Fairy Tell [Yuzhou]

ตอนที่ 7 : บทที่ 6

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 120
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    28 มิ.ย. 59

ทันทีที่รถคันโตจอดสนิท เฉินเหวิ่นก็กระโดดลงจากรถโดยไม่คิดจะหันหลังกลับไปมองหรือกล่าวคำขอบคุณแม้แต่น้อย

 

“ตามมาทำไม กลับบ้านไปเลยไป!” เฉินเหวิ่นเอ่ยด้วยความไม่พอใจ พยายามจะดึงมือที่ถูกเกาะกุมเอาไว้ออก

 

“ไม่กลับครับ ธุระของพี่ยังไม่จบ” ยิ่งได้ยินเสียง ยิ่งได้เห็นหน้าคนตรงหน้าเฉินเหวิ่นก็ยิ่งรู้สึกโมโหขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

 

“ธุระอะไรอีก? ปล่อยวินนะพี่เฟิงซง ปล่อยดิวะ บอกให้ปล่อย!!”

 

“เสียงดังอะไรกัน วินแกล้งพี่เขาอีกแล้วเหรอลูก” เว่ยถิงผู้เป็นพ่อเดินออกมาจากบ้านหลังจากได้ยินเสียงดังเข้า

 

“สวัสดีครับคุณพ่อ / พ่ออ่ะ!!”

 

“ไหว้พระเถอะ มาๆ เข้าบ้านก่อนมากันเหนื่อยๆ” เว่ยถิงยกมือขึ้นรับไหว้ พลางเอ่ยปากชวนคนที่ขับรถมาส่งลูกชายของตัวเองเข้าบ้าน ขณะที่สายตาก็เหลือบมองคนที่ยื้อยุดกันอยู่เป็นระยะๆ

 

“ทำไมพ่อกลับบ้านเร็วล่ะครับวันนี้ ปล่อยวินได้แล้วพี่เฟิงซง!”

 

“พ่อเหนื่อยก็เลยแอบแวบกลับมาก่อน” ผู้เป็นพ่อทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้โยกตัวโปรด หยิบน้ำขึ้นมาจิบแก้กระหาย ขณะที่เฟิงซงทรุดตัวลงนั่งคุกเข่ากับพื้นแทนที่จะนั่งบนโซฟาตามปกติ

 

“พ่อครับ ผมมีเรื่องจะขออนุญาตครับ” เว่ยถิงพยักหน้ารับเจ้าตัวจึงเริ่มพูดต่อ

 

“ผมชอบเฉินเหวิ่นครับ ผมขออนุญาตคุณพ่อจีบน้องได้ไหมครับ? คนถูกพาดพิงถึงกับอยู่ไม่สุข เขาไม่คิดว่าเฟิงซงจะกล้าเอาเรื่องแบบนี้มาพูดกับพ่อของเขา แต่แล้วก็เปลี่ยนเป็นยิ้มร่า ถึงยังไงพ่อเขาก็คงไม่ยอมอยู่แล้ว ที่นี้เขาก็จะหลุดพ้นจากเรื่องบ้าๆ นี่เสียที

 

“หืม… ก็เอาสิ ถ้าจีบเจ้าวินติดน่ะนะ” เฉินเหวิ่นหุบยิ้มแทบจะทันที ตาที่โตอยู่แล้วกลับยิ่งโตขึ้นไปอีกหลายเท่า ขาเรียวรีบเดินหนีไปอยู่หลังเก้าอี้โยก ทันทีที่ตั้งสติได้เจ้าตัวก็โวยวายผู้เป็นพ่อเสียยกใหญ่

 

“พ่ออนุญาตได้ไงเล่า ปฏิเสธไปสิ ผู้ชายคนนี้เขาจะจีบลูกชายพ่อนะ”

 

“รู้แล้วพ่อไม่ได้หูหนวกนี่ก็ฟังอยู่เมื่อกี้นี้ แต่ความรักของวัยรุ่นพ่อจะไปห้ามได้ยังไงล่ะ ไม่ให้คนเขารักกันบาปหนักนะลูก” ผู้เป็นพ่อมีสีหน้าราวกับกำลังดื่มด่ำในรสพระธรรม ไม่ได้สังเกตว่าลูกชายตัวเองบีบเก้าอี้ไม้ตัวโปรดจนแทบจะหลุดติดมือออกมาขณะที่สมองก็พยายามคิดหาทางรอด

 

“แต่… แต่… พ่อจะไม่ได้อุ้มหลานนะ พ่อยอมได้เหรอไม่ได้อุ้มหลานเลยนะ!! เฉินเหวิ่นเอ่ยเสียงสูง

 

“หลานเหรอ? ไม่เป็นไรนี่พ่อยังมีจิ่งอวี๋อยู่อีกคน พี่ชายเราน่ะลืมแล้วเหรอ แต่ถ้าไม่มีหลานก็ดีเหมือนกันนะ พ่อเองก็แก่แล้ว แค่เลี้ยงเราพ่อก็เหนื่อยเหมือนเลี้ยงหลานสักสิบคนแล้วหละ”

 

“พ่ออ่ะ!! นี่พ่อจะปล่อยให้วินไปอยู่ในมือผู้ชายด้วยกันเนี่ยนะ!” เฉินเหวิ่นชี้นิ้วไปทางผู้ชายคนที่ว่าด้วยท่าทีโมโห แต่กลับโดนผู้เป็นพ่อเอ่ยกลับมาด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ ราวกับเป็นเรื่องเล็กน้อย

 

“เอาน่าๆ เขาแค่ขอจีบเฉยๆ ไม่ได้จะเอาเราเป็นเมียซะที่ไหน เราไม่ชอบเขาก็อย่าให้เขาจีบติดสิ” เฟิงซงพยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วยกับคำพูดนั้น มือยาวเอื้อมไปคว้านิ้วที่กำลังชี้ตัวเองเอาไว้จนคนโดนจับถึงกับสะดุ้งแล้วออกแรงดึงทันที

 

“พ่ออ่ะ!!! โว้ยปล่อยเลยไอ้พี่เฟิง!!” ไม่พูดเปล่า เฉินเหวิ่นกระแทกส้นเท้าลงไปบนฝ่าเท้าคนจับเต็มรัก แล้วเดินหนีขึ้นห้องไปอย่างรวดเร็ว

 

“เป็นยังไงล่ะ ลูกพ่อดุนะเฟิงซง” เว่ยถิงหันมาพูดกับคนที่จับหลังเท้าตัวเองไปมา

 

“ไม่เป็นไรหรอกครับ เดี๋ยวผมจะใช้ความดื้อกำราบความดุให้ดูครับพ่อ” เฟิงซงเงยหน้าขึ้นมาตอบพลางยกยิ้มเล็กน้อย

 

ปัง!!!!

 

เสียงประตูที่ถูกกระแทกปิดลงราวกับจะตอบรับคำท้านั้น

 

 

 

 

หลังจากเข้าห้องมาได้เฉินเหวิ่นก็ระบายอารมณ์ลงกับหมอนข้างที่ใช้กอดนอนทุกคืน ความรู้สึกโมโหและน้อยใจแล่นขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้เพราะเขาไม่สามารถทำอะไรคนคนนั้นได้เลย กระทั่งผู้เป็นพ่อก็ยังไม่เข้าข้างเขาเลยแม้แต่น้อย

 

พอได้ระบายอารมณ์จนเหนื่อยความรู้สึกสับสนกลับผุดขึ้นมาในใจอย่างเบาบาง เขาไม่รู้ว่าเขาควรจะเชื่อในสิ่งที่เฟิงซงบอกตนเองหรือไม่ แล้วสิ่งที่เขาเชื่อมาตลอดว่าเฟิงซงมีใจให้พี่ชายของตนมันคือความเชื่อที่ผิดอย่างนั้นหรือ ไม่หรอก เพื่อนเขายังไม่เห็นมีใครทำให้เขาเหมือนที่เฟิงซงทำให้พี่ชายตนเลยสักคน แล้วเขาควรจะทำอย่างไรต่อไปในเมื่อเขาไม่สามารถตอบรับความรู้สึกที่เฟิงซงมีให้เขาได้

 

เฉินเหวิ่นเอนตัวลงบนเตียงอย่างหาทางออกไม่ได้ ในตอนนี้เขาแค่อยากหลับตาลงและเข้าสู่ห้วงนิทรา เพื่อจะตื่นขึ้นมาพบว่าสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นเพียงแค่ฝันร้ายเท่านั้น

 

แต่ราวกับสวรรค์กลั่นแกล้งไม่ให้เขาได้นอนอย่างสงบ

 

กลิ่นหอมๆ ของอาหารเล็ดลอดเข้ามาภายในห้อง เฉินเหวิ่นลืมตาแทบจะในทันที แล้วเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น…

 

“วินครับ พี่ทำข้าวผัดกุ้งตัวโตๆ มาให้ ออกมากินเร็ว” เสียงของคนที่เขาไม่อยากได้ยินที่สุดดังอยู่หน้าประตู คิดจะเอาอาหารมาล่อเขาขอบอกว่าเร็วไปร้อยปี เขาโตแล้วนะไม่ใช่เด็กๆ!

 

“ใครจะไปอยากกินกัน รีบๆ เอาไปทิ้งเลยไป๊! เฉินเหวิ่นตะโกนตอบตามแรงอารมณ์ จนคนที่อยู่ข้างนอกเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง

 

“วินจะออกมาดีๆ ไหมครับ?

 

“ไม่ออก!!” ออกไปง่ายๆ ก็ไม่ใช่เฉินเหวิ่นน่ะสิ

 

แกร๊ก สิ้นเสียงบานประตูก็เปิดออกจนคนที่นอนอยู่บนเตียงกระเด้งตัวขึ้นมายืนด้วยความตกใจ

 

“เฮ้ย!! พี่เฟิงซงเข้ามาได้ไง?!” ทันทีที่สมองประมวลผลได้เฉินเหวิ่นก็ตะโกนออกไปเต็มเสียง

 

“พ่อ!!!!!!!!

 

“เบาๆ สิครับ คุณพ่อดูทีวีอยู่นะ” เฟิงซงเอามือข้างที่เหลือยกขึ้นมาจรดริมฝีปากเป็นเชิงดุ แล้วเดินเข้ามาใกล้

 

“โกรธพี่เหรอครับ? เฟิงซงเอ่ยถามคนที่นั่งหันหลังให้อยู่เตียง

 

“ไม่ได้โกรธ แต่วินแค่ไม่เข้าใจพี่เฉยๆ อยู่ดีๆ จะมาชอบวินได้ไง? อยู่กันมาตั้งกี่ปีพึ่งจะมาชอบวินตอนนี้เนี่ยนะ? ไม่เห็นจะมีเหตุผลเลย” เฉินเหวิ่นเอ่ยถามพลางขมวดคิ้วมุ่น

 

“มีสิ เหตุผลง่ายๆ ก็คือพี่ชอบวิน อยู่ใกล้ๆ แล้วก็มีความสุข เห็นวินยิ้มพี่ยิ่งมีความสุขเข้าไปใหญ่ เนี๊ยะพอพี่รู้ใจตัวเองปุ๊บพี่ก็บึ่งรถมารับวินปั๊บเลยเห็นไหม? คนพูดยังคงพูดด้วยสีหน้านิ่งๆ ราวกับกำลังพูดถึงกิจวัตรประจำวันของตัวเองอยู่ ขณะวางอาหารลงบนโต๊ะข้างเตียง แล้วทรุดตัวลงนั่งบนเตียง

 

“วินว่าพี่ไปทบทวนความรู้สึกตัวเองให้ดีก่อนดีกว่านะ มันอาจจะเป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบก็ได้”

 

“พี่ทบทวนความรู้สึกสิบกว่าปีที่อยู่กับวินมาหมดแล้ว แล้วพี่ก็พบว่าพี่ชอบวิน พี่ไม่ได้คาดหวังหรือเรียกร้องอะไร พี่แค่อยากให้วินรับรู้ความรู้สึกพี่ก็เท่านั้นเอง” เฉินเหวิ่นอยากเอ่ยถามถึงความรู้สึกของคนตรงหน้าที่มีต่อมีชายตนเอง แต่ก็ทำได้เพียงแค่อ้าปากออก แล้วก็หุบลงอีกครั้งเท่านั้น

 

“ไม่ต้องรีบร้อนตอบอะไรพี่ตอนนี้หรอกวิน แค่ปล่อยให้มันเป็นไปอย่างที่มันควรจะเป็น ให้โอกาสพี่หน่อยนะ… ยังไงก็ตาม… อย่างน้อยก็ทานอาหารด้วยนะ พี่จะกลับแล้วล่ะอยู่นานๆ เดี๋ยววินจะอารมณ์ไม่ดีเสียเปล่าๆ อย่าลืมทานนะ” เฟิงซงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเว้าวอนแล้วเดินออกจากห้องไป ปล่อยให้เฉินเหวิ่นนั่งจมอยู่กับความรู้สึกที่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่นานนักเพราะกลิ่นอาหารที่อบอวลอยู่ดึงความคิดของเขาไปเสียหมด

 

เฉินเหวิ่นหยิบจานข้าวใบโตพร้อมช้อนขึ้นมา ทันทีที่ลิ้นสัมผัสกับข้าวผัดกุ้งของโปรดความคิดทั้งหมดของเขาก็มลายหายไป…

 

 

 

นิสัยของเฟิงซงที่เรียกได้ว่าแทบจะไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นช่วงก่อนสารภาพหรือหลังจากนั้น ทำให้เฉินเหวิ่นสามารถวางตัวได้อย่างเป็นธรรมชาติ ยังคงไปเที่ยว พูดคุย และไปรับไปส่งกันตามปกติ ถึงแม้จะมีสิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมาแทน เช่น คำพูดชวนเลี่ยน การบอกรักหน้าตาย แล้วก็แอบหาเศษหาเลยกับร่างกายของเฉินเหวิ่นบ้างเป็นครั้งคราวเท่านั้น และนั้นก็ทำให้ความสัมพันธ์แปลกๆ ระหว่างเฟิงซงกับเฉินเหวิ่นดำเนินมาได้จนถึงปัจจุบัน

           

 


-----------------------------------------------------------------




 

“ฮัลโหลพี่จิ่งอวี๋ ทำไมไม่มาทำงาน” เฉินเหวิ่นโทรศัพท์ไปหาพี่ชายหลังจากเปิดประตูเข้าไปในห้องทำงานแต่กลับไม่พบเจ้าตัวอย่างที่ควรจะเป็น

 

“ไม่สบายเนี่ยนะ! วินไม่เชื่อหรอก เขาบอกว่าคนบ้าจะไม่ป่วยนะ”

 

“ให้วินไปเยี่ยมไหม? เดี๋ยวซื้อยากับของกินเข้าไปฝาก”

 

“โอเค พักผ่อนไปนะ วินไม่กวนและ” ถ้าหวังว่าคนอย่างเฉินเหวิ่นจะยอมเชื่อง่ายๆ ล่ะก็คิดผิดซะแล้วล่ะ

 




ผ่านไปไม่นานเฉินเหวิ่นก็สามารถหาเรื่องแวบออกมาจากที่ทำงานจนได้ เขาแวะซื้ออาหารนิดหน่อยเพราะคิดว่าพี่ชายของตนเองคงจะป่วยการเมือง เนื่องจากปกติแล้วจิ่งอวี๋เป็นคนที่ค่อนข้างขยันทำงาน เรียกว่าเป็นมนุษย์บ้างานก็คงไม่ผิดนัก พี่ชายคนนี้แทบจะไม่เคยลาหยุดเลยสักครั้ง แต่วันนี้กลับบอกว่าตัวเองป่วยด้วยน้ำเสียงที่แค่ฟังก็รู้ว่าแกล้งทำ และเขานี่แหละที่จะสืบหาเหตุผลนั้นให้จงได้!!

 

 

 



รถสปอร์ตสีแดงจอดเทียบใต้คอนโดหรู ก่อนที่มือเรียวจะยื่นถุงขนมที่ซื้อติดมือมาให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ก่อนจะเดินไปกดลิฟท์ด้วยความมั่นใจหลังจากเห็นรถสีเขียวคุ้นตาจอดอยู่

 

ไม่นานนักประตูลิฟท์ก็เปิดออก นิ้วเรียวกดเลข 12 ด้วยความเคยชิน ไฟในลิฟท์กระพริบช้าๆ บอกจำนวนชั้นที่มันเคลื่อนตัวผ่าน

 

ติ๊ง!

 

ชายหนุ่มเดินตรงไปยังห้องหมายเลข 126 อย่างไม่รีบร้อน ในมือมีถุงอาหารและคีย์การ์ดสีขาวที่ขยับไปมาตามจังหวะการเดิน

 

มือเรียวทาบแผ่นการ์ดสีขาวที่บริเวณประตู มันส่งเสียงร้องเบาๆ แล้วประตูก็ถูกเปิดออก…

 

ทันใดนั้นก็มีร่างๆ กระโดดเข้ามากอดจนเฉินเหวิ่นจนเซไปชนกับขอบประตู

 

“พี่จิ่งอวี๋” ร่างนั้นส่งเสียงเรียกขณะที่ยังกอดเฉินเหวิ่นเอาไว้แน่น

 

ทันทีที่เจ้าตัวเงยหน้าขึ้นมาเห็นว่าคนที่กอดอยู่ไม่ใช่จิ่งอวี๋เจ้าตัวก็ส่งเสียงร้องออกมาพร้อมๆ กับคนที่ถูกกอด

 

“อ๊ากกกกกกกกก” เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังแว่วมาตามทางเดิน เว่ยโจวที่กอดเฉินเหวิ่นเอาไว้แน่น และเฉินเหวิ่นที่มีเว่ยโจวห้อยอยู่บนตัวเหมือนลูกลิงหันไปมองทางต้นเสียง

 

 

 

“พี่จิ่งอวี๋ นี่ใคร!” ทั้งสองยกมือขึ้นชี้หน้าฝ่ายตรงข้าม แล้วพร้อมใจกันหันหน้ามามองจิ่งอวี๋ที่วิ่งมาหยุดอยู่หน้าห้องเป็นตาเดียว…




-To be continued-

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

40 ความคิดเห็น

  1. #17 YZH2 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2559 / 01:40
    วุ่นเลย 5555+
    #17
    1
    • #17-1 alohapsyche (@jarnaka) (จากตอนที่ 7)
      4 กรกฎาคม 2559 / 15:17
      อยากจะเปิดโหวตค่ะ คิดว่าใครคือตัววุ่นที่สุดในเรื่อง ฮ่าๆๆ
      #17-1
  2. #16 Faibook42 (@failikebook) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2559 / 19:26
    วินเจอโจวแล้ว สนุกคะ ชอบทุกตีวละครเลย
    #16
    1
    • #16-1 alohapsyche (@jarnaka) (จากตอนที่ 7)
      4 กรกฎาคม 2559 / 15:16
      ขอบคุณนะคะ ฮึก กอดแน่น ขอบคุณที่ติดตามค่ะ ^^
      #16-1