นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

[BTS x YOU] 7 DAYS OF MIRACLE

โดย malymyne

หากคุณมีโอกาสฟื้นคืนจากความตายและมีโอกาสได้ใช้ชีวิตเพิ่มอีก 7 วัน...คุณจะทำอะไรใน 7 วันนั้น

ยอดวิวรวม

241

ยอดวิวเดือนนี้

19

ยอดวิวรวม


241

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


13
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  4 ธ.ค. 63 / 20:08 น.
นิยาย [BTS x YOU] 7 DAYS OF MIRACLE

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

7 days of miracle

เจ็ดวันมหัศจรรย์แห่งรัก

Fifth Story

By : malymyne

HAPPY BIRTHDAY : KIM SEOKJIN

20201204

 

 

 

 

 


 

KIM SEOKJIN

พนักงานฝ่ายออกแบบของบริษัทแห่งหนึ่ง

 

 

 

 Son Seonjoo

พนักงานฝ่ายบัญชีของบริษัทแห่งหนึ่ง

 

 

 

 

 

สุขสันต์วันเกิดพี่ใหญ่อย่างคิมซอกจิน ขอให้คุณพี่มีความสุขและคอยสร้างมุกคุณลุงตลอดไป นี้คืออายุมากเท่าไหร่พี่เขาก็ไม่หล่อลงไปได้เลย อย่าลืมไป Happy Birthday กันนะคะ

 

คำเตือนเรื่องนี้!

1.ไม่ได้มีเจตนาจะให้ศิลปินเสื่อมเสีย เป็นเพียงเรื่องที่สร้างขึ้นมาเพื่อความสนุกเท่านั้น ห้ามลอกเลียนแบบ

2.ภาพเป็นเพียงส่วนประกอบของเนื้อเรื่อง และนำมาจาก Pinterest ไม่ได้มีเจตนาจะละเมิดลิขสิทธิ์แต่อย่างใด หากแจ้งไรท์จะทำการลบตามคำบอกและตักเตือนทันที

3.อย่าแอนตี้ตัวละครใดทั้งสิ้น ใส่อารมณ์และโกรธเคืองได้เพียงแค่ใต้คอมเม้นท์ไม่ควรพาลสู่โลกความเป็นจริง

4. เรื่องนี้เป็นเพียงความเชื่อและอาจจะไม่ได้อ้างอิงจากความเป็นจริงโปรดใช้วิจารณญาณด้วยนะคะ

5.อย่าลืมสนุกกับการอ่านนะคะ จุ๊บๆ

 

ขอให้ มีความสุขกับการอ่านนะคะ

 

TWITTER : @malymyne

 

#malymyne

#ฟิค7วันมหัศจรรย์แห่งรัก

TWITTER : @malymyne

 

ขอบคุณรูปภาพจาก TWITTER นะคะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เนื้อเรื่อง อัปเดต 4 ธ.ค. 63 / 20:08


7 days of miracle

เจ็ดวันมหัศจรรย์แห่งรัก

HAPPY BIRTHDAY : KIM SEOKJIN

 

ภาพห้องนอน

 

 

27/11/xxxx

Rrrr

ร่างบางของหญิงสาวในชุดนอนสีฟ้าอ่อนบนเตียงนอนสีครีม ค่อยๆขยับตัวขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่เธอจะลุกขึ้นอีกครั้ง และมองไปที่นาฬิกาบนหัวเตียงอีกครั้ง หญิงสาวถอนหายใจออกมาพรางมองไปที่มือถือที่ตั้งนาฬิกาปลุกเอาไว้และเธอก็กดปิดมันทันที หญิงสาวรีบลุกขึ้นและทำธุระส่วนตัวของเธอ

 

หญิงสาวยืนมองตัวเองที่หน้ากระจกสักพัก เพื่อเช็คความเรียบร้อยของเธอ กระโปรงทรงเอ ตามแบบที่บริษัทกำหนด เสื้อเชิ้ตสีขาวที่เธอคิดว่ามันเหมาะสมและลงตัวได้กับทุกลุค ริมฝีปากที่ถูกแต่งแต้มเป็นสีเชอร์รี่สดบางๆ เม้มเข้าหากัน ก่อนจะยกยิ้มให้กระจกหนึ่งครั่ง เพื่อเช็คความเรียบร้อย เมื่อทุกอย่างลงตัวอย่างที่เธอต้องการ เธอก็รีบคว้ากระเป๋าแบรนด์เนม ที่ราคาไม่แรงนัก สำหรับมนุษย์เงินเดือนอย่างเธอที่ทำงานมา  5 ปี ก็ควรจะมีของรางวัลให้กับตัวเองบ้าง 

 

 

เท้าเล็กๆของเธอที่อยู่ภายในรองเท้าส้นสูงเธอเดินออกจากคอนโดที่พักของเธออีกครั้ง ก่อนจะเดินผ่านถนนที่คุ้นเคย ที่เธอใช้ชีวิตที่นี้มาราว 10 ตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมเสียด้วยซ้ำ ร้านคาเฟ่ที่ขายขนมเบเกอรี่และกาแฟหอมกรุ่นในทุกๆเช้า แต่เธอไม่ทานมันหรอกนะ เดี๋ยวจะนอนไม่หลับเอา 

 

หญิงสาวหยุดลงที่ทางม้าลายก่อนจะเดินข้ามอีกครั้ง เธอเดินผ่านมันไปได้สักพัก ก็เห็นลุงป้าน้าอา ที่กำลังเตรียมขายต๊อกบ๊กกีกันอย่างเร่งรีบ ชีวิตของมนุษย์เงินเดือน ที่เดินกันขวักไขว่ไปหมด ทุกคนต่างมองนาฬิกาที่ข้อมือของตัวเอง ก่อนจะรีบวิ่งไปหารถประจำทางบ้าง หรือรีบเดินเข้าบริษัทกันบ้าง ทุกคนล้วนเกิดมาและต้องทำงานหากินกันทั้งนั้น นี้สินะ ชีวิตมนุษย์ 

 

เอี๊ยด! 

 

โคร้ม! 

 

เสียงล้อรถยนต์คันหนึ่งดังขึ้นก่อนที่จะได้เสียงดังและคนที่รีบวิ่งไปมุงกันอย่างรวดเร็ว ร่างของชายคนหนึ่งถูกรถชนเข้าอย่างจัง กระเด็นลอยข้ามเกาะกลางถนน นอนจมกองเลือดอยู่ที่ริมฟุตบาทที่ไม่ไกลจากเธอนัก ที่มือของเขายังคงมีเอกสารมากมาย พร้อมกับกาแฟ ซึ่งเขาคนนั้นก็คงเป็นพนักงานออฟฟิศที่ทำงานแลกเงิน ไม่ต่างกับเรา 

 

“ตายแล้ว...ดวงดีซะจริงเรา” เสียงของหญิงสาวคนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยความตกใจ 

 

ร่างบางของเธอยืนมองร่างอันไร้วิญญาณของชายหนุ่ม ก่อนจะถอนหายใจออกมา และรีบเดินไปยังบริษัททันที ชีวิตคนเรา มันไม่แน่ ไม่นอนหรอก คุยกันวันนี้พรุ่งนี้อาจจะไม่มีโอกาสได้คุยก็ได้ คนเรามีโอกาสจะทำอะไรก็คงต้องรีบทำ ก่อนที่มันจะสายไป ไม่ใช่เพียงชายคนนั้น วันหนึ่ง อาจจะเป็นเธอเองก็ได้ ที่ต้องนอนอยู่ตรงนั้น 

 

กริ๊ง!

 

เสียงประตูกระจกของออฟฟิศขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ที่ภายในตึกนั้นมีหลากหลายบริษัทที่เช่าตึกนี้เพื่อการทำงาน ไม่เพียงแต่บริษัทเธอเท่านั้น ร่างบางเดินก้าวเข้ามาในตึกเช่นทุกวัน เธอเดินตรงไปยังลิฟต์ตัวใหญ่ก่อนจะกดมันที่ชั้น 14 

 

ตึง! 

 

เสียงที่ดังขึ้นบ่งบอกว่าลิฟต์ที่เธอต้องการได้มาจอดที่หน้าเธอแล้ว หญิงสาวไม่รอช้า เธอก้าวเข้าลิฟต์และเตรียมกดปิดมันทันที 

 

“ขอโทษๆครับ ผมขอไปด้วย” เสียงทุ้มของชายคนหนึ่งดังขึ้นก่อนที่ร่างสูงจะเดินแทรกเข้ามาในลิฟต์ หญิงสาวที่เห็นเช่นนั้นก็ยกยิ้มให้ก่อนจะกดชั้นที่เธอต้องการ 

 

“ขอบคุณนะครับ...อ้าว คุณทำงานที่บริษัท R เหรอครับ?” ชายหนุ่มข้างกายเอ่ยถามด้วยความสงสัย เมื่อเห็นว่าหญิงสาวเองก็กดลิฟต์ในชั้นที่เขาต้องการเช่นกันค่ะ 

 

“ค่ะ ฉันทำงานที่นี้” เธอเอ่ยตอบพรางยกยิ้มอย่างขัดเขิน 

 

“อา ผมคิมซอกจินนะครับ เป็นหัวหน้าฝ่ายออกแบบ” ชายหนุ่มตรงหน้าเอ่ยขึ้นก่อนจะยกยิ้มขึ้นและส่งมือมาให้กับหญิงสาว 

 

หญิงสาวมองมือตรงหน้าอย่างช่างใจสักพัก เธอรู้สึกใบหน้าร้อนผ่าว แก้มของเธอนั้นคงแดงราวกับลูกตำลึงสุกไปแล้วแน่ๆ มือของเธอเริ่มมีเหงื่อไหลออกมาบางๆ เพราะความตื่นเต้น มือสั่นระริกด้วยความรู้สึกตื่นเต้นและทำตัวไม่ถูก 

 

“ซน ซอนจูฝ่ายบัญชีค่ะ”

 

 

 

 

 

ตึง! 

 

ลิฟต์ตัวใหญ่จอดลงที่ชั้น 14 ก่อนที่ประตูลิฟต์จะเปิดออก ร่างสูงของชายหนุ่มผายมือให้กับหญิงสาวเพื่อเป็นการแสดงความสุภาพบุรุษของเขา เขายกยิ้มให้เธอเล็กน้อย

 

“ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ คุณซอนจู ผมคงต้องขอตัวก่อน” ชายหนุ่มเอ่ยก่อนจะเดินออกไปทันที ทิ้งไว้เพียงหญิงสาวที่มองตามร่างของชายหนุ่มที่เดินเข้าแผนกออกแบบไปทันที 

 

เขาเดินเข้าห้องกระจกเข้าไปก่อนจะยกมือทักทายเพื่อนร่วมงาน ด้วยความอัธยาศัยดีของเขา ทำให้เพื่อนร่วมงานและทุกคนในบริษัทต่างชื่นชมและชื่นชอบในตัวของ คิมซอกจิน หัวหน้าฝ่ายออกแบบอย่างเขาเอามากๆ และนั้นก็ร่วมถึง...เธอด้วย

 

“แหมๆ วันนี้มาพร้อมกับเลยนะจ๊ะ” เสียงของเพื่อนร่วมงานคนสนิทอย่าง ‘ยุนจูอิน’ ผู้มีตำแหน่งเป็นเพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยมัธยมและเพื่อนร่วมงานเอ่ยทักทายทันที

 

“ก็บังเอิญเฉยๆ ไม่มีอะไรหรอก” ซอนจูเอ่ยอย่างปัดๆ เธอเอ่ยก่อนจะรีบเดินเข้ามาในห้องกระจกฝ่ายบัญชีก่อนจะนั่งลงที่โต๊ะทำงานประจำของเธอทันที

 

“นี้...ชอบรุ่นพี่เขามาตั้งนาน ทำไมไม่บอกไปเลยละ แกเก็บมันเอาไว้ 11 ปีเลยนะ แกไม่คิดจะบอกเขาหน่อยเหรอ?” จูอินเอ่ยถามหญิงสาวอย่างเร่งเร้าทันที 

 

“ไม่ต้องบอกหรอก...อยู่แบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว ...เมื่อกี้ตอนขึ้นลิฟต์มา ฉันก็เพิ่งได้คุยกับรุ่นพี่เขาเอง” เธอเอ่ยก่อนจะยกยิ้มอย่างเขินๆกลับไป

 

“แกนี้นะ...ทำไมไม่บอกเขาไปตรงๆ แกไม่กลัววันหนึ่งแกจะเสียใจเหรอ ถ้าแกไม่ได้บอกเขาไปนะ...” หญิงสาวตรงหน้าเอ่ยถามเธออีกครั้ง 

 

“ไม่หรอก...รุ่นพี่เขายังไม่รู้จักฉันเลย...บอกออกไปมันก็คงแปลกๆ สู้ไม่บอกแล้วเก็บความรู้สึกไว้คนเดียวดีกว่า ถ้าบอกไปแล้วเขารับไม่ได้...ฉันก็คงรู้สึกไม่ดี...เก็บความลับให้มันตายไปกับฉันนั้นแหละ” ยองจูเอ่ยก่อนจะยกยิ้มให้กับเพื่อนสาวของเธอ 

 

จูอินที่ได้ยินแบบนั้นก็ได้แต่เบะปากมองบนก่อนจะถอนหายใจออกมา ซนซอนจู แอบชอบรุ่นพี่ คิมซอกจิน หัวหน้าแผนกออกแบบมาตั้งแต่สมัยที่พี่เขาเรียนอยู่มัธยมด้วยซ้ำ รุ่นพี่เขาค่อนข้างป๊อบในหมู่ของสาวๆในโรงเรียน หญิงสาวตัวเล็กในวัย 16 ปี ที่แอบมองรุ่นพี่ในวัย 18 ปี ที่เป็นนักบาสตัวเต็งของโรงเรียน ก็ได้แต่ยิ้มกริ่มเคอะเขินราวกับตัวเองเป็นลูกบาสที่เขาเลี้ยงไปเลี้ยงมา จูอินที่เป็นเพื่อนสนิทของยองจูตั้งแต่อายุ 12 ปีก็ได้แต่ถอนหายใจที่เพื่อนคนนี้จะเก็บความรู้สึกของตัวเองไปถึงไหนกัน

 

“แล้วแต่แกแล้วกัน...วันหนึ่งแกจะนึกถึงคำพูดฉัน แล้วแกจะเสียใจซอนจู” จูอินเอ่ยก่อนจะเปิดประตูกระจกออกไปและเดินไปยังแผนกการตลาดที่ทำงานของเธอทันที 

 

ซอนจูที่เห็นเช่นนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา ก่อนจะเอื้อมมือไปเปิดลิ้นชักหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆกับโต๊ะทำงานของเธอ ภายในโต๊ะนั้นมีรูปถ่ายของนักกีฬาหนุ่มในเสื้อบาสสุดเท่ห์ ใบหน้าที่ยิ้มกริ่ม มุมที่มองจากรูปใบนี้ก็คงจะเป็นมุมของการถูกแอบถ่าย...

 

 

 

 

 

11 ปีที่แล้ว

ณ โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง

ปี๊ด! 

 

เสียงนกหวีดดังขึ้นก่อนที่ร่างสูงของชายหนุ่มผู้เป็นหนุ่มหล่อประจำโรงเรียนรีบปัดลูกบาสเข้ามือตัวเอง ชายหนุ่มรีบเลี้ยงบาสและส่งมันให้กับคนอื่นต่อทันที ชายหนุ่มหลบหลีกคู่ต่อสู้ ได้ราวกับผู้ชำนาญในด้านนี้ ก่อนที่เขาจะวิ่งไปที่แป้นบาสอีกครั้ง และเพื่อนร่วมทีมของเขาก็ส่งลูกบาสสีส้มทรงพลังให้กับชายหนุ่ม ชายหนุ่มรีบรีบมันก่อนจะโยนมันเข้าห่วงทันที 

 

ปี๊ด!

 

“สีส้มชนะ!” เสียงประกาศของกรรมการทำให้เหล่านักกีฬาและนักเรียนต่างส่งเสียงด้วยความดีใจ ชายหนุ่มผมสีบลอนด์ทอง เสยผมตัวเองไปมาเพื่อไล่ผมที่เปียกชื้นบนใบหน้าออก 

 

“กรี๊ด ! รุ่นพี่ซอกจิน!”

 

“คิมซอกจิน คิมซอกจิน คิมซอกจิน!” เหล่าเพื่อนนักกีฬาร่วมทีมต่างเอ่ยแสดงความยินดีให้กับนักกีฬาบาสเกตบอลฝีมือดีอย่างคิมซอกจินทันที

 

“มึงแม่ง อย่างเท่ห์อะ นับถือ” เพื่อนชายคนหนึ่งเดินเข้ามาก่อนจะตบไหล่กว้างของเขาด้วยความภาคภูมิใจในตัวเพื่อน

 

“เออ มึงก็เก่ง” 

 

ใบหน้าเปียกเหงื่อและเปื้อนยิ้มของเขาอยู่ในสายตาของเด็กสาวผมยาวที่มัดรวมไว้เป็นหางม้า เด็กสาวรีบคว้ากล้องขึ้นมาถ่ายรูปคนตรงหน้าที่อยู่ไกลจากเธอทันที 

 

แชะ!

 

เสียงชัตเตอร์ดังขึ้นก่อนที่หญิงสาวจะเลื่อนดูภาพในกล้อง พรางยกยิ้มภาคภูมิใจกับคนในภาพก่อนที่เธอจะกดถ่ายอิริยาบถของเขาอย่างเต็มที่อีกครั้ง

 

แชะ!

 

แชะ!

 

แชะ!

 

“โอ้ย ซนซอนจู หลงรักนักบาสสุดฮอตแล้วละสิ...” เสียงเพื่อนสาวของเธออย่าง ‘ยุนจูอิน’ อดเอ่ยแซวเพื่อนสนิทของตัวเองไม่ได้ เพราะตั้งแต่ก้าวเข้ามาในโรงเรียนนี้ เธอก็เอาแต่ตามผลงานและตามถ่ายรูปรุ่นพี่สุดฮอตอย่าง คิมซอกจิน ม.ปลายปีสุดห้อง A นอกจากจะดีกรีนักกีฬาบาสเกตบอลของโรงเรียนแล้ว ดีกรีความหล่อและผลการเรียนของเขาก็ไม่เป็นที่สองรองใคร ขึ้นแท่นนักเรียนดี กีฬาเด่น ผลการเรียนเยี่ยมเลยก็ว่าได้ เขาขึ้นเป็นอันดับ 1 จากคะแนนสอบทุกวิชารวมกันของรุ่นมาตลอดทุกปี 

 

“ใช่นะสิ...คนอะไรสุภาพบุรุษชะมัด” เธอเอ่ยก่อนจะยกยิ้มให้กับภาพในมือของเธอ 

 

“น่าเสียดาย...ปีหน้ารุ่นพี่เขาก็ออกแล้ว...ไม่คิดจะสารภาพรักเลยหรือไง?” จูอินเอ่ยถามอีกครั้ง ซอนจูได้ยินก็ช่างใจสักพักก่อนเธอจะเอ่ยตอบกลับไป

 

“ไม่หรอก...คนสารภาพรักกับรุ่นพี่เขาก็เยอะแยะ เขาจะมาสนใจเด็กเนิร์ดไร้ความสามารถอย่างฉันทำไม” เธอเอ่ยอย่างน้อยใจในตัวเอง เธอเกิดมามีดีแค่อย่างเดียวคือได้ผลการเรียนดี เป็นอันดับสองของรุ่น ถึงแม้จะไม่ใช่อันดับหนึ่งแต่ก็ดีใจไม่น้อยเหมือนกัน 

 

“นั้นคนอื่นไง นี้แกนะเว้ย...แกจะยอมปล่อยผ่านๆไปแบบนี้นะเหรอ?” จูอินเอ่ยถามหญิงสาวอีกครั้ง 

 

“แกก็รู้ว่าฉัน...ไม่ได้ชอบใครเพราะอยากได้เขาเป็นแฟนซะหน่อย ก็แค่ชอบความเป็นตัวเขา เขาที่เป็นสุภาพบุรุษ เขาที่เทคแคร์คนอื่นตลอดเวลา เขาที่แค่ยิ้มฉันก็มีความสุขไปทั้งวัน แค่ฉันเห็นรอยยิ้มและสีหน้าเวลาเขามีความสุขก็ดีใจจะแย่แล้ว...ก็แค่นั้นเอง” จูอินได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจออกมาอีกครั้ง 

 

“แค่นั้นเหรอ มันไม่ได้เรียกชอบแล้ว แบบนี้แกรักเขาไปแล้ว ถึงแกไม่ได้อยากได้เขามาเป็นแฟน อยากรักแบบห่างๆ แต่ก็บอกเขาสักหน่อย ว่าแกชอบเขา ไม่ใช่แกปกปิดเขาแบบนี้ พอถึงเวลาก็มีแต่แก ที่อึดอัด แกจะไม่เสียใจเหรอ ถ้าเขาย้ายออกไปปีหน้า” จูอินในวัย 16 ปีที่ประสบการณ์ความรักก็น้อยนิดพยายามอยากให้เพื่อนได้สมหวังในรักข้างเดียวของเธอ แต่เหมือนจะไม่ใช่กับซนซอนจูคนนี้ 

 

“ไม่เสียใจหรอก...แค่ได้เห็นรุ่นพี่เขามีวามสุข ฉันก็มีความสุขแล้ว” 

 

 

 

 

 

วันวาเลนไทน์

ความสนุกของวัยมัธยมก็คงหนีไปพ้นวันวาเลนไทน์ ที่ได้แสดงความรักและเปิดเผยความในใจของหญิงสาวและชายหนุ่มหลายๆคนออกมา 

 

“รุ่นพี่ ช่วยรับนี้ด้วยนะคะ” เด็กสาวในชุดนักเรียนมัธยมต้นพร้อมกับกล่องช็อคโกแลตสีชมพู เธอยื่นให้กับชายหนุ่มร่างสูงเกือบ 180 ก่อนที่ชายหนุ่มจะรับและเอ่ยตอบกลับไป 

 

“ขอบคุณนะครับ” ชายหนุ่มเอ่ยก่อนจะยกยิ้มอย่างเป็นมิตร 

 

“กรี๊ด!!!! เขายิ้มให้ฉันแก” เด็กสาววิ่งกรี๊ดออกไปราวกับคนเสียสติ ชายหนุ่มและเพื่อนของเขาที่เห็นแบบนั้นก็อดขำไม่ได้

 

“มึงนี้มันโชคดีจริงๆเลย นอกจากจะหน้าตาดี เก่งกีฬาแล้ว ผลการเรียนมึงก็ดีทุกเทอม...มึงมันเกิดจากพรสวรรค์จริงๆเลยวะ” เพื่อนชายเอ่ยบอกกับชายหนุ่มตรงหน้า 

 

“ความพยายามล้วนๆวะ ไม่ได้มากับตัวเองหรอก ตัวเรามันมากับความว่างเปล่า ต้องสร้างมันขึ้นมาด้วยมือของตัวเองทั้งนั้นแหละ มึงก็ตั้งเรียนแล้วก็อ่านหนังสือซะ จะสอบเข้ามหาลัยแล้ว” ชายหนุ่มหันไปเอ่ยบอกกับเพื่อนของเขา 

 

“แล้วสรุปมึงเข้าม. ABC จริงๆเหรอวะ” เพื่อนของชายหนุ่มเอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้ง

 

“อืม แล้วก็จะเข้าสถาปัตย์ด้วย” เขาเอ่ยตอบก่อนจะยกน้ำขึ้นดื่มทันที 

 

“แต่มหาลัยต่างประเทศหลายๆมหาลัย ก็ยื่นทุน 100% ให้มึงเยอะแยะทำไมมึงถึงอยากเรียนที่เกาหลีวะ” ชายหนุ่มเพื่อนของเขาเอ่ยถามด้วยความสงสัย 

 

เพราะ คิมซอกจิน ได้ทุนจากหลายมหาวิทยาลัยทั่วโลก ทั้งของสหรัฐอเมริกา แคนาดา นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย อิตาลี หรือแม้แต่ฝรั่งเศส แต่เขากลับปฏิเสธทุกทุนที่เข้ามา เพื่อเข้ามหาวิทยาลัยของเกาหลีและเรียนในคณะที่เขาต้องการ

 

“ก็กูอยากอยู่ที่นี้ แล้วก็เรียนที่นี้ไง...เอ่อ เดี๋ยวมา กูขอไปเข้าห้องน้ำก่อน” คิมซอกจินเอ่ยก่อนจะวางขวดน้ำดื่มเอาไว้ และเดินออกไปทันที 

 

“เดี๋ยวดิ! กูไปด้วย” เพื่อนของเขาเอ่ยก่อนจะวิ่งตามชายหนุ่มไปทันที 

 

หญิงสาวในชุดมัธยมปลายที่เห็นว่าทางสะดวก เธอจึงน้ำกล่องของขวัญในวันวาเลนไทน์มาวางไว้พร้อมกับจดหมายใบเล็กๆที่วางอยู่ข้างกล่อง เธอมองกล่องทุกกล่องที่วางอยู่ ก่อนจะถอนหายใจออกมา มีทั้งขนมต่างประเทศ เสื้อผ้า หรือข้าวของราคาแพงๆทั้งนั้น...แล้วของของเธอจะมีอะไรไปสู้คนอื่นนะ...

 

“ปวดไหล่วะ”  เมื่อหญิงสาวได้ยินเสียงของชายหนุ่มดังขึ้น เธอก็รีบวิ่งไปแอบที่เดิมทันที หญิงสาวเพ่งมองชายหนุ่มสองคนที่เดินกลับมาที่เดิมอีกครั้ง 

 

“เออ มึงยังไม่หายอีกเหรอ...แล้ว...นี้กล่องใหม่หนิ” เพื่อนชายของเขาเอ่ยก่อนจะยื่นมันให้กับชายหนุ่ม คิมซอกจินที่เห็นเช่นนั้น ก็หยิบมันขึ้นมา ก่อนจะอ่านข้อความบนกล่อง 

 

‘ขอให้ได้คณะที่ชอบนะคะ แล้วก็หวังว่าจะหายปวดเร็วๆ’  

 

เมื่ออ่านจบชายหนุ่มก็ยกยิ้มขึ้น ก่อนจะหยิบกล่องนั้นเปิดมันออกทันที ภายในนั้นมีของมากมาย จนเพื่อนชายของเขาได้เอ่ยขึ้น 

 

“บ้าไปแล้ว! นี้มียุคจีบผู้ชายด้วยยาแก้ปวดเหรอวะ...” เพื่อนของเขาเอ่ยขึ้น ก่อนจะใช้มือของตัวเอง คว้าขวดยาแก้ปวด แผ่นผิดแก้ปวด วิตามินซีบำรุงสมอง ยานวดต่างๆ 

 

“ก็คงเห็นกูปวดไหล่มั้ง...”

 

“กูไม่คิดว่าจะมีคนจีบมึงในวันวาเลนไทน์ด้วยยาแก้ปวด ให้ของมาแบบนี้สงสัยต้องเก็บไว้กินเองด้วยมั้ง เพราะคิมซอกจิน ก็คงปฏิเสธทุกคนอีกตามเคย ยาแก้ปวดนี้ก็คงช่วยรักษาแผลใจ” เพื่อนของเขาเอ่ยอย่างกวนประสาทอีกครั้ง 

 

“กวนนักนะมึง”

 

“เออ ไปเถอะวะ” เพื่อนของเขาเอ่ยก่อนจะรีบเดินออกไปทันที ชายหนุ่มที่เห็นเช่นนั้นเขาก็ค่อยๆ ขนของเท่าที่เขาขนไปได้ 

 

และเหลือไว้เพียง...กล่องของขวัญที่เธอมอบให้

 

ซนซอนจู รีบวิ่งไปที่กล่องนั้น พร้อมกับใบหน้าที่มัวหมองลงทันที มันก็คงจริงอย่างที่เพื่อนรุ่นพี่เขาว่า...มีแต่คนจีบรุ่นพี่กันทั้งนั้น แถมของขวัญก็มีแต่ของดีๆ แพงๆ คงไม่สนใจยาแก้ปวดของเธอ ซอนจูจึงตัดสินใจเดินออกไป พร้อมกับทิ้งกล่องนั้นเอาไว้ทันที 

 

 

 

 

 

2 ปีผ่านไป 

ร่างบางของหญิงสาวที่เดินเข้ามาในมหาวิทยาลัยด้วยความภาคภูมิใจ เธอตั้งใจมากที่จะสอบเข้าที่นี้ให้ได้ และแน่นอนว่าความพยายามมันไม่ทรยศเธอ เธอได้เข้าที่นี้ในคณะบัญชี ตามที่ใจหวังสมปรารถนา

 

ปึก!

 

“โอ๊ะ! ขอโทษครับ เจ็บตรงไหนไหม” เสียงทุ้มของชายหนุ่มคนหนึ่งเอ่ยขึ้น ก่อนที่เขาจะช่วยหญิงสาวเก็บชีทเรียนพื้นฐานของเธอที่หล่นกระจายไปทั่วพื้น 

 

“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวฉันเก็บเอง” ซอนจูรีบกระชับกระเป๋าผ้าก่อนจะก้มลงเก็บชีทเรียนพื้นฐานที่กระจายทั่วพื้นทันที 

 

“นี้ครับ...ขอโทษด้วยนะครับ” ชายหนุ่มเอ่ยก่อนจะยื่นชีทที่เขาเก็บได้ให้กับซอนจู เธอรับไว้ก่อนจะจัดเรียงทุกอย่างไว้เช่นเดิมและเก็บมันใส่กระเป๋าเพื่อป้องกันการตกและกระจายอีก

 

“ยังไงก็...” ซอนจูเอ่ยก่อนจะเงยหน้ามองชายตรงหน้า พบกับใบหน้าหล่อของชายหนุ่มสูงเกือบ 180 ใบหน้าหวานได้รูป ปากอวบอิ่มของเขาและรอยยิ้มจางๆ ที่ไม่เคยหายไปจากใบหน้าของเขา 

 

คิมซอกจิน...

 

“เอ่อ...เป็นอะไรหรือเปล่าครับ” ชายหนุ่มตรงหน้าเอ่ยก่อนจะถามร่างบางของหญิงสาวตรงหน้า ซอนจูที่เห็นเช่นนั้นก็ได้สติก่อนจะรีบเอ่ยขึ้นทันที 

 

“อ้อ...เปล่าค่ะ ยังไงก็ขอโทษด้วยนะคะ ฉันไม่ดูทางเอง แล้วก็ขอบคุณที่ช่วยเก็บชีทให้นะคะ” ซอนจูเอ่ยก่อนจะโค้งศีรษะให้กับคนตรงหน้าก่อนที่คนตรงหน้าจะยกยิ้มให้และเดินออกไป 

 

ซอนจูรีบเดินออกมาจากกลางสนามตรงนั้นก่อนจะบีบมือตัวเองและรีบก้มหน้าหลบทุกสายตาทันที เธอรู้สึกเขินเสียจนแทบจะลงไปนอนดิ้นกับพื้น ให้ตายเถอะคนเราจะหล่อและน่ารักพร้อมๆกันได้ขนาดนี้เชียวเหรอ... 

 

“บ้าเอ้ย! น่ารักเป็นบ้าเลย!” และนั้นก็ทำให้เธอรู้ว่าคิมซอกจินไม่ได้ย้ายไปเรียนที่ต่างประเทศหรือรับทุนจากมหาวิทยาลัยไหนจริงๆ เพราะเขานั้นยังเรียนอยู่ที่นี้อย่างแน่นอน 

 

 

 

 

 

4 ปีต่อมา

หลังจากที่จบจากมหาวิทยาลัยในเวลา 4 ปี ซนซอนจูก็ได้เข้าบรรจุที่บริษัทด้านการออกแบบภายในแห่งหนึ่งและกำลังขาดแผนกบัญชีที่เพิ่งลาออกไปได้ไม่นานพร้อมกับยุนจูอิน เพื่อนสาวคนสนิทที่ได้เข้ามาทำงานในแผนกการตลาดพอดิบพอดี 

 

“ยินดีต้อนรับเข้าสู่บริษัท R นะครับ” ผู้อำนวยการของบริษัทเอ่ยต้อนรับซอนจูและจูอินอีกครั้ง ทุกคนต่างยิ้มรับและยิ้มแย้มให้แก่พนักงานหน้าใหม่สองคนอย่างเป็นมิตร 

 

“ขอโทษครับที่มาช้า” เสียงของชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้น ก่อนที่เข้าจะเดินเข้าไปในห้องกระจกของแผนกออกแบบและหันมาคุยกับชายผู้อำนวยการบริษัทตรงหน้าของเธอ

 

“ผมจะเข้ามาช่วงบ่ายๆนะครับ ลูกค้าอยากดูแบบนะครับ” ชายหนุ่มเอ่ยก่อนจะเดินออกไปพร้อมกับกระบอกที่ภายในบรรจุแบบงานเอาไว้ 

 

ใบหน้าหล่อคม ตามแบบฉบับของชายวัย 25 ที่ดูดึงดูด ส่วนสูงและไหล่กว้างๆของเขา เธอยังจำมันได้แม่นรอยยิ้มที่แสนเป็นมิตรและดึงดูดของเขา... 

 

“อ้อ...นั้นพนักงานดีเด่นของเราเลยละ คิมซอกจิน พนักงานฝ่ายออกแบบครับ” เมื่อผู้อำนวยการบริษัทเอ่ยแนะนำคนตรงหน้าทำให้ซนซอนจูนั้นกลืนน้ำลายลงคอด้วยความลำบาก

 

เธอได้เจอเขาอีกแล้ว...

 

 

 

 

 

และหลังจากวันนั้นจนถึงวันนี้เธอก็ได้แอบมองพฤติกรรมของเขาเวลาที่เขาทำงานอย่างตั้งใจและเธอก็ชอบมันมากๆ มันดูมีเสน่ห์เอามากๆ ซอนจูเพียงแค่เห็นรอยยิ้มและความอัธยาศัยดีของเขาก็รู้สึกดีใจๆที่คนคนนี้เติบโตมาได้อย่างสมบูรณ์แบบขนาดนี้

 

“ซนซอนจู”

 

เธอเองก็แอบน้อยใจเหมือนกันที่ตลอดเวลา 5 ปีที่ทำงานที่นี้เขาเองไม่รู้จักเธอเลยด้วยซ้ำ ไม่เช่นนั้นเขาจะมาถามเธอเอาวันนี้ทำไม...มันทำให้ซอนจูรู้สึกน้อยใจเล็กน้อย 

 

“ซนซอนจู”

 

แต่ทำอย่างไรได้...ในเมื่อเธอนั้นเลือกที่เก็บทุกอย่างไว้ในใจเธอคนเดียว แม้ระยะเวลามันจะยาวนานจนถึง 11 ปี แต่หากเป็น 12 ปีหรือ 13 ปี หรือจะให้เป็นตลอดชีวิต เธอเองก็พร้อมที่จะเก็บมันเอาไว้ เพราะตอนนี้มันก็ดีอยู่แล้ว 

 

“ซนซอนจู!” เสียงของใครบางคนดังขึ้นก่อนจะทุบโต๊ะด้วยความโมโห ซอนจูสะดุ้งตัวโยน เธอรีบหันไปมองที่ต้นเสียง เมื่อพบว่าเธอคือ... 

 

“หัวหน้านัม มีอะไรเหรอคะ?” ซอนจูรีบลุกขึ้นก่อนจะเอ่ยถามหัวหน้าแผนกของเธอทันที นัมโดยอน หญิงวับ 40 ต้นๆ ที่ยืนมองหญิงสาวด้วยความไม่พอใจ 

 

“ฉันเรียกเธอตั้งหลายรอบ เป็นอะไร อะไรมันทำให้เธอเหม่อลอยได้ขนาดนี้ห้ะ ซนซอนจู” นัมโดยอนเป็นหัวหน้าแผนกบัญชีที่แสนเจ้ากี้เจ้าการและจอมบงการ และการที่ลูกน้องในแผนกของเธอนั้นไม่มีสติและสมาธิในการทำงาน จะทำให้ภาพลักษณ์ของแผนกเสื่อมเสียไปด้วย

 

“ขอโทษด้วยค่ะหัวหน้า” ซอนจูรีบโค้งศีรษะขอโทษหญิงวัยกลางคนตรงหน้าทันที 

 

“เอาละๆ เอารายละเอียดบัญชีของลูกค้าคนล่าสุดไปแจ้งแผนกออกแบบด้วย” หัวหน้านัมเอ่ยบอกกับซอนจู ซอนจูที่ได้ยินแบบนั้นก็ตาโตเปรียบได้ดั่งไข่ห่าน เธอหันไปมองที่ห้องกระจกฝ่ายออกแบบที่มีเพียงชายหนุ่มร่างสูงกำลังทำงานอยู่ที่โต๊ะกลางห้อง

 

“ให้...ฉัน...ปะ...เป็นคนเอาไปให้เหรอคะ ?” ซอนจูเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ หากเป็นปกติแล้ว พนักงานคนอื่นจะเป็นคนเอาไปให้ แต่ทำไมวันนี้ถึงเป็นเธอ 

 

“ดูนู้น” หัวหน้านัมเอ่ยบอกกับหญิงสาวก่อนที่จะชี้ไปที่พนักงานฝ่ายบัญชีทุกคนที่กำลังนั่งทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง

 

“คะ?” ซอนจูเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจอีกครั้ง

 

“คนอื่นเขาทำงานกันหมด ยกเว้นเธอ ดังนั้น หน้าที่เธอ เพราะฉันก็กำลังทานยาแก้เข่าเสื่อมอยู่ เฮ้อ...เบื่อจริงๆเลยเลข 50 กำลังจะเข้ามา” หัวหน้านัมเอ่ยก่อนจะเดินทำท่าทางราวกับกำลังปวดเข่าและกระดูกอย่างแสนสาหัส 

 

หากเป็นปกติ...ใครว่าเธอแก่ เธอคงได้เขกศีรษะจนลืมทุกอย่างแน่ๆ... 

 

ซอนจูช่างใจกับเอกสารบัญชีตรงหน้า ก่อนจะคว้ามันและรีบเดินไปที่ห้องกระจกของแผนกออกแบบทันที เธอเห็นชายหนุ่มที่กำลังก้มหน้าก้มตาออกแบบงานตรงหน้า ก็ทำให้ซอนจูนึกถึงสมัยเรียนมัธยมที่เธอมักจะแอบมองเขาตอนที่เขากำลังอ่านหนังสือสอบเสมอ

 

ซอนจูส่ายหัวเพื่อไล่ความคิดเหล่านั้นให้ออกไปทั้งหมด ก่อนจะเอ่ยบอกเป็นมารยาทกับคนภายในห้องด้วยใจที่สั่นรัว ราวกับมีใครกำลังมาตีกลองในอกของเธอ 

 

“ขอ...ขออนุญาตนะคะ” ซอนจูเอ่ยก่อนจะเดินเข้าไปในห้องแผนกออกแบบ เมื่อเดินเข้ามาภายในห้อง เธอก็เห็นชายหนุ่มที่แสนคุ้นเคยกำลังก้มหน้าขีดๆเขียนๆกระดาษตรงหน้า ซอนจูที่ไม่อยากกวนจึงได้แต่ยืนเงียบๆ ไม่กล้าเอ่ยปากออกไป 

 

ภาพของชายหนุ่มที่กำลังขมวดคิ้วมองภาพตรงหน้าอย่างคุ้นคิด ทำให้หัวใจของซอนจูเต้นแรงเอามากๆ เธอพยายามจะเขยิบตัวไปรอบๆโต๊ะอย่างช้าๆ เพื่อมองภาพของชายตรงหน้า เธออยากจะเก็บมันไว้ในความทรงจำตลอดไปของเธอ 

 

ซอกจินที่ผละออกจากงานตรงหน้าด้วยความหงุดหงิด เขารู้สึกว่างานของเขานั้นมันเหมือนมีอะไรบางอย่างที่ไม่ลงตัว เขาจึงเงยหน้าขึ้นก่อนจะพบกับหญิงสาวที่แอบมองเขาอยู่ 

 

“อ้าว.... คุณซอนจู” เสียงของชายหนุ่มทำให้ซอนจูสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงของชายหนุ่มดังขึ้น เธอรีบปรับอารมณ์และสีหน้าของเธอทันที 

 

“เอ่อ...พอดีหัวหน้านัมให้นำบัญชีแจกแจงของลูกค้ามาให้นะคะ” ซอนจูเอ่ยก่อนจะยื่นเอกสารรายละเอียดของบัญชีทั้งหมดให้กับชายหนุ่มตรงหน้า 

 

“อ้อ..ขอบคุณมากๆนะครับ” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นก่อนจะยกยิ้มให้กับซอนจู ซอนจูที่เห็นเช่นนั้นก็ค่อยๆเดินออกจากประตูห้องช้าๆ ให้ตายเถอะทำไม...

 

หัวใจเธอเต้นแรงแบบนี้

 

 

 

 

หลังจากที่เวลาล่วงเลยมาจนเย็นเธอก็รีบเก็บของเตรียมกลับบ้านทันที วันนี้ช่างนับเป็นวันที่แสนวิเศษที่สุดเท่าที่ชีวิตเธอเคยจะพบเจอมัน 

 

“แหม หน้าบานเชียวนะ ฉันเห็นนะว่าวันนี้แกเข้าไปในแผนกออกแบบนะ” จูอินเอ่ยพรางยกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ซอนจูที่ได้ยินเช่นนั้นก็เขินเสียจนแก้มแดงไปหมด

 

“ก็...แค่เอาเอกสารไปให้แค่นั้นเอง” ซอนจูเอ่ยขึ้นพรางก้มหน้าหลบตาเพื่อนสาวของเธอ เพราะจูอินมักจะจับผิดเธอเสมอๆ 

 

“เขินละสิ...ไปเถอะรีบกลับบ้าน เดี๋ยวแฟนฉันมารับ เจอกันพรุ่งนี้” จูอินเอ่ยบอกกับเธอ ก่อนที่ซอนจูจะโบกมือลาเธอกลับไป 

 

ซอนจูที่เห็นว่าเพื่อนสาวของเธอเดินออกไปแล้ว เธอจึงรีบเก็บข้าวของให้เรียบร้อย ก่อนจะเปิดลิ้นชักที่ภายในมีกรอบรูปของชายหนุ่มในเสื้อบาส ผมที่เปียกโชกเพราะเหงื่อ หญิงสาวยิ้มให้กับภาพตรงหน้าก่อนจะเก็บมันลงกระเป๋าทันที วันนี้เธออยากจะพาเขากลับบ้านไปกับเธอเสีย

 

ซอนจูรีบคว้ากระเป๋าของเธอก่อนจะเดินออกจากบริษัทไปทันที วันนี้เธออยากจะกลับบ้านไปพักผ่อนเต็มที เพราะรู้สึกเหนื่อยเอามากๆ อยากจะพักผ่อนเยอะๆ 

 

 

 

เวลาหกโมงครึ่ง เป็นช่วงเวลาโพล่เผล้ ทำให้ผู้คนนั้นกำลังพลุกพล่านหลังจากการเลิกงาน และรวมไปถึงเธอด้วยที่กำลังเลิกงานและต้องการการชาติแบตเตอรี่ให้กับร่างกายของเธอ รถยนต์มากมายกำลังจอดรอไฟเขียนอยู่นั้น เมื่อหญิงสาวเห็นว่าไม่มีรถคันไหนที่ขับแล้ว เธอจึงรีบเดินข้ามถนนเพื่อเดินเข้าคอนโดของเธอทันที 

 

แต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น รถบรรทุกคันหนึ่งมาในเลนซ้ายและรถคันนี้นั้นเสียการควบคุม คนขับพยายามที่จะบังคับคันเร่งของรถแต่เหมือนจะไม่สามารถควบคุมได้ 

 

“บ้าเอ้ย!” คนขับเอ่ยสบถด้วยความตกใจ 

 

โคร้ม!!!!!!!!!!

 

และรถบรรทุกก็เข้าพุ่งชนกับร่างของหญิงสาวที่กำลังเดินข้ามถนน ร่างของเธอลอยข้ามเกาะกลางถนนไปอยู่อีกฝากฝั่งของถนน ร่างของหญิงสาวเต็มไปด้วยเลือดสีแดงสดย้อมไปทั่วร่างกายของเธอ ซอนจูหายใจรวยริน กรอบรูปสีขาวที่มีรูปของ ‘คิมซอกจิน’ อยู่ถูกย้อมด้วยสีแดงสด กระจกกรอบรูปแตกกระจายไปหมด 

 

“อึก...อ๊อก...แค่กๆ” ซอนจูสำลักเลือดสีแดงสดออกมาจากปากของเธอ ก่อนที่สติของเธอจะดับวูบไปมีเพียงความว่างเปล่าที่แสนขาวโพลน 

 

ลาก่อนโลกทั้งใบ...

 

 

 

 

 

แสงสว่างวาบที่ดวงตาของเธอ ทำให้ซอนจูสะดุ้งก่อนจะพบกับแสงสว่างตรงหน้าเธอ หญิงสาวค่อยๆลืมตาขึ้นก่อนจะพบกับความว่างเปล่าที่ไม่มีที่สิ้นสุด รอบกายเธอมีเพียงสีขาวและไม่เห็นสิ่งใดเลย ซอนจูพยายามวิ่งไปรอบๆเพื่อมองหาทางออกแต่ไม่มี... 

 

“เจ้าจะวิ่งไปทำไม” เสียงหนึ่งดังขึ้นก่อนที่ซอนจูจะหยุดนิ่ง 

 

“คุณ...เป็นใคร” ซอนจูเอ่ยถามขึ้นก่อนที่เสียงนั้นจะหัวเราะออกมา 

 

“ข้าจะรับเจ้าไปโลกหลังความตายแล้ว...แต่ว่าดูเหมือนจิตใจของเจ้านั้นยังมีห่วงอยู่...” สิ้นเสียงของใครบางคนซอนจูก็เริ่มนึกถึงเหตุการณ์เมื่อสักครู่ 

 

เธอตายแล้วจริงๆสินะ...

 

“ฉันตายแล้วเหรอคะ?” เธอเอ่ยถามขึ้นพรางน้ำตาไหลออกมาอย่างรู้สึกเสียใจ เหตุใดชีวิตเธอถึงสั้นแบบนี้ ยังไม่ทันได้ตอบแทนบุญคุณของพ่อแม่เลยด้วยซ้ำ 

 

“ใช่...แต่ดวงจิตของเจ้านั้นขุ่นมัวไปหมด...เจ้ามีห่วงอะไรหรือไง?” เสียงนั้นถามขึ้นอีกครั้งก่อนที่ซอนจูจะพยายามเช็ดน้ำตาที่ไหลรินก่อนจะเอ่ยออกไป

 

“ฉันยังห่วงพ่อกับแม่ค่ะ...ฉันยังไม่ได้เอ่ยลาท่านเลย...น้องสาวของฉันด้วย...เพื่อนสนิทของฉันและคนที่ฉัน...แอบรัก ฉันยังไม่มีโอกาสได้บอกเขาเลย...” อยู่ๆ เธอก็นึกถึงคำพูดของจูอินเพื่อนสนิทของเธอขึ้นมา

 

‘แล้วแต่แกแล้วกัน...วันหนึ่งแกจะนึกถึงคำพูดฉัน แล้วแกจะเสียใจซอนจู’

 

ใช่ จูอินพูดถูก เพราะตอนนี้เธอกำลังเสียใจที่ไม่มีแม้แต่โอกาสจะได้เอ่ยบอกเขาไปตรงๆเลยด้วยซ้ำ ทำไมเธอถึงไม่คิดให้ได้ตั้งแต่เมื่อเช้านะ...คนเราไม่ได้มีพรุ่งนี้เสมอไปหรอก... 

 

“เจ้าเสียใจใช่ไหม ที่มีโอกาสแต่ไม่ได้ทำมัน” เสียงนั้นเอ่ยถามกับเธอ

 

“ค่ะ...ฉันคิดแบบนั้น” ซอนจูรู้สึกเศร้าใจอย่างบอกไม่ถูก 

 

“ตอนแรกข้าว่าจะพาเจ้าไปเลยแหละนะ...แต่ว่า...เจ้ามีใจอันบริสุทธิ์ เจ้ารักเขาแต่ไม่ได้หวังจะครอบครอง เจ้าไม่ได้โลภกับความรัก...ข้าจึงอยากให้โอกาสเจ้า...” เมื่อซอนจูได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกดีใจมากๆ 

 

“จริงเหรอคะ” ซอนจูเอ่ยด้วยความดีใจ 

 

“แต่เจ้าอย่าดีใจไปละ...ข้ามีเวลาให้เจ้า 7 วัน หลังจากนั้นวันที่ 8 เจ้าจะมาเจอข้าอีกครั้งและเจ้าจะต้องไปโลกหลังความตายกับข้า...ข้าให้โอกาสให้เจ้าได้แค่นี้” ซอนจูได้ยินก็รู้สึกหดหู่ใจ 

 

เธอคิดว่าเธอจะมีโอกาสได้กลับไปใช้ชีวิตอีกครั้ง...แต่ถ้าหากมองให้มันเป็นความสุขแล้ว 7 วันก็เกินพอแล้วละ เธอคงไม่หวังอะไรเพิ่มแล้ว...

 

“7 วันใช่ไหมคะ?” เธอเอ่ยถามขึ้น 

 

“ใช่ 7 วันเท่านั้น...เจ้าจะรับโอกาสนี้หรือไม่?” เสียงนั้นเอ่ยขึ้นอีกครั้ง 

 

“รับค่ะ...หากคนเรามีโอกาสก็ควรรับมันไว้ไม่ใช่เหรอคะ...”                               

 

 

 

 

 

แสงสว่างนั้นหายไปอีกครั้งก่อนที่ภาพเบื้องหน้าจะเป็นเพียงความมืดมิด ก่อนที่ร่างของเธอนั้นจะสดุ้งตัวโยนด้วยความตกใจ ซอนจูมองไปรอบๆกาย พบกับห้องนอนที่แสนคุ้นเคยกับเธออีกครั้ง ห้องเดิม ในคอนโดเดิม สถานที่ที่เธอคุ้นเคยกับมันอย่างดี... 

 

Rrrr 

 

เสียงมือถือดังขึ้นก่อนที่ซอนจูจะรีบคว้ามันทันที พบกันนาฬิกาปลุกตัวเดิมที่คุ้นเคย ซอนจูรีบปิดมันด้วยความตกใจ เธอพยายามหวนคิดว่าเรื่องราวทั้งหมดเป็นเพียงความฝันอย่างนั้นหรือเปล่า... หญิงสาวรีบเปิดดูปฏิทินที่มือถืออีกครั้ง

 

Day 1

28 / 11 / xxxx

 

แต่ตอนที่เธอไปทำงานมันคือวันที่ 27 เดือนพฤศจิกายน...ทำไมเธอถึงโผล่มาวันที่ 28 เลยละ...ซอนจูรีบสำรวจร่างกายของตัวเองทันที ไม่พบบาดแผลที่ศีรษะเหมือนตอนที่เธอเจ็บปวดเมื่อวาน ซอนจูยิ้มออกมาด้วยความดีใจ ฉะนั้น เรื่องราวเมื่อวานคือความฝันสินะ... 

 

ซอนจูยกยิ้มออกมาด้วยความดีใจเมื่อรู้ว่าทั้งหมดนั้นคือความฝัน แต่เธอก็ต้องหยุดชะงักเมื่อพบกับรอยแผลที่มือของเธอ ที่ถูกปิดสนิทเอาไว้พบกับรอยผิวหนังที่ถูกเย็บติดกัน ราวกับเธอเคยเกิดอุบัติเหตุอะไรร้ายแรงมา แต่ซอนจูก็ฉุกคิดได้ว่า...เมื่อวานนี้เธอจำมันได้ดี ตอนที่เธอเห็นร่างกายของตัวเองถูกย้อมไปด้วยเลือดสีแดงสด บาดแผลที่เป็นทางยาวที่แขนนี้มาจากการถูกกระแทกลอยข้ามเกาะกลางถนนและขูดเข้ากับคอนกรีต...

 

“เรา...ตายไปแล้วจริงเหรอ..” ซอนจูได้แต่ทบทวนกับตัวเองอย่างหนัก ความตายมันง่ายถึงขนาดนี้เลยเหรอ ทำไมเธอที่อายุยังไม่ถึง 30 ปีต้องมาตายด้วยเรื่องเลวร้ายแบบนี้ด้วย... 

 

‘เจ้ามีเวลาไม่มานะซนซอนจู...ชีวิตของเจ้ามีเหลืออีกแค่ 7 วันเท่านั้น...’ 

 

อยู่ๆก็มีเสียงจากที่ใดก็ไม่รู้ดังขึ้น ซอนจูรีบมองไปทั่วห้องด้วยความตกใจ นี้อะไรเล่นตลกกับเธองั้นเหรอ ใบหน้าที่เปราะไปด้วยคราบน้ำตาแห่งความกลัว...ไม่อยากจะพูดหรอก...แต่ตอนนี้เธอกลัว กลัวว่าเรื่องราวในฝันหรือที่เกิดขึ้นไปเมื่อวานนี้มันคือเรื่องจริง เธอไม่อยากจะพูดหรอก...ทั้งๆที่มันเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตแต่ว่าตอนนี้เธอ...

 

กลัวตายเอามากๆเลย... 

 

‘ถ้ายังมัวแต่เศร้าเสียใจ เวลาก็เหลือน้อยเต็มที...เจ้าจะมาเสียใจที่ทิ้งทุกอย่างแล้วมานั่งเสียใจอีกทีหลังไม่ได้แล้วนะซอนจู....ข้าให้โอกาสเจ้าแค่นี้...’

 

“มันคือเรื่องจริงเหรอ...ท่านคือใคร ท่านอยู่ตรงไหน...ฉันตายไปแล้วจริงๆเหรอ...แล้วดูนี้สิ...ฉันยังเห็นตัวเองในกระจก...แสดงว่าฉันไม่ตาย” ซอนจูพยายามเอ่ยปลอบใจตัวเองเธออุตสาห์วิ่งไปที่หน้ากระจกเพื่อบ่งบอกว่าตัวเองนั้นยังมีเงาอยู่ภายใจกระจก

 

‘ซนซอนจู...เวลา 7 วันหลังจากนี้ เจ้าต้องทำทุกวินาทีให้มีค่า...หากเจ้าจากโลกนี้ไปแล้ว ทุกอย่างที่จะกลายเป็นเรื่องของอดีตทันที...เจ้าจะเชื่อที่ข้าพูดหรือไม่ก็ตาม...อีก 7 วันข้าจะมารอรับเจ้าที่ถนนตรงข้ามคอนโดนี้...แล้วเจอกัน’

 

เมื่อเสียงนั้นหายไปซอนจูก็ได้แต่ก้มหน้าเสียใจกับสิ่งที่ได้ยิน หากว่ามันคือความจริงที่อีก  7 วันเธอกำลังจะหายไปจากโลกนี้...เธอควรจะทำอะไรที่คนกำลังจะตายเขาอยากทำสิ... คนอื่นๆเขาไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะได้ทำอะไรแบบนี้ด้วยซ้ำ...หากแต่ตอนนี้เธอได้รับโอกาสที่ดีกว่าคนอื่น เธอควรจะทำทุกวินาทีที่มีอยู่ให้มีค่าและมีความสุขที่สุด... 

 

“วันนี้...วันเสาร์สินะ...ฉันต้องกลับบ้านบ้างแล้ว...”

 

 

 

 

 

บ้านหลังหนึ่ง

ซอนจูนั่งรถบัสมาจนกระทั่งถึงบ้านของตัวเอง บ้านที่เธอเติบโตมา บ้านที่สร้างทั้งเสียงหัวเราะ ทั้งน้ำตาเป็นดังประสบการณ์ชิ้นแรกที่เธอได้รับจากพ่อแม่ที่มอบให้ 

 

“พ่อนี้! รดน้ำต้นไม้ทำไมเมื่อคืนฝนมันตก เดี๋ยวมันก็ตายหรอก...” หญิงวัยกลางคนที่ผิวหนังเหี่ยวย่นไปตามอายุกำลังบ่นกับสามีตัวเองที่เผลอรดน้ำต้นไม้ทั้งๆที่เมื่อคืนฝนตกอย่างหนัก...

 

“แม่..ก็พ่อ...เบลอ นี้มันยังเช้าอยู่เลย เบลอๆกันบ้าง” ชายวัยกลางคนเอ่ยพรางชี้ไปที่ศีรษะของตัวเอง ด้วยวัย 60 การที่เบลอๆ ไปกับชีวิตประจำวันมันก็คงจะมีบ้างแหละ ไม่เป็นอัลไซเมอร์จำลูกเมียไม่ได้ก็ดีถ่มไปแล้ว  

 

“พ่อแม่...” เสียงหวานของหญิงสาวเอ่ยเรียกบิดาและมารดาของเธอที่กำลังยืนเถียงกันหน้าบ้าน เมื่อผุ้เป็นพ่อเป็นแม่ได้ยินจึงรีบหันไปทางต้นเสียงทันที 

 

“ซอนจู...ลูก” มารดาของเธอรีบวิ่งเข้ามากอดรัดร่างบางของเธอด้วยความคิดถึง ต่างจากบิดาของเธอที่กำลังยืนมองภาพตรงหน้าด้วยความไม่เข้าใจ 

 

“คิดถึงแม่นะ...” เสียงของซอนจูเอ่ยขึ้นก่อนที่แม่ของเธอจะเลิกคิ้วด้วยความสงสัย 

 

“คิดถึง...ซอนนี้นะ...บอกคิดถึงแม่ ตายแล้วลูก ทั้งชีวิตไม่เคยได้ยินพูดออกมาจากปากเลย...ฮ่าๆ ว่าแต่จะขออะไรแม่เหรอ ถึงบอกแบบนี้...” แม่ของเธอเอ่ยพรางหัวเราะชอบใจ เพราะทั้งชีวิตของซนซอนจูมา เธอไม่แม้แต่จะบอกรักกับแม่ของเธอด้วยซ้ำ เพราะ เธอนั้นไม่ใช่คนที่ชอบแสดงออกมากนักเท่าไหร่ การบอกรักใครสักคนมันดูแปลกๆ สำหรับเธอ 

 

“เปล่าซะหน่อย...กะว่าจะนอนบ้านสักวัน พรุ่งนี้ค่อยกลับไปนอนคอนโด” คำพูดของซอนจูทำให้แม่ของเธอแปลกใจไม่น้อย 

 

“วันนี้มาแปลก...อยากกินอะไรไหมเดี๋ยวพ่อกับแม่..จะไปซื้อของเข้าบ้าน” แม่ของเธอเอ่ยขึ้น 

 

“อะไรก็ได้...แม่อยากทำอะไรให้หนูกิน หนูก็กินหมดนั้นแหละ” ซอนจูเอ่ยบอกกับแม่เธอ แม่ของเธอเองก็ยังสงสัยในตัวของลูกสาวไม่น้อย 

 

“มาแปลก...อ้าว! แล้วยืนมองลูกอยู่ได้ ไม่ทักลูกหรือไง” แม่ของเธอหันไปมองที่พ่อของเธอทันที ชายวัย 60 ปีที่ใกล้คำว่าชราเต็มทีก็เอ่ยขึ้น 

 

“จะดีใจไปทำไม...ซอนจูก็อยู่กับเราทุกวันอยู่แล้ว..” พ่อของเธอเอ่ยตอบกลับ ทำเอาแม่ของเธอลมแทบจับ ทั้งๆที่พ่อกับแม่นั้นอายุห่างกันเพียงแค่ 5 ปีเท่านั้น แต่สมองและความจำของคนเป็นพ่อก็เริ่มเลือนรางเต็มที 

 

“บ้าจริง! ลูกไปอยู่โซลตั้ง 3 เดือน เพิ่งจะกลับมาก็วันนี้ แก่แล้วแก่เลยจริงๆ เข้าบ้านไปปลุกน้องด้วยนะลูก เดี๋ยวแม่กับพ่อไปซื้อของมาทำอาหารก่อน” แม่ของเธอเอ่ยก่อนจะเดินออกไป

 

“ถ้าเพิ่งกลับมาก็ไปหาน้ำส้มกินนะลูก พ่อคั้นไว้สดๆเลย จะได้สดชื่น เดี๋ยวพ่อกับแม่มานะซอนจู” บิดาของเธอเอ่ยก่อนจะลูบศีรษะลูกสาวเบา ก่อนจะเดินออกไป 

 

ซอนจูได้แต่ยิ้มกับภาพตรงหน้า แม้พ่อของเธอจะมีอาการหลงๆลืมๆไปบาง แต่ก็ยังรักและเป็นห่วงทั้งแม่ทั้งเธอเสมอๆ หากเธอจากไปจริงๆ...พ่อกับแม่ก็คงเสียใจเอามากๆ... 

 

ซอนจูเดินขึ้นมายังชั้นสองของบ้านก่อนจะเปิดประตูห้องนอนริมสุดเข้าไปทันที พบกับร่างของน้องสาวที่กำลังนอนหลับด้วยความเหนื่อยล้าอยู่ เธอจึงเอ่ยเรียกทันที 

 

ซน วอลจู...” ซอนจูเอ่ยเรียกคนที่กำลังนอนหลับอยู่...

 

“...” ไม่มีเสียงตอบกลับมาแม้แต่น้อย 

 

“ซน วอลจู ส่งงานด้วย!” เธอเอ่ยแกล้งน้องสาวด้วยเสียงที่ดังขึ้นราวกับหัวหน้าเธอเรียกเก็บเอกสาร วอลจูรีบสะดุ้งลุกขึ้นนั่งก่อนจะส่งมือเปล่าๆมาให้กับซอนจู 

 

“ขอโทษด้วยค่ะหัวหน้าโก” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิดสุดๆ ดวงตาที่ยังไม่ลืมของเธอค่อยลืมขึ้นก่อนที่เธอจะมองหน้าคนตรงหน้าชัดๆ 

 

“ออนนี่! แกล้งหนูทำไม” วอลจูเมื่อรู้ว่าคนตรงหน้าคือพี่สาวแท้ของเธอ ก็อดหัวเสียไม่ได้ ทั้งๆที่กำลังจะนอนกหลับฝันดีแท้ๆแต่พี่สาวของเธอดันเรียกขึ้นมา 

 

“ฉันกลับมา เธอไม่ตื่นเต้นเลยเหรอ?” ซอนจูเอ่ยถามน้องสาวขึ้น ก่อนที่วอลจูจะส่ายศีรษะไปมาและกอดอกมองคนตรงหน้า 

 

“ไม่อะ...แต่ออนนี่ไม่เหนื่อยเหรอทำงานนะ...แค่หนูทำปีเดียวก็จะเหนื่อยจะแย่แล้ว...” วอลจูเอ่ยพรางทิ้งตัวลงนอนกับเตียงด้วยความเหนื่อยล้า วอลจูในวัย 23 ปีที่เพิ่งจบใหม่ๆ และทำงานได้เพียง 1 ปี ก็ได้แต่บ่นเพราะความเหนื่อยล้าของร่างกายหลังจากการทำงานแทบทุกวัน 

 

“เหนื่อยสิ...แต่เพื่อครอบครัวไง” คำพูดของซอนจูทำให้วอลจูตกใจไม่น้อย พี่สาวของเธอไม่เคยเอ่ยอะไรหวานๆสักคำ เช่น ทำเพื่อครอบครัว รักพ่อแม่และเธอมาก หรืออะไรที่คนในครอบปกติเขาจะพูดกัน ไม่มีอยู่ในซนซอนจูแม้แต่น้อย 

 

“ห้ะ!นี้หนูได้ยินอะไรผิดไปหรือเปล่าเนี่ย...เพื่อครอบครัว...ไหนเมื่อหลายปีก่อนตอนออนนี่จบใหม่ๆ บอกว่าอยากหาเงินไปเที่ยวเองไง...ไหนวันนี้มาทำเพื่อครอบครัว...” วอลจูรู้สึกตกใจและประหลาดใจไปพร้อมกัน

 

“ไม่ต้องบ่นหรอก ไปๆ อาบน้ำเก็บเตียงลงไปรอกินข้าวด้วยละ พ่อกับแม่ไปซื้อของเดี๋ยวก็คงกลับมาแล้ว...อย่าให้ฉันรอนานนะ” ซอนจูเอ่ยก่อนจะรีบปิดประตูลงทันที 

 

ปึง!

 

“ก็เพราะว่าหลายๆปีที่ผ่านมา..ฉันไม่ได้พูดไง...ฉันถึงเสียใจมาจนถึงตอนนี้...”

 

 

 

หลังจากที่พ่อกับแม่ของหญิงสาวกลับมาถึงบ้าน พวกเขาก็รีบทำอาหารให้กับเธอทันที พ่อและแม่ของเธอกูมีความสุขที่เห็นทุกคนพร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้ง 

 

“มาๆ ร้อนๆเลย...แล้วนี้ช่วงคริสต์มาส ซอนจูจะกลับบ้านไหม?” แม่ของเธอเอ่ยถาม ซอนจูที่ได้ยินก็ชะงักไป เพราะเธอนั้นรู้ดีว่าเธออยู่ไม่ถึงวันคริสต์มาสอย่างแน่นอน 

 

“ไม่แน่ใจหรอก...หนูต้องดูก่อน” ซอนจูพยายามเลี่ยงที่จะตอบคำถามออกไป 

 

“ออนนี่เขาไม่มาหรอก ปีที่แล้วก็หาย ปีนี้ก็คงหายอีก..อีกหน่อยก็คงหายไปตลอดกาล” วอลจูเอ่ยขึ้น ก่อนที่จะทำท่าทางไม่สนใจใยดีอะไรกับเรื่องนี้นัก เพราะ ซอนจูไม่ค่อยได้กลับบ้านอยู่แล้ว ส่วนใหญ่เธอจะเป็นมนุษย์เงินเดือนที่หมุนเงินไปทุกๆเดือนในโซลมากกว่า 

 

“ลูกนี้! พูดแบบนี้ได้ไง...แช่งพี่เขาเหรอ” บิดาของเธอเอ่ยเอ็ดทันที วอลจูที่ได้ยินก็ทำเป็นไม่สนใจ ซอนจูที่ได้ยินก็ได้แต่ยิ้มแห้งออกมา 

 

ใช่...อีกหน่อย เธอก็จะหายไปตลอดกาล... 

 

“กินนี้เยอะๆ ดีต่อสุขภาพนะ...ช่วงนี้ผอมไปแล้ว...” แม่ของเธอเอ่ยก่อนจะตักอาหารใส่จานของเธอให้ซึ่งปกติก็ไม่ค่อยทำนักหรอก แต่เหมือนโชคชะตามันรู้ดีว่าเธอนั้นมีเวลาไม่มาก... 

 

“ใช่ ช่วงนี้ผอม กินเยอะนะลูก” พ่อของเธอเอ่ยกลับ 

 

“เนี่ย ! ช่วงนี้หนูก็ผอมนะแม่...เอาใจหนูบ้างสิ...” วอลจูเอ่ยพรางชี้ไปที่ท้องของตัวเองที่แน่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การอยู่กับพ่อกับแม่คงทำให้เธอมีความสุขจนเผลอกินเยอะแบบไม่ทันตั้งตัว 

 

“พี่เขานานๆที่มา เราอยู่กับพ่อกับแม่ทุกวัน...กินจนจะกลิ้งได้อยู่แล้ว” แม่ของเธอเอ่ยแกล้งวอลจูไป หญิงสาวที่ได้ยินก็อดยิ้มกับภาพตรงหน้าไม่ได้ 

 

ภาพของครอบครัวที่หัวเราะด้วยกัน...ทานอาหารด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา...ภาพของความสุขในอดีตค่อยๆหวนคืนกลับมาในความทรงจำอีกครั้ง น้อยไปจริงๆ...เวลาที่มีน้อยเกินไป 

 

 

 

ตกเย็นพ่อกับแม่ของเธอนั้นก็เข้านอนกันแล้ว เหลือเพียงวอลจูและซอนจูที่กำลังนั่งดุหนังกันเพียงสองคน ซอนจูที่เห็นว่าตอนนี้คงไม่มีใครนอกจากน้องสาวของเธอ เธอจึงเดินไปหยิบกระเป๋าใบหนึ่ง ก่อนที่จะเดินมาหาน้องสาวทันที 

 

“นี้วอล” หญิงสาวเอ่ยขึ้น 

 

“ว่า...”

 

“หันมาคุยกับออนนี่ก่อน...” เธอเอ่ยขึ้นก่อนที่วอลจูจะละสายตาออกจากซีรีย์ตรงหน้าและยื่นสมุดบัญชีธนาคารพร้อมกับเอทีเอ็มจำนวนหนึ่งให้กับเธอ

 

“อะไรอะ...เอามาให้หนูทำไม” วอลจูเอ่ยถามด้วยความตกใจ 

 

“อันนี้พี่ให้เธอ...ดูแลพ่อกับแม่...ถ้าเงินค่ารักษาพยาบาทของพ่อกับแม่ไม่พอก็เอาเงินนี้ไปซะ...ถ้ามันขัดสนมากๆ ก็เอาเงินนี้ไปใช้ก่อน เอทีเอ็มทุกใบรหัสก็วันเกิดเธอนะ...” ซอนจูเอ่ยบอกกับน้องสาวของเธอ 

 

“ไม่เอา...จะให้พ่อกับแม่ออนนี่ก็เอาไปให้เองดิ...หนูไม่รับไว้หรอก...”

 

“รับไว้เถอะ...เพื่อวันหนึ่งมันจำเป็นจริงๆ...ขอร้องช่วยรับเงินของออนนี่ไปด้วยเถอะนะ...” ซอนจูเอ่ยอย่างวิงวอนกับน้องสาวของเธอ

 

“ก็ได้...แต่ถ้าออนนี่อยากได้มันเมื่อไหร่ก็มาเอาคืนไปได้ตลอดนะ..” เธอเอ่ยตอบกลับมา... 

 

“ขอบคุณมากนะน้องสาว..ถึงเราจะทะเลาะกันบ่อยๆ แต่ฉันก็รักเธอมากๆ” ซอนจูเอ่ยบอกกับวอลจูก่อนจะโผล่กอดเธอทันที 

 

รักเธอมาก...รักเธอมากจริงๆ ยัยน้องบ้า....

 

 

 

 

DAY 2

เช้าวันต่อมา ซอนจูเตรียมเก็บข้าวของเพื่อเดินทางกลับโซลแต่เช้าทันที พ่อกับแม่ของเธอก็ดูเหมือนจะเป็นห่วงเธอมาก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นัก เพราะลูกสาวคนโตของพวกเขาต้องไปทำงานในวันรุ่งขึ้น 

 

“ดูแลตัวเองด้วยนะลูก โตเป็นสาวแล้ว” แม่ของเธอเอ่ยขึ้นก่อนจะลูบศีรษะของลูกสาวด้วยความรักใคร่ แม่ของเธอภูมิใจไม่น้อยที่เลี้ยงดูเธอมาจนกระทั่งเธอเติบโต มีความคิด และงานทำดีๆ แค่นี้คนเป็นแม่ก็พอใจจะแย่แล้ว... 

 

“หนูโตขนาดนี้แล้ว...” ซอนจูเอ่ยบอกกับแม่ของเธอก่อนจะโผล่เข้ากอดแม่ของเธอแบบที่ไม่เคยทำมาก่อน น้ำตาของเธอค่อยๆไหลออกมาอย่างห้ามไม่ได้ 

 

กอดสุดท้ายแล้ว...กอดสุดท้ายที่จะได้กอดคนตรงหน้า...

 

“เอ๊ะ ช่วงนี้มาแปลกๆแฮะ...” แม่ของเธอเอ่ยอย่างสงสัย ซอนจูรีบเช็ดคราบน้ำตาก่อนจะโผล่เข้ากอดบิดาของเธออีกคน 

 

“ดูแลตัวเองนะซอน...” พ่อของเธอเอ่ยขึ้น 

 

“อืม...แล้วก็...ถึงหนูจะไม่เคยบอกกับพ่อและแม่...แต่หนูรักพ่อกับแม่มากนะ...ลาก่อนค่ะ...” ซอนจูเอ่ยพรางยกยิ้มสุดท้ายให้กับพ่อและแม่ของเธอ 

 

สิ่งที่เธอไม่เคยทำมาทั้งชีวิต...เธอได้ทำมันแล้ว

 

 

 

 

เป็นเวลาเย็นที่เธอเดินทางจากบ้านของเธอมาถึงคอนโดในโซล เธอเข้ามาในห้องก่อนจะนอนลงกับเตียงนอนที่แสนคุ้นเคยกับเธอ ก่อนที่น้ำตาจะไหลรินด้วยความเสียใจอีกครั้ง 

 

“ฮึก...ทำไมต้องเป็นฉันละ...คนอื่นที่ทำแย่ๆไว้ตั้งเยอะ...ทำไมให้ฉันตายละ” เธอเอ่ยบ่นออกไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ เธอแทบจะเลี่ยงการกระทำความผิดที่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนเสียด้วยซ้ำ แต่ทำไมคนแบบเธอถึงต้องมาตายอเหน็ดอนาถที่ถนนนั้นด้วย... 

 

‘เจ้าบ่นไปก็เท่านั้น...คนเราเกิดมาก็เพื่อตายกันทั้งนั้น..แต่เราจะตายตอนไหน มันไม่สำคัญหรอก...ถ้าเจ้ารู้จักใช้เวลาให้มีค่า ทำให้ผู้อื่นมีความสุข และทำให้ตัวเจ้าเองมีความสุขก็เท่านั้น...หากถ้าเจ้าคิดน้อยใจทำไมเจ้าถึงต้องมาตาย...เจ้านะ ยังโชคดีนะ ที่ตายแล้วข้ายังมีโอกาสให้เจ้าตั้งเจ็ดวัน...หากแต่คนอื่น โอกาสที่จะบอกลาคนรัก หรือลูกหลานของตัวเอง ยังไม่มี...เจ้าควรจะดีใจด้วยซ้ำไป...’

 

“แล้วทำไมท่านถึงให้โอกาสนี้กับฉัน...” ซอนจูเอ่ยถามอีกครั้ง 

 

‘เจ้าพึงกระทำแต่ความดีตั้งแต่เกิดและบุญเก่าของเจ้าไง...หากแต่เจ้านั้นทำความดีเยอะก็จริง...แต่มันน้อยเกินไปสำหรับชาตินี้...ดังนั้นเจ้าจึงต้องจากไปเร็วแบบนี้ไง’

 

ซอนจูนั้นได้หวนคิดถึงชีวิตหลายๆชีวิตที่เธอได้พบเจอ...ตั้งแต่เด็กทั้งพ่อหรือแม่ของเพื่อน รวมไปถึงญาติคนอื่นๆ คุณครู หรือใครก็ตาม ต่างก็ต้องล้มหายตายจากไปเป็นเรื่องธรรมดา บางคนก็เสียใจจนแทบเสียสติ บางคนก็ลุกขึ้นมาสู้หลังจากที่คนเหล่านั้นจากไป ทุกคนต่างต้องเผชิญกับความเสียใจและความตายกันทั้งนั้นแต่เธอนั้นได้รับโอกาส...โอกาสที่ดีที่สุดเท่าที่ชีวิตเคยเจอมา โอกาสที่จะได้หาความสุขและสั่งลาคนที่เธอรัก... 

 

“ก็ได้...ฉันจะทำทุกวินาทีให้มีค่าที่สุด...ฉันสัญญาค่ะท่าน และหลังจาก 7 วัน...ท่านมารับฉันได้เลย..” 

 

 

 

 

DAY 3

เช้าวันจันทร์กลับมาอีกครั้ง ซอนจูรีบตื่นแต่เช้าก่อนที่เธอจะทำธุระส่วนตัวของเธอให้เรียบร้อย เธอมองตัวเองที่กระจกอีกครั้ง ก่อนจะมองร่างกายของเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า...มันจะไม่มีอีกแล้วสินะ... แต่เธอไม่เสียเวลาที่จะคิดถึงมัน เธอรีบคว้ากระเป๋าแบรนด์เนมใบโปรดมาใช้อีกครั้ง หลังจากที่เธอตัดใจจะไม่ใช้มันและเก็บเอาไว้แทน แต่เธอนั้นอาจจะไม่มีโอกาสได้ใช้อีก ดังนั้นเธอควรจะรีบทำมันซะ 

 

“พร้อมเผชิญวันใหม่หรือยัง” เธอเอ่ยถามตัวเองในกระจกก่อนจะเดินออกจากคอนโดไปทันที 

 

 

ซอนจูรีบสาวเท้าเดินไปยังร้านกาแฟที่เธอเดินผ่านประจำ ถึงแม้เธอจะกลัวนอนไม่หลับแต่หากจะให้นอนตายตาหลับเธอก็ขอได้ลิ้มรสกาแฟเจ้าดังสักครั้งจะเป็นไรไป...

 

กริ๊ง! 

 

เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้นซอนจูรีบเดินไปที่เคาท์เตอร์ก่อนจะมองเมนูเครื่องดื่มละลานตาตรงหน้า เธอฉุกคิดสักพักก่อนที่จะมีเสียงของใครอีกคนดังขึ้น 

 

“ถ้าไม่ชอบกาแฟเยอะๆ คาราเมลมัคคิอาโต้...ที่นี้ก็อร่อยนะ” เสียงทุ้มของชายหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้น ก่อนที่ซอนจูจะหันไปที่ต้นเสียง ร่างของชายหนุ่มในชุดสูทดูดีของเขา พร้อมกับกระเป๋าเอกสารคู่ใจและมัคคิอาโต้แก้วโปรด 

 

“อันนยองฮาเซโยค่ะ” ซอนจูแทบจะทำตัวไม่ถูกเมื่อรู้ว่าชายที่ทักเธอคือใคร ชายหนุ่มไหล่กว้างยิ้มบางๆให้กับหญิงสาว 

 

“ไม่ค่อยดื่มกาแฟเหรอ?” ซอกจินเอ่ยถามหญิงสาวขึ้น 

 

“ค่ะ...แต่พอเดินผ่านบ่อยๆกลิ่นมันหอมก็เลยอยากลองชิมดู” ซอนจูเอ่ยพรางยกยิ้มที่เธอคิดว่าสวยที่สุดเท่าที่เธอทำได้ให้กับชายหนุ่ม 

 

“มิน่า...ปกติผมมาทานที่นี้ตลอด...แต่ไม่ค่อยได้เจอเลย...ถ้าคุณไม่ชอบกาแฟ ผมแนะนำคาราเมลมัคคิอาโต้นะครับ” เขาเอ่ยพรางชูแก้วคาราเมลมัคคิอาโต้ให้กับหญิงสาว

 

“งั้น...ฉันเอาคาราเมลมัคคิอาโต้แก้วหนึ่งค่ะ” ซอนจูเอ่ยกับพนักงานก่อนที่เธอจะเดินออกมารอกาแฟอีกทีหนึ่ง แต่ซอกจินนั้นก็ยังคงยืนอยู่ไม่ไปไหน มันทำให้เธอรู้สึกประหม่าเล็กน้อย 

 

“เอ่อ...ยังไงก็ขอบคุณที่แนะนำเครื่องดื่มนะคะ” ซอนจูหันไปเอ่ยบอกกับชายหนุ่มก่อนที่เขาจะยกยิ้มขึ้นและเอ่ยตอบกลับ 

 

“ไม่เป็นไรครับ...อะไรที่ว่าดี ผมก็แนะนำ” เขาเอ่ยขึ้นพรางยกยิ้มให้กับเธอ ซอนจูรีบกำมือตัวเองด้วยความรู้สึกเขินอาย

 

บ้าเอ้ย...ทำไมถึงหล่อได้ขนาดนี้นะ...

 

“ค่ะ...” ซอนจูเอ่ยก่อนที่บทสนทนาจะเงียบลงและเธอกับเขาก็ต่างเตะฝุ่นด้วยความรู้สึกอึดอัดที่ไม่มีใครเอ่ยอะไรขึ้นมา

 

“เอ่อคุณซอกจินคะ”  “เอ่อคุณซอนจูครับ” อยู่ๆทั้งคู่ก็เอ่ยขึ้นพร้อมกับโดยไม่ได้นัดหมาย ซอนจูที่เห็นเช่นนั้นก็เลยเอ่ยบอกกับเขาไปก่อน 

 

“คุณก่อนก็ได้ค่ะ” เธอเอ่ยขึ้น 

 

“เอ่อ...พอดีผมจะถามว่าคุณจะเข้าบริษัทหรือเปล่านะครับ” เขาเอ่ยถามเธอขึ้น ซอนจูที่ได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าก่อนจะเอ่ยตอบออกไป 

 

“ค่ะ...” เธอเอ่ยตอบไปเพียงสั้นๆ 

 

“งั้น...เดี๋ยวผมเดินไปเป็นเพื่อนคุณนะครับ...” ซอนจูรีบเก็บอาการเขินอายไม่ให้แสดงต่อคนตรงหน้าให้ตายเถอะทำไมนะ...ทำไมเขาถึงน่ารักได้ขนาดนี้

 

“ค่ะ...ขอบคุณนะคะ..” เธอเอ่ยตอบกลับไป 

 

“แล้วเมื่อกี้คุณจะ...”

 

“อ้อ...พอดีฉันจะถามว่าคุณจะไปคุยงานกับลูกค้าเหรอคะ เห็นแต่งตัวซะหล่อเชียว” คำพูดที่ดูเหมือนจะพูดออกมาจากความจริงใจของเธอทำเอาชายหนุ่มรู้สึกประหม่าไม่น้อย 

 

“ครับ...พอดีวันนี้มีลูกค้าที่ต้องไปพบตอนบ่าย ก็เลยแต่งตัวให้ดูดีหน่อย...ขอบคุณนะครับ” เขาเอ่ยตอบมาแก้เก้อ ซอนจูที่รู้สึกว่าทั้งชีวิตที่ชอบเขามาไม่เคยแม้แต่จะคุยกันเกิน 2 ประโยคแต่วันนี้กลับยาวเหยียด ให้ตายเธอเขินจะแย่แล้ว

 

“คาราเมลมัคคิอาโต้ คิวที่ 54 ได้แล้วครับ” เสียงพนักงานดังขึ้นทำให้บทสนทนาที่มีแต่ความเขินอายหยุดลง ซอนจูรู้สึกโล่งใจที่พนักงานเรียกเอาไว้ เพราะตอนนี้เธอรู้สึกเหมือนสติกำลังจะหายไปแล้ว 

 

“งั้น...ไปกันเลยไหมครับ?” เขาเอ่ยถามเธออีกครั้ง 

 

“ค่ะ...” ซอนจูเอ่ยก่อนที่ชายหนุ่มจะผายมือให้เธอเกินออกไปก่อน ซอนจูที่เห็นเช่นนั้นก็รีบเดินออกไปตามมารยาททันที 

 

 

ถนนที่เคยครึกครื้นแต่ดูน่าเบื่อสำหรับเธอนั้นกลับดูมีสีสันแปลกๆ จนเธอนั้นอดยิ้มกับบรรยากาศรอบข้างไม่ได้ คนที่กำลังมุ่งหน้าไปทำงานเช่นทุกวัน ร้านขายต๊อกบกกีกำลังต้มเส้นต๊อกกันอย่างเมามันส์ ทำไมวันนี้มันดูดีไปหมดเลยนะ

 

“ปกติเดินมาคนเดียวเหรอครับ?” เขาเอ่ยถามขึ้น 

 

“อ้อ..ค่ะ พอดีคอนโดอยู่ตรงข้ามกับร้านกาแฟ ก็เลยเดินไปทำงานได้นะคะ” ซอนจูเอ่ยบอกกับเขาก่อนที่จะหันไปดูคาราเมลมัคคิอาโต้ที่แสนหอมหวาน มันหอมหวานแบบนี้อยู่แล้วหรือเพราะคนข้างๆกันนะ  

 

“อ้อแบบนี้นี่เอง...” เขาเอ่ยขึ้น 

 

ก่อนที่บทสนทนาจะเงียบลงพร้อมกับเสียงเพลงจากร้านอาหารแห่งหนึ่งดังขึ้น กำบรรยากาศที่เข้าสู่ช่วงฤดูหนาวของที่นี้ 

 

“แมรี่คริสต์มาส!” เสียงของเพลงในร้านอาหารดังขึ้น อดทำให้หญิงสาวรู้สึกเสียใจไม่ได้ที่คริสต์มาสปีนี้เธอไม่มีโอกาสที่จะได้ใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวของเธอ

 

“คริสต์มาสสินะ...ใช่สิ อีกไม่กี่วันก็วันเกิดเราแล้วสินะ...” เสียงที่ดูเหมือนจะบ่นกับตัวเองมากกกว่าของคิมซอกจินกลับเข้าหูของซอนจูเต็มๆ เธอตาเบิกโพรงกว้างก่อนที่ในหัวจะประมวลนึกถึงวันเวลา 

 

วันนี้วันที่ 30  หนึ่ง สอง สาม...อีก 3 วัน วันเกิดเขาแล้วหนิ! 

 

“ตายแล้ว...”ซอนจูสบถออกมาด้วยความตกใจ ปกติเธอมักจะแอบเอาของขวัญไปใส่ไว้ในล็อคเกอร์ที่ออฟฟิศกับเขาเสมอโดยที่เขาก็หาต้นตอคนส่งไม่ได้ หากแต่เธอมัวแต่นึกถึงวันเวลาที่กำลังจะหมดไป 

 

แต่เดี๋ยวนะ...ตอนนี้ผ่านมาสามวันแล้วหลังจากที่เธอรับรู้ความตายของเธอ...แสดงว่า...

เธอจะต้องตายในวันเกิดของเขาอย่างนั้นเหรอ...

 

“มีอะไรหรือเปล่าครับ” เขาเอ่ยถามขึ้น ซอนจูรีบสะบัดความคิดในหัวออกก่อนจะเอ่ยพรางยิ้มๆออกไป 

 

“อ้อ เปล่าค่ะ...พอดีเห็นต้นคริสต์มาสแล้วคิดถึงครอบครัว..” เธอรีบเอ่ยแก้ตัวไปทันที เวลาก็เหลือน้อยเต็มทีจะซื้ออะไรให้เป็นของขวัญของเขากันละ.. 

 

ไม่นานทั้งสองก็เดินมาจนถึงออฟฟิศก่อนจะกดลิฟต์ขึ้นไปยังชั้นที่ 10 ทันที ซอนจูที่มีสีหน้าและท่าทางราวกับกำลังนึกถึงอะไรหลายๆอย่างในหัวของเธอ ทำให้ชายหนุ่มข้างๆอดเป็นห่วงไม่ได้ 

 

“คุณซอนจู เป็นอะไรหรือเปล่าครับ?” เขาเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง

 

“อ้อเปล่าหรอกค่ะ...พอดี...คิดอะไรนิดหน่อย..” มันน่าแปลกที่เธอกลับลืมวันเกิดของเขาได้ง่ายดาย ทั้งๆที่ชีวิตเธอแทบจะจดวันนี้ไว้ในสมองตลอดเวลา 

 

“อ้าว! ซอกจินมาพอดีเลย...อ้าวมาด้วยกันเหรอ....ยังไงกันคู่นี้...” รุ่นพี่ในฝ่ายแผนกออกแบบที่เห็นซอนจูกับซอกจินมาพร้อมกันก็เอ่ยแซวตามประสา 

 

“อ้อ...พอดีผมเจอเธอที่ร้านกาแฟนะครับ...เลยอาสาเดินมาด้วยกัน...” เขาเอ่ยอย่างไม่คิดอะไรนัก รุ่นพี่ฝ่ายออกแบบที่ได้ยินแบบนั้นก็ได้แต่อมยิ้มก่อนจะเอ่ยขึ้น 

 

“เหรอ...เอ่อ นี้ได้ข่าวหรือเปล่าว่าเมื่อวานนี้นะมีรถชนคนตอนเช้าแถวๆบริษัทเรา...พี่นี้ขนลุกไม่หายเลยนะ...บอกว่าผู้ชายคนนั้นนะ กำลังจะรีบไปส่งงานเพื่อกลับไปหาลูกเมีย...แต่ดันโดนรถชนกาแฟกระจายไปหมด...ไม่ได้เอ่ยบอกลาเมียสักคำ คนนั้นทำงานที่ตึกเดียวกับเราด้วยนะ...เหมือนจะชั้น 21 นะ” เมื่อซอนจูที่ได้ยินเช่นนั้นก็สะดุ้งขึ้น 

 

เขาช่างน่าสงสารจริงๆ...ตั้งใจจะกลับไปหาครอบครัวแต่สุดท้ายก็ดันมาจากไปเสียก่อน...

 

“เอ่อๆ เดี๋ยวมีเรื่องเอกสารด้วยเข้าไปคุยกับพี่ก่อน” รุ่นพี่คนดังกล่าวเอ่ยก่อนจะลากซอกจินเดินออกไปทันที ซอนจูที่ตัวชาวาบไปด้วยความใจหาย 

 

“แหมๆ....มาด้วยกันแบบนี้คืออะไรนะ” จูอินรีบเดินมาแซวเพื่อนสาวของเธอทันที ซอนจูที่เห็นเช่นนั้นก็รีบเอ่ยปฏิเสธกลับไป

 

“ปะ...เปล่านะ...” เธอรีบเอ่ยแก้ตัว

 

“นี้! จะวันเกิดเขาแล้วไม่ใช่เหรอ หาของขวัญให้เขาหรือยัง...” จูอินเอ่ยถามเธอด้วยความเป็นห่วงก่อนที่ซอนจูจะส่ายศีรษะไปมาตอบกลับไป 

 

“เอ้า! ทำไมปีนี้เธอดูเบลอๆแปลกห้ะ ซนซอนจู” จูอินเอ่ยถามออกมาด้วยความแปลกใจ 

 

“เปล่าหรอก...ช่วงนี้มีเรื่องให้คิดเยอะนะ..” ซอนจูเอ่ยพรางยิ้มแห้งๆตอบกลับไป 

 

“เอาเถอะ ถ้าเธออยากจะทำอะไรก็รีบทำละ รีบสารภาพรักกับเขาซะ...ก่อนที่เธออาจจะไม่มีโอกาส ไม่แน่เขาอาจจะมีแฟนไปก่อนหรือ...อาจจะแอบคบใครอยู่ก็ได้” จูอินเอ่ยเตือนสติเพื่อนสาวของตัวเอง ซอนจูที่ได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าตอบกลับไป 

 

“อืม...ฉันสัญญาว่าฉันจะทำอะไรที่ฉันอยากทำให้ได้มากที่สุด...ขอบคุณเธอมากนะจูอินที่อยู่เป็นเพื่อนฉันมาตลอด...ถ้าไม่มีเธอ ฉันก็คงเป็นคนไร้เพื่อนคนหนึ่ง...” ซอนจูเอ่ยพรางจับมือของเพื่อนสาวเธอเอาไว้ เธอไม่เคยพูดจาอะไรทำนองนี้กับเพื่อนด้วยซ้ำ แต่ถ้าหากคิดไปคิดมา...ครั้งสุดท้ายของชีวิตก็ควรจะได้ทำอะไรที่อยากทำบ้าง

 

“เอ่อ...เธอมาแปลกนะซอนจู แต่เอาเถอะ ฉันก็ดีใจที่เธอกับฉันเป็นเพื่อนกันมาจนถึงตอนนี้ ขอบคุณมากๆเหมือนกันนะ” จูอินเอ่ยตอบพรางยกยิ้มให้กับเธอ ก่อนที่ทั้งสองคนจะเดินเข้าบริษัทเพื่อทำงานกันต่อทันที 

 

 

 

 

ตกบ่าย ก็มีการประชุมเร่งด่วนของทุกฝ่ายทุกแผนก ทำเอาพนักงานในบริษัทราว 30 คนได้แต่ทำหน้างงงวยกับสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งแต่ทำงานมาบริษัทไม่เคยมีการเรียกประชุมเร่งด่วนกับคนทั้งบริษัทแบบนี้มาก่อนเลย

 

“แฮ่ม! เอาละครับ ผมชาอิลยอง...มีข่าวดีจะประกาศกับพนักงานทุกคนครับ” ผู้อำนวยการเดินเข้ามาในห้องประชุมพร้อมกับรอยยิ้ม ชายวัย 40 ปลาย ที่มีสีหน้ายิ้มแย้มผิดปกติกว่าทุกวัน ทำเอาพนักงานต่างตื่นเต้นที่จะฟังข่าวดีจากปากของเขา 

 

“มีอะไรเหรอครับ” พนักงานคนหนึ่งเอ่ยขึ้น 

 

“เนื่องด้วยว่าตลอด 10 ปีที่ผ่านมา บริษัทเล็กๆของเรา แม้จะมีพนักงานเพียง 30 กว่าคน แต่ทุกคนตั้งใจทำงานและทำเพื่อบริษัทมาตลอด กระทั่งวันนี้...บริษัทของเรา สามารถตั้งตัวได้...และอีกไม่นาน...ทุกคนจะได้อยู่ในตึกบริษัทที่ไม่ต้องเช่าตึกร่วมกับใครแล้วละ” ผู้อำนวยการเอ่ยออกมาด้วยความดีใจ 

 

“จริงเหรอคะ!” พนักงานต่างพากันแสดงความยินดีกัน เพราะ บริษัทนี้ถูกก่อตั้งมาได้เพียง 10 ปีเท่านั้น แต่น่าแปลกที่ผู้อำนวยการสามารถบริหารและดูแลที่นี้จนเติบโตได้มากกว่านี้ 

 

“จริงแท้แน่นอน และข่าวดีคือ เพื่อตอบแทนการทำงานอย่างหนักของเหล่าพนักงาน ผมจึงได้จัดทริปพาทุกคนไปพักผ่อนกันที่ปูซาน!” ผู้อำนวยการเอ่ยขึ้น ก่อนที่เสียงโฮร้องแสดงความยินดีจะดังขึ้นอีกครั้ง 

 

“เราอยู่กับบริษัทมานานเหมือนกันนะ” จูอินเอ่ยบอกกับเธอ 

 

“ก็นั้นนะสิ...”

 

“เอาละ ทริป 3 วัน 2 คืนนี้ เพื่อการพักที่เต็มที่ แต่! พวกคุณต้องส่งงานให้ครบตามกำหนดเดิม ถึงแม้งานใหม่ผมจะยังไม่ได้ส่งให้พวกคุณก็ตาม แต่หลังจากกลับมา ทุกคนต้องเตรียมตัวรับงานที่มากขึ้นเป็นสองเท่าให้ได้นะครับ” 

 

“เข้าใจแล้วค่ะ” เสียงพนักงานดังขึ้น 

 

“พรุ่งนี้ 6 โมง เจอกันที่หน้าตึกบริษัทนะครับ” ผู้อำนวยการเอ่ยด้วยความดีใจก่อนจะเดินออกไป เมื่อผู้อำนวยการเดินออกไปแล้วทุกคนก็ต่างรีบแยกย้ายออกไปทำงานของตัวเองกันทันที 

 

“พรุ่งนี้ถึงแล้วโทรบอกฉันด้วยนะ” จูอินเอ่ยขึ้น 

 

“ได้ๆ เดี๋ยวถ้าออกมาจากคอนโดแล้วจะโทรหา” ซอนจูเอ่ยตอบกลับไป 

 

“โอเค เจอกัน...” 

 

 

ตกเย็นซอนจูก็รีบเก็บข้าวของออกมาจากบริษัททันที เพราะระหว่างที่เธอนั่งทำงานอยู่นั้นเธอก็ดันเห็นโปรโมชั่นลดส่งท้ายปีและเนื่องในวันคริสต์มาส เต็มไปหมด และนี้คือโอกาสในการหาของขวัญวันเกิดให้กับชายหนุ่มที่เธอแอบรักมาตลอดหลายปี 

 

สองเท้ารีบก้าวออกจากตึกบริษัทด้วยความไว ก่อนจะรีบมุ่งหน้าไปยังป้ายบัสทันที ซอนจูกระตือรือร้นมากกว่าปกติ เพราะเธอนั้นเริ่มพยายามปรับตัวกับการใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้มากที่สุด เพื่อความสุขสุดท้ายของชีวิต 

 

ไม่นานรถบัสก็จอดลงที่หน้าห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ซอนจูรีบก้าวเท้าเดินเข้าไปภายในห้างนั้นทันที เธอพยายามมองหาสิ่งที่เธอคิดว่าผู้ชายอย่างคิมซอกจินชอบ แต่เธอเองก็ไม่ได้รู้จักเขามากนัก รู้เพียงแค่ว่าเขานั้นเป็นคนสบายๆ อะไรก็ได้ทั้งนั้น...

 

“อะไรที่เหมาะกับเขาละ...” เธอเอ่ยถามตัวเอง 

 

“อันนยองฮาชิมนีกาค่ะคุณลูกค้า...ไม่ทราบว่าสนใจสินค้าตัวไหนเป็นพิเศษไหมคะ?” พนักงานเอ่ยถามขึ้นก่อนที่ซอนจูจะละสายตาจากแผนกเสื้อผ้าตรงหน้า 

 

“พอดีจะหาของขวัญวันเกิดให้กับคนคนหนึ่งนะคะ...แต่ว่ายังคิดไม่ออกเลยว่าอะไรที่เหมาะกับเขา...” เธอเอ่ยตอบกลับไปพรางยิ้มแห้งๆ 

 

“งั้นเป็นผ้าพันคอไหมคะ...สิ่งนี้มันค่อนข้างมีค่าในฤดูหนาวนะคะ” พนักงานเอ่ยขึ้นก่อนที่ซอนจูจะเหลือบไปเห็นผ้าพันคอสีแดงจากไหมพรมอันหนึ่ง มันดูธรรมดามากๆ แต่เธอรู้สึกถูกใจกับของสิ่งนี้ 

 

“แล้วผ้าพันคออันนี้”

 

“อ้อ ผ้าพันคออันนี้สามารถสลักเป็นชื่อหรือคำอะไรก็ได้ที่ต้องการได้เลยค่ะ ทางร้านจะทำให้ทันที” พนักงานเอ่ยขึ้นก่อนที่ซอนจูจะยืนนิ่งคิดอยู่นาน

 

“เอาอันนี้แล้วกันค่ะ” ซอนจูตัดสินใจซื้อผ้าพันคอผืนนี้แทน ถึงแม้มันจะดูธรรมดาและมีค่าเพียงแค่บางช่วงเวลา แต่อย่างน้อยๆการจากไปของเธอ ก็คงจะทำให้เขาได้จดจำเธอได้บ้าง 

 

มีค่าบางช่วงเวลา ยังดีเสียกว่าไม่เห็นค่าแม้จะอยู่ใกล้เอื้อมมือ...

 

“สลักเป็นคำว่าอะไรดีคะคุณลูกค้า?” พนักงานเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง 

 

“Love forever ค่ะ สลักชื่อด้วยนะคะ เขาชื่อ คิมซอกจินค่ะ” 

 

 

DAY 4

 

ทริปท่องเที่ยวก็มาถึงในวันรุ่งขึ้น ซอนจูรีบเก็บข้าวของทุกอย่างใส่ลงกระเป๋าให้เรียบร้อย ซอนจูเหลือบไปเห็นถุงกระดาษที่เพิ่งได้มาเมื่อวานจากการซื้อผ้าพันคอให้กับชายหนุ่ม เธอค่อยหยิบมันขึ้นมาก่อนจะอ่านตัวอักษรที่ถูกสลักเอาไว้ 

 

‘Love Forever KIM SEOKJIN’

 

เธอยิ้มให้มันเล็กน้อย เธอไม่รู้ว่าเขาจะอยากได้มันหรือเปล่า แต่ถ้าหากเขาจะรับหรือไม่รับไว้ ก็เป็นโอกาสเดียวและโอกาสสุดท้ายของเธอแล้วเช่นกัน ซอนจูตัดสินใจหยิบผ้าพันคอผืนนั้นลงกระเป๋าเดินทางไปด้วย เธอหวังเพียงแค่ว่า เธอจะมีโอกาสได้ให้เขา 

 

 

หลังจากที่โทรบอกจูอินเพื่อนสนิทของเธอตามที่เธอบอกเอาไว้ แต่ยังคงไม่มีวี่แววของเพื่อนสนิทของเธอแม้แต่น้อย 

 

“รีบขึ้นรถได้แล้วซนซอนจู” หัวหน้านัม หัวหน้าแผนกของเธอเอ่ยขึ้น 

 

“แต่จูอินยังไม่มาเลยนะคะ” ซอนจูหันไปเอ่ยตอบกลับ 

 

“เดี๋ยวเธอก็มาเอง ขึ้นไปได้แล้ว คนอื่นเขาจองที่นั่งกันหมดแล้วทั้งนั้น” เมื่อได้ยินหัวหน้านัมพูดแบบนั้นซอนจูก็ได้แต่ถอนหายใจ กลัวเพื่อนของเธอจะมาไม่ทัน แต่อีกใจก็เกรงใจที่คนอื่นเขาจะต้องมารอเธอคนเดียวเธอจึงตัดสินใจเดินขึ้นรถบัสทันที

 

ซอนจูพยายามมองหาที่นั่งจากแถวหลังแต่ก็กลับไม่มีที่นั่งแม้แต่น้อย ซอนจูเริ่มคิดหนักว่าเธอจะไปนั่งที่ไหน ก่อนที่เสียงหนึ่งจะดังขึ้น 

 

“ตรงนี้ยังว่างนะครับ” เสียงเอ่ยแนวกวนๆ ของรุ่นพี่ฝ่ายแผนกออกแบบคนหนึ่งดังขึ้น ทำให้ซอนจูที่กำลังหาที่นั่งต้องหันไปที่ต้นเสียง

 

“มานั่งนี้ก็ได้นะครับ” เสียงทุ้มๆของคิมซอกจินดังขึ้น แทบทำให้ซอนจูลมจับ เธอตกใจไม่น้อยที่ซอกจินนั้นเรียกเธอแบบนั้น เธอทำงานที่นี้มาก็หลายปีแต่กลับไม่มีวี่แววที่จะได้คุยกันแม้แต่น้อย แต่ตั้งแต่เมื่อวานก็มีแต่เรื่องคุยมากมายเต็มไปหมด 

 

“งั้น...รบกวนด้วยนะคะ” ซอนจูที่เห็นว่ารอบตัวไม่มีที่นั่งแล้วเธอจึงตัดสินใจที่จะเดินไปนั่งที่นั่งข้างๆเขาทันที แม้มันจะอึดอัดกับบรรยากาศแปลกๆ 

 

ทั้งชีวิตที่ชอบเขามาไม่แม้แต่จะคิดว่าจะได้ใกล้ชิดเขาขนาดนี้...

 

“ไม่รบกวนหรอกครับ...” เขาเอ่ยตอบพรางยกยิ้มขึ้น

 

รอยยิ้มน่ารักเป็นบ้า...

 

“มาแล้วค่ะๆ แฮ่กๆ” เสียงของจูอินดังขึ้นพร้อมกับสภาพที่เหมือนวิ่ง 4x100 ของเธอ เธอพยายามกวาดสายตามองหาซอนจู 

 

“จูอิน” ซอนจูยกมือขึ้นเรียกจูอิน แต่เมื่อเพื่อนสาวของเธอเห็นว่าเธอกำลังนั่งกับใกล้ จูอินก็ถอยหลังก่อนจะเอ่ยบอกกับเพื่อนสาวของตัวเองทันที

 

“ฉันนั่งนี้แหละ ใกล้บันไดดี..” จูอินเอ่ยอย่างรู้ทัน เธอพยายามจะให้เพื่อนของเธอได้ใกล้ชิดกับคนที่ตัวเองชอบมา 10 กว่าปี 

 

“อ้าว...” เมื่อซอนจูเห็นว่าจูอินเดินไปนั่งที่อื่นเธอก็เอ่ยออกมา 

 

“อยากนั่งกับเพื่อนหรือเปล่า..เดี๋ยวผมลุกให้...” เขาเอ่ยพรางทำท่าจะลุกไปนั่งที่อื่น แต่ซอนจูนั้นก็รู้สึกเกรงใจอย่างมาก 

 

“ไม่เป็นไรค่ะๆ” เธอเอ่ยตอบกลับไป 

 

“ถ้าจะนั่ง เดี๋ยวผมเรียกเพื่อนให้ก็ได้...” 

 

“ไม่เป็นไรจริงๆค่ะ เพื่อนฉันเขาชอบนั่งที่บันไดนะคะ” ซอนจูเอ่ยโกหกออกไป เพราะเธอนั้นเกรงใจเขาจะแย่และเธอก็รู้ดีว่าจูอินคิดอะไรอยู่ 

 

เพื่อนของเธอทำเพื่อเธอสินะ...

 

“งั้น...ผมนั่งที่เดิมนะ” เขาเอ่ยก่อนจะนั่งลงที่เดิม 

 

“ค่ะ...” ซอนจูเอ่ยตอบเงียบๆ 

 

รถบัสค่อยๆออกตัวเมื่อทุกคนขึ้นมารถมาหมดแล้ว รถบัสเตรียมมุ่งหน้าไปที่ปูซานทันที เพราะการนั่งข้างหน้าแบบงงๆ ของซอนจูทำให้เธอเห็นบรรยากาศโดยรอบจากมุมสูงของรถบัส แต่อาจจะเพราะการโยกไปโยกมา ของรถบัสขนาดใหญ่แบบนี้ ก็แอบทำเธอคลื่นไส้ไม่น้อย 

 

“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ” เขาเอ่ยถามขึ้น 

 

“อ้อ...พอดี มึนหัวนิดหน่อย” ซอนจูเอ่ยตอบกลับ 

 

“พอดี...ผมมียาแก้เมารถนะ...เผื่อคุณต้องการ...” ซอกจินเอ่ยก่อนจะยื่นยาให้กับหญิงสาว ซอนจูที่รู้ดีว่าร่างกายของเธอไม่ได้มั่นคงขนาดนั้น จึงรับเอาไว้ 

 

“ขอบคุณนะคะ” เธอเอ่ยก่อนจะรีบกินยานั้นเข้าไปทันที หากรอช้ากว่านี้ได้มีการอาเจียนเดือดร้อนคนยกใหญ่แน่ๆ 

 

หลังจากที่กินยาไปซอนจูก็ได้แต่ถอนหายใจเพราะหากเธอไม่นอนแล้วละก็...เธอได้อาเจียนขึ้นมาจริงๆแน่...สีหน้าซีดของเธอ พร้อมกับลมหายใจแรงๆ ของคนที่รู้สึกไม่สบายตัวอย่างซอนจู ทำให้ชายหนุ่มที่นั่งข้างๆเอ่ยถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง... 

 

“ไหวไหมครับ...ไปห้องน้ำไหม” เขาเอ่ยถามขึ้น 

 

“ไม่...ไม่เป็นไรค่ะ...” เธอเอ่ยตอบกลับ 

 

“งั้นนอนไหมครับ ...นอนตรงนี้ก็ได้นะ” เขาเอ่ยพรางตบไปที่ไหล่หนาเบาๆ ซอนจูที่มองไหล่ของชายหนุ่มอย่างห้ามไม่ได้ 

 

ตั้งแต่ช่วงมัธยมเธอคิดมาตลอดว่าเธออยากจะได้สัมผัสไหล่ของเขามากเพียงใด เพราะชายหนุ่มข้างกายเธอคือผู้ชายที่แสนเพอร์เฟค ทั้งร่างกาย ใบหน้า การเรียน นิสัย อะไรๆก็ดีไหมหมดเลย... 

 

“ไม่เป็นไรคะ...รบกวนถ้าถึงแล้วปลุกด้วยนะคะ” ซอนจูรีบเอ่ยก่อนจะชิงหลับไปเสียก่อน เธอไม่ไหวทั้งร่างกายที่เมารถรวมไปถึงหัวใจที่เต้นแรงแทบจะทะลุออกมา ให้ตายเถอะ! 

 

 

ไม่นานรถก็จอดลงที่หน้าโรงแรมแห่งหนึ่งของปูซาน ชายหนุ่มที่เห็นว่าถึงที่หมายแล้วจึงเอ่ยเรียกคนที่กำลังหลับอยู่ 

 

“คุณซอนจูครับ...” เขาเอ่ยพรางสะกิดร่างบางเบาๆ 

 

“อื้ม...” เธอเอ่ยก่อนจะบิดขี้เกียจอย่างเผลอตัวก่อนจะพบว่า... 

 

“ว๊าย!” แน่นอนว่าเธอเห็นคราบน้ำลายของตัวเองเลอะเป็นวงอยู่ที่ไหล่ของชายหนุ่ม ใบหน้าของเธอแดงขึ้นด้วยความเขินอาย 

 

“คือ...”

 

“ไม่เป็นไรหรอกครับเล็กน้อย...คุณพอจะลงไหวไหมครับ” เขาเอ่ยถามเธอขึ้น หญิงสาวพยักหน้าเอ่ยตอบก่อนจะเก็บของออกจากรถบัสทันที 

 

ให้ตาย ขายขี้หน้าชะมัด! 

 

เมื่อลงมาจากรถผู้อำนวยการที่โดยสารรถส่วนตัวของเขาก็เอ่ยขึ้นบอกกับเหล่าพนักงานทุกคนอีกครั้งทันที

 

“ผมจะปล่อยฟรีให้ทุกคนได้พักผ่อนหลังจากทำงานหนักมาหลายปี ขอบคุณพวกคุณมากๆ เอาละที่พักผมให้พนักงานจัดแจงเอาไว้แล้ว สามารถแจ้งที่เคาท์เตอร์ได้นะครับ” ผู้อำนวยการเอ่ยก่อนจะเดินออกไปทันที 

 

 

ซอนจูได้นอนห้องเดียวกันกับจูอิน และเพื่อนสาวของเธอก็เอาแต่ถามไถ่ว่าเป็นอย่างไรบ้างกับการได้นั่งข้างๆคิมซอกจินขวัญใจคนโปรดของเธอ

 

“เธอต้องเล่าให้ฉันฟังสิ” จูอินเอ่ยอย่างอยากรู้ 

 

“ก็ไม่มีอะไร...แต่ว่า ฉันติดสินใจจะสารภาพรักกับเขาแล้วนะ...” เธอตัดสินใจเอ่ยตอบกับเพื่อนของเธอกลับไป 

 

“ห้ะ! จริงเหรอ ดีใจจังที่เธอกล้าที่จะบอก...แต่เธอไม่ต้องกลัวนะว่าถ้าเธอเสียใจ ฉันจะไม่ทิ้งเธอไปไหนแน่นอนฉันสัญญา” จูอินเอ่ยพรางเกี่ยวนิ้วก้อยเข้ากับนิ้วของเธอ

 

“ขอบคุณเธอมากๆนะจูอิน..”

 

 

 

หลังจากเก็บข้าวเก็บของกันเรียบร้อย ซอนจูก็เดินออกจากโรงแรมทันที เธออยากใช้เวลาที่เหลือเพื่อพักใจและหาความสุข เพราะเธอนั้นไม่เคยได้ทำมันในช่วงที่มีเวลาอยู่ 

 

“จะไปเดินเล่นเหรอ...ไปด้วยกันไหมครับ” เสียงของคิมซอกจินดังขึ้น ซอนจูที่ได้ยินเช่นนั้นก็อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้

 

“ค่ะ...ไปก็ได้” เธอเอ่ยตอบกลับไป 

 

อาจจะดูเหมือนเธอเป็นผู้หญิงที่ง่าย ยอมไปกับผู้ชายง่ายๆ แต่ถ้าหากใครรู้ตัวว่าตัวเองกำลังจะจากโลกนี้ไป ก็ต่างกลัวกันทั้งนั้น รวมไปถึงเธอเองเหมือนกันที่กลัว กลัวการที่เธอจะไม่มีโอกาสได้ทำในสิ่งที่อยากจะทำ

 

“คุณซอกจินได้มาพักผ่อนแบบนี้บ้างไหมคะ” ซอนจูเริ่มบทสนทนาไปก่อน หากปกติเธอคงไม่มีโอกาสได้คุยกับเขาแบบนี้และเธอก็เป็นคนไม่กล้าด้วย 

 

“ก็ไม่บ่อยหรอกครับ...ปกติผมทำงานหนัก นานๆทีจะได้กลับบ้านด้วยส่วนใหญ่ผมก็อยู่คอนโดกับเพื่อนนะครับ” เขาเอ่ยตอบกลับมา 

 

“อ้อ...แบบนี้ก็คิดถึงครอบครัวแย่เลยสิคะ...” เธอเอ่ยตอบกลับไป 

 

“ครับ คิดถึงมากๆ” 

 

“ไปร้านอาหารตรงนั้นไหมครับ...” เขาเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง และนี้ก็เป็นเวลาบ่ายกว่าๆแล้ว คงต้องรับประทานอาหารเที่ยงเสียหน่อย

 

“ค่ะ”

 

 

ทั้งคู่เดินมาจนกระทั่งร้านอาหารก่อนที่คนทั้งคู่จะเดินเข้าไปทันที ร้านอาหารที่มีคนไม่มากนัก เหมาะแก่การพักผ่อนกายและใจ หญิงสาวและชายหนุ่มนั่งลงที่โต๊ะตัวในสุดของร้าน บรรยากาศร้านอาหารที่ถูกประดับประดาตามเทศกาลคริสต์มาสมันช่างดีจริงๆ 

 

“คุณชอบเทศกาลคริสต์มาสไหมคะ?” หญิงสาวเอ่ยถามออกไป 

 

“ก็ชอบนะครับ...มันเหมือนเป็นเทศกาลที่ทำให้ครอบครัวได้อยู่ด้วยกัน...ผมกลับบ้านในวันคริสต์มาสเสมอเลยครับ” หลังจากที่เขาเอ่ยตอบก็ทำให้หญิงสาวคิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตของเขามากมายที่เธอเองได้พบเห็นตั้งแต่สมัยมัธยม

 

“อาจจะเสียมารยาท...แต่คุณเชื่อเรื่องความรักไหมคะ?” ซอนจูถามออกไป ทั้งๆที่รู้ว่ามันดูเสียมารยาทเอามากๆ แต่ในเมื่อเธออยากจะรู้มุมมองจริงๆของชายตรงหน้า 

 

“ไม่เป็นไรครับ...เชื่อ ผมเชื่อมันแน่นอน” เขาเอ่ยอย่างมั่นใจ 

 

“ผมเชื่อเสมอว่า...ชีวิตของคนเราอยู่ได้ก็เพื่อความรัก...และอยู่เพราะเพื่อความรัก” เขาเอ่ยตอบกลับมาพรางยกยิ้มขึ้น 

 

“นั้นนะสิคะ คนเราอยู่ก็เพื่อความรัก...มองหาความรักกันทั้งนั้น..คนเราไขว้ขว้าหาความรักเสมอ...แต่น้อยคนที่จะได้เจอความรักที่แสนมหัศจรรย์...” ซอนจูเอ่ยขึ้น 

 

“มหัศจรรย์...อย่างไงเหรอครับ?” 

 

“ก็...ไม่มีอะไรหรอกค่ะ... เรามาทานอาหารกันดีกว่า” เธอเอ่ยตัดบทออกไป ก่อนที่จะลงมือทานอาหาร เธอไม่อยากจะเอ่ยบอกกับคนตรงหน้าหรอก หากว่าธอเผลอพูดมากเกินไปมันคงไม่ดีนัก 

 

หลังจากที่ทานอาหารกันเสร็จทั้งสองก็เดินเล่นกันไม่ใกล้ไม่ไกลจากโรงแรมมากนัก ทั้งสองได้พูดคุยถึงทัศนคติต่างๆของกันและกัน เหมือนได้เรียนรู้อะไรมากขึ้น 

 

“ผมนะ...ไม่ค่อยจะได้ใส่ใจอะไรกับเรื่องพวกนี้ด้วยซ้ำไป...แต่ด้วยวัยเท่านี้แล้ว แม่กับพ่อผมก็อยากจะให้ผมได้เจอชีวิตรักที่ดี...” และหัวข้อบทสนทนาก็เป็นเรื่องนี้อยู่เช่นเดิม

 

แน่นอนละเขาอายุ 30 ปี พ่อแม่ก็คงอยากจะให้เป็นฝังเป็นฝาเหมือนคนอื่นๆ แต่ชายข้างกายกลับเอาแต่ทำงานหาเงิน ไม่มีแม้แต่จะเจียดเวลาไปหาความสุขให้ตัวเอง 

 

“ค่ะ...คนเรามักจะคิดว่าความรักเป็นเรื่องที่ไกลตัว แต่จริงๆแล้วมันอยู่ใกล้ตัวมากๆโดยที่เราอาจจะไม่รู้ตัว...” เธอเอ่ยพรางปลายสายตาไปมองกับชายข้างกาย 

 

“...นั้นนะสิ...”

 

บทสนทนาเงียบไปก่อนที่ทั้งคู่จะตกอยู่ในความเงียบ ทั้งสองเดินเล่นโดยไร้บทสนทนนานหลายนาทีก่อนที่ทั้งคู่จะเพิ่งรู้สึกตัวว่าเวลามันเริ่มเย็นลงมากๆแล้ว เมื่อเห็นเช่นนั้นชายหนุ่มจึงเอ่ยทักเสียก่อน 

 

“ผมเห็นว่าข้างๆโรงแรมมีสตรีทฟู้ด ถ้าคุณอยากไปทาน...” 

 

“ค่ะ...เริ่มมืดมากแล้ว...ไปกันเถอะ” ซอนจูตัดบทสนทนาก่อนจะเดินนำชายหนุ่มออกไป 

 

ใครเห็นก็อาจจะรู้สึกว่าเธอนั้นแปลก...มันไม่ได้แปลกอะไรหรอก แต่ตอนนี้เธอนั้นรู้สึกสองจิตสองใจกับการที่จะบอกความรู้สึกกับชายหนุ่มออกไป มันทำให้บรรยากาศมันแย่ไปหมด หากถ้าเกิดว่าพ่อแม่ของเขาอยากมีชีวิตดีๆให้กับลูกชาย เขาก็อยากได้เจอกับที่ดี...เธอไม่อยากให้เขาได้มีบาดแผล หากเขาปฏิเสธฉันในวันนั้นสุดท้ายแล้ว...ฉันต้องตาย เขาอาจจะโทษตัวเองว่าเรื่องทั้งหมดมันเกิดจากเขา...

 

ฉันควรทำอย่างไงดี...

 

“อันนั้นล็อบเตอร์หนิน่า...อันนี้สองค่ะ” ซอนจูละความคิดในสมองก่อนจะชี้ไปที่อาหารตรงหน้าให้กับชายหนุ่มก่อนจะสั่งอาหารทันที

 

“ได้แล้วครับผม” พ่อค้าเอ่ยก่อนจะยื่นล็อบเตอร์ตรงหน้าให้กับเธอ 

 

“นี้ค่ะ...ฉันเลี้ยง” ซอนจูเอ่ยก่อนจะชูล็อบเตอร์ย่างเนยแสนอร่อยให้กับชายหนุ่ม ซอกจินรับมันไว้อย่างงงๆก่อนที่ซอนจูจะยังคงเดินหาเมนูอาหารที่เธอต้องการเช่นเดิม 

 

 

ไม่นานทั้งสองก็ซื้ออาหารเต็มไม้เต็มมือไปหมด...และจบด้วยการนั่งทานที่สวนสาธารณะใกล้โรงแรม อาหารเต็มโต๊ะไปหมด ดูละลานตา หากเป็นความจริงซอนจูคงไม่เลือกซื้อทุกอย่างด้วยเงินที่ฟุ่มเฟือยขนาดนี้ แต่ในเมื่อคนมันจะตายอยู่ไม่กี่วัน...ก็ขอความสุขหน่อยแล้วกัน 

 

“ชอบทานเหรอครับ” เขาเอ่ยถามขึ้น 

 

“ก็ต้องชอบสิคะ...ใครๆก็ชอบทั้งนั้น” ซอนจูเอ่ยตอบกลับไปพรางกัดทาโกยากิหมึกทะเล อย่างเอร็ดอร่อย 

 

“ผมเอง...ก็ชอบเหมือนกัน  คนเราถ้าเหนื่อยๆมาได้ทานอาหารอร่อยๆ มันก็เหมือนการเติมพลังให้กับตัวเอง” ชายหนุ่มเอ่ยพรางตักอาหารเข้าปากเช่นกัน 

 

“แปลกนะคะ เรานี้มีความคิดคล้ายๆกัน” ซอนจูเอ่ยตอบออกไปด้วยความแปลกใจ แม้เธอจะชอบเขามากเพียงใด แต่เธอก็ไม่เคยได้รู้จักตัวตนจริงๆของเขาเท่าวันนี้ 

 

“นั้นนะสิ...ใช่สิ...คุณอายุน้อยกว่าผม...” อยู่ๆเขาก็เอ่ยขึ้นมา 

 

“ค่ะ...คิดว่าอย่างนั้น...” ซอนจูเอ่ยตอบกลับ

 

“งั้นผมอนุญาตให้คุณเรียกผมว่าอปป้า..” เขาเอ่ยขึ้นก่อนที่ซอนจูจะรู้สึกว่าตัวเองหน้าเห่อร้อน ให้ตายเถอะ เธอชอบเขามาตั้งนาน 

 

“ค่ะ...อปป้า...”

 

 

ทั้งสองทานอาหารกันเสร็จเรียบร้อยก็แยกย้ายกันเข้าห้องทันที วันนี้เธอได้เรียนรู้อะไรในสิ่งที่เธอไม่รู้มาก่อน เธอได้รู้จักผู้ชายที่ชื่อคิมซอกจินมากกว่าที่เคยเป็นและมันก็ทำให้เธอเริ่มหลงรักเขาในแบบที่เขาเป็นมากขึ้นไปอีกด้วย...

 

DAY 5

 

เช้าวันต่อมาที่ทุกคนต่างจับกลุ่มกันเตรียมไปเที่ยวทะเลและเปลี่ยนที่พักกัน ทุกคนต่างรีบเร่งและตื่นเต้นกัน จนเสียงล็อบบี้ด้านล่างนั้นเสียงดังจนพนักงานโรงแรมต่างก็ต้องส่ายหน้าไปตามๆกัน 

 

“เอาละๆ ที่พักตรงนั้นเป็นของเพื่อนผมนะ ช่วยดูแลและรักษาหน้าผมหน่อยก็ดี” ผู้อำนวยการชาเอ่ยอย่างหนัก พนักงานของเขาต่างตื่นเต้นกันจนเขาเริ่มอายกับเสียงบทสนทนาที่ดังก้องไปทั่ว 

 

แม้เจ้าของบริษัทอย่างผู้อำนวยการจะบอกเช่นนั้นแต่ทุกคนก็กลับเริ่มเสียงดังอีกครั้งและแยกย้ายกันขึ้นรถเช่นเคย ผู้อำนวยการชาที่รู้ดีว่าเหล่าพนักงานของเขานั้นคงไม่ฟังเรื่องที่เขาพูดเขาก็ได้แต่กุมขมับและส่ายหัวไปมา

 

“เฮ้อ...” เขาถอนหายใจออกมา 

 

“ไม่เป็นไรหรอกครับคุณชา เดี๋ยวทุกคนเขาก็เลิกแกล้งท่านเอง” คิมซอกจินเอ่ยบอกกับผู้อำนวยการ เขาที่ได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่พยักหน้าตอบกลับไป 

 

“ขอบคุณมากนะซอกจิน...ถ้าผมไม่ได้คุณ ผมก็แย่เหมือน เอาละขึ้นรถเถอะ” เขาเอ่ยพรางตบไหล่หนาของชายหนุ่มเบาๆ 

 

ผู้อำนวยการให้ความเชื่อใจและเชื่อมั่นใจในตัวของคิมซอกจินมากๆ เพราะเขานั้นช่วยเหลืองานทุกอย่างที่ผู้อำนวยการมอบหมายให้ และทำมันออกมาได้ดีเสมอ เขาเหมาะกับตำแหน่งพนักงานดีเด่นของบริษัทที่สุดแล้ว 

 

“ซอนจูยา” จูอินเอ่ยเรียกเธอขึ้นก่อนจะกอดคอของเพื่อนสาวและเอ่ยกระซิบเบาๆ 

 

“หืม?” 

 

“เมื่อวานไปไหนมา กลับมาซะมืดเลย ถึงฉันจะหลับแต่ฉันก็เห็นเธอเพิ่งกลับมาตอนสองทุ่มนะ ไปไหนกับใครน้า” จูอินเอ่ยแซวทันที 

 

“ก็ไปกับ...เธอก็น่าจะรู้ว่าฉันไปกับใครได้บ้าง...” ซอนจูเอ่ยอย่างเขินอาย 

 

“แหม ไม่เบาเลยนะ เอาเถอะ ฉันขึ้นรถก่อนนะ” จูอินเอ่ยก่อนจะรีบเดินขึ้นบันไดและขึ้นไปนั่งที่นั่งของตัวเองทันที 

 

“ซอนจูรีบขึ้นไปกันเถอะ” ซอกจินเอ่ยบอกเช่นนั้น ซอนจูจึงรับขึ้นรถทันที และเมื่อทั้งสองขึ้นรถแล้ว รถก็ออกเดินทางไปอีกโรงแรมทันที 

 

 

 

 

เมื่อรถจอดลงที่ที่หมายเรียบร้อย เหล่าพนักงานก็รีบลงจากลงเพื่อเข้าไปยังล็อบบี้ของโรงแรมทันที โรงแรมที่สองแห่งนี้ติดกับชายหาดพอดิบพอดี ดังนั้นการสังสรรค์ปาร์ตี้ในยามค่ำคืนก็เหมาะสมเป็นที่สุด 

 

“ตายแล้ว! ปาร์ตี้กันเถอะค่ะ” เสียงของพนักงานสาวคนหนึ่งเอ่ยขึ้น เมื่อเธอเอ่ยขึ้นทุกคนก้ต่างพยักหน้าเห็นด้วยกันไปหมด

 

“งั้นเราจองห้องอาหารริมทะเลนะครับ” เสียงพนักงานชายอีกคนเอ่ยบอกกับผู้อำนวยการ ก่อนที่คุณชาจะทำเพียงพยักหน้าตอบกลับไป 

 

“อาๆ” คุณชาที่ปฏิเสธอะไรไม่ได้ เพราะ เหล่าพนักงานที่รักเขาและทำงานเพื่อเขา นานๆทีจะได้พักผ่อนเขาจึงต้องยอมทำตามสิ่งที่พวกเขาขอ 

 

“น่าสงสารคุณชานะคะ...” ซอนจูเอ่ยขึ้นพรางหัวเราะออกมาเบาๆ ช่วยไม้ได้จริงๆ เพราะคุณชาเป็นคนรักพวกผองและคนที่ทำงานเพื่อตัวเองมากๆ

 

น่าเสียดายที่ได้ทำงานร่วมงานกันน้อยไปหน่อย...

 

“ซอนจูเราอยู่ห้องเดียวกันอีกแล้ว! ไปห้องเรากันเถอะ” จูอินเอ่ยก่อนจะจูงมือเพื่อนสาวออกไปทันที ซอนจูที่กำลังจะพูดคุยกับซอกจินก็ได้แต่อ้าปากค้าง 

 

 

“นี้เล่ามาเดี๋ยวนี้นะ ช่วงนี้เธอกับรุ่นพี่สนิทกันแปลกๆ บอกมาเลย” จูอินเอ่ยถามเธอทันทีระหว่างทางเดินไปห้องพัก

 

“ก็...ก็คิดว่าคุยกันได้มากขึ้น ได้รู้ทัศนคติของเขามากขึ้นด้วย...แล้วก็...เขายอมให้ฉันสามารถเรียกเขาว่าอปป้าได้ด้วย...” ซอนจูเอ่ยอย่างเคอะเขิน 

 

“จริงอะ! โอ้ย ความฝันเพื่อนฉันเป็นจริงสักที ดีใจด้วยนะเธอ” จูอินเอ่ยพรางกอดร่างบางของเพื่อนสาวของตัวเองด้วยความดีใจ 

 

“เป็นจริงก็เถอะ...แต่อีกไม่นานก็จะเป็นอดีต...”

 

“ห้ะ? อะไรนะ” จูอินเอ่ยขึ้น 

 

“เปล่าหรอก...ไปเก็บของแล้วไปเดินเล่นกัน” ซอนจูรีบเปลี่ยนเรื่องทันที เธอไม่อยากให้เพื่อนของเธอรับรู้ชะตาชีวิตของเธอเท่าไหร่ ในเมื่อคนมันจะตายจะนอนอยู่บ้านเฉยๆมันก็ตายนั้นแหละ 

 

 

หลังจากเก็บข้าวเก็บของเรียบร้อยแล้วทั้งซอนจูและจูอินก็รีบออกมาเดินเล่นที่ชายหาดทันที บรรยากาศของชายหาดในยามเที่ยง แม้มันจะมีแดดบ้างแต่ก็แอบมีลมหนาวพัดโชยมาตลอดตามฤดูหนาวที่มันมาถึงนั้นเอง 

 

“หนาวเหมือนกันนะเนี่ย...ไม่รู้ผู้อำนวยการคิดยังไงถึงให้เรามาพักผ่อนที่ทะเล” จูอินบ่นงุบงิบก่อนที่เธอจะเดินเตะทรายชายหาดไปมา 

 

“อ้าว ซอนจู” เสียงทุ้มของชายหนุ่มดังขึ้นอีกครั้ง ไม่รู้ว่าซอนจูคิดไปเองหรือเปล่าแต่ช่วงนี้เธอเจอกับเขาบ่อยเหลือเกิน ทั้งๆที่อยู่ที่บริษัทก็แทบจะนับครั้งได้ 

 

อะไรกันนะ...โชคชะตาเล่นตลกอะไรกัน..

 

“ซอกจินอปป้า...” ซอนจูเอ่ยพรางยกยิ้มบางๆขึ้น 

 

“เอ่อ...อันนยองฮาเซโยค่ะ ฉันจูอินนะคะ ยุนจูอิน ฝ่ายการตลาดค่ะ” จูอินเอ่ยแนะนำตัวทันทีก่อนที่ซอกจินจะยกยิ้มและเอ่ยตอบกลับไป 

 

“ครับยินดีที่ได้รู้จักนะครับ” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้น 

 

“อุ้ย!ตายแล้ว...เหมือนเพื่อนแผนกฉันจะเรียกนะคะ...ไปก่อนนะคะ” จูอินเอ่ยสร้างเรื่องขึ้นมาในทันควันเมื่อเห็นเหล่ากลุ่มเพื่อนร่วมแผนกของเธอที่กำลังยืนมุ่งกันอยู่ เธอไม่รอช้าที่จะเป็นก้างขวางคอของเพื่อนสาว 

 

“อ้าวจูอิน!” ซอนจูเอ่ยเรียกขึ้นแต่ดูเหมือนเพื่อนของเธอจะไม่มีสนใจในสิ่งที่เธอพูดเลย 

 

“ฮ่าๆ...สงสัยคุณจูอินเขาคงอยากจะไปหาเพื่อนร่วมแผนกนะครับ...ซอนจูไปเดินกับผมก็ได้นะ ผมจะเดินเล่นและก็หาอะไรกินแถวนี้พอดี...” เขาเอ่ยขึ้นอีกครั้ง เธอจะไม่ยอมเสียโอกาสอีกแล้ว 

 

“ค่ะ ได้เลย” ซอนจูเอ่ยพรางยกยิ้มขึ้น เหลือเวลาอีกแค่ 3 วันเท่านั้น ที่เธอจะได้อยู่ใกล้ชิดกับเขา... 

 

 

ตกค่ำหลังจากที่ทั้งคู่เดินเที่ยวทั่วปูซานและชาดหาดแสนสวยทั้งคู่ก็เดินมานั่งเล่นกันที่ชายหาดในยามค่ำกันอีกครั้ง บรรยากาศริมทะเลในฤดูหนาวก็ไม่เลวร้ายเท่าไหร่... 

 

“จะว่าไปทะเลฤดูหนาวก็ไม่ได้แย่นะครับ...ลมเย็นดี” ซอกจินเอ่ยขึ้นะรางกระชับเสื้อโค้ทของตัวเอง 

 

“ค่ะ...ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน...มันก็ไม่ได้แย่อะไร...” หญิงสาวเอ่ยพรางหันไปมองชายที่ตัวเองแอบชอบมาราว 11 ปีอีกครั้ง 

 

มันดีเพราะคนข้างๆเธอด้วยนั้นแหละ...

 

“อปป้าเชื่อเรื่องความตายไหมคะ?” จู่ๆซอนจูก็เอ่ยถามเรื่องที่อยากจะรู้ออกไป 

 

“ก็ต้องเชื่อสิครับ...คนเราเกิดมาเป็นจุดเริ่มต้น และส่งท้ายด้วยความตายกันทั้งนั้นแหละ...ผมนะเชื่ออยู่แล้ว ความตายของมนุษย์ทุกคนเป็นเรื่องปกติ” เขาเอ่ยขึ้น 

 

“แล้ว...ถ้าอปป้ารู้ว่าวันไหนคือวันที่อปป้ากำลังจะจากโลกนี้ไป...อปป้าจะทำอย่างไงคะ?”ซอนจูเอ่ยถามออกไปด้วยความสงสัย เธอเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าเขาจะทำอะไรหากรู้ว่าวันไหนคือวันสุดท้ายของชีวิตตัวเอง

 

“ก็ทำอะไร...ที่ชีวิตนี้ไม่คิดจะทำมั้งครับ...เพราะผมเองก็มีอะไรหลายๆอย่างที่อยากจะทำอีกมากมาย แต่ถ้าวันนั้นมันมาถึงจริงๆแล้วละก็..เราก็คงอยากจะทำในสิ่งที่เราคิดเอาไว้และไม่เคยทำมาก่อน...”

 

“ถ้าเป็นฉัน...ฉันจะทำแบบนี้ค่ะ....” ซอนจูที่ได้ยินชายหนุ่มพูดออกมาแบบนั้นเธอก็อดไม่ได้ที่จะทำในสิ่งที่เขาพูดเหมือนกัน หากเธอรู้ว่าวันไหนคือวันที่เธอกำลังจะจากโลกนี้ไปเธอก็จะง.. 

 

ซอนจูค่อยเลื่อนใบหน้าเข้าหาชายหนุ่มข้างกายของเธอ ก่อนที่ริมฝีปากของหญิงสาวจะทาบลงกับริมฝีปากของชายหนุ่มทันที ใบหน้าของชายหนุ่มดูตกใจไม่น้อยที่เจอการจู่โจมของผู้หญิงสาวแบบนี้ สีหน้าของเขากำลังบ่งบอกถึงความตกใจอย่างมาก...

 

“ซอน....”

 

“ขอโทษค่ะ...” ซอนจูรีบลุกขึ้นก่อนจะวิ่งหายออกไปจากตรงนั้นทันที เธอรีบปาดน้ำตาที่ไหลออกมา เธอได้ทำมันแล้ว ได้ทำในสิ่งที่ชีวิตนี้เธออยากทำ... 

 

 

DAY 6

วันนี้คือวันเดินทางกลับของทริปนี้ ทุกคนตื่นแต่เช้าเพื่อที่จะเก็บข้าวของและเตรียมเดินทางกลับโซลกันในวันนี้ ซอนจูที่รู้สึกผิดที่กระทำพฤติกรรมแบบนั้นไปกับชายหนุ่มก็รู้สึกอึดอัดไม่น้อย 

 

“ขึ้นรถกันเถอะ” จูอินเอ่ยเรียกเธอขึ้น หญิงสาวจึงพยักหน้าตอบกลับไป ก่อนที่เธอจะก้าวเท้าขึ้นรถบัสในทันที เมื่อหญิงสาวเดินไปที่นั่งที่เธอนั่งมาเธอก็พบว่าชายหนุ่มที่นั่งข้างเธอยังไม่ขึ้นมา หญิงสาวก็ได้แต่ถอนหายใจว่าเธอจะมองหน้าเขาคิดหรือเปล่า 

 

พรึบ! 

เสียงเบาะข้างกายของเธอที่ยุบตัวลงพร้อมกับร่างของชายอีกคนที่ยิ้มร่าออกมา ทำเอาซอนจูตกใจไม่น้อยที่เห็นเขานั่งตรงนี้ 

 

“อันนยองจ้า...” รุ่นพี่แผนกออกแบบมานั่งตรงนี้เสียเองและซอนจูก็หันไปสบตาเข้ากับชายหนุ่มอย่างคิมซอกจินที่นั่งลงที่นั่งเก่าของรุ่นพี่คนนี้

 

“...”

 

“พอดีซอกจินมันจะต้องรีบเคลียร์งานไปส่งลูกค้านะ...ตรงนี้ไม่มีโต๊ะ มันก็เลยขอแลกกับพี่” รุ่นพี่เอ่ยตอบกลับไป ซอนจูที่ได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้ากลับไป 

 

ไม่ใช่ว่าไม่อยากเจอหน้ากันเหรอ...

 

รถจอดลงที่หน้าตึกบริษัทก่อนที่พนักงานทุกคนจะแยกย้ายกันกลับบ้านไปพักผ่อน ซอนจูที่เห็นว่ารถจอดลงแล้วก็เตรียมตัวออกจากรถทันที แต่สายตาของเธอก็หันไปสบตาเข้ากับชายหนุ่มอีกคน เขากำลังเก็บของอยู่เช่นกัน ไม่มีแม้แต่บทสนทนาหรือรอยยิ้มของเขาเลย 

 

เขาทำเพียงก้มหน้าก้มตาเก็บของของเขา ก่อนที่จะเดินออกจากรถไปเสียก่อน ซอนจูที่เดินตามหลังเขามาก็เห็นว่าเขานั้นเดินเข้าบริษัทไปพร้อมๆกับผู้อำนวยการ ทั้งคู่คงจะมีเรื่องงานคุยกันนั้นแหละ ตามประสาคนสนิท 

 

“ซอนจู โดยองมารับแล้ว ฉันกลับก่อนนะ” เมื่อเพื่อนสาวของเธอเห็นว่าแฟนหนุ่มของเธอมารับ เธอก็เดินออกไปทันที 

 

เหลือเพียงซอนจูที่กำลังลากกระเป๋าของตัวเองกลับเข้าคอนโด ด้วยหัวใจที่แสนเจ็บปวด หรือว่าการกระทำของเธอมันทำให้ชายหนุ่มรู้สึกอึดอัด ไม่พอใจ ก็อาจจะใช่ เพราะเขาคงไม่ชอบให้เธอเหมือนที่เธอชอบเขา...ไม่น่าเลย... 

 

 

 

ซอนจูกลับเข้าคอนโดด้วยสภาพที่หัวใจเจ็บปวดไปหมด เธอก้มหน้าร้องไห้กับตัวเอง เธอคิดผิดหรือเปล่านะที่ทำแบบนั้นออกไป แต่เธอก็อยากจะทำในสิ่งที่เธออยากจะทำมานานแล้ว เธอรักเขาและอยากจะสารภาพรักกับเขาเร็วๆเหลือเกิน... 

 

“ขอโทษ...อปป้า ฉันขอโทษ..” 

 

 

DAY7

วันที่ 7 ก็มาถึงซอนจูที่ร้องไห้ตาบวมตั้งแต่เมื่อวานในช่วงบ่ายจนถึงช่วงค่ำ ดวงตาที่ปูดบวมที่ผ่านการร้องไห้ออกมา เธอรีบลุกขึ้นแต่งตัวแต่งหน้าปกปิดใบหน้าที่โทรมลงอย่างเห็นได้ชัด 

 

ใบหน้าของเธอเริ่มซีดลงอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าเหมือนที่ไม่มีวิญญาณแล้ว ถ้าจะให้พูดให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นก็ขึ้นใบหน้าของเธอเริ่มเหมือนคนตายเข้าไปทุกที ใช่สิ...วันสุดท้ายแล้วสินะ... ซอนจูหันไปหยิบของขวัญที่เธอเตรียมเอาไว้เพื่อให้เขาให้วันเกิดก่อนจะหญิบกระเป๋าและเดินออกไปทันที

 

 

ซอนจูมาถึงบริษัทก็พบกับเหล่าพนักงานที่เขามาแสดงความยินดีกับชายหนุ่มเต็มไปหมด เธอคิดว่าสงสัยคงจะเป็นเพราะวันเกิดของเขาแต่เมื่อพนักงานชายคนหนึ่งดังขึ้น... 

 

“ดีใจกับนายนะ...สมแล้วพนักงานดีเด่นที่จะได้ไปทำงานต่อที่ออสเตรเลีย..” สิ้นเสียงของชายคนนั้นซอนจูก็รู้สึกว่าตัวเองนั้นตัวชาวาบ 

 

เขากำลังได้รับโอกาสดี...

 

“ซอนจู” เสียงของจูอินเอ่ยเรียกเธอขึ้น 

 

“หืม?” 

 

“ไม่เสียใจใช่ไหม...รุ่นพี่เขากำลังจะไปทำงานที่ออสเตรเลียแล้วนะ...” เธอเข้าใจทุกอย่างแล้วละ..มันก็ดีแล้วที่เขาได้รับโอกาสดีๆที่เหมาะกับเขา 

 

“อืม ไม่เป็นไรหรอก...” 

 

“แล้วของขวัญละ...เธอเอาไปใส่ในล็อคเกอร์เขาหรือยัง..” จูอินเอ่ยถามขึ้น 

 

“ไม่ละ...วันนี้ฉันจะให้กับมือ.” ซอนจูเอ่ยขึ้นก่อนจะเดินเข้าแผนกของตัวเองไปด้วยความร็สึกที่เสียใจจนไม่สามารถแสดงออกมาได้

 

เธอควรจะดีใจกับเขาสิ ที่เขาได้โอกาสไปทำงานในที่ที่ดี...เธอจะเสียใจทำไม ยังไงเธอก็ต้องตายอยู่แล้ว.. เขาก็คงจะลืมเรื่องของเธอไปด้วย.. 

 

 

ซอนจูนั่งทำงานอย่างหนักเพื่อลืมเรื่องราวในใจและเธอก็พยายามเคลียร์งานให้เสร็จพรุ่งนี้เธอก็ไม่มีโอกาสที่จะได้กลับมาทำอะไรแบบนี้แล้วด้วยซ้ำ

 

“ซอนจู...เอาเอกสารไปให้แผนกออกแบบหน่อย” พนักงานฝ่ายบัญชีคนหนึ่งเอ่ยขึ้น ซอนจูมองไปรอบๆก็พบว่าเหล่าเพื่อพนักงานคนอื่นๆก็ไม่ได้ติดงานอะไร

 

“ทำไมต้องเป็นฉันละ...งานยังไม่เสร็จเลย” ซอนจูเอ่ยขึ้น 

 

“ช่วยหน่อยนะ ฉันจะไปเข้าห้องน้ำ ฝากคนอื่นก็คงไม่ถึงแผนกหรอก” เพื่อนพนักงานเอ่ยขึ้น ซอนจูจึงจำใจที่จะเดินถือเอกสารไปที่แปนกออกแบบ 

 

ประตูกระจกทำให้เห็นว่าชายหนุ่มยังคงนั่งคนเดียวอยู่ภายในแผนก ทำให้ซอนจูรู้สึกประหม่าเล็กน้อยที่จะเดินเข้าไป แต่ในเมื่อมันคืองานและนี้คือวันสุดท้ายแล้ว เธอไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว... 

 

“ขออนุญาตค่ะ” ซอนจูเอ่ยก่อนจะเดินเข้าไปพร้อมกับเอกสาร เธอวางมันลงก่อนที่ชายหนุ่มจะหยิบเอกสารขึ้นมาอ่านและเอ่ยเพียงสั้นๆ 

 

“ขอบคุณครับ” เขาเอ่ยก่อนที่ซอนจูจะถอนหายใจออกมา เขาคงไม่อยากเจอหน้าเธอมากถึงขนาดที่ไม่อยากมองหน้ากันแบบนี้ อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด...

 

 

ตกเย็นหญิงสาวรีบเก็บข้าวของให้เรียบร้อยก่อนที่จะมองไปที่แปนกออกแบบพบกับชายหนุ่มที่กำลังจะกลับบ้านเช่นกัน ซอนจูรีบเดินตามหลังของเขามาติด 

 

“ซอกจินอปป้าคะ!” ซอนจูเรียกเขาเอาไว้เสียก่อน ก่อนที่ชายหนุ่มจะหยุดยืนอยู่กับที่ เขาทราบดีว่าเสียงนี้คือเสียงของใคร 

 

ซอกจินค่อยๆหันกลับมาก่อนที่จะยืนนิ่งมองคนตรงหน้า ซอนจูที่เห็นว่าเขาหันมาและไม่หลบหน้าเธอจึงยิ้มออกมาด้วยความดีใจก่อนที่เธอจะยื่นกล่องของขวัญนั้นให้กับชายตรงหน้า

 

“สุขสันต์วันเกิดนะคะ” ซอนจูเอ่ยก่อนจะยื่นกล่องของขวัญให้กับคนตรงหน้า 

 

“....”

 

“ฉัน...ฉันแค่อยากจะบอกว่า...จริงๆแล้ว ฉันรู้จักอปป้าตั้งแต่ที่อปป้าเรียนอยู่ที่โรงเรียนมัธยม ฉันแอบชอบอปป้ามาตลอด...แต่ฉันไม่กล้าที่จะบอกออกไป เพราะฉันกลัวจะถูกปฏิเสธเหมือนผู้หญิงคนอื่นๆ จนกระทั่งมหาลัยฉันก็ดีใจเหลือเกินที่ได้เรียนที่เดียวกับอปป้า และเมื่อสมัครฉันก็ดีใจมากที่ได้เจออปป้าที่นี้...ขอบคุณที่เป็นแรงบันดาลใจและทำให้ฉันได้รู้จักความรักนะคะ...อปป้าบอกกับฉันว่าหากรู้ว่ากำลังจะตายอปป้าจะเลือกทำในสิ่งที่ไม่คิดจะทำมาก่อน...และนี้คือสิ่งที่ฉันไม่คิดจะทำมันมาก่อนเหมือนกันค่ะ...ฉันรักอปป้านะคะ....” ซอนจูเอ่ยขึ้นพรางยกยิ้มก่อนที่เธอจะเดินออกไปทันที 

 

หมดแล้ว...สิ่งที่เธออยากทำ....

 

 

เวลาหกโมงเช่นวันนั้น หญิงสาวที่กำลังเดินร้องไห้ที่ดูเหมือนว่าจะเป็นน้ำตาแห่งความสุขมากกว่า เธอได้ทำมันทำในสิ่งที่ตัวเองอยากจะทำมันมาตลอดดีใจจัง...  แต่เหตุการณ์ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง รถบรรทุกคันหนึ่งมาในเลนซ้ายและรถคันนี้นั้นเสียการควบคุมเหมือนกับวันนั้น คนขับเองที่พยายามจะบังคับคันเร่งของรถแต่เหมือนจะไม่สามารถควบคุมได้ 

 

“บ้าเอ้ย!” คนขับเอ่ยสบถด้วยความตกใจ 

 

โคร้ม!!!!!!!!!!

 

และรถบรรทุกก็เข้าพุ่งชนกับร่างของหญิงสาวที่กำลังเดินข้ามถนน ร่างของเธอลอยข้ามเกาะกลางถนนไปอยู่อีกฝากฝั่งของถนน ร่างของหญิงสาวเต็มไปด้วยเลือดสีแดงสดย้อมไปทั่วร่างกายของเธอ ซอนจูหายใจรวยริน กรอบรูปสีขาวที่มีรูปของ ‘คิมซอกจิน’ อยู่ถูกย้อมด้วยสีแดงสด กระจกกรอบรูปแตกกระจายไปหมด เหมือนวันนั้นทุกอย่างไม่มีผิด 

 

“อึก...อ๊อก...แค่กๆ” ซอนจูสำลักเลือดสีแดงสดออกมาจากปากของเธอ ก่อนที่สติของเธอจะดับวูบไปมีเพียงความว่างเปล่าที่แสนขาวโพลนอีกครั้ง ดวงตาค่อยๆผิดลง... 

 

ขอบคุณสำหรับ 7 วันที่ทำให้ฉันได้รักคนอย่างเขานะคะ...

 

 

 

 

 

ชายหนุ่มที่เห็นว่าหญิงสาววิ่งออกไปเขาก็รีบวิ่งตามทันที ตอนนี้เขารู้แล้วว่าสิ่งที่เขาควรจะพึงปฏิบัติกับเธอคืออะไร แต่เมื่อเขาเห็นว่ารถบรรทุกที่เสียการควบคุมกำลังพุ่งตรงไปที่ร่างของเธอ 

 

“ซนซอนจู!” ซอกจินเรียกหญิงสาวสุดเสียง 

 

 

โคร้ม!!!!!!!!!!

 

ร่างของหญิงสาวถูกรถชนลอยข้ามเกาะกลางถนนไปอีกฝั่งหนึ่ง เลือดที่แดงที่อาบไปทั่วร่างกายทำเอาหัวใจของชายหนุ่มตกลงไปที่พื้น 

 

“ซอนจู!” เขารีบวิ่งไปที่ร่างที่ไร้วิญญาณของหญิงสาว เลือดสีแดงอาบไปทั่วเสื้อเชิ้ตของเธอ 

 

“พี่...ขอโทษ...พี่ขอโทษ...ฮึก..” ถ้าเขาไม่เขินอายหรือรู้สึกสับสนกับเธอ... เธอคงไม่เป็นแบบนี้ ชายหนุ่มหันไปเห็นรูปถ่ายของตัวเองที่ถูกเลือดสีสดของหญิงสาวอาบไปทั่วภาพ 

 

“ฮึก...พี่...พี่ก็รักเธอมาตลอดเหมือนกัน...” แต่ในเมื่อสุดท้ายชีวิตของคนเรามันอยู่ด้วยกันไม่ได้นานหากแต่ถ้าคุณมีโอกาสที่จะได้บอกรักกับใครสักคนที่คุณรัก คุณก็จะไม่ต้องมานั่งเสียใจกับสิ่งที่เสียไป 

 

 

 

 

 

11 ปีที่แล้ว

ณ โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง

ปี๊ด! 

 

เสียงนกหวีดดังขึ้นก่อนที่ร่างสูงของชายหนุ่มผู้เป็นหนุ่มหล่อประจำโรงเรียนรีบปัดลูกบาสเข้ามือตัวเอง ชายหนุ่มรีบเลี้ยงบาสและส่งมันให้กับคนอื่นต่อทันที ชายหนุ่มหลบหลีกคู่ต่อสู้ ได้ราวกับผู้ชำนาญในด้านนี้ ก่อนที่เขาจะวิ่งไปที่แป้นบาสอีกครั้ง และเพื่อนร่วมทีมของเขาก็ส่งลูกบาสสีส้มทรงพลังให้กับชายหนุ่ม ชายหนุ่มรีบรีบมันก่อนจะโยนมันเข้าห่วงทันที 

 

ปี๊ด!

 

“สีส้มชนะ!” เสียงประกาศของกรรมการทำให้เหล่านักกีฬาและนักเรียนต่างส่งเสียงด้วยความดีใจ ชายหนุ่มผมสีบลอนด์ทอง เสยผมตัวเองไปมาเพื่อไล่ผมที่เปียกชื้นบนใบหน้าออก 

 

“กรี๊ด ! รุ่นพี่ซอกจิน!”

 

“คิมซอกจิน คิมซอกจิน คิมซอกจิน!” เหล่าเพื่อนนักกีฬาร่วมทีมต่างเอ่ยแสดงความยินดีให้กับนักกีฬาบาสเกตบอลฝีมือดีอย่างคิมซอกจินทันที

 

“มึงแม่ง อย่างเท่ห์อะ นับถือ” เพื่อนชายคนหนึ่งเดินเข้ามาก่อนจะตบไหล่กว้างของเขาด้วยความภาคภูมิใจในตัวเพื่อน 

 

“เออ มึงก็เก่ง” 

 

ใบหน้าเปียกเหงื่อและเปื้อนยิ้มของเขาอยู่ในสายตาของเด็กสาวผมยาวที่มัดรวมไว้เป็นหางม้า เด็กสาวรีบคว้ากล้องขึ้นมาถ่ายรูปคนตรงหน้าที่อยู่ไกลจากเธอทันที 

 

แชะ!

 

เสียงชัตเตอร์ดังขึ้นก่อนที่หญิงสาวจะเลื่อนดูภาพในกล้อง พรางยกยิ้มภาคภูมิใจกับคนในภาพก่อนที่เธอจะกดถ่ายอิริยาบถของเขาอย่างเต็มที่อีกครั้ง

 

แชะ!

 

แชะ!

 

แชะ!

 

“โอ้ย ซนซอนจู หลงรักนักบาสสุดฮอตแล้วละสิ...” เสียงเพื่อนสาวของเธออย่าง ‘ยุนจูอิน’ อดเอ่ยแซวเพื่อนสนิทของตัวเองไม่ได้ เพราะตั้งแต่ก้าวเข้ามาในโรงเรียนนี้ เธอก็เอาแต่ตามผลงานและตามถ่ายรูปรุ่นพี่สุดฮอตอย่าง คิมซอกจิน ม.ปลายปีสุดห้อง A นอกจากจะดีกรีนักกีฬาบาสเกตบอลของโรงเรียนแล้ว ดีกรีความหล่อและผลการเรียนของเขาก็ไม่เป็นที่สองรองใคร ขึ้นแท่นนักเรียนดี กีฬาเด่น ผลการเรียนเยี่ยมเลยก็ว่าได้ เขาขึ้นเป็นอันดับ 1 จากคะแนนสอบทุกวิชารวมกันของรุ่นมาตลอดทุกปี 

 

“ใช่นะสิ...คนอะไรสุภาพบุรุษชะมัด” เธอเอ่ยก่อนจะยกยิ้มให้กับภาพในมือของเธอ 

 

“น่าเสียดาย...ปีหน้ารุ่นพี่เขาก็ออกแล้ว...ไม่คิดจะสารภาพรักเลยหรือไง?” จูอินเอ่ยถามอีกครั้ง ซอนจูได้ยินก็ช่างใจสักพักก่อนเธอจะเอ่ยตอบกลับไป 

 

“ไม่หรอก...คนสารภาพรักกับรุ่นพี่เขาก็เยอะแยะ เขาจะมาสนใจเด็กเนิร์ดไร้ความสามารถอย่างฉันทำไม” เธอเอ่ยอย่างน้อยใจในตัวเอง เธอเกิดมามีดีแค่อย่างเดียวคือได้ผลการเรียนดี เป็นอันดับสองของรุ่น ถึงแม้จะไม่ใช่อันดับหนึ่งแต่ก็ดีใจไม่น้อยเหมือนกัน 

 

“นั้นคนอื่นไง นี้แกนะเว้ย...แกจะยอมปล่อยผ่านๆไปแบบนี้นะเหรอ?” จูอินเอ่ยถามหญิงสาวอีกครั้ง 

 

“แกก็รู้ว่าฉัน...ไม่ได้ชอบใครเพราะอยากได้เขาเป็นแฟนซะหน่อย ก็แค่ชอบความเป็นตัวเขา เขาที่เป็นสุภาพบุรุษ เขาที่เทคแคร์คนอื่นตลอดเวลา เขาที่แค่ยิ้มฉันก็มีความสุขไปทั้งวัน แค่ฉันเห็นรอยยิ้มและสีหน้าเวลาเขามีความสุขก็ดีใจจะแย่แล้ว...ก็แค่นั้นเอง” จูอินได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจออกมาอีกครั้ง 

 

“แค่นั้นเหรอ มันไม่ได้เรียกชอบแล้ว แบบนี้แกรักเขาไปแล้ว ถึงแกไม่ได้อยากได้เขามาเป็นแฟน อยากรักแบบห่างๆ แต่ก็บอกเขาสักหน่อย ว่าแกชอบเขา ไม่ใช่แกปกปิดเขาแบบนี้ พอถึงเวลาก็มีแต่แก ที่อึดอัด แกจะไม่เสียใจเหรอ ถ้าเขาย้ายออกไปปีหน้า” จูอินในวัย 16 ปีที่ประสบการณ์ความรักก็น้อยนิดพยายามอยากให้เพื่อนได้สมหวังในรักข้างเดียวของเธอ แต่เหมือนจะไม่ใช่กับซนซอนจูคนนี้ 

 

“ไม่เสียใจหรอก...แค่ได้เห็นรุ่นพี่เขามีวามสุข ฉันก็มีความสุขแล้ว” 

 

 

 

 

 

วันวาเลนไทน์

“รุ่นพี่ ช่วยรับนี้ด้วยนะคะ” เขาทำเพียงแค่รับของขวัญจากเธอมาเพื่อไม่ให้มันเสียมารยาทเพียงเท่านั้น เขาเพียงแค่ส่งยิ้มและขอบคุณไป

 

“ขอบคุณนะครับ”

 

“กรี๊ด!!!! เขายิ้มให้ฉันแก” เด็กสาววิ่งกรี๊ดออกไปราวกับคนเสียสติ ชายหนุ่มและเพื่อนของเขาที่เห็นแบบนั้นก็อดขำไม่ได้

 

“มึงนี้มันโชคดีจริงๆเลย นอกจากจะหน้าตาดี เก่งกีฬาแล้ว ผลการเรียนมึงก็ดีทุกเทอม...มึงมันเกิดจากพรสวรรค์จริงๆเลยวะ” พัค ชานยอลเพื่อนของเขาเอ่ยขึ้น 

 

“ความพยายามล้วนๆวะ ไม่ได้มากับตัวเองหรอก ตัวเรามันมากับความว่างเปล่า ต้องสร้างมันขึ้นมาด้วยมือของตัวเองทั้งนั้นแหละ มึงก็ตั้งเรียนแล้วก็อ่านหนังสือซะ จะสอบเข้ามหาลัยแล้ว” เขาเอ่ยตอบออกไป 

 

“แล้วสรุปมึงเข้าม. ABC จริงๆเหรอวะ” ชานยอลเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง 

 

“อืม แล้วก็จะเข้าสถาปัตย์ด้วย” เขาเอ่ยตอบก่อนจะยกน้ำขึ้นดื่มทันที 

 

“แต่มหาลัยต่างประเทศหลายๆมหาลัย ก็ยื่นทุน 100% ให้มึงเยอะแยะทำไมมึงถึงอยากเรียนที่เกาหลีวะ” เมื่อซอกจินได้ยินแบบนั้นเขาก็คิดตามไปกับคำพูดของเพื่อน

 

ใช่...เขามีคนยื่นทุนมากมายแต่เขาไม่คิดจะไปไหนเพราะเขายังอยากเจอใครบางคนอยู่...

 

“ก็กูอยากอยู่ที่นี้ แล้วก็เรียนที่นี้ไง...เอ่อ เดี๋ยวมา กูขอไปเข้าห้องน้ำก่อน” คิมซอกจินเอ่ยก่อนจะวางขวดน้ำดื่มเอาไว้ และเดินออกไปทันที  

 

“เดี๋ยวดิ! กูไปด้วย” ชานยอลเพื่อนของเขาเอ่ยก่อนจะวิ่งตามชายหนุ่มไปทันที

 

ชายหนุ่มทั้งสองเดินออกมาจากห้องน้ำพร้อมกับเพื่อนชายของเขาที่เดินตามมาติดๆ ไม่นานพัคชานยอลก็เอ่ยถามเขาขึ้น

 

“แล้ว...น้องคนนั้นที่มึงชอบนะคือคนไหนวะ” คำถามของชานยอลทำให้ซอกจินนิ่งเงียบ

 

“ทำไม”

 

“เปล่า ก็น้องเขาเป็นเหตุผลที่มึงไม่อยากไปเรียนต่อต่างประเทศด้วยหรือเปล่า” คำถามของชานยอลทำให้ซอกจินตัวชาวาบ 

 

“..”

 

“กูรู้ว่าการรักใครชอบใครมันเป็นอย่างไงนะเว้ย แต่มึงก็ต้องพึงนึกถึงอนาคตของตัวเองก่อนด้วย” ชานยอลเอ่ยด้วยความเป็นห่วง เขาและซอกจินเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่มัธยมต้น ดังนั้นเขารู้ดีว่าเพื่อนของเขาเป็นคนแบบไหน 

 

“เออกูนึกถึงอนาคตตัวเองตลอดนั้นแหละ...” ซอกจินเอ่ยก่อนจะเดินนำออกมา เพราะเขาเองก็ทราบดีว่าเพื่อนของเขาเป็นห่วงเขามากมายขนาดไหน แต่เขาเองก็อยู่ในภาวะของคนหลงรัก เขาเองก็ไม่อยากไปไหนไกลจากผู้หญิงที่เขารักเหมือนกัน

 

“ปวดไหล่วะ”  ซอกจินที่มีอาการปวดไหล่จากการซ้อมบาสเก็ตบอลก็เอ่ยขึ้นก่อนที่เขาจะพบกับกล่องของขวัญอีกหนึ่งใบ

 

“เออ มึงยังไม่หายอีกเหรอ...แล้ว...นี้กล่องใหม่หนิ” ชานยอลเอ่ยขึ้น ก่อนที่ซอกจินจะคว้ามือไปหยิบกล่องใบนั้นและอ่านมัน

 

‘ขอให้ได้คณะที่ชอบนะคะ แล้วก็หวังว่าจะหายปวดเร็วๆ’  

 

เขาเปิดกล่องนั้นดูก็พบกับเหล่ายาแก้ปวดมากมาย

 

“บ้าไปแล้ว! นี้มียุคจีบผู้ชายด้วยยาแก้ปวดเหรอวะ...” ชานยอลเอ่ยถามประสาคนขี้แซว 

 

“ก็คงเห็นกูปวดไหล่มั้ง...” เขาก็อดที่จะอมยิ้มไม่ได้ เพราะเขารู้ดีว่าคนที่ให้ของขวัญนี้กับเขาคือใคร

 

“กูไม่คิดว่าจะมีคนจีบมึงในวันวาเลนไทน์ด้วยยาแก้ปวด ให้ของมาแบบนี้สงสัยต้องเก็บไว้กินเองด้วยมั้ง เพราะคิมซอกจิน ก็คงปฏิเสธทุกคนอีกตามเคย ยาแก้ปวดนี้ก็คงช่วยรักษาแผลใจ” ชานยอลเอ่ยขึ้น

 

“กวนนักนะมึง”

 

“เออ ไปเถอะวะ” เพื่อนของเขาเอ่ยก่อนจะรีบเดินออกไปทันที ชายหนุ่มที่เห็นเช่นนั้นเขาก็ค่อยๆ ขนของเท่าที่เขาขนไปได้ 

 

“วันนี้ไปนอนบ้านไอ้เคนนะเว้ย พ่อแม่มันไม่อยู่ วันนี้ปาร์ตี้ของคนโสดครับ” ชานยอลเอ่ยพรางยิ้มแย้มอย่างมีความสุขก่อนที่ซอกจินจะมองของรอบตัว 

 

“มึง ฝากหน่อยเดี๋ยวกูมา” ซอกจินเอ่ยก่อนจะวิ่งกลับเข้าไปอีกครั้ง เขาว่าเขาได้ลืมของสำคัญอีกแล้วแน่ ๆ

 

เขาเห็นร่างของเด็กผู้หญิงในชุดนักเรียนมัธยมปลายกำลังยืนตัวสั่นอยู่ ก่อนที่เธอจะวิ่งออกไป คนนั้นคงเป็นใครไม่ได้ถ้าไม่ใช่ ‘ซนซอนจู’ ผู้หญิงที่เขาแอบชอบ  

 

เขาคว้ากล่องนั้นพร้อมกับดอกกุหลายดอกนั้นไว้ เขาไม่ได้ตั้งใจจะทิ้งมันแต่เขาลืมที่จะหยิบเพราะของรอบกายของเขานั้นเต็มไปหมด ไม่รู้ว่าคนตัวเล็กนั้นจะคิดไปถึงไหนแล้ว

 

 

 

 

 

2 ปีผ่านไป 

ร่างบางของหญิงสาวที่เดินเข้ามาในมหาวิทยาลัยด้วยความภาคภูมิใจ เธอตั้งใจมากที่จะสอบเข้าที่นี้ให้ได้ และแน่นอนว่าความพยายามมันไม่ทรยศเธอ เธอได้เข้าที่นี้ในคณะบัญชี ตามที่ใจหวังสมปรารถนา

 

ปึก!

 

“โอ๊ะ! ขอโทษครับ เจ็บตรงไหนไหม” เสียงทุ้มของชายหนุ่มคนหนึ่งเอ่ยขึ้น ก่อนที่เขาจะช่วยหญิงสาวเก็บชีทเรียนพื้นฐานของเธอที่หล่นกระจายไปทั่วพื้น 

 

“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวฉันเก็บเอง” ซอนจูรีบกระชับกระเป๋าผ้าก่อนจะก้มลงเก็บชีทเรียนพื้นฐานที่กระจายทั่วพื้นทันที 

 

“นี้ครับ...ขอโทษด้วยนะครับ” ชายหนุ่มเอ่ยก่อนจะยื่นชีทที่เขาเก็บได้ให้กับซอนจู เธอรับไว้ก่อนจะจัดเรียงทุกอย่างไว้เช่นเดิมและเก็บมันใส่กระเป๋าเพื่อป้องกันการตกและกระจายอีก

 

“ยังไงก็...” ซอนจูเอ่ยก่อนจะเงยหน้ามองชายตรงหน้า พบกับใบหน้าหล่อของชายหนุ่มสูงเกือบ 180 ใบหน้าหวานได้รูป ปากอวบอิ่มของเขาและรอยยิ้มจางๆ ที่ไม่เคยหายไปจากใบหน้าของเขา 

 

คิมซอกจิน...

 

“เอ่อ...เป็นอะไรหรือเปล่าครับ” ชายหนุ่มตรงหน้าเอ่ยก่อนจะถามร่างบางของหญิงสาวตรงหน้า ซอนจูที่เห็นเช่นนั้นก็ได้สติก่อนจะรีบเอ่ยขึ้นทันที 

 

“อ้อ...เปล่าค่ะ ยังไงก็ขอโทษด้วยนะคะ ฉันไม่ดูทางเอง แล้วก็ขอบคุณที่ช่วยเก็บชีทให้นะคะ” ซอนจูเอ่ยก่อนจะโค้งศีรษะให้กับคนตรงหน้าก่อนที่คนตรงหน้าจะยกยิ้มให้และเดินออกไป 

 

เมื่อหญิงสาวเดินออกไป รอยยิ้มก็ผุดขึ้นที่ใบหน้าของซอกจิน เพราะเหตุผลนี้นี่แหละ เขาถึงยอมทิ้งทุนทั้งหมดเพื่อเรียนต่อที่นี้เสียเอง...เขาอยากเจอเธอ หญิงสาวที่เป็นความรักของเขา แต่เขาก็ไม่กล้าที่จะสารภาพความจริงออกไปหรอกนะว่าเขาชอบเธอมานานแล้ว เขารู้สึกว่าเขาไม่ดีพอสำหรับเธอ

 

 

 

 

4 ปีต่อมา

“ขอโทษครับที่มาช้า” ซอกจินเอ่ยขึ้นก่อนที่เขาจะโค้งศีรษะเพื่อขอโทษเจ้านายตรงหน้า  

 

“ผมจะเข้ามาช่วงบ่ายๆนะครับ ลูกค้าอยากดูแบบนะครับ” เขาเอ่ยก่อนที่สายตาของเขาจะเหลือบไปเห็นร่างบางของซอนจู เมื่อเขาหันหลังให้กับเธอเขาก็ยกยิ้มขึ้นด้วยความดีใจ 

 

ผู้อำนวยการชา ไว้ใจและเชื่อใจเขาอย่างมากในการรับสมัครพนักงานในปีนี้และเป็นโชคดีที่เขาเองได้ทำหน้าที่นี้ และเขาก็ดีใจไม่น้อยที่เห็นว่าคนที่มาขอสมัครงานกับบริษัทเขาคือใคร เขาพยายามหาเธอมาตลอดหลายปี แต่ไม่มีแม้แต่ช่องทางโซเชี่ยลเลยด้วยซ้ำ แต่วันนี้เธอมาหาเขาถึงที่นี้ โชคชะตาคงต้องการอยากให้เขาได้รู้จักกับเธอมาขึ้น 

 

 

 

แต่แล้วทุกอย่างก็สายไป...และแก้ไขอะไรไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องพบเจอกับความเสียใจและความสูญเสียที่ไม่สามารถเรียกกลับคืน...

 

วันเวลาไหลไปไม่กลับเหมือนน้ำตกที่ไหลมาและไหลผ่านไป...

 

 

 

 

 

Talk With Me

คนเรามักจะลืมสิ่งที่มีค่าตอนที่มี และเสียใจเมื่อสิ่งที่มีค่านั้นหายไปเสมอ...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ผลงานอื่นๆ ของ malymyne

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

ยังไม่มีรีวิวของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น