Fairy Tell [Yuzhou]

ตอนที่ 23 : บทส่งท้าย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 96
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    24 ต.ค. 59

            หลังแสงแรกของอรุณรุ่งปรากฏได้ไม่นาน พิธีที่เรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ก็เริ่มขึ้น บรรยากาศโดยรอบอบอวลไปด้วยความชื่นชมยินดี ไม่มีการนำยศถาบรรดาศักดิ์ เพศ หรือสิ่งใดมาเป็นตัวกำหนดความรักของคู่รัก ถึงแม้คู่ทางจิตวิญญาณจะมีจิตที่สื่อถึงกัน และสามารถรับรู้ความรู้สึกซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดี แต่ก็ไม่มีกฎเกณฑ์ใดๆ ที่กำหนดให้คู่ทางจิตวิญญาณเท่านั้นที่จะสามารถมีสิทธิ์อภิเษกได้ ทุกสิ่งล้วนเกิดจากความพึงพอใจและความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย แม้ว่าคู่ส่วนใหญ่จะเป็นคู่ทางจิตวิญญาณกันก็ตาม แต่กระนั้นก็มีภูตไม่น้อยที่อาจจะหาคู่ทางจิตวิญญาณไม่เจอ หรือเลือกที่จะอภิเษกกับคนที่ตนเองรักมากกว่า

 

            ภูตแต่ละตนเลือกสวมเสื้อผ้าสีสันสดใสแข่งกับเหล่าดอกไม้ที่พวกเขานำมาประดับประดาในลานพิธี กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ลอยฟุ้งไปทั่ว ไม่นานเกินรอร่างในชุดขาวสะอาดตาก็พากันจูงมือเดินเคียงคู่กันเข้ามา ด้านหน้าปรากฎภาพองค์ราชาและองค์รานีในชุดเต็มยศสีเหลืองอร่ามยืนแย้มยิ้มอยู่ ด้านข้างมีจอมทัพยืนมองภาพตรงหน้าด้วยความภาคภูมิขณะใช้มือข้างซ้ายโอบกอดคนรักเอาไว้ เฟยหรงส่งสายตาแวววาวพลางยืนสงบเสงี่ยมอยู่ที่ด้านหลัง พร้อมกับชงหยวนและภูตตนอื่นๆ รวมถึงไพร่พลจากป่าอนธการที่ถูกเชื้อเชิญให้มาเป็นสักขีพยาน

 

            ไม่มีคำสาบานหรือข้อผูกมัดใดๆ ในพิธีการนี้ เพราะภูตทุกตนรู้ดีว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากการกระทำของภูตแต่ละตน มิได้ขึ้นอยู่กับถ้อยคำใดถ้อยคำหนึ่ง หากแม้นถ้อยคำจะทรงฤทธิฤามากมายขนาดไหน แต่ถ้าผู้เอ่ยไม่คิดจะกระทำตาม ถ้อยคำเหล่านั้นก็ไร้ซึ่งความหมาย สิ่งที่จะสามารถทำให้คนทั้งคู่มีความสุขในชีวิตคู่หรือไม่นั้นหาใช่คำอวยพร หรือคำสัญญาใดๆ แต่ขึ้นอยู่กับการแสดงความรักและดูแลซึ่งกันและกันต่างหาก ว่าจะดูแลทะนุถนอมซึ่งกันและกันมากน้อยเพียงใด

 

ถ้อยคำในพิธีการจึงมีเพียงถ้อยคำจากผู้ดูแลดินแดนที่กล่าวขึ้นเมื่อพวกเขาทั้งคู่สัมผัสฝ่ามือของกันและกัน เพื่อรวมดวงจิตทั้งสองให้กลายเป็นหนึ่งเดียว ทั้งคู่ผลัดกันจุมพิตบริเวณหน้าผากเพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ฝ่ายตรงข้ามในการใช้ชีวิตครองคู่กันเรื่อยไป ปิดท้ายพิธีด้วยคำอวยพรที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดจากภูตตัวน้อยที่สวมใส่ชุดสีขาวบริสุทธิ์

 

จิ่งอวี๋โค้งตัวให้ร่างเล็ก มือเรียวจับท่อนแขนแกร่งอย่างมั่นคง ฝ่ามืออีกข้างสอดประสานรับกัน ขณะที่บทเพลงถูกบรรเลงขึ้น ทั้งคู่ขยับกายอย่างสง่างามอยู่กลางลานไม่นานภูตที่เหลือก็จับคู่แล้วตีวงล้อมเข้ามา ดูราวกับภาพดอกไม้ยักษ์ที่แปลกประหลาดแต่กลับมีความงดงามจนไม่สามารถหาคำใดมาเปรียบเปรย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            แม้จะผ่านพ้นพิธีอภิเษกมานานพอสมควรแต่ก็ดูเหมือนจะไม่มีอะไรเปลี่ยนไปสำหรับจิ่งอวี๋และเว่ยโจว เพราะสิ่งที่เปลี่ยนไปมีเพียงแค่จิ่งอวี๋ที่ย้ายเข้ามาอยู่ในห้องของเว่ยโจวซึ่งกว้างกว่าห้องตนเองเท่านั้น ทั้งคู่ยังคงเที่ยวเล่นพร้อมกับหาความรู้ไปด้วย จึงมีหลายครั้งที่ทั้งคู่มักจะไปปรากฏตัวอยู่ที่บ้านของชงหยวนผู้เป็นอาจารย์

 

            “ท่านอาจารย์!! ข้ารู้นะว่าท่านอยู่ด้านใน เปิดประตูให้ข้าเถิด พี่จิ่งอวี๋ของข้าถือของจนหนักแล้วนะท่านอาจารย์” ร่างบางยืนตะโกนอยู่หน้าที่พักเมื่อเห็นคนที่อยู่ด้านในไม่ยอมเปิดประตูให้เสียที

 

            “เจ้าทั้งคู่ไม่มีที่ไปแล้วหรือไรถึงมารบกวนภูตแก่เฒ่าอย่างข้าเช่นนี้” ชงหยวนเดินออกมาเปิดประตูให้เอ่ยบ่นพลางลูบเคราไปมา

 

            “ข้ารู้หรอกน่าว่าท่านอาจารย์ยังมิได้แก่เฒ่าเสียหน่อย เหตุใดจึงอยู่ในร่างตาแก่แบบนี้กัน กลัวว่าถ้าใช้ร่างที่แท้จริงภูตสาวๆ จะมาจับท่านไปอภิเษกด้วยอย่างนั้นหรือ” เว่ยโจวเอ่ยติดตลกจึงเรียกมือผอมๆ ให้เขกศีรษะตนเองได้อย่างไม่ยาก

 

            “ข้าจะอยู่ร่างไหนมันก็เรื่องของข้า เจ้าจะวุ่นวายอันใดกับข้าหนักหนาเว่ยโจว พวกเจ้าทั้งคู่ควรจะเตรียมตัวเป็นองค์ราชาและองค์รานีกันเอาไว้เสียแต่เนิ่นๆ มิใช่หรือ มิใช่เที่ยวเล่นไปทั่วแบบนี้ ถึงแม้ข้าไม่รู้ว่าพวกเจ้าจะให้กำเนิดภูตน้อยเมื่อใดก็ตาม”

 

            “ข้าคิดว่าคงอีกหลายร้อยปีแน่ท่านอาจารย์ ที่สำคัญยังไม่รู้เลยว่าใครจะเป็นองค์ราชามิใช่หรือท่านอาจารย์ ท่านลองคิดดูสิ ถ้าข้าได้เป็นองค์ราชาแล้วพี่จิ่งอวี๋เป็นองค์รานีคงจะน่ารักทีเดียวใช่หรือไม่” คำพูดของเว่ยโจวทำเอาจิ่งอวี๋ถึงกับทำหน้าแหย ต่างจากภูตเฒ่าที่หัวเราะร่าออกมา

 

            “จริงสินะ ว่าแต่ในตะกร้านั่นคืออะไรหรือ?

 

            “อ๋อ ข้าคิดว่าเป็นลูกของปักษาสวรรค์นะท่านอาจารย์ ดูท่าแล้วเหมือนมันยังโตไม่เต็มที่ คงจะบินหลงมาจากรังที่ไหนสักแห่ง แถมมันก็ได้รับบาดเจ็บเสียด้วย ข้าว่าควรจะเอามาให้ท่านดูอาการเสียหน่อย”

 

            “นี่เจ้าเห็นข้าเป็นภูตรักษาสัตว์อย่างนั้นรึ ถึงเที่ยวเอาตัวอะไรแบบนี้มาให้ข้า” ภูตเฒ่าเหลือบมองเจ้านกแสนสวยในมือเล็กคู่นั้น ดวงตาของเจ้านกเป็นสีดำขลับ แววตาแลดูเป็นประกายสดใส เฉกเช่นเดียวกับศีรษะของมัน ลำตัวสีฟ้าสดราวกับท้องฟ้าในวันไร้เมฆทำให้เจ้านกดูโดดเด่นและสะดุดตากว่านกที่ชงหยวนเคยพบเจอในบริเวณนี้ บริเวณขาและปีกด้านขวามีรอยสีแดงพาดผ่านอย่างชัดเจน

 

            ถึงแม้จะบ่นอย่างไรชงหยวนก็ยังยื่นมือไปรับเจ้านกตัวโตมาจากร่างบางที่สวมสร้อยข้อมือสีฟ้าสดเอาไว้จนได้

 

            เว่ยโจวลูบหัวของเจ้านกแล้วเอ่ยขอบคุณผู้เป็นอาจารย์ก่อนจะขอตัว ชงหยวนพยักหน้ารับอย่างขอไปที โดยไม่รู้เลยว่านกตัวนี้จะเปลี่ยนแปลงชีวิตที่เงียบเหงาของเขาไปตลอดกาล

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            หลังจากนั้นไม่นานเท่าไหร่นักเว่ยโจวก็ก่อกำเนิดบุตรชายจากไข่ที่มีวงกลมสีฟ้าขนาดใหญ่ด้านบน หลังหยดน้ำร่วงหล่นจากฟากฟ้าผ่านพ้นไป ภูตน้อยที่อยู่ในไข่เพียงแค่หนึ่งอาทิตย์ก็ออกมาดูโลกเป็นครั้งแรก

 

เทียนหลิว ภูตน้อยที่มีดวงตาสีไพลินทักทายภูตที่อยู่รอบกายด้วยเสียงหัวเราะอย่างสดใส แล้วยื่นมือเล็กๆ ไปสัมผัสจิ๋นอิ่งที่ยืนอยู่ใกล้ๆ จนเจ้าตัวตกใจ เพียงครู่ก็เกิดประกายสว่างวาบ เส้นสีแดงเข้มขนาดเล็กปรากฏออกมาโยงใยทั้งคู่เข้าด้วยกันไม่นานนักก็จางหายไป ขณะที่ภูตที่เหลือมองภาพตรงหน้าอย่างตกตะลึง ไม่เว้นแม้แต่ชงหยวนที่โดนเด็กหนุ่มแปลกหน้ายืนเกาะอยู่ด้านข้างด้วยชุดแต่งกายสีฟ้าสดใสตลอดร่าง

 

            พิธีบรมราชาภิเษกอย่างเรียบง่ายถูกจัดขึ้นหลังจากนั้นเพียงแค่หนึ่งวัน มงกุฎคู่เก่าแก่ที่มีลวดลายงดงามถูกสวมลงบนศีรษะจิ่งอวี๋และเว่ยโจวที่อยู่ในชุดทรงสีขาว เลี่ยงหรงเอ่ยฝากฝังดินแดนภูตแก่ผู้ดำรงตำแหน่งองค์ราชาและองค์รานีองค์ใหม่ ทั้งหมดทำความเคารพซึ่งกันและกันอีกครั้ง แล้วพิธีเฉลิมฉลองให้แก่ผู้ปกครองดินแดนองค์ใหม่ก็เริ่มขึ้น

 

            ราชาองค์ก่อนอยู่ในชุดสีน้ำตาลแดงกำลังโอบกอดผู้เป็นที่รักในชุดสีม่วงเข้มขณะเคลื่อนไหวร่างกายไปตามเพลงพร้อมกับภูตตนอื่นๆ หลังจากนี้ทั้งคู่จะย้ายไปอยู่ในที่พักขนาดเล็กที่พวกเขาช่วยกันสร้างขึ้น ซึ่งตั้งอยู่ไม่ห่างจากใจกลางดินแดนเท่าไหร่นัก และคงจะมีเวลาว่างไปเยี่ยมเยียนบุพการีของตนเองได้บ่อยกว่าเดิม เพียงแค่คิดว่าบุตรชายตัวแสบจะต้องมาอยู่ในกรอบแทนที่พวกตนทั้งคู่ก็อดหัวเราะขึ้นมาพร้อมกันไม่ได้

 

            แต่ถึงอย่างไรเว่ยโจวก็ยังคงเป็นเว่ยโจวอยู่เฉกเช่นเดิม ถึงแม้จะต้องสวมใส่ชุดที่ไร้สีสันแต่เจ้าตัวก็ยังคงออกไปเป็นกรรมการในการแข่งฟุตบอลภูตอยู่บ่อยๆ เขายังคงออกไปดูการแข่งหอยทากอยู่ทุกปี และไปเยี่ยมเยียนเหล่าภูตในดินแดนมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน

 

องค์ราชาเดินเข้ามาหาร่างบางที่ยืนอยู่บริเวณระเบียงแล้วโอบกอดเอาไว้ในอ้อมแขน พลางเอ่ยถามถึงสาเหตุ หลังจากสัมผัสได้ว่าคนในอ้อมกอดกำลังไม่พอใจอะไรสักอย่างอยู่ ได้แต่ภาวนาให้สิ่งนั้นไม่ใช่ตนเอง ไม่เช่นนั้นแล้วคงจะได้ตามง้อกันอีกนานพอดู

 

“ทำไมถึงทำหน้ามุ่ยอย่างนี้ล่ะ หืม?” องค์รานีพิงตัวลงกับอกกว้างก่อนจะบ่นกะปอดกะแปดออกมา

 

“พี่จิ่งอวี๋ดูสิเทียนหลิวไม่สนใจโจวโจวเลย โจวโจวเป็นท่านแม่ของเขาไม่ใช่เหรอพี่จิ่งอวี๋” ถึงแม้เวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่นๆ เว่ยโจวจะพยายามทำตัวให้เหมาะสมกับตำแหน่งที่ได้รับ แต่พออยู่กันเพียงสองคนก็ดูราวกับว่านิสัยเยี่ยงองค์รานีที่เจ้าตัวทำมาตลอดกลับละลายหายไปเสียหมด

 

 

 

 

วันนี้เขานัดหมายกับเทียนหลิวบุตรชายเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะไปหาหอยทากมาไว้ให้เทียนหลิวใช้ลงแข่งในฤดูกาลหน้าสักตัว แต่พอบุตรชายเหลือบไปเห็นจิ๋นอิ่งก็บินออกไปหาทันที แล้วทิ้งเขาเอาไว้ตรงนั้นโดยไม่หันกลับมามองเลยด้วยซ้ำ

 

“โอ๋ๆ งอนเทียนหลิวเหรอเนี่ย ที่รักใครกันเนี่ยน่ารักจริงๆ เอางี้…เดี๋ยวพี่ปลอบใจแทนส่วนของเทียนหลิวด้วยดีไหม” ไม่พูดเปล่า จิ่งอวี๋ช้อนร่างเล็กไว้ในอ้อมแขนแล้วเดินตรงไปยังเตียงนอนที่อยู่กลางห้อง

 

“พี่จิ่งอวี๋จะทำอะไร? หยุดเลยนะ! โจวโจวจะนอนแล้ว…โจวโจวง่วง” จิ่งอวี๋ส่ายหน้าช้าๆ แล้วคืบคลานเข้าไปหา

 

“พี่จะปลอบใจโจวโจวไงครับ หืม…ไม่ดีเหรอ?” ยิ่งรู้ว่าเว่ยโจวรู้สึกอย่างไรร่างสูงก็ยิ่งแกล้งมากขึ้นเท่านั้น จากคำพูดก็กลายเป็นการกลั่นแกล้งทางร่างกาย เว่ยโจวส่งเสียงครางด้วยความวาบหวามตามแรงอารมณ์ที่ร่างสูงเป็นคนชักนำไป เพราะไม่ว่าจะกี่ครั้งเจ้าตัวก็ไม่เคยต้านทานร่างสูงได้เลยสักครั้ง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เสียงกดออดที่หน้าประตูบ้านดังอย่างต่อเนื่องและเป็นจังหวะราวกับจะเร่งให้คนที่อยู่ภายในออกมาเปิดเสียที ขาเรียววิ่งก้าวกระโดดขณะที่ปากก็ตะโกนร้องตอบไป มือที่เปียกน้ำสะบัดไปทั่ว

 

“ครับๆๆ มาเปิดแล้วครับ จะกดหาบิดาหรือไงว่ะกดจัง… พี่จิ่งอวี๋!! โจวโจว!”

 

“พ่อ พี่เฟิงซง พี่จิ่งอวี๋มา!!!” เฉินเหวิ่นตะโกนเรียกคนในบ้านก่อนจะวิ่งหน้าตั้งออกไปรับพี่ชาย แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นบุคคลแปลกหน้า

 

“จิ๋นอิ่งกับเทียนหลิวสวัสดีคุณอาวินสิครับ” เด็กน้อยยกมือไหว้แล้วก้มหัวให้อย่างสวยงาม

 

“ใครอ่ะพี่จิ่งอวี๋? อย่าบอกนะว่าลูก!!” จิ่งอวี๋ยกคิ้วให้น้องชายเล็กน้อย ขณะที่เฉินเหวิ่นเอาแต่เบิกตากว้าง

 

“คนนี้ลูกชื่อเทียนหลิว ส่วนคนนี้แฟนลูก ฮ่าๆๆๆ หลานน่ะชื่อจิ๋นอิ่ง” จิ่งอวี๋ลูบแขนที่โดนฟาดเล็กน้อย ขณะที่เด็กน้อยไหว้อีกสองคนที่เดินเข้ามาหา ผู้เป็นพ่อกล่าวทักทายแล้วไล่ต้อนทุกคนเข้าไปในบ้าน

 

เทียนหลิวเล่นไล่จับกับเฉินเหวิ่นไปทั่ว พอจับตัวได้มือเรียวก็จิ้มแก้มนิ่มๆ ของเด็กน้อยอย่างเบามือ สักพักก็ก้มลงไปฟัดร่างป้อมๆ ด้วยความหมั่นเขี้ยวเต็มทน เล่นกันเสียจนเหนื่อยเฉินเหวิ่นถึงยอมปล่อยเทียนหลิวให้เป็นอิสระ เจ้าตัวกลมรีบพุ่งไปหาจิ๋นอิ่งที่นั่งนิ่งอยู่บนตักเฟิงซงแทบจะทันที แล้วลากออกไปใต้ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่หน้าบ้านด้วยกัน

 

เว่ยโจวเดินตามไปดู พอเห็นว่าทั้งคู่คงไม่ได้รับอันตรายอะไรก็มานั่งรวมกับคนรักที่โซฟาสีน้ำตาลตัวใหญ่

 

“คิดถึงพ่อจังเลยครับไม่เจอตั้งนานแหนะ” จิ่งอวี๋กอดผู้เป็นพ่อเอาไว้แน่น

 

“นานเนินอะไร เรามาหาพ่อทุกเดือนเลยไม่ใช่เหรอ แต่ไม่เห็นพกลูกชายมาด้วย ไหงมาคราวนี้ลูกโตขนาดนี้ล่ะจิ่งอวี๋” ผู้เป็นพ่อพูดตามความรู้สึกของตนเองพลางเอ่ยเย้า

 

 

“ภูตจะลงมาโลกมนุษย์ได้เมื่ออายุ 36 ปีภูต หรือ 3 ปีตามการนับแบบโลกมนุษย์ครับ” เว่ยโจวเอ่ยตอบแทน ขณะที่เว่ยถิงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ แล้วลูบหัวด้วยความเอ็นดู

 

“ลำบากเราแล้วนะโจวโจว ตอนนี้เหมือนมีลูกชายสองคนเลยใช่ไหมล่ะ” ผู้เป็นพ่อว่าพลางเหล่ตามองลูกชายที่นั่งตัวติดจนแทบจะเกยเว่ยโจวอยู่รอมร่อ เว่ยโจวได้แต่หัวเราะคิกคักออกมา

 

“น่าอิจฉาจริงๆ เลย พี่จิ่งอวี๋ว่า วินเขี่ยพี่เฟิงซงทิ้งแล้วไปทำลูกน่ารักๆ บ้างดีไหมอ่ะ?” เฉินเหวิ่นโดนผู้เป็นพ่อตีเข้าให้เสียหลายทีโทษฐานพูดจาไม่เพราะต่อหน้าเว่ยโจว ก่อนจะโดนเฟิงซงรวบตัวเข้าไปชวนทำลูกด้วยกันคืนนี้ เฉินเหวิ่นหน้าแดงเถือกพลางใช้ฝ่ามือพิฆาตฟาดหลังอีกฝ่ายเป็นการใหญ่ จนจิ่งอวี๋ต้องเอ่ยห้ามเพราะกลัวอีกฝ่ายจะช้ำในตายในบ้านเอาเสียก่อน

 

“แล้วนี่งานที่บริษัทเป็นไงมั่งวิน?

 

“โห!!! เหนื่อยจนวินอยากจะแบ่งภาคอยู่แล้วเนี่ย ก็ยังดีที่พี่เฟิงซงคอยช่วยอยู่ ไม่งั้นวินต้องตายจริงๆ แน่” ผู้เป็นพ่อส่ายหน้ากับความโอเวอร์เกินเหตุของลูกชายคนเล็กที่ทำท่านวดแขนตัวเองอยู่

 

“พี่วินยังใส่สร้อยหินนี่อยู่อีกเหรอครับ?” เว่ยโจวเอ่ยถามเมื่อเห็นก้อนหินสีดำถูกห้อยเอาไว้ที่คอเหมือนกับครั้งแรกที่เขาเห็นเมื่อคนรักกลับมาเยี่ยมบ้าน

 

“พี่เก็บไว้เป็นของดูต่างหน้าพี่จิ่งอวี๋น่ะ แถมมันก็เอาไว้ส่องพวกภูตได้ด้วยไม่ใช่เหรอโจวโจว เผื่อวันไหนว่างๆ พี่จะลองเอาไปส่องหาภูตใต้ต้นไม้ดูบ้างไง” เฉินเหวิ่นเอ่ยพลางทำสายตาวิบวับด้วยความสนุก คุยกันได้สักพักเฉินเหวิ่นก็ขอตัวไปทำอาหารที่ทำค้างเอาไว้ต่อให้เสร็จ เรียกเสียงแซวจากพี่ชายได้เสียยกใหญ่ คนโดนแซวก็เลยลากเว่ยโจวเข้าครัวไปด้วย โดยมีผู้เป็นพ่อตามไปดูอยู่ห่างๆ เพราะกลัวลูกชายคนเล็กจะทำครัวของตนเองระเบิดเข้าอีกรอบ และกลัวว่าเว่ยโจวอาจจะพลอยได้รับลูกหลงไปด้วย

 

“ขอบใจนะเฟิงซงที่ช่วยดูแลทั้งวิน คุณพ่อ แล้วก็บริษัท” จิ่งอวี๋หันมาพูดกับเฟิงซงที่กำลังจะเดินตามเข้าไปในครัว

 

“ไม่เป็นไรหรอก ฉันรักวินแล้วก็คุณพ่อจะตาย แล้วก็ถือว่าแลกกับห้องนอนแกด้วย แต่ไม่รู้เมื่อไหร่ฉันจะได้ย้ายห้องสักทีเนี่ยสิ” เฟิงซงคนที่โดนพ่อตัวเองไล่ออกจากบ้านเอ่ยตอบ

 

สาเหตุที่เฟิงซงโดนผู้เป็นพ่อไล่ออกมาจากบ้าน แถมด่าซะสาดเสียเทเสีย เพียงเพราะเขาพาเฉินเหวิ่นไปเปิดตัวอย่างเป็นทางการ และขอคบอย่างจริงจัง ใช่ว่าพ่อของเขาจะไม่รู้เสียเมื่อไหร่ว่าเขาชอบเฉินเหวิ่นมาตั้งนานแล้ว แต่ก็คงไม่คิดหรอกว่าเขาจะสมหวัง และพ่อคงไม่รู้จะจัดการกับเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ยังไงดีก็เลยทำเป็นโมโหไล่เขาไปก็เท่านั้น ที่ยิ่งกว่านั้นพ่อขอโทษเฉินเหวิ่นเสียยกใหญ่ที่ถูกเขาล่อลวงและใช้วิธีสกปรก? ทำให้เฉินเหวิ่นยอมตกลง พ่อทำราวกับว่าเขาเป็นโจรป่าที่ไปฉุดคร่าเฉินเหวิ่นมาเสียอย่างนั้น

 

เขาที่ไม่มีที่ไป ซึ่งจริงๆ แล้วคงต้องบอกว่ามีแต่ไม่ไป ก็ได้ทำการย้ายสำมะโนมาสิงห้องจิ่งอวี๋เพื่อนรักเป็นการชั่วคราว และวางแผนจะไปสิงห้องเฉินเหวิ่นเป็นการถาวรในเร็ววันนี้

 

“เออก็ขอให้สมหวังเร็วๆ แล้วกัน ไปเหอะรีบไปทำอาหารสักทีฉันหิวจะตายแล้วเนี่ย” จิ่งอวี๋เอ่ยปากไล่อดีตเชฟผู้ผันตัวมาช่วยเฉินเหวิ่นดูแลบริษัท

 

“รอสักครู่นะครับท่านจิ่งอวี๋ กระผมจะรีบไปทำอาหารมาถวายท่านบัดเดี๋ยวนี้” ชายหนุ่มยืนมองเฟิงซงเดินเข้าไปหาเฉินเหวิ่นอยู่ชั่วครู่ แล้วตั้งจิตอวยพรให้น้องชายทั้งสองคนของเขามีความสุข  เขาตัดสินใจที่จะไม่บอกเฟิงซงว่าตนเองเป็นพี่ชาย เพราะไม่เห็นว่าจะเกิดผลดีอันใดต่อผู้เป็นน้อง สู้เป็นเพื่อนกันแบบนี้ตลอดไปยังดีเสียกว่า

 

เฟิงซงที่ก่อกำเนิดเป็นไข่หลังจากเขา 12 ปีภูตไม่สามารถกลับคืนไปเป็นภูตได้อีกเพราะไม่มีดวงจิตภูตหลงเหลืออยู่ภายใน หลังจากจิ่นเอ๋อนำไข่ของเจ้าตัวลงมายังโลกมนุษย์ด้วยตนเอง เพราะอยากให้เฟิงซงใช้ชีวิตอยู่กับเขาและเป็นเพื่อนของเขาบนโลกใบนี้ เขาไม่รู้เลยว่าถ้าเฟิงซงรู้เรื่องจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ และต่อให้กลับไปเป็นภูตได้จริงเฟิงซงเองก็คงไม่ต้องการ เพราะที่โลกภูตนั้นไม่มีผู้ชายที่ชื่อเฉินเหวิ่นอยู่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จิ่งอวี๋เหม่อมองเด็กชายสองคนที่กำลังไกวชิงช้าเล่นกันอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ เขาไม่เห็นเส้นใยสีแดงที่เชื่อมโยงทั้งคู่เอาไว้ด้วยกันหรอก แต่สิ่งที่เขาเห็นกลับเป็นสายใยแห่งความรัก และความผูกพันที่จะผูกมัดทั้งคู่เข้าด้วยกัน เฉกเช่นเฟิงซงและเฉินเหวิ่นที่การใช้ชีวิตร่วมกันในแต่ละวันจะค่อยๆ เติมเต็มพวกเขาทั้งคู่ในที่สุด

 

จิ่งอวี๋ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเสียงหัวเราะของเทียนหลิวลอยเข้ามาให้ได้ยิน แล้วเดินตามเฟิงซงเข้าไปในครัวบ้าง ก่อนจะโดนผู้เป็นพ่อเอ็ดเสียยกใหญ่ว่าทำให้ห้องครัวคับแคบลงไปถนัดตา

 

 

 

 

 

 

 

 

“พี่จิ๋นอิ่งเล่นไหมเดี๋ยวเทียนหลิวแกว่งให้” เด็กตัวเล็กที่นั่งอยู่บนชิงช้าเอ่ยถามขึ้น

 

“ไม่ล่ะเทียนหลิวเล่นไปเถอะ” เด็กตัวสูงที่ยืนไกวชิงช้าให้เอ่ยตอบเสียงเรียบ

 

“พี่จิ๋นอิ่งเล่นกับเทียนหลิวไม่สนุกเหรอ พี่จิ๋นอิ่งอยากเล่นอะไรบอกเทียนหลิวได้เลยนะ” เทียนหลิวส่งเสียงอ่อยออกมาพลางพยายามเหลียวไปมองอีกฝ่าย

 

“แค่เทียนหลิวมีความสุขก็พอแล้ว” จิ๋นอิ่งมักจะเป็นแบบนี้เสมอ ทำอะไรมักจะคิดถึงความรู้สึกคนอื่นก่อนเสมอ แต่กระนั้นกลับไม่สามารถแสดงความรู้สึกออกมาได้ดีเท่าที่ควร และที่สำคัญเจ้าตัวดูเหมือนจะไม่เคยนึกถึงความรู้สึกของตัวเองเลยสักครั้ง

 

เทียนหลิวเบะปาก จิ๋นอิ่งพูดแบบนี้อีกแล้ว เด็กน้อยอยากให้อีกฝ่ายแสดงอารมณ์ความรู้สึกออกมาอย่างที่ตนเองรู้สึกจริงๆ บ้าง ทุกๆ วันเทียนหลิวต้องพยายามทำสิ่งต่างๆ เพียงเพื่อให้จิ๋นอิ่งยิ้มให้กับตนเองเพียงสักครั้ง

 

มือเล็กๆ กำเชือกด้านข้างเอาไว้แน่น เอ่ยปากบอกคนด้านหลังว่าจะทำบางสิ่งให้ดู แล้วพยายามทรงตัวขึ้นยืนบนแผ่นไม้เล็กๆ ที่กำลังแกว่งไกว ผลที่เจ้าตัวเล็กได้รับก็คือกระเด็นลอยออกมาจากชิงช้าตามแรงเหวี่ยง จิ๋นอิ่งที่ยืนอยู่หัวใจเต้นระรัวด้วยความกลัวรีบพุ่งเข้าไปรับร่างป้อมๆ นั่นเอาไว้

เจ้าตัวเล็กรีบลุกขึ้นยืน หมายจะก้าวไปขอความช่วยเหลือ แต่แล้วก็โดนคนที่โตกว่าดึงรั้งเอาไว้

 

“เดี๋ยวพี่ก็หายแล้ว อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่เลย” เทียนหลิวทำหน้าบึ้งแล้วถอนหายใจออกมาเสียเสียงดัง

 

“ก็ได้ๆ งั้นเทียนหลิวจะดูแลพี่จิ๋นอิ่งเองแล้วกัน จำเอาไว้นะพี่จิ๋นอิ่ง ถ้าตราบใดที่พี่จิ๋นอิ่งยังไม่หายเจ็บ เทียนหลิวจะไม่ห่างจากพี่จิ๋นอิ่งเลยแม้สักก้าว!” เทียนหลิวเอ่ยด้วยสีหน้ามุ่งมั่น มือเล็กๆ คู่นั้นจับใบหน้าคนเจ็บเอาไว้แน่น แล้วประกบริมฝีปากลงไปอย่างรวดเร็ว

 

“เทียนหลิวมัดจำเอาไว้แล้ว เพราะฉะนั้นเทียนหลิวจะไม่หนี! ไม่เบี้ยว! พี่จิ๋นอิ่งเองก็ห้ามหนีห้ามเบี้ยว เข้าใจนะ!” เทียนหลิวพูดอย่างวางมาด และรู้สึกราวกับตัวเองเติบโตเป็นผู้ใหญ่เพียงแค่ชั่วพริบตา เพราะได้ทำอะไรอย่างที่ผู้ใหญ่ เช่นที่ท่านพ่อและท่านแม่ของเขาชอบทำกัน

 

ขณะที่จิ๋นอิ่งได้แต่นั่งจับปากตนเองอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งเว่ยโจวและจิ่งอวี๋ออกมาตาม ส่วนเจ้าตัวเล็กก็นั่งพิงหลังคนเจ็บหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบได้ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นมือเล็กๆ กลับกอบกุมมือของจิ๋นอิ่งเอาไว้อย่างเบามือตลอดเวลา…

 

 

 

 

 

 -The End-



ขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้นต์ และทุกคนที่เข้ามาอ่านเรื่องนี้นะคะ

อาจจะสนุกบ้าง ไม่สนุกบ้าง อย่างน้อยก็หวังว่าจะมีความทรงจำที่ดีๆ เก็บไว้บ้างนะคะ

แม้เรื่องนี้จะจบลงไปแล้ว แต่ชีวิตก็คงต้องดำเนินต่อไป พบเจอทั้งสุข และทุกข์ แต่ก็ขอให้ทุกคนผ่านพ้นไปได้ด้วยดีค่ะ

สุดท้ายนี้ขอให้รักคู่นี้ไปนานๆ นะคะ ถ้ามีเวลาอาจจะได้เจอกันอีกในตอนพิเศษ หรือเรื่องใหม่ค่ะ ขอเรียบเรียงสติสักครู่ค่ะ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

40 ความคิดเห็น

  1. #40 ZHOUTON (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2559 / 22:38
    จบซะแล้ว เสียดายจัง ชอบมากครับเรื่องนี้ ยังไม่อยากให้จบเลย ยังไงก็สู้ๆครับไรท์
    #40
    0