[Yaoi] ลูกพีชเสี่ยงคุก

ตอนที่ 3 : ลูกพีชลูกที่สาม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 161
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    10 เม.ย. 61


          



   

       หลังจากผ่านการเรียนที่แสนหนักหน่วงราวกับต้องใช้มันสมองที่มีทั้งหมดแก้ไขปัญหาสงครามเย็นในสมัยสหภาพโซเวียตและพันธมิตรในสนธิสัญญาวอร์ซอมาได้แล้ว

 

 

ผมก็ใช้พลังงานทั้งหมดที่มีเดินหอบหิ้วกองชีทที่เยอะจนแทบจะไม่มีที่ยัดใส่กระเป๋าออกมาจากห้องเรียนด้วยความทุลักทุเล

 

 

เสื้อนักเรียนตัวโคร่งที่แขนของมันยาวลงมาจนถึงศอกทำให้ผมรู้สึกหงุดหงิดไม่น้อย ไหนจะต้องมาคอยระวังชื่อของใครบางคนที่ปักอยู่บนอกเสื้ออีก นั้นมันเป็นปัญหาใหญ่สำหรับผมในวันนี้เลยล่ะครับ.. .

 

 

ผมเล่าเรื่องที่มาของเสื้อประธานนักเรียนที่ผมสวมอยู่ให้ไอ้ฟิวส์ฟังหลังจากที่มันเห็นผมเดินเข้ามาเรียนในคาบแรก ถามว่าทุกคนสงสัยไหมที่เห็นผมสวมเสื้อตัวโตราวกับผ้าห่มผิดกับทุกวัน..คำตอบก็คือ มันก็ต้องมีบ้างแหละครับ

 

 

แต่ก็นับเป็นโชคดีของผมอยู่ไม่น้อยที่เพื่อนๆร่วมชั้นของผมไม่ได้มีใครชอบใส่ใจเรื่องของคนอื่นเสียเท่าไหร่ วันๆพวกเราก็เอาแต่อ่านหนังสือ ท่องสูตรแกรมม่า ตั่งต่างนาๆ

 

 

แถมวันนี้ยังเป็นวันสอบย่อยของอาจารย์หลายๆคน นั้นยิ่งทำให้ไม่มีใครมานั่งจับผิดหรือนึกแปลกใจอะไรในตัวผม..มันก็นับว่าเป็นเรื่องดีเรื่องหนึ่งสำหรับผมในวันนี้

 

 

เหนื่อยโว้ยยยยย..นั่งเรียนหลังขดหลังแข็งมาทั้งวันตั้งแต่สองโมงเช้ายันห้าโมงเย็น ไหนจะต้องไปซ้อมกีฬาอีก..เหนื่อยจนอยากจะกลับบ้านไปนอนให้หมอนขาดซะจริงๆ

 

 

เสียงบ่นอันน่ารำคาญของไอ้ฟิวส์ดังขึ้นหลังจากที่พวกเราเดินเข้ามาทิ้งตัวนั่งในโรงอาหารของโรงเรียน กองชีทมากมายถูกวางลงโต๊ะด้วยความเหนื่อยหน่ายด้วยฝีมือของผม

 

 

บ่นไปก็เท่านั้น..ดีแค่ไหนแล้วที่ยังมีเวลาพักอีกตั้งครึ่งชั่วโมง

 

 

ผมพูดพร้อมกับที่จะเอากระเป๋าสะพายมาเปิดและหยิบเอาแฟ้มสีพีชออกมาใส่ชีทมากมายก่ายกองเข้าไปเก็บอย่างเป็นระเบียบ ตาก็เหลือบมองนาฬิกาข้อมือที่เพิ่งจะอ้อนแม่ให้ซื้อให้เมื่อไม่นานมานี้ด้วยความเบื่อหน่าย

 

 

มึงมีเรียนพิเศษวาดภาพหกโมงใช่เปล่าว่ะวันนี้

 

 

ไอ้ฟิวส์ที่เพิ่งจะทิ้งตัวลงฟุบโต๊ะเงยหน้าขึ้นมาถามผมด้วยน้ำเสียงยานคาง บ่งบอกถึงความเกียจคร้านอย่าหาที่สิ้นสุดไม่ได้ของมัน ก่อนที่ผมจะพยักหน้ารับไปแบบส่งๆ

 

 

อือ..เมื่อวานอาจารย์งดคลาสวันนี้เลยได้เพิ่มชั่วโมงเรียนยาวไปถึงสองทุ่ม

 

 

กูอยากไปเรียนตากแอร์ชิวๆแบบมึงบ้างจัง ไม่ต้องมาวิ่งตากแดดตากลมให้เสียเหงื่อเสียพลังงาน

 

 

ก็นะ..ใครบอกให้มึงสอบเข้ามาด้วยความสามารถพิเศษล่ะว่ะ ทั้งๆที่มันสมองแบบมึงก็น่าจะสอบภาคปกติเข้ามาได้ชิวๆอยู่แล้ว

 

ผมพูดก่อนจะยักไหล่ให้มันเล็กน้อยอย่างช่วยไม่ได้แต่ก็น่าเห็นใจมันอยู่ไม่น้อยนะครับเพราะมันเลือกที่จะสอบเข้ามาเรียนที่นี่ด้วยความสามารถพิเศษทางด้านกีฬา มันเลยถูกอาจารย์จับให้เป็นนักกีฬาของโรงเรียนไปโดยปริยาย

 

 

ก็ตอนนั้นกูไม่มั่นใจนี้หว่าว่าจะสอบภาคปกติได้..ไม่เถียงกับมึงล่ะ..กูว่ากูไปเปลี่ยนชุดแล้ววอร์มรอพวกพี่ในชมรมก่อนดีกว่าถ้าเข้าสายเดี๋ยวแม่งโดนบ่นอีก..มึงก็ไปได้แล้วกว่าจะนั่งรถเมล์ไปถึงคงจะหกโมงพอดี

 

 

ร่างโปร่งของเพื่อนวัยเดียวกันกับผมลุกขึ้นยืนก่อนที่มันจะเดินหนีไปหลังจากพูดจบ พร้อมกับไม่ลืมที่จะยกมือขึ้นโบกบ๊ายบายผมทั้งๆที่ไม่ได้หันกลับมามองแต่อย่างใด

 

 

ผมส่ายหน้าเล็กน้อยให้กับการกระทำของมันก่อนจะลุกขึ้นเดินออกไปจากโรงอาหารเพื่อที่จะไปรอรถเมล์ที่ป้ายหน้าโรงเรียนเหมือนทุกวัน

 

 

♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ .:。✿*¨゚✎

 

ไอ้ฮอลล์งานมึงจะเสร็จยังว่ะ พี่โจบอกให้รีบออกไปได้แล้ว วันนี้จะมีเจ้าหน้าที่มาพ่นยุง ถ้ายังไม่เสร็จก็เอากลับไปทำที่บ้านต่อ

 

 

เสียงทุ่มต่ำที่เป็นเอกลักษณ์ของผู้ชายเจ้าของเรือนผมสีซิลเวอร์ดังขึ้นจากด้านหลังของผม ก่อนที่ดินสอที่ผมถืออยู่จะถูกวางลงบนแบบงานที่เพิ่งจะร่างเสร็จด้วยความเหนื่อยหน่าย

 

 

อเมริกันโน่เข้มๆที่ผมซื้อมาเมื่อตอนเที่ยงพร่องไปมากกว่าครึ่งแก้วถูกวางทิ้งไว้ไม่ไกลจากมือของผม ด้วยความเสียดายผมยกมันขึ้นมากระดกดื่มหลังจากที่เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าผมต้องใช้เงินพอๆกับค่าข้าวสองคาบซื้อมันมา

 

 

เออ..ไอ้ฮอลล์เย็นนี้ไปเดินห้างเป็นเพื่อนกูหน่อยดิ..แม่กูใช้ให้แวะซื้อของนิดหน่อยว่ะ

 

 

ไอ้ชินที่เพิ่งจะเดินเอาแฟ้มงานไปวางไว้ที่ตู้เก็บเอกสารตรงข้ามกับผมเอ่ยขึ้นก่อนที่มันจะคว้าเอากระเป๋าสะพายหลังสีน้ำตาลคู่ใจของมันพาดไว้บนไหล่

 

 

ผมไม่ได้เอ่ยตอบอะไรมันไปแต่ก็พยักให้เป็นเชิงบอกตกลงไปในตัว ในเมื่องานก็เสร็จแล้วที่บ้านก็ไม่มีอะไรให้ห่วง ไปๆเป็นเพื่อนมันก็คงไม่มีอะไรเสียหายแถมยังถือเป็นการออกไปเปิดหูเปิดตาไปในตัว ดีกว่าจะกลับไปนั่งอุดอู้อยู่ที่บ้านเป็นไหนๆ จริงไหมล่ะครับ.. .

 

 

♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ .:。✿*¨゚✎

 

การจารจรที่แสนจะติดขัดภายในเมืองหลวงใหญ่ๆแบบนี้ทำให้การเดินทางจากบริษัทมาถึงห้างล่าช้าเป็นพิเศษ กว่าที่รถวอลโว่สีขาวของไอ้ชินจะวิ่งเข้ามาจอดภายในลานจอดรถชั้นสี่ของห้างก็กินเวลาไปเกือบจะสองชั่วโมง

 

 

ผมก็ไม่ได้แปลกใจอะไรเท่าไหร่นักว่าทำไมการเดินทางในระยะทางสั้นๆแบบนี้ถึงได้กินเวลาไปร่วมชั่วโมง ก็เพราะช่วงที่ผมกับมันออกมาจากบริษัทเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนต่างก็เลิกงาน เด็กๆหลายคนก็เลิกเรียนอีกทั้งกว่าจะวนรถฝ่าฝูงการจารจรและฝูงผู้คนขึ้นมาที่ลานจอดรถได้ก็กินเวลาไปจะครึ่งชั่วโมง

 

 

ท้องฟ้าที่ทอแสงเป็นสีส้มอมม่วงในยามเย็นเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท เข็มนาฬิกาถูกเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ผมก้มมองเข็มสั้นที่ชี้เลขเจ็ดและเข็มยาวที่ชี้เลขหกอย่างเบื่อหน่าย นี้ผมใช้เวลาไปกับการนั่งเฉยๆบนรถนานขนาดนี้เลยหรอเนี่ย

 

 

ไอ้ฮอลล์มึงเดินเล่นแถวนี้รอก่อนนะเว้ย เดี๋ยวกูต้องไปดูพวกจิลเวอร์รี่ให้แม่ก่อนว่ะ ถ้าเอามึงไปด้วยกูรับประกันได้เลยว่ามึงต้องเบื่อชัวร์ๆ

 

 

เสียงไอ้ชินดังขึ้นปลุกให้ผมหลุดออกจากโลกแห่งความคิดของตัวเอง เงยหน้าขึ้นมาอีกทีก็เพิ่งจะรู้ตัวว่าตอนนี้ผมกำลังยืนอยู่บนบันไดเลื่อนภายในห้างซะแล้ว

 

 

อืม

 

 

โอเค งั้นแยกกันตรงนี้ถ้ากูทำธุระเสร็จแล้วเดี๋ยวกูโทรหามึงล่ะกัน

 

 

ไอ้ชินพูดทิ้งไว้แค่นั้นก่อนที่มันจะเดินแยกออกไปหลังจากที่บันไดเลื่อนทำหน้าที่ขนส่งพวกผมมาถึงชั้นบนของห้าง

 

 

จะว่าไปผมก็ไม่ได้มาห้างในเวลาเย็นๆแบบนี้นานมากแล้วเหมือนกัน ครั้งล่าสุดที่มาตอนเย็นแบบนี้ก็คงจะเป็นตอนที่ยังเรียนอยู่มหาลัยล่ะมั้ง

 

 

ดิว วันนี้คลอสมึงหนักป่าวว่ะ

 

 

ก็เหมือนทุกวันแหละ..ของมึงล่ะ

 

 

เสียงพูดคุยของเด็กมัธยมสองคนที่กำลังเดินคุยกันผ่านหน้าผมไป บทสนทนาที่น่าจะเกี่ยวกับการเรียนพิเศษนั้นทำให้ผมถึงกับนึกถึงตัวเองตอนที่ยังอายุเท่าพวกเขา ผมมีชีวิตที่ค่อนข้างจะต่างจากพวกเขาตรงที่ผมยังได้ใช้ชีวิตในวัยเด็กได้อย่างเต็มที่มากกว่าเด็กสมัยนี้ที่ต้องคอยมานั่งเรียนพิเศษต่อหลังเลิกเรียน

 

 

เห็นสีหน้าที่ดูเหนื่อยหน่ายและยุ่งเหยิงของเด็กพวกนั้นแล้วทำให้ผมอดเห็นใจไม่ได้ แต่ก็คงทำอะไรไม่ได้เพราะสมัยนี้น่ะอะไรๆมันก็พัฒนา คนก็เก่งขึ้นการแข่งขันก็สูงละลิ้วเพราะแบบนี้ทุกคนถึงต้องพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลาและนั้นแหละคงเป็นเหตุผลที่ทำให้ภาระบนบ่าของเด็กสมัยนี้ไม่ได้มีแค่กระเป๋าที่ใส่หนังสือจนอัดแน่นแต่กลับมีความหวังและความกดดันเพิ่มเข้ามาอีกด้วยน่ะสิ

 

 

ผมเดินลากเท้าที่เหมือนถูกถ่วงไว้ด้วยหินไปตามพื้นกระเบื้องของห้าง ในหัวก็คิดอะไรเล่นไปพลางๆก่อนที่สายตาจะไปสะดุดเข้ากับร่างของเด็กคนหนึ่งที่กำลังนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดวาดอะไรสักอย่างอยู่ภายในห้องกระจกเล็กๆที่น่าจะเป็นห้องสำหรับเรียนกวดวิชา

 

 

และเด็กนั้นก็คงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเจ้าเด็ก ไอเย็น ที่ฝากความเจ็บปวดไว้ให้ผมถึงสองครั้งสองครา พูดมาแล้วยังรู้สึกเจ็บหลังอยู่แปลบๆ ก็เมื่อเช้าเจ้าเด็กนั้นดันโยนลูกพีชโดนเส้นกลางหลังผมเข้าเต็มๆอย่างไม่ออมแรงเลยสักนิด

 

 

จะว่าไปเมื่อเช้าเด็กนั้นก็โดนน้ำโคลนจากข้างถนนกระเด็นใส่จนเปื้อนไปหมดนี้หน่า แล้วทำไมถึงยังมีสภาพที่ดูสะอาดตาอยู่แบบนี้ได้กันนะ ผมไล่สายตาสังเกตเด็กตรงหน้าก่อนที่จะไปสะดุดตากับชื่อที่ปักอยู่บนเสื้อนักเรียนตัวโคร่งที่ชายเสื้อหลุดลุ่ยออกมาจนแทบจะกลืนกางเกงขาสั้นสีน้ำเงินเข้าไปอยู่ร่อมร่อ

 

 

ชื่อที่ปักอยู่บนอกเสื้อตัวนั้นคงจะไม่ใช่ชื่อของเด็กนั้น ถึงผมจะมองไม่ค่อยชัดว่ามันปักว่าอะไรแต่ก็พอจะเดาได้จากบางคำที่ไม่มีในชื่อจริงของเด็กคนนั้น

 

 

ผมมองคนที่นั่งหน้าบูดอยู่ราวสองสามนาทีก่อนที่จะนึกได้ว่าตัวเองมายืนเด๋ออยู่ตรงนี้จนคนที่เดินผ่านไปมาเริ่มมองด้วยสายตาแปลกๆกันแล้ว ถึงทำให้ผมต้องย้ายสารร่างไปนั่งอยู่ตรงม้านั่งฝั่งตรงข้ามกับห้องกระจกนั้นแทน

 

 

เด็กคนนั้นยังคงนั่งหน้าเครียดอยู่ทั้งๆที่ในมือก็ยังคงบรรจงร่างดินสอลงไปบนกระดาษร้อยปอนส์ที่แปะอยู่บนกระดานวาดภาพ ผมไม่รู้ว่าเด็กนั้นกำลังวาดภาพอะไรถึงได้ดูเครียดขนาดนั้นแต่ที่ผมรู้ก็คือถ้าเด็กนั้นยังอยู่ในโหมดอารมณ์ไม่ดี ต่อให้มีความตั้งใจแค่ไหนงานมันก็ออกมาไม่ดีหรอกเพราะลายเส้นที่ออกมามันจะบ่งบอกสภาพอารมณ์ของผู้วาดทันที

 

 

เอ่อ..คุณคะ..”

 

 

เสียงของใครสักคนเรียกให้ผมละสายตาจากเด็กคนนั้นก่อนจะหันมาสนใจเจ้าของเสียงเรียกและแรงสะกิดเบาๆที่แขน

 

 

ครับ?

 

 

ขอนั่งด้วยคนนะคะ..”

 

 

หญิงสาวเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนเอยถามผมด้วยรอยยิ้มก่อนที่ผมจะพยักหน้าและขยับให้เธอนั่งลงข้างๆ

 

 

มารอรับหลานเหมือนกันหรอคะ?

 

 

เธอเอ่ยถามผมก่อนที่จะทำให้ผมถึงกับทำหน้างงไปสักพักหนึ่งจนเธอต้องเริ่มอธิบายสิ่งที่เธอถามอีกครั้ง

 

 

เอ่อ..ฉันเห็นคุณยืนมองน้องคนนั้นตั้งนานแล้ว น้องเขาน่ารักดีนะคะ

 

 

เธอพูดพลางชี้นิ้วไปที่เด็กคนนั้นก่อนที่ผมจะพยักหน้ารับด้วยความที่เห็นด้วยกับสิ่งที่เธอพูดว่าเด็กคนนั้นน่ารักดีโดยไม่ทันนึกถึงสิ่งที่เธอถามตอนแรก

 

 

ฉันก็มารับหลานเหมือนกันค่ะ อีกสักสิบห้านาทีก็คงเลิกแล้วล่ะค่ะ..คุณมานานหรือยังคะ?

 

 

ผมไม่ได้ตอบอะไรเธอไปเพราะในหัวสมองกำลังประมวลผลสิ่งที่เธอพูด เด็กคนนั้นจะเลิกอีกเรียนอีกสิบห้านาทีสินะ ไหนๆก็เจอตัวแล้วถือโอกาสรอคืนสมุดโน้ตเลยแล้วกัน พอนึกได้แบบนั้นกระเป๋าสะพายคู่ใจของผมก็ถูกเปิดออกพร้อมกับที่ผมจะส่งมือไปหยิบเอาสมุดโน๊ตลายลูกพีชออกมาถือไว้

 

 

 คาบน้ำหวานจางๆที่แห้งเกรอะอยู่ที่หน้าปกทำให้ผมรู้สึกผิดขึ้นมาเล็กๆที่เป็นสาเหตุทำให้มันเป็นแบบนี้

 

 

"เอ่อ..คุณคะ?"

 

 

"ผมขอตัวก่อนนะครับ"

 

 

ผมหันไปบอกคนข้างๆก่อนจะลุกขึ้นเดินไปที่ไหนสักที่ที่อยู่ๆก็นึกอะไรดีๆได้ขึ้นมา ขาทั้งสองข้างพาผมมาหยุดอยู่ที่ร้านขายหนังสือที่มีอุปกรณ์เครื่องเขียนตั่งต่างขายอยู่ด้วย มือก็พลิกสมุดโน้ตดูว่าเด็กนั้นจดอะไรไว้บ้างก่อนที่ตาจะไปสะดุดเข้ากับคำว่า

 

 

'แรงโน้มถ่วง ( Gravity )'

 

 

ลายมือเป็นระเบียบเรียบร้อยที่ถูกเขียนไว้เป็นหัวข้อใหญ่ด้วยปากกาสีชมพูนั้น ทำให้ขาทั้งสองข้างของผมก้าวเดินไปหยุดอยู่ที่โซนหนังสือวิชาฟิสิกส์ก่อนที่ผมจะไล่สายตาและปลายนิ้วไปตามสันหนังสือ

 

 

ผมตัดสินใจดึงเอาหนังสือสันสีเขียวเล่มหนึ่งออกมาด้วยความสนใจกับข้อความสั้นๆที่เหมือนกับสมุดโน้ตของเด็กคนนั้นถูกพิมพ์ไว้บนสัน

 

 

"สนใจหนังสือแบบไหนสอบถามได้นะคะ"

 

 

เสียงพนักงานร้านหนังสือที่ไม่รู้ว่าเธอมายืนอยู่ข้างผมตั้งแต่เมื่อไหร่ดังขึ้นพร้อมกับใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มแบบการตลาดทั่วไป ผมไม่ได้ปฏิเสธความช่วยเหลือของเธอแต่อย่างใด

 

 

"ผมอยากได้หนังสือเรื่องแรงโน้มถ่วงแบบเข้าใจง่ายสักเล่มน่ะครับ"

 

 

"งั้นแนะนำเล่มที่คุณถืออยู่เลยค่ะ เพราะด้านในมีรูปภาพอธิบายอย่างละเอียดแล้วก็มีแผ่นซีดีที่จะอธิบายอีกทีด้วยเอนนิเมชั่นด้วยค่ะ เหมาะทั้งสำหรับเด็กและผู้ใหญ่เลย"

 

 

"งั้นผมเอาเล่มนี้ แล้วก็เอาพาเลทสีน้ำซากุระกับเซตพู่กันทุกเบอร์อย่างล่ะอันครับ เอ่อ..ที่นี่พอจะมีสมุดโน๊ตเปล่าๆขายไหมครับ"

 

 

มีค่ะ..สนใจขนาดเท่าไหร่คะ

 

 

ขอเป็นขนาด 11 x 15 ล่ะกันครับ

 

 

"ค่ะ ถ้างั้นกรุณารอสักครู่นะคะ"

 

 

"ครับ"

 

 

 

♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ .:。✿*¨゚✎

 

 ผมใช้เวลาหลายนาทีในการซื้อของในร้านหนังสือ พอเดินกลับมาอีกทีห้องกระจกเล็กๆนั้นก็ร้างผู้คนซะแล้ว ผู้หญิงที่เคยนั่งอยู่ม้านั่งฝั่งตรงข้ามก็หายไปแล้ว จะเหลือก็แต่คนที่กำลังเดินผ่านไปมาอยู่อย่างบางตาเท่านั้น

 

 

เฮ้อ..คลาดกันอีกจนได้

 

 

ความรู้สึกหดหู่แบบแปลกๆเกิดขึ้นภายในใจของผม ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรเหมือนกันถ้าให้เดาคงจะเป็นเพราะผมเสียความตั้งใจไปอีกแล้วล่ะมั้งครับ ผมก้มมองถุงกระดาษที่อยู่ในมือก่อนที่เสียงริงโทนโทรศัพท์ของผมจะดังขึ้น

 

 

"ฮัลโหล" ผมกรอกเสียงลงไปหลังจากที่กดรับโดยไม่ต้องเดาว่าปลายสายเป็นใคร

 

 

"(ไอ้ฮอลล์ กูกำลังจะไปที่รถแล้วนะ มึงอยู่ไหนเนี่ย)"

 

 

"อือ เดี๋ยวกูไป"

 

 

ผมไม่ได้ตอบคำถามมันแต่อย่างใดก่อนที่สายจะถูกตัดไปด้วยฝีมือของผมเอง ผมหมุนตัวเปลี่ยนทิศทางจะเดินไปที่บันไดเลื่อนด้วยความห่อเหี่ยว แต่กลับมีบางอย่างทำให้ขาของผมชะงักซะก่อน

 

 

ตุ้บ!

 

 

เฮ้ย!”

 

 

เสียงอุทานของใครบางคนดังขึ้นพร้อมกับสัมผัสเย็นชื้นบนอก โดยมีสาเหตุมาจากไอศกรีมโคนสีชมพูที่คาดว่าน่าจะเป็นรสสตอร์เบอรี่ถูกปักแหมะเข้ากับอกเสื้อของผมเต็มๆ โดยที่ผมเองก็ไม่รู้เลยว่าเป็นเพราะความที่ผมหมุนตัวกลับมาแบบกะทันหันหรือว่าใครอีกคนซุ่มซ่ามกันแน่ แต่ที่รู้ตอนนี้คือผมเริ่มจะหงุดหงิดขึ้นมาเล็กๆซะแล้วสิ

 

 

เอ่อ..ขอทะเฮ้ย!”

 

 

ผมก้มมองคู่กรณีที่มีส่วนสูงถึงแค่เพียงหน้าอกของผมก่อนที่ความรู้สึกห่อเหี่ยวและหงุดหงิดในตอนแรกจะอันตรธานหายไปจนหมดสิ้น

 

 

ใบหน้าเหลอหลาของเด็กชายที่คุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดีทำให้ผมเผยยิ้มออกมาโดยไม่สนใจคราบไอศกรีมที่เปื้อนเป็นวงกว้างอยู่บนเสื้อเลยแม้แต่น้อย

 

 

พี่อีกแล้วหรอ!”

 

 

ปากสีแดงสดราวกับลูกเชอร์รี่แปดเปื้อนไปด้วยไอศกรีมสีชมพูถูกเจ้าของของมันขยับเขยื้อนเอื้อนเอ่ยออกมาเป็นคำพูดพร้อมกันกับที่ปลายนิ้วเล็กนั้นจะถูกชี้มาทางผม

 

 

อือ..”

 

 

ผมครางตอบรับคำเด็กนั้นไปก่อนที่จะใช้ปลายนิ้วชี้ที่มีขนาดค่อนข้างจะต่างกันกับของอีกคนกดปลายนิ้วเล็กๆที่ชี้หน้าผมอยู่ลง

 

 

ชี้หน้าผู้ใหญ่แบบนี้ไม่ดีเลยนะ

 

 

ใบหน้าของเด็กนั้นอยู่ห่างผมไม่มากทำให้ผมสามารถมองเห็นแก้มเนียนราวกับตูดเด็กที่มีคราบไอศกรีมติดอยู่เป็นจุดๆได้อย่างไม่ยาก ไหนจะดวงตาแป๋วๆเหมือนลูกจิ้งจอกทะเลทรายที่ผมชอบดูในช่องสารคดีนั้นมันทำให้ผมอดที่จะขำกับท่าทีตกใจราวกับสัตว์ของอีกคนไม่ได้

 

 

ยิ้มอะไรเล่า..เป็นบ้ารึไงเสื้อพี่เปื้อนไปหมดแล้วนะ

 

 

ใบหน้าราวกับลูกแมวตียุ่งไปหมด ปากเล็กๆก็ขยับอีกครั้งจนทำให้เห็นเหล็กดัดฟันด้านในยิ่งทำให้เด็กนี้ดูน่ารักขึ้นไปอีกเป็นเท่าตัว มือบอบบางนั้นถือไอศกรีมที่ตอนนี้ไหลย้อยเลอะไปถึงข้อศอกเอาไว้ข้างหนึ่ง พร้อมกับมืออีกข้างก็ล้วงเอาผ้าเช็ดหน้าสีครีมออกมาจากกระเป๋ากางเกงสั้น

 

 

ผมไม่ขอโทษหรอกนะ ถือว่าหายกันกับที่พี่ทำผมไว้เมื่อวานแล้วก็เมื่อเช้าด้วย

 

 

ผ้าเช็ดหน้าสีครีมที่กำลังจะถูกซับลงบนปกเสื้อของผมถูกชะงักไว้ด้วยมือหยาบกร้าน เด็กนั้นเงยหน้าขึ้นมามองผมอย่างไม่เข้าใจก่อนที่ดวงตาใสแจ๋วนั้นจะเบิกกว้างอีกครั้งเมื่อผมแย่งผ้าบางๆนั้นออกมาจากมือของอีกคนก่อนจะบรรจงซับมันลงบนแก้มและริมฝีปากสีสดของอีกคนแทน

 

 

อืม..เข้าใจล่ะ..งั้นขอโทษสำหรับเรื่องเมื่อวานแล้วก็เมื่อเช้าด้วยล่ะกัน

 

 

ผมพูดไปพร้อมกับที่จะค่อยๆเช็ดคราบไอศกรีมออกจากใบหน้าของเด็กคนนั้นอย่างเบามือ แค่ปลายนิ้วสากๆของผมเผลอสัมผัสลงบนผิวแก้มแดงๆของเด็กชายที่ยังไม่โตเต็มวัยมันก็ทำให้ผมกลัวว่าผิวมือแข็งกร้านของผมจะไปเขี่ยเอาแก้มกลมๆราวกับตุ๊กตากระเบื้องนั้นเป็นรอยเข้าให้

 

 

เป็นเด็กนี้มันน่าอิจฉาจริงๆเลยว่าไหมครับทำอะไรก็ดูน่าเอ็นดูไปหมดขนาดตีหน้ายุ่งเป็นยักษ์ยังดูกลายเป็นลูกแมวตัวเล็กๆที่กำลังขู่ฟ่อๆให้ศัตรูกลัวไปซะได้

 

 

..ทำอะไรแบบนี้ได้ไงกันเล่า อย่ามาทำเหมือนผมเป็นเด็กๆนะ ผมโตแล้วเช็ดเองได้ อีกอย่างผมไม่ได้ตั้งใจจะเช็ดให้ตัวเองซะหน่อย..ยุ่งไม่เข้าเรื่องจริงๆเลย

 

 

เด็กนั้นดึงผ้าเช็ดหน้าออกไปจากมือผมก่อนที่จะซับมันลงบนปกเสื้อของผมอย่างที่เจ้าตัวตั้งใจไว้ตอนแรก

 

 

.ใบหน้าเล็กๆก้มหงุดเหมือนพยายามจะหลบตาผม เลยทำให้ผมที่มองจากมุมนี้เห็นได้แค่เพียงกลุ่มผมสีดำสนิทและก้อนแก้มกลมๆที่ขยับไปมาจากการบ่นงุ้งงิ้งๆของเด็กนั้น มือที่นิ่มราวกับอุ้งเท้าแมวจับมือผมไปถือไว้ก่อนที่เด็กนั้นจะยัดผ้าเช็ดหน้าเปื้อนๆนั้นลงบนมือของผม

 

 

อ๊ะ..ผมไม่ได้เช็ดให้ฟรีๆหรอกนะเอาไปซักให้ด้วย แล้วค่อยเอามาคืนแต่ถ้าให้ดีพี่ฝากพี่คนที่เรียนอยู่ทีเดียวกับผมมาคืนก็ได้ เจอหน้าพี่ทีไรผมซวยตลอดเลย..เฮอะผมไปล่ะ

 

 

คนเด็กกว่าพล่ามประโยคยาวๆออกมาแต่เหมือนผมจะไม่ได้สนใจคำพูดนั้นเลยเพราะผมกำลังตกอยู่ในภวังค์จากสัมผัสนุ่มนิ่มที่ทำเอาผมอยากจะจับมันมาฟัดเหมือนที่ชอบทำกับน้องแมวในคาเฟ่ที่ชอบไปเวลาหยุดงาน พอรู้ตัวอีกทีเด็กนั้นก็หมุนตัวจะเดินออกไปอีกทางซะแล้ว

 

 

เดี๋ยวสิ!”

 

 

อะไรอีกล่ะ…”

 

 

อ๊ะ..ให้

 

 

ถุงกระดาษที่ตั้งใจไปซื้อมาถูกยื่นให้กับคนตรงหน้าที่เพิ่งจะหันกลับมาด้วยสีหน้ายุ่งๆก่อนที่มันจะยิ่งยุ่งไปอีกเมื่อเด็กนั้นขมวดคิ้วงุนงงกับสิ่งที่ผมยื่นให้

 

 

ให้ผม?

 

 

อืม

 

 

ให้ทำไม แล้วนั้นถุงอะไร

 

 

ถือว่าไถ่โทษเรื่องเมื่อวานที่ทำให้สมุดโน๊ตเปื้อน

 

 

ผมตอบไปสั้นๆพร้อมกับจะจับมืออีกคนขึ้นมายัดหูหิ้วถุงกระดาษลงบนมือเล็กๆนั้น แล้วไม่ลืมที่จะรูดซิปกระเป๋าเป้หยิบเอาสมุดลายลูกพีชเลอะๆออกมายื่นให้คนตรงหน้า

 

 

ส่วนนี้คืน..”

 

 

เด็กนั้นก้มมองสิ่งที่อยู่ในมือของผมก่อนจะเอ่ยพูดขึ้นมาอีกครั้ง

 

 

เก็บไว้เหอะ..ผมคงไม่ต้องใช้มันแล้วล่ะเพราะเมื่อเช้าผมเพิ่งจะสอบเนื้อหาส่วนนี้ไป ถือว่าแลกกันกับไอ้นี้ล่ะกัน

 

 

อือ..ขอบจะ..”

 

 

Rrrrrrr Rrrrr

 

 

เสียงโทรศัพท์มือถือของคนตรงข้างดังขึ้นซะก่อนที่ผมจะได้พูดอะไรออกไป เด็กนั้นล่วงมือเข้าไปหยิบวัตถูสี่เหลี่ยมที่ส่งเสียงรบกวนออกมาจากในกระเป๋ากางเกงก่อนที่จะกดรับโดยไม่สนใจผมที่ยืนเป็นเสาหินอยู่ตรงนี้เลยแม้แต่น้อย

 

 

ครับแม่…”

 

 

เลิกแล้วครับ..”

 

 

ครับๆ..ไอกำลังจะลงไปเดี๋ยวนี้แหละ

 

 

แม่อ่า..ไอไม่ได้เถลไถลสักหน่อยนะ..”

 

 

ครับรู้แล้วครับแม่อย่าเพิ่งบ่นไอ ไอกำลังรีบไปอยู่เนี่ย

 

 

เสียงเด็กนั้นดังขึ้นเป็นพักๆเนื่องจากต้องคอยตอบคำถามจากปลายสาย เท้าเล็กๆที่ถูกสวมไว้ด้วยรองเท้านักเรียนสีดำก็กำลังก้าวออกไปห่างจากผมช้าๆ โดยไม่ได้มีคำร่ำลาอะไรอย่างที่ควรจะมี

 

 

ไว้เจอกันใหม่นะ

 

 

ผมพูดพลางโบกมือหย่อยๆให้กับแผ่นหลังเล็กๆที่กำลังหายไปพร้อมกับบันไดเลื่อน ความรู้สึกแปลกใหม่ถูกซัดเข้ามาในใจจนทำให้ผมรู้สึกสดชื่นขึ้นมาแปลกๆหลังจากที่ได้พูดคุยกับเด็กนั้น  

 

 

มันแปลกมากเลยนะครับ ทั้งๆที่เด็กนั้นก็ไม่ได้พูดเพราะอะไรแถมยังชอบทำหน้ายุ่งใส่ผมอยู่แทบจะตลอดเวลาอีก แต่ก็เพราะสิ่งเหล่านั้นนั่นแหละครับมันยิ่งทำให้ผมอยากจะแกล้งให้ใบหน้าน่ารักเกินเด็กผู้ชายนั้นยุ่งเหยิงเพราะความหงุกหงิด

 

 

เพราะมันทำให้ผมรู้สึกว่าเด็กนั้นน่ะ เหมือนกับลูกแมวตัวเล็กๆที่เวลาหงุดหงิดมักจะขู่ไม่ให้ผมเข้าใกล้เลยน่ะสิครับ..





TBC. 



♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ .:。✿*¨゚✎

'ทำงี้ดั่ยไน นู่โตเป็นหนุ่มแย้วน้า ฮือออ ยัยนิ่มนุ่มของคูมมิ๊//หอมหัว'



♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ .:。✿*¨゚✎

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น