฉันทำอะไรผิดเหรอคะ”

เสียงแม่ดังมาจากด้านหน้า พ่อที่กำลังกุมหัวจ้องทีวีรีบกดปิดแล้วเดินอาด ๆ ตามแม่ไป “อะไรเหรอคุณ”

มอลลี่ได้ทีแอบขโมยมันฝรั่งทอดที่เธอปฏิเสธไปตอนแรกจากจานของพ่อ “พี่บอกว่ากลัวอ้วนนี่นา” เด็กหญิงเลิกคิ้วถาม พี่สาวหันมาทำเสียงขู่ใส่

มาร์กาเร็ตหยิบช้อนมาสับเค้กในจานเล่น นึกสงสัยในใจว่าทำไมพ่อกับแม่หายไปนาน แถมยังไม่พาแขกเข้ามา หรือว่าเป็นพวกขายของ แต่ว่าปกติแล้วพวกเขาไม่มาเวลาเย็นแบบนี้นี่นา ความอยากรู้ของเด็กน้อยดึงความสนใจจากจานของหวานไปที่ประตู เธอกระโดดลงจากเก้าอี้แล้ววิ่งไปตรงไปยังทางเดินเข้าบ้าน ร่างเล็กหลบอยู่หลังตู้โชว์แจกันกระเบื้องเคลือบ เธอเห็นพ่อกับแม่คุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยสีหน้าเคร่งเครียด พวกเขาเป็นตำรวจแน่ ๆ เธอจำเครื่องแบบสีกรมท่าได้ พวกเขามากันสองคน เธอมองด้านหลังของพ่อและแม่

“...นี่คือหมายจับภายใต้อำนาจดำเนินการของกฎหมายที่พวกเราก็รู้ว่ามาจากพ.ร.บ.ไหน คงไม่ต้องให้พวกเราอธิบายให้มากความหรอกนะครับ โปรดให้พวกเราเข้าไปเถอะครับ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ยังแฝงว่ารีบร้อน

หมายจับ...จับใคร เด็กสาวคิด

แม่เหยียดแขนเพื่อกันทั้งสองคนไว้ “แหม ขอโทษนะแต่มอลลี่ไม่มีลักษณะเข้าข่ายว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงเลย เธอถูกพาตัวส่งโรงพยาบาลเพราะปอดบวมตั้งแต่แปดขวบ ช่วยตรวจสอบประวัติการรักษาให้ดีก่อนที่จะมากล่าวหาลูกสาวที่รักของฉันดีกว่านะคะ” น้ำเสียงนั้นกระแทกกระทั้น

มาร์กาเร็ตอมยิ้มขำท่าทางไม่เคยเกรงกลัวใครของแม่ ส่วนพ่อนั้นพยายามปลอบไม่ให้เธอพูดจารุนแรง แม่น่ะ สู้คนจะตาย เธอพยายามปิดปากไม่ให้ตัวเองหลุดขำออกมา เด็กหญิงวิ่งกลับเข้าไปในห้องอาหาร มอลลี่ยังคงสวาปามมันฝรั่งทอดของพ่อ ส่วนแมรี่กำลังเดินเมียงมองบ้านตุ๊กตาของเธออยู่

“แมรี่ อย่ายุ่งกับบ้านของฉันนะ” เธอหวีดเสียงร้อง น้องสาวตัวดียิ้มยิงฟัน แววตาเหมือนจะใสซื่อ พ่อกับแม่ไม่รู้หรอก มอลลี่ก็ไม่รู้ว่ายายแมรี่ซ่อนความร้ายกาจไว้มากมาย เธอชอบขโมยของเล่นของมาร์กาเร็ตเล่นตลอด ยิ่งพวกเขาถูกจับให้อยู่ห้องเดียวกันเพราะอายุไม่ได้ห่างกันมาก เธอยิ่งปกป้องของเล่นตัวเองไม่ได้หมด

“พี่แกะแล้วให้หนูเล่นด้วยสิ จูดี้อยากมีบ้านเหมือนกับลิซ่านะ”

แต่ก่อนที่มาร์กาเร็ตจะตอบ มอลลี่หันมาถามว่า “พ่อกับแม่ทำอะไรน่ะ”

“ตำรวจมา” เธอตอบ

เด็กสาวขมวดคิ้ว “ตำรวจเหรอ”

“มอลลี่ ลูกมีอะไรจะบอกพ่อกับแม่ไหม” บิดาและมารดาโพล่งขึ้นจน มาร์กาเร็ตปีนขึ้นเก้าอี้ พวกเขากลับเข้ามาในห้องอาหารแล้ว

แมรี่หัวเราะเพราะมอลลี่รีบวางทิ้งมันฝรั่งลงในจานพ่อ แต่มันดันไปตกในแก้วน้ำอัดลมแทน มาร์กาเร็ตร้องอ๋อ พวกเขามาหามอลลี่นี่เอง แต่ทำไมล่ะ ทันใดนั้นเธอรู้สึกราวกับว่าแสงไฟในห้องมืดลง แต่จริง ๆ แล้วมันก็ยังสว่างปกติดีอยู่ เด็กสาวมองพี่สาวที่มีเครื่องหมายคำถามบนใบหน้าอย่างฉงนสนเท่ห์

“หมายความว่าไงคะ”

“นั่นสิ” มาร์กาเร็ตสงสัยตามพี่สาว ออกจะรำคาญด้วยซ้ำที่ความสนใจไปตกอยู่ที่พี่มากกว่า แถมสีหน้าสดชื่นรื่นเริงของพ่อและแม่ก็หายวับไปด้วย

“มีตำรวจมารออยู่หน้าบ้าน รอลูกนี่แหละ” พ่ออธิบาย “พวกเขาพูดถึงกฎหมายอันนั้น”

“อันไหน...” ฉับพลัน สีหน้าของมอลลี่ซีดลงถนัดตา ปากเธอสั่นระริก พี่สาวกระโดดจากเก้าอี้ไปหลบอยู่ที่มุมห้องในก้าวเดียว “นะนะหนูไม่รู้นะ ไม่รู้เลย มันเกิดขึ้นเอง หนูไม่รู้ว่าหนูทำยังไง...ช่วยหนูเถอะ หนูไม่อยากไปกับพวกเขา” อากัปกิริยาที่เปลี่ยนไปโดยฉับพลันทำให้เธอกับน้องอีกสองคนตกตะลึง โดยเฉพาะมาร์กาเร็ตที่แม้จะเข้าใจได้ดีกว่าแมรี่ แต่ก็ยังไม่เข้าใจอย่างแท้จริงว่าเกิดอะไรขึ้น มอลลี่ทำอะไรผิด

“บอกแม่มาเถอะลูก บอกมาให้หมดว่าเกิดอะไรขึ้น!” แม่เร่งให้มอลลี่เล่าความจริง มาร์กาเร็ตกับแมรี่หันมาสบตากัน เด็กหญิงมองอากัปกิริยาลนลานของพี่ มีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นเมื่อวานก่อน และมันไม่ใช่เรื่องดีเอาเสียเลย

“มีรถคันนึง...ไถลมาทางหนู...และ...หนูหยุดมัน หยุดรถคันนั้นไว้...นะ...หนูไม่รู้ว่าทำยังไง แต่มันหยุดเอง...มันหยุดเอง ใช่ไหม หนูไม่ได้ทำอะไรเลยนะ บางทีคนขับอาจจะเหยียบเบรกทันก็ได้!

“มากับพวกเราเถอะ คุณสตีเว่น”

เธอไม่ทราบว่าเจ้าหน้าที่เข้ามาในบ้านตั้งแต่เมื่อใด  แถมยังไม่ได้รับอนุญาตด้วย มาร์กาเร็ตจ้องเขม็งไปยังผู้บุกรุกที่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เธอไม่เข้าใจสถานการณ์อย่างทะลุปรุโปร่ง แต่รู้อย่างเดียวว่าเจ้าหน้าที่จะมาเอาตัวพี่สาวไปในงานวันเกิดของเธอ และเธอไม่มีวันยอมเด็ดขาด

ไร้มารยาทจริง ๆ

“เรามีหมายจับ ซึ่งเป็นหมายจับพิเศษ และถ้าคุณไม่ไปกับพวกเรา พวกผมคงต้องใช้กำลัง”

“อย่ามาขู่พวกเราเลย! แม่กรีดร้องเสียงแหลมด้วยความโมโห เธอวิ่งเข้าไปหามอลลี่ กางแขนออก ตั้งใจจะปกป้องพี่อย่างสุดความสามารถ ส่วนพ่อเหมือนพยายามคลี่คลายสถานการณ์ลง เขาเตือนแม่ว่า “อย่าทำเรื่องโง่เลยนะ อกาธา ได้โปรดเถอะครับ พวกเรามีเด็ก ๆ อยู่ด้วย ให้พวกเราคุยกับลูกเองเถอะ เม็ก แมรี่ กลับขึ้นห้องของลูกก่อน ไปสิ!

มาร์กาเร็ตสะดุ้ง เธอเริ่มเบะปากจะร้องไห้ แต่พ่อย้ำอีกที “ขึ้นไป” ความเสียใจเปลี่ยนเป็นโกรธ เด็กหญิงจับมือน้องสาววิ่งไปขึ้นบันไดอย่างรวดเร็ว ปกติแล้วพ่อไม่เคยขึ้นเสียงดุขนาดนี้ เธอไม่ลืมย่ำเท้าหนักลงทุกขั้นบันไดเพื่อแสดงให้เห็นว่าเธอโกรธพ่อมากที่ขัดใจ แต่มาร์กาเร็ตและแมรี่ไม่ได้วิ่งหนีเข้าห้อง พวกเธอแอบมองมาข้างล่างลูกกรงระเบียงชั้นบน

“เราไม่มีเวลาแล้ว มาเถอะ คุณมอลลี่! เป็นเด็กดีเถอะนะ”

เมื่อพ่อมองขึ้นมา ทั้งสองหมอบลงบนพื้นเพื่อหลบสายตาของเขา พวกเธอฟังแม่และพี่สาวเถียงกับพวกตำรวจ ได้ยินมอลลี่ตะโกนร้องไห้ไม่ยอมไป ร้องบอกว่าพวกเขาจะฆ่าเธอ เมื่อนั้น มาร์กาเร็ตและแมรี่ร้องไห้จริงจัง เธอรู้สึกกลัวเมื่อฟังบทสนทนาที่เต็มไปด้วยอารมณ์เดือดดาลของแต่ละฝ่าย แม้ยังไม่เข้าใจความผิดของมอลลี่ชัดเจน แต่ทั้งสองไม่อยากให้พี่สาวถูกฆ่าหรือถูกนำตัวไป

นี่มันวันเกิดของฉันนะ มาร์กาเร็ตร้องไห้ฮือ ๆ สลับกับเสียงงอแงของแมรี่

“เขาจะเอาพี่ไปง่ะ เม็ก”

จากนั้นทั้งสองได้ยินเสียงดังเหมือนกับว่าคนข้างล่างกำลังต่อสู้กัน เสียงกรีดร้องของแม่ดังขึ้น ทั้งมาร์กาเร็ตและแมรี่ไม่กล้าดู พวกเธอหลับตาปี๋กอดกันแน่น ภาวนาขอให้พระเจ้าหรืออะไรก็แล้วแต่ช่วยหยุดความรุนแรงที่เกิดขึ้นด้านล่างเสียที เธอต้องการงานวันเกิดของเธอกลับคืนมา

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ”

“หยุดเถอะมอลลี่ อย่าทำแบบนี้ ลูกทำให้เรื่องมันแย่ลง”

มอลลี่กรีดร้อง แม้แต่เด็กหกขวบอย่างมาร์กาเร็ตยังสัมผัสความกลัวสุดขีดของพี่ได้ “หนูทำไม่ได้ หนูไม่รู้ หนูไม่ได้ทำนะ”

พ่อร้องวิงวอนเสียงดัง “อย่าเลย ได้โปรด อย่าทำแบบนี้ ให้ผมปลอบเธอเถอะ ยังมีเด็กเล็กอีกนะครับ ได้โปรดเถอะครับ”

“คุณนายหลบไป ลูกคุณเป็นตัวอันตราย”

“ไม่ เธอไม่ใช่ตัวอันตราย และพวกคุณไม่มีสิทธิเอาตัวเธอไป!

จากนั้นเสียงปืนดังขึ้นเพียงนัดเดียว นัดเดียวเท่านั้นที่จบความวุ่นวายทุกอย่างลง นัดเดียวที่ทำลายทุกสิ่ง มาร์กาเร็ตรู้สึกประหลาดในช่องอก เธอคลายอ้อมแขนที่กอดน้องสาวลงแล้วรีบวิ่งลงไปข้างล่างเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น ขณะที่แมรี่วิ่งตามหลังมาติด ๆ เธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ไม่รู้ว่าทำไมงานวันเกิดของเธอถึงพังไม่เป็นท่า แต่ตอนนี้ ตรงหน้าเธอ พ่อกำลังร้องโวยวายอย่างตื่นตระหนกอยู่บนพื้นห้อง ร้องไห้เช่นคนไร้เรี่ยวแรง พวกตำรวจใจร้ายยืนนิ่งไม่พูดอะไร ส่วนแม่และมอลลี่นอนอยู่บนพื้น ร่างของแม่นอนนิ่ง ดวงตายังเบิกกว้าง เด็กหญิงกรีดร้องเสียงดังกลัวกับภาพที่เห็น หนำซ้ำ บนร่างของแม่ยังมีอีกร่าง นั่นคือมอลลี่ ร่างของพี่สาวกระตุกอยู่ ปากขยับเรียก “แม่...คะ” จากนั้นดวงตาสีเขียวคู่นั้นสบเข้ากับดวงตาเธอ ตอนนั้นเองที่มาร์กาเร็ตประจักษ์แล้วว่ามอลลี่ไม่อยู่กับเธอแล้ว ร่างนั่นเป็นเพียงกายเปล่า ชั่วเวลาหนึ่งที่เธอเห็นว่าจิตวิญญาณที่ออกจากร่างไปนั้นเป็นอย่างไร ดวงตาสีเขียวเจิดจ้าของพี่ค่อย ๆ อับแสงปราศจากสัญญาณแห่งชีวิต เหมือนกับเวลาที่ไฟค่อย ๆ ดับลง

พระเจ้าไม่มีอยู่จริง หรือถ้าท่านมีตัวตน ท่านช่างเป็นพระเจ้าที่โหดร้ายเหลือเกิน

และนี่คืองานฉลองวันเกิดครั้งสุดท้ายของครอบครัวเธอ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 62 ครั้ง

255 ความคิดเห็น

  1. #170 rename-re (@rissara-me) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2561 / 16:42
    สงสารน้อง...
    ตำรวจทำถึงขนาดนี้เลย...เฮ้ยย

    โกรธแค้นแทนมากหมาย...
    #170
    1
    • #170-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 1)
      9 ธันวาคม 2561 / 20:29
      ตบบ่า ๆ พี่เข้าใจ
      #170-1
  2. #141 P.NUT☆彡 (@PLOY_6843) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2561 / 10:07
    สนุกมากเลยค่ะ ตื่นเต้น เลือดสูบฉีดไปหมด พลังของมอลลี่เป็นแนวพลังจิตรึเปล่านะ แบบว่าหยุดรถได้ ครอบครัวสุขสันต์ไม่มีแล้ว
    #141
    1
    • #141-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 1)
      5 ธันวาคม 2561 / 10:27
      อร๊ายย ยินดีต้อนรับสู่โลก Undisclosure นะคะ
      #141-1
  3. #107 pimtida12112544 (@pimtida12112544) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2561 / 21:39

    เนื้อเรื่องดูน่าสนใจดีคะ

    #107
    1
    • #107-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 1)
      28 สิงหาคม 2561 / 21:16
      ขอบคุณนะคะ ติดตามได้น้า :)
      #107-1
  4. #63 Earendel Gilmirath (@gil_mirath) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2561 / 16:45

    เลือกเหตุการณ์ที่จะเล่าเปิดเรื่องได้น่าสนใจค่ะ แต่กรรมวิธีการเล่าทำให้อึดอัดมากเลย เพราะว่าการจัดวางประโยค การเว้นวรรค และย่อหน้าที่ยาวเกินไปทำให้คนอ่านรู้สึกอึดอัด และบางทีถูกตัดขาดจากเนื้อหาประเด็นหลักได้

    เช่น ในช่วงแรกบรรยายให้ความสนใจกับมาร์กาเร็ต ก่อนจะมาพยายามอธิบายศัพท์เฉพาะในเรื่องโดยผ่านการใช้รายการทีวี นับว่าเป็นการเลือกที่แยบยล แต่การปล่อยให้ตัวละครแวดล้อมในตอนแรกสาธยายข้อมูลยาวๆ ก็เหมือนเราเอาข้อมูลหนักๆ ไปโยนใส่สมองของคนอ่านทีเดียว บางคนก็๋อาจจะเข้าใจ แต่บางคนก็อาจจะงงไปเลย แล้วต้องย้อนกลับมาอ่านใหม่ค่ะ ประมาณว่า เอ๊ะ ตะกี้จะเป่าเค้กแล้วยังไงต่อนะ บลาๆๆ ลองปรับแก้เรื่องวรรค ย่อหน้า น่าจะช่วยให้อ่านแล้วสบายตาและเข้า่ใจง่ายขึ้นค่ะ

    เนื่องจากเพิ่งอ่านตอนแรก ก็เลยยังไม่แน่ใจว่าต้องการให้น้ำหนักกับตัวละครใด เพราะดูจะสับสนดี แรกๆ ให้น้ำหนักกับมาร์กาเร็ต แต่ช่วงท้ายกลายเป็นมอลลี่มีตัวตนขึ้นมา ทั้งที่แทบไม่ได้พูดถึงในตอนแรกเลย จริงๆ แล้วหากเหตุการณ์สำคัญในตอนแรกคือการจับตัว "กลุ่มเสี่ยง" ก็น่าจะให้น้ำหนักกับตัวละครที่เป็นกลุ่มเสี่ยงก่อนนะคะ แล้วค่อยขยายข้อมูลตัวเอกตัวใหม่

    การบรรยายมีคำซ้ำเยอะ ทั้งซ้ำคำ และซ้ำความหมาย ถ้าตัดได้บางส่วนจะกระชับและเข้าใจง่ายขึ้น เช่น ในเมื่อใช้คำว่าบลอนด์ (Blonde) แล้ว ขยายด้วยทองสว่างติดๆ กันในย่อหน้าเดิม มันดูซ้ำซ้อนไป ลองลดไปสักคำ จะเป็๋นประโยคแรกบลอนด์เฉยๆ แล้วค่อยมาขยายทองสว่างด้วยประโยคถัดไป ก็จะลดปัญหาเรื่องซ้ำซ้อนได้เปราะนึง

    เรื่องอารมณ์ความรู้สีกที่คนอ่านควรจะได้จากตอนแรก ก็น่าจะเป็นความสงสัยและสะเทือนอารมณ์กับฉากจับกลุ่มเสี่ยงไปใช่ไหมคะ? แต่ดูเหมือนจะไปให้ความสำคัญกับสิ่งอื่น มากกว่าความสะเทือนอารมณ์ คือ...น่าจะขยี้ได้มากกว่านี้แหละค่ะ คิดว่านะ แต่ดันไปขยี้จุดอื่นเสียนี่ ถ้าทำให้คนอ่านผูกผันกับมอลลี่ ก็อาจจะเพิ่มระดับความน่าสะเทือนใจได้อีกค่ะ แล้วจะทำให้เข้าใจหัวอกครอบครัวที่ต้องเสียเธอไปด้วย

    อา...เผลอเม้นยาวซะแล้วสิ ไว้จะอ่านต่อตอนหน้าดูอีกนะคะ อยากรู้ว่าใครเป็นตัวเอก
    #63
    1
    • #63-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 1)
      11 กุมภาพันธ์ 2561 / 21:08
      ขอบคุณจ้า มายาว ๆ นี่แหละชอบ สะใจอีช้อยยิ่งนัก ขอบคุณสำหรับคำแนะนำมาก ๆ น้า
      #63-1
  5. วันที่ 1 ตุลาคม 2560 / 20:40
    เปิดเรื่องได้น่าสนใจมาก สมกับที่รอคอยมานาน รอติดตามนะจ๊ะ 
    #1
    1
    • #1-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 1)
      1 ตุลาคม 2560 / 20:47
      ขอบคุณนะคะ กราบทรีไทมส์
      #1-1