Fairy Tell [Yuzhou]

ตอนที่ 22 : บทที่ 21

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 79
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    13 ต.ค. 59

“ข้าว่าท่านควรไปทำแผลให้เรียบร้อยก่อนดีกว่าหรือไม่?” จิ่งอวี๋เอ่ยขึ้นเมื่อเลือดข้นยังไหลออกมาจากบาดแผลอย่างต่อเนื่อง

 

“ปล่อยให้มันดับสิ้นไปเลยยิ่งดี ไปทำแผลให้คนอย่างมันทำไมกัน เฟยหย่าเจ้าน่าจะแทงเข้าไปที่หัวใจมันเสียเลย ไม่น่า...” เว่ยโจวเอ่ยด้วยความโมโห ขณะที่กั้นเฟยหย่าเอาไว้ด้านหลัง แต่เพียงแค่จิ่งอวี๋ทำตาดุใส่เท่านั้นร่างเล็กก็ปิดปากเงียบสนิททันที

 

จิ่นเอ๋อนำกล่องไม้ที่ใส่อุปกรณ์ทำแผลเข้ามาให้แล้วขอตัวออกไปดูแลภูตตนอื่นที่ได้รับบาดเจ็บต่อ องค์รานีกล่าวขอบคุณจิ่นเอ๋อแล้วเปิดกล่องไม้นั้นออกหมายจะทำแผลให้ แต่กลับโดนเฮยหรงดึงกล่องนั้นไปเสียก่อน เขาดันกล่องไม้นั้นไปด้านหน้าเฟยหย่า

 

“ข้าอยากให้เฟยหย่าทำแผลให้ข้าได้หรือไม่?” เฟยหย่าก้มหน้านิ่งด้วยความสับสน ขณะที่เว่ยโจวที่โดนดุไปก่อนหน้าทำไม้ทำมือปฏิเสธเต็มที่จนโดนองค์ราชาที่กำลังถอดเกราะอ่อนออกเอ่ยดุเข้าให้อีกรอบ

 

“เจ้าจะประพฤติตนให้สมเป็นบุตรข้าหน่อยมิได้หรือเว่ยโจว” ร่างบางทำหน้ามุ่ยขณะพยายามนั่งสงบเสงี่ยมเรียบร้อย แต่มิวายส่งสายตาอาฆาตไปทางเฮยหรงอยู่ตลอดเวลา

 

 


รออยู่สักพักเมื่อเห็นเฟยหย่ายังคงนิ่งเงียบ เฮยหรงก็ดึงกล่องไม้นั้นมาทำแผลให้ตนเองด้วยความยากลำบาก ภูตที่เหลือได้แต่จ้องมองภาพตรงหน้าพลางส่ายหน้าให้กับความหัวดื้อของผู้เป็นใหญ่แห่งป่าอนธการ ด้วยรู้ดีว่าหากยื่นมือเข้าไปช่วยมิวายคงโดนเอ่ยปฏิเสธกลับมาอีกครั้งเป็นแน่

 

ถึงแม้ร่างกายของเฮยหรงจะสามารถสมานบาดแผลได้เร็วกว่าภูตทั่วๆ ไป แต่หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีบาดแผลนั้นก็ใช่ว่าจะหายได้โดยง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบาดแผลฉกรรจ์เยี่ยงนี้ เลือดหยดแล้วหยดเล่าจึงหยดลงบนพื้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเขาขยับปากแผลก็ยิ่งกว้างมากขึ้น

 

ผ่านไปครู่ใหญ่เฮยหรงก็ยังไม่สามารถทำแผลได้ด้วยตนเองได้สำเร็จ ขณะที่ความอ่อนเพลียปรากฏขึ้นบนใบหน้าอย่างชัดเจน จนในที่สุดเฟยหย่าก็ดึงกล่องไม้นั้นเข้าหาตนเองอย่างเชื่องช้าด้วยมือที่สั่นเทา แล้วลุกเดินเข้าไปหาชายผู้สวมอาภรณ์ดำ

 

องค์ราชาจับมือองค์รานีเอาไว้แล้วพากันออกไปนอกห้อง ขณะที่จิ่งอวี๋ต้องลากคนร่างเล็กออกไปอย่างยากลำบาก จนในที่สุดก็ต้องรวบตัวเอาไว้ในอ้อมแขนแทน หลงเหลือเพียงแต่ภูตหัวดื้อทั้งสองในห้อง เสียงเอ่ยขอโทษดังเล็ดลอดออกมาอีกครั้งก่อนที่บานประตูจะถูกปิดลง

 

 

 

 

ไม่มีใครรู้ว่าทั้งคู่พูดคุยหรือตกลงกันอย่างไร แต่ก็ดูเหมือนจะเป็นไปในทางที่ดี อาจเป็นเพราะทั้งคู่นั้นมีความเหมือนกันเสียจนน่ากลัว และยังอภิเษกกันแล้ว จึงทำให้เฟยหย่าสามารถเข้าใจสิ่งที่เฮยหรงทำลงไปได้อย่างไม่ยากเย็นเท่าไหร่ เพียงแค่รู้จักลดทิฐิและคำพูดที่ทำให้ฝ่ายตรงข้ามต้องเจ็บปวดลง เลือกใช้ถ้อยคำแห่งการยอมรับผิด และคำกล่าวขอโทษอย่างจริงใจ สิ่งที่สื่อออกมาจึงสามารถเข้าถึงดวงจิตของผู้ฟังได้อย่างไม่ยากเย็นนัก รวมไปถึงตัวช่วยชั้นดีอย่างความรู้สึกดีๆ และความผูกพันที่ทั้งคู่มีร่วมกันมาตลอดหลายปีภูต แต่ถึงกระนั้นดวงจิตที่ถูกทำร้ายอย่างบอบช้ำ และความเชื่อใจที่ถูกฉีกกระชากลงด้วยคำพูดร้ายๆ เพียงไม่กี่คำก็ต้องใช้ระยะเวลาในการรักษาที่ยาวนานนัก

 


ไม่นานนักเฮยหรงก็เข้ามาเอ่ยขอขมาแด่บุพการีของเฟยหย่า เขาเอื้อนเอ่ยถึงความรู้สึกที่ตนเองปิดบังเอาไว้มานาน และกล่าวขอโอกาสในการดูแลเฟยหย่าเพื่อชดเชยกับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเพราะตนเองเป็นต้นเหตุ

 

จิ๋นอิ่งร้องไห้จ้าเมื่อถูกผู้เป็นพ่อโอบอุ้มเอาไว้ในอ้อมอก ขณะที่เฮยหรงได้แต่ทำอะไรไม่ถูกจนเผลอเอ่ยดุบุตรชายเสียงเขียวให้หยุดงอแงเสียที จิ๋นอิ่งจึงยิ่งส่งเสียงร้องออกมาด้วยความกลัว เฟยหย่าตรงเข้าไปดึงบุตรชายเอามาไว้ในอ้อมอกพลางเอ่ยเรียกขวัญอยู่เพียงครู่จิ๋นอิ่งก็เผยรอยยิ้มสดใสออกมา แต่ทันทีที่เฮยหรงขยับเข้าไปใกล้ จิ๋นอิ่งก็เริ่มเบะปากอีกครั้งจนเฟยหย่าต้องไล่เฮยหรงให้ไปอยู่ที่มุมห้องเสีย

 

 




เฮยหรงเทียวไปเทียวมาระหว่างป่าอนธการกับบ้านของเฟยหย่าเป็นประจำอยู่ร่วมหกปีภูตเฟยหย่าก็เริ่มใจอ่อน ขณะที่ป่าอนธการก็ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ตามที่จิ่งอวี๋ได้เสนอข้อคิดเห็นที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายแก่องค์ราชาและเฮยหรง

 

ไพร่พลทั้งหลายช่วยกันเด็ดใบไม้ที่มีขนาดใหญ่ออกเพื่อให้แสงสว่างสามารถส่องลงมายังผืนป่าด้านล่างได้ และต้นไม้บางส่วนก็ถูกโค่นลงแล้วนำมาสร้างเป็นที่พักพิงที่แข็งแรงทนทานแทนการพักอยู่ตามถ้ำเฉกเช่นที่เคยเป็นมา ฝั่งภูตก็คอยช่วยเหลือด้วยการนำใบไม้ที่เด็ดออกมาทำเป็นหลังคาที่มีความคงทนและแข็งแรงจากการเคลือบด้วยกาวภูตสูตรพิเศษ

 

ผลหมากรากไม้จากดินแดนภูตที่มีอยู่อย่างเหลือเฟือถูกขนส่งไปยังฝั่งป่าอธนการในทุกๆ เดือน ขณะที่ตัวแทนไพร่พลในป่าอนธการออกมาเรียนรู้วิธีการเพาะปลูกจากพวกภูต พวกภูตก็เข้าไปเก็บสมุนไพรที่หายากในป่าอนธการเป็นการแลกเปลี่ยน นานๆ ทีก็นัดรวมพลกันไล่เตะฟุตบอลที่ทำมาจากลูกมะพร้าวที่หุ้มด้วยใบไม้เพื่อช่วยลดความแข็งลง โดยมีเว่ยโจวที่นำกีฬาชนิดนี้มาเผยแพร่ในแดนภูตเป็นกรรมการ แต่ละทีมจะมีผู้เล่นจากทั้งป่าอนธการและแดนภูตคละกัน และมีข้อห้ามในการใช้ปีกเพื่อทำให้เกิดความเท่าเทียมกัน

 


เฟยหย่าเก็บเสื้อผ้าบางส่วนไปไว้ในที่พักของเฮยหรงที่ได้รับการปรับปรุงเสียใหม่ ในช่วงกลางวันเฟยหย่ามักจะมาอยู่ที่โรงรักษาและอยู่กับจิ๋นอิ่งในแดนภูต ส่วนในตอนกลางคืนก็จะกลับไปยังป่าอนธการ เฟยหย่าได้รับการดูแลและปรนนิบัติอย่างดีจากเฮยหรงที่ยอมทำให้ทุกอย่างที่เฟยหย่าต้องการ ไม่ว่าเฟยหย่าอยากไปไหนเฮยหรงก็จะพาไป ไม่ว่าเฟยหย่าอยากทานอะไรเฮยหรงก็จะหามาให้ทาน แต่ก็ไม่วายโดนเว่ยโจวเอ่ยถ้อยคำจิกกัดอยู่ร่ำไป เฮยหรงกับเว่ยโจวจึงมักจะเป็นไม้เบื่อไม้เมากันอยู่เสมอแม้กระทั่งเรื่องเล็กๆ น้อยๆ  

 

จิ๋นอิ่งยังคงกลัวผู้เป็นพ่อของตนเองอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ไม่ว่าเฮยหรงจะพยายามมากแค่ไหนก็ตาม คงเป็นเพราะดวงจิตน้อยๆ ดวงนี้สามารถรับรู้ความรู้สึกของผู้เป็นแม่ได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ จิ๋นอิ่งจึงไม่ยอมเข้าหาเฮยหรงอย่างง่ายดายนัก เผลอทีไรก็มักไปซุกตัวอยู่ด้านหลังของผู้เป็นแม่อยู่เสมอ จิ๋นอิ่งจึงพักอาศัยอยู่ในแดนภูตตลอดเวลาในช่วง 24 ปีภูตแรกของชีวิต โดยพักอาศัยอยู่กับถิงหลิวและหลิ่งจือผู้มีศักดิ์เป็นตาและยาย และบ่อยครั้งก็มักจะถูกเว่ยโจวชักชวนเด็กน้อยให้ไปนอนค้างด้วยกัน แม้คนข้างกายจะไม่ค่อยเห็นด้วยก็ตาม จวบจนย่างเข้าปีที่ 25 จิ๋นอิ่งก็เริ่มยอมไปพักในป่าอนธการเดือนละครั้ง และค่อยๆ เพิ่มจำนวนขึ้นตามลำดับ

 

ภูตตัวน้อยเติบโตขึ้นอย่างช้าๆ ตามแบบฉบับของภูตที่ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดเจนทุกๆ 12 ปีภูต แต่ถึงกระนั้นความคิดความอ่านของภูตก็มักจะพัฒนาล้ำหน้ากว่าร่างกายอยู่เสมอ จิ๋นอิ่งเป็นภูตตัวน้อยที่ขี้อายและค่อนข้างเก็บเนื้อเก็บตัว ต้องเอ่ยถามเสียหลายประโยคเจ้าตัวจึงจะยอมเอื้อเอ่ยให้ได้ยินเสียงสักคำ โดยเฉพาะในกรณีที่หนักเช่นเฮยหรง จิ๋นอิ่งก็ไม่หือไม่อือเลยสักคำ และการได้เห็นเฮยหรงสิ้นท่าก็นับเป็นสิ่งหนึ่งที่เว่ยโจวชื่นชอบที่สุด ซึ่งดูจากสถานการณ์แล้วเฮยหรงคงต้องสู้รบปรบมือกับผู้เป็นบุตรไปอีกนาน













 

            เหมันต์ฤดูผ่านพ้นไปแล้ว อากาศโดยรอบแดนภูตค่อยๆ อุ่นขึ้นทีละน้อย ปลุกสัตว์ทั้งหลายให้ตื่นจากการหลับใหลอันยาวนาน ภูตทั้งหมดในดินแดนมารวมตัวกันอยู่หน้าผืนหญ้าสุดสายตาที่กำลังผลิใบเล็กๆ โผล่พ้นขึ้นมาจากผืนดินสีน้ำตาลเข้ม แม้กระทั่งอดีตองค์ราชาและองค์รานีก็ยังมารวมตัวกันอยู่ ณ ที่แห่งนี้ ทั่วทั้งลานเงียบสงบมีเพียงเสียงสายลมที่พาดผ่านมานานๆ ครั้งเท่านั้น ที่บั้นเอวของภูตแต่ละตนมีถุงผ้าเล็กๆ ถูกผูกอยู่ ด้านในบรรจุเมล็ดพันธุ์แห่งการเริ่มต้นเอาไว้ เมล็ดพันธุ์เหล่านี้ได้จากการเก็บเกี่ยวพืชพันธุ์ในช่วงสารทฤดู และจะถูกนำไปใส่ในกระถางไม้ใบโตที่ตั้งอยู่เรียงรายทั้งห้าทิศเพื่อเป็นการบูชาพระแม่ทั้งห้า ได้แก่ พระแม่ธรณี พระแม่คงคา แม่พระพาย แม่พระเพลิง และพระแม่โพสพ เพื่อให้เหล่าภูตทั้งหลายได้ระลึกถึงบุญคุณของธรรมชาติ และรู้จักใช้สิ่งที่ตนมีในทางที่ถูกที่ควร

 

            พิธีบูชาพระแม่นี้จะถูกจัดขึ้นในวันแรกของวสันต์ฤดู ถือเป็นพิธีแห่งการเริ่มต้นชีวิตใหม่สำหรับภูตในแต่ละปี เมล็ดพืชเม็ดเล็กๆ จะถูกหย่อนลงไปในกระถางไม้ใบโตจนเต็ม โดยกระถางทั้งห้าใบนี้จะถูกนำไปเก็บเอาไว้ในห้องพิธีและแจกจ่ายกลับคืนไปให้ภูตในช่วงปลายฤดูเพื่อเริ่มต้นการเพาะปลูก

 

            องค์ราชาและองค์รานียืนอยู่ด้านหน้าของภูตที่เรียงแถวขดวนไปมาจนเกิดเป็นวงกลมขนาดใหญ่หลายวงจนสุดสายตา ทั้งสองใช้มือแตะที่ศีรษะแล้วผายมือออกเพื่อเป็นการให้เกียรติภูตตนแรกของแถว โดยการต่อแถวนี้จะเรียงตามลำดับอายุของภูตเริ่มจากภูตที่อายุน้อยที่สุดและปิดท้ายด้วยองค์ราชาและองค์รานีผู้ดูแลปกครองดินแดน จิ๋นอิ่งยืนเกร็งอยู่ด้านหน้าสุด ภูตน้อยเขย่งปลายเท้าแล้วหย่อนเมล็ดเล็กๆ ที่อยู่ในมือป้อมๆ ลงไปในกระถางไม้ เหลียวซ้ายแลขวามองหาผู้เป็นแม่ก่อนจะออกเดินต่อไปยังกระถางต่อไป จวบจนองค์ราชาหย่อนเมล็ดสุดท้ายลงในกระถางใบที่ห้าเสียงโห่ร้องด้วยความยินดีก็ดังขึ้น งานเฉลิมฉลองของวสันต์ฤดูได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว อาหารการกินมากมายถูกยกเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ไพร่พลจากป่าอนธการเองก็ถูกรับเชิญให้เข้ามาร่วมในงานเฉลิมฉลองนี้มาได้หลายปีแล้ว




 

 

            สองสัปดาห์หลังจากพิธีบูชาพระแม่และงานเฉลิมฉลองวสันต์ฤดูได้ผ่านพ้นไป งานที่ภูตทั้งหลายรอคอยก็ค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา พวกภูตมักจะระดมกันมาช่วยในการจัดงานมงคลเช่นนี้อยู่เสมอ ขณะที่เจ้าของงานกลับต้องเก็บตัวอยู่แต่ในห้องของตนเท่านั้น เพราะสิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนคำอวยพรจากเหล่าภูต และคำอวยพรนี้ควรถูกส่งแก่ผู้รับเมื่อถึงเวลาเท่านั้น

 

            ถึงแม้จะล่วงเข้าราตรีกาลมาได้นานแล้วแต่สุ่มเสียงพูดคุยกันของเหล่าภูตที่เตรียมงานยังคงแว่วมาให้ได้ยิน ร่างบางแอบเปิดบานประตูตรงระเบียงออกไปสังเกตการณ์ ก่อนจะสะดุ้งสุดตัวเมื่อถูกสัมผัสเข้าที่บริเวณแผ่นหลัง นึกในใจว่าคงจะต้องโดนลงโทษเป็นแน่ แต่พอเห็นว่าเป็นคนที่สัมผัสตนเป็นใครมือเรียวก็ฟาดเบาๆ เข้าที่แขน ดันฝ่ายตรงข้ามเข้าไปในห้องแล้วปิดประตูทันที

 

            “พี่จิ่งอวี๋เข้ามาได้ยังไง! เขาให้อยู่แต่ในห้องไม่ใช่เหรอ?” เว่ยโจวเอ่ยถามเสียงเขียวทั้งๆ ที่ตัวเองเพิ่งแอบเปิดประตูออกไปอยู่เมื่อครู่ จิ่งอวี๋ชี้นิ้วไปทางหน้าต่างที่เปิดอยู่

 

            “งั้นพี่ควรจะกลับห้องใช่ไหม? แต่ก่อนกลับพี่ว่าพี่จะแวะไปหาองค์ราชาเสียหน่อย แล้วบอกว่าพี่เห็นบางคนแอบย่องออกไปดูงาน จะได้รับโทษพร้อมกันไปเลย” จิ่งอวี๋สาวเท้าเข้าไปหาประตูบานใหญ่ที่ยืนสงบนิ่งอยู่ ร่างบางที่เห็นท่าไม่ดีก็รีบบินไปดักหน้าเอาไว้

 

            “เอ่อ… ไม่ต้องรีบกลับก็ได้พี่จิ่งอวี๋ นั่งดูจันทรากับโจวโจวก่อนดีหรือไม่ คืนนี้จันทราช่างสวยยิ่งนัก” เว่ยโจวลากร่างสูงมานั่งบนเตียง แสงจันทร์กระจ่างลอดผ่านเข้ามาตามบานหน้าต่างจนสว่างไปทั่วทั้งห้อง

 

            จิ่งอวี๋ยกตัวร่างอีกคนขึ้นมานั่งบนตักแล้วใช้แขนโอบเอาไว้หลวมๆ

 

            “พี่จิ่งอวี๋… โจวโจวถามอะไรพี่จิ่งอวี๋หน่อยได้ไหม?” จิ่งอวี๋ส่งเสียงตอบรับในลำคอ

 

            “พี่จิ่งอวี๋แน่ใจแล้วจริงๆ เหรอ ถ้าผ่านพ้นพรุ่งนี้พี่จิ่งอวี๋จะต้องอยู่ที่นี่กับโจวโจวตลอดไปเลยนะ พี่จิ่งอวี๋จะไม่เสียใจเหรอถ้าไม่ได้กลับไปใช้ชีวิตบนโลกมนุษย์แล้ว” เว่ยโจวเอ่ยถามด้วยความสับสนที่ก่อตัวขึ้นภายใน ไม่อยากยึดเอาเพียงแค่ความสุขของตัวเอง แต่กลับต้องทำให้คนรักต้องลำบากหรือทุกข์ใจ

 

            “แน่ใจสิ ถ้าไม่แน่ใจพี่คงไม่เอ่ยขอดูแลโจวโจวจากองค์ราชาและองค์รานีหรอกครับ และพี่เองก็ไม่เสียใจที่กลายมาเป็นภูตแบบนี้ เพราะมันคือสิ่งที่พี่ควรจะเป็น และเป็นตัวตนจริงๆ ของพี่อยู่แล้ว อีกอย่างพี่ก็ยังสามารถลงไปเยี่ยมพ่อ เจ้าวิน แล้วก็เฟิงซงได้อยู่ ใช่ว่าจะไม่ได้พบเจอกันอีกแล้วเสียเมื่อไหร่ เมื่อไม่กี่อาทิตย์ที่แล้วเราก็ยังเจอพวกเขาอยู่เลยจำได้ไหม” เสียงทุ้มเอ่ยตอบ  

 

“โจวโจวรู้ใช่ไหมครับว่าพี่รักโจวโจว” ร่างบางพยักหน้ารับ จากสิ่งต่างๆ ที่ร่างสูงทำมันทำให้เขารับรู้ได้เป็นอย่างดีว่าสิ่งที่ก่อตัวขึ้นระหว่างพวกเขาไม่ได้เป็นเพียงความหลงใหลเพียงชั่วครู่ชั่วคราว

 

“เพราะฉะนั้นไม่ว่าโจวโจวอยู่ที่ไหน พี่ก็จะอยู่ที่นั่นกับโจวโจว พี่อยากนอนหลับแล้วก็ตื่นขึ้นมาเห็นหน้าโจวโจวอยู่ข้างๆ พี่อีกครั้ง ต่อจากนี้ไปทุกๆ วัน เราจะใช้เวลาร่วมกันให้ดีที่สุดเพื่อชดเชยเวลาที่เราได้สูญเสียไปนะครับ”

 

“โจวโจวก็รักพี่จิ่งอวี๋นะ รักมากๆ เลยด้วย โจวโจวจะอยู่กับพี่จิ่งอวี๋ตลอดไปเลย” จิ่งอวี๋ฉีกยิ้มกว้าง พลางดึงรั้งใบหน้าเล็กเข้ามาหาขณะบดเบียดริมฝีปากลงไปอย่างนุ่มนวลแล้วค้างเอาไว้อย่างนั้น ไม่รุกล้ำไม่เร่งเร้าราวกับจะย้ำทุกถ้อยคำและความรู้สึกที่ตนมีให้ติดตรึงลงไปตราบนานเท่านาน

 

 

 


 -To be continued-

40 ความคิดเห็น