Fairy Tell [Yuzhou]

ตอนที่ 19 : บทที่ 18

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 84
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    22 ก.ย. 59

            ชายหนุ่มร่างสูงสาวเท้าเข้ามาใกล้ พลางใช้มือแตะบริเวณอกด้านซ้ายแล้วผายมือมาด้านหน้าตามแบบฉบับการทักทายของภูต ดวงจิตสีดำทั้งหลายหาสนใจคำทักทายดังกล่าวไม่ พวกมันตรงเข้าไปรุมล้อมร่างนั้นไว้จนแทบมิด เสียงด่าทอและสาปแช่งดังก้องอยู่ในอากาศ ทันใดนั้นเสียงนุ่มทุ้มที่เป็นเอกลักษณ์ก็ดังกังวานกลบเสียงเหล่านั้นจนสิ้น

 

“ข้ามาขอดวงจิตของคู่ทางจิตวิญญาณของข้าคืน และส่งพวกเจ้าทั้งหลายกลับคืนไปเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติอีกครั้ง” สิ้นเสียงนั้นเกิดแสงสว่างวาบกำจายไปทั่ว ดวงจิตทั้งหลายพยายามหลีกหลีซ่อนเร้นแต่เมื่อสัมผัสกับแสงนั้นมันก็สลายหายไป ชายผู้นั้นเดินเข้ามาหาแล้วช้อนร่างของอีกฝ่ายขึ้นอย่างง่ายดาย

 

            “โจวโจวตื่นเถอะครับ พี่มารับแล้ว” เขาส่งเสียงครางอื้อในลำคอตอบกลับไปอย่างรำคาญ ขณะสัมผัสได้ถึงเสียงหอบหายใจอย่างหนักหน่วงของคนที่พยายามควบคุมลมหายใจให้เป็นปกติ  

 

            “กลับบ้านเรากันนะครับ” เขาพยักหน้าตอบรับไปอย่างนั้น ตอนนี้จะให้เขาไปที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ที่ที่เหน็บหนาวนี่ แต่สิ่งที่เขาปรารถนาที่สุดคงหนีไม่พ้นห้องนอนที่มีเตียงนุ่มๆ อยู่

 

            ร่างบางหลับตาพริ้ม พลางยกยิ้มอย่างมีความสุข เพราะนี่ถือเป็นฝันดีที่สุดตั้งแต่เขาหลุดเข้ามาอยู่ในโลกมืดมิดนี้ ถ้าดวงจิตดวงไหนกล้ามาปลุกเขาล่ะก็ เขาจะอาละวาดใส่ให้หนำใจเลยคอยดูสิ!!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            “เว่ยโจวตื่นเถิด” น้ำเสียงแว่วหวานแสนคุ้นหูดังขึ้น เสียงนั้นฟังดูเหมือนท่านแม่ของเขาไม่มีผิดเพี้ยน พลางนึกโมโหดวงจิตทั้งหลาย จึงลืมตาขึ้นหมายจะจัดการเรียงตัว แต่แล้วภาพที่ปรากฏตรงหน้าก็ทำให้หยาดน้ำตาแห่งความยินดีเอ่อล้นออกมา

 

            “ท่านพี่ เว่ยโจวฟื้นแล้ว!” มือนวลเนียนหันไปจับแขนแกร่งที่อยู่ด้านข้าง

 

            “ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านจอมทัพ ท่านจิ่นเอ๋อ ท่านหลิ่งจือ ท่านถิงหลิว ท่านอาจารย์ เฟยหย่า” เว่ยโจวเอ่ยชื่อของคนที่ยืนรายล้อมและส่งรอยยิ้มมาให้เขาอยู่ตอนนี้อย่างไม่อยากเชื่อสายตา สายตาเรียวเหลือบไปเห็นอีกร่างที่เขารักอย่างสุดหัวใจ

 

            “เฟยหรง! แกก็มาด้วยเหรอ” เจ้านกส่งเสียงฮู้เบาๆ ตอบรับอยู่นอกหน้าต่าง ก่อนที่ผู้เป็นอาจารย์จะกระแอมไอขึ้นมา

 

            “ศิษย์ข้า… เจ้าหลงลืมใครบางคนไปหรือไม่?” เว่ยโจวขมวดคิ้วอย่างงุนงงพลางหันไปมองด้านหลังของตนตามที่ผู้เป็นอาจารย์ชี้

 

            “พี่จิ่งอวี๋!!?” ภูตน้อยเบิกตาโต เมื่อคนที่เขาไม่เคยคิดฝันว่าจะมาอยู่ที่นี่มากที่สุดกลับปรากฎตัวอยู่ตรงหน้าเขา  เว่ยโจวโถมร่างเข้าไปหาแล้วกอดคนตรงหน้าเอาไว้แน่น ก่อนจะสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่แปลกประหลาดไปจากเดิม

 

            “พี่จิ่งอวี๋มีปีกเหรอ!! นี่ใช่พี่จิ่งอวี๋จริงหรือเปล่าเนี่ย หรือท่านเป็นฝาแฝด หูท่านแหลมเหมือนข้าด้วย แถมตาของท่านยังเป็นสี... สีบุษราคัมเหรอเนี่ย!!!” เว่ยโจวปีนขึ้นไปบนตัวอีกฝ่ายลูบคลำจุดนู้นทีจุดนี้ทีจนโดนผู้เป็นอาจารย์ให้มือเขกเข้าที่ศีรษะจึงจะสงบเสงี่ยมลงได้ เว่ยโจวโอดครวญพลางลูบศีรษะปอยๆ

 

            “ลองใช้ดวงจิตของเจ้าดูสิเว่ยโจว แล้วบอกข้าที ว่าคนที่อยู่ตรงหน้าเจ้า ใช่จิ่งอวี๋ที่เจ้ารู้จักหรือไม่” เว่ยโจวเอื้อมมือซ้ายไปสัมผัสแผ่นอกหนาด้านซ้าย ก่อนจะโผเข้ากอดร่างชุ่มเหงื่อนั้นอีกครั้งด้วยความยินดี เจ้าตัวโบกมือเพียงเล็กน้อยสายลมเย็นๆ ก็พัดกรูกันเข้ามา

 

            “ใช่สิท่านอาจารย์ ข้าจำหัวใจดวงนี้ได้ ข้าคิดถึงพี่จิ่งอวี๋จัง” เว่ยโจวกอดคนตรงหน้าเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ภูตที่เหลือได้แต่มองภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม ยกเว้นก็แต่เฟยหย่าที่กำลังกลั้นน้ำตาเอาไว้ ความรู้สึกผิดแล่นเข้าจู่โจมราวกับคลื่นยักษ์ลูกแล้วลูกเล่า หลิ่งจือที่เห็นอาการของบุตรีจึงเอ่ยขึ้น

 

            “ดูท่าพวกเขาคงมีเรื่องต้องพูดคุยกัน ข้าว่าพวกเราน่าจะปล่อยให้พวกเขาพูดคุยกันตามลำพังน่าจะดีนะ” ภูตที่เหลือพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดนั้นก่อนทยอยออกจากห้องไป หลิ่งจือและถิงหลิวโอบกอดร่างของบุตรีไว้ในอ้อมอกแล้วบินออกไป

 

            “หากเจ้าพูดคุยกันเสร็จแล้ว ข้าคงต้องรบกวนเจ้าให้ช่วยดูแลเจ้าเด็กดื้อนี้อีกสักพักนะจิ่งอวี๋” องค์รานีหันร่างกลับมาเอ่ยต่อจิ่งอวี๋ ขณะที่เด็กดื้อเอ่ยท้วงเสียงดัง

 

            “เงียบๆ หน่อยสิเจ้า ถ้าข้ารู้ว่าเจ้าฟื้นขึ้นมาแล้วจะส่งเสียงแสบแก้วหูเยี่ยงนี้ ข้าน่าจะให้เจ้านอนต่อไปอีกนานๆ” เว่ยโจวปิดปากตนเองดังฉับ ไม่วายเอามือป้องปากอีกครั้ง พลางส่ายหน้าปฏิเสธจนเส้นผมกระจาย

 

“เลิกส่ายศีรษะเสียที ข้าเห็นแล้วรำคาญลูกตานัก จงฟังข้าให้ดีเว่ยโจวต่อไปนี้ข้าจะให้เวลาเจ้า ปีภูตในการออกไปเที่ยวเล่นอย่างที่เจ้าชื่นชอบเพื่อฟื้นฟูร่างกายที่ไม่ได้ขยับเขยื้อนมานานของเจ้า และข้าจะถือโอกาสนี้ให้เจ้าพาจิ่งอวี๋ไปแนะนำสถานที่ต่างๆ รอบดินแดนภูต เจ้าทำได้หรือไม่ หรือจะให้ข้าหาภูตตนอื่น...” ยังพูดไม่ทันจบเว่ยโจวก็รีบเอ่ยขัดขึ้นมา

 

            “ข้าทำได้ท่านอาจารย์ อย่าเป็นห่วงไปเลย เรื่องแค่นี้เชื่อปีกเว่ยโจวได้เลย” ผู้เป็นอาจารย์พยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้ม ก่อนที่บานประตูจะถูกปิดลง

 

            “พี่จิ่งอวี๋ โจวโจวอึดอัดนะ” ร่างบ่างดิ้นอยู่ในอ้อมกอด ลมหายใจอุ่นสัมผัสใบหูแหลมจนเจ้าตัวหัวเราะคิก

 

            “พี่ขอโทษนะครับที่ตอนแรกจำโจวโจวไม่ได้ โจวโจวเคยมาหาพี่ตอนเด็กๆ ใช่ไหม แต่ตอนนั้นโจวโจวเหมือนหิ่งห้อยจริงๆ นะตัวเล็กกว่านี้ตั้งเยอะแหนะ” คนพูดทำท่าทางประกอบเมื่อนึกถึงความทรงจำในวัยเยาว์ที่หลั่งไหลเข้ามาตอนอยู่ภายในถ้ำรัตนชาติ

 

            “คำก็หิ่งห้อย สองคำก็หิ่งห้อย เดี๋ยวโจวโจวสั่งให้พวกหิ่งห้อยมากินพี่จิ่งอวี๋ซะเลยดีไหม” เว่ยโจวว่าพลางแยกเขี้ยวขู่

 

            “นี่โจวโจวจะใจร้ายทำกับพี่ได้ลงคอเชียวเหรอ” จิ่งอวี๋อมลมเข้าปากจนแก้มพอง เบะปากออกพองาม แล้วใช้ดวงตาเรียวคู่นั้นจ้องมองคนในอ้อมกอดที่เขาเฝ้าคิดถึงมาเนิ่นนาน

 

            “โจวโจวไม่ทำจริงๆ หรอกน่า ใครจะกล้าทำร้ายคนที่ช่วยชีวิตตัวเองลงล่ะ แต่จริงๆ แล้วพี่จิ่งอวี๋ไม่ควรมาช่วยโจวโจวเลย” 

 

            “ถ้าพี่จิ่งอวี๋ไม่คิดจะช่วยโจวโจว โจวโจวก็ไม่เคยคิดต่อว่าพี่จิ่งอวี๋แม้เพียงครึ่งคำ เป็นเพราะโจวโจวเองที่ทำให้พี่จิ่งอวี๋ต้องลงไปอยู่บนโลกมนุษย์ ทำให้พี่จิ่งอวี๋ต้องเสียใจ ทำให้ท่านจอมทัพและท่านจิ่นเอ๋อต้องเสียใจด้วย” จิ่งอวี๋กระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นอีกนิด

 

            “พี่ไม่โกรธโจวโจวหรอกรู้ไหมครับ เพราะพี่รู้ว่าโจวโจวไม่ได้ตั้งใจ อีกอย่างมันก็ทำให้พี่ได้เจอกับคนดีๆ ตั้งมากมายที่รักแล้วก็เป็นห่วงพี่ และที่สำคัญที่สุดมันก็ทำให้พี่รู้ว่าโจวโจวรักพี่ขนาดไหนไงครับ” เลือดแล่นขึ้นมากองกันอยู่บนใบหน้าขาวเนียนขณะเอ่ยปากปฏิเสธข้อกล่าวหา

 

            “พะ…พี่จิ่งอวี๋มั่วแล้ว โจวโจวไม่เคยพูดว่ารักพี่จิ่งอวี๋เสียหน่อย”

 

            “แล้วใครกันน๊ารอพี่มาตั้งนานแหนะ แถมทำตัวเป็นเด็กดีไม่ยอมหนีไปมีคนอื่นด้วยสิ แล้วยังชอบแอบหนีลงไปแอบดูพี่ที่โลกมนุษย์บ่อยๆ โจวโจวรู้จักไหมครับพี่ว่าจะชดเชยให้เขาซะหน่อย” เว่ยโจวหันขวับพลางทำตาแวววาวเมื่อได้ยินคำว่าชดเชย

 

            “จริงเหรอ พี่จิ่งอวี๋จะชดเชยให้จริงๆ เหรอ?

 

            “จริงสิครับ พี่เคยโกหกซะที่ไหนล่ะ ว่าแต่เขาอยู่ไหนน๊า?” จิ่งอวี๋ว่าพลางมองหาไปรอบห้อง

  

            “นี่ไงๆ โจวโจวนี่ไง โจวโจวรักท่านแม่ ท่านพ่อ ทุกๆ คน แล้วโจวโจวก็รักพี่จิ่งอวี๋ด้วยนะ โจวโจวรอพี่จิ่งอวี๋มาตลอดเลยด้วย อืม… ถ้าเอาตั้งแต่พี่จิ่งอวี๋เป็นไข่ก็ 240 ปีภูต แต่ถ้าตั้งแต่พี่จิ่งอวี๋ลงไปอยู่โลกมนุษย์ก็ 204 ปีภูตแหนะ” เว่ยโจวโบกไม้โบกมือไปมา

 

            “นานจริงๆ ด้วยสิ ขอบคุณที่รอพี่นะครับ ส่วนเรื่องความรัก พี่ว่าโจวโจวต้องเรียนรู้อีกเยอะเลยล่ะ และอย่างแรกที่พี่คิดว่าโจวโจวจำเป็นต้องเรียนรู้คือการแสดงความรักต่อกันด้วยการ…จูบ” หลังกระซิบเสียงแผ่ว ร่างสูงก็โน้มใบหน้าลงไปหาร่างบางที่พยายามปัดป้องเต็มที่ ใบหน้าขึ้นสีระเรื่อจนน่ากัดให้จมเขี้ยวเสียหลายที

 

            “เดี๋ยวสิ เดี๋ยวก่อน พี่จิ่งอวี๋ยังไม่บอกเลยว่าจะชดเชยยังไง” เว่ยโจวดิ้นรนเอาตัวรอด สิ่งที่คิดว่าอยากจะได้รับการชดเชยกระจัดกระจายหายไปหมดเมื่อถูกจู่โจมอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว

 

            “ให้พี่จูบก่อนสิ แล้วเดี๋ยวพี่จะบอก” คนพูดหรี่ตาอย่างเจ้าเล่ห์

 

            “เอ่อ… ไม่เป็นไรโจวโจวไม่อยากรู้แล้ว มะ…ไม่ต้องชดเชยก็ได้ ปล่อยโจวโจวนะ…อื้อออออ” ดูท่าว่าคำห้ามปรามนั้นคงไร้ผลโดยสิ้นเชิง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            หลังจากที่เว่ยโจวฟื้นได้ไม่นาน การพิจารณาเรื่องของเฟยหย่าก็เริ่มขึ้นอย่างเงียบๆ เพราะจนกระทั่งบัดนี้ก็ยังไม่มีใครในโลกภูตรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเว่ยโจว ผู้เป็นอาจารย์บอกกับภูตตนอื่นเพียงแค่ว่าเขาได้มอบหมายงานให้เว่ยโจวไปทำเท่านั้น และถึงแม้ว่าจะไม่มีใครติดใจเอาความเฟยหย่ามากมายอะไร โดยเฉพาะเว่ยโจวที่ถึงแม้ภูตสาวจะทำให้ตนเกือบดับสิ้น กลับไม่คิดแค้นเคืองแม้เพียงน้อย แต่สิ่งเหล่านี้ยิ่งทำให้เฟยหย่ารู้สึกผิดมากขึ้น จนในที่สุดเธอก็ขอรับโทษที่หนักที่สุดเพื่อเป็นการลบล้างความผิดของตนเอง เพราะเธอรู้ว่าถึงอย่างไรสิ่งเหล่านี้คงจะติดอยู่ภายในใจของเธอตลอดไป และต่อให้เธอจะคอยดูแลเว่ยโจวตลอดช่วงสองปีภูตที่ผ่านมา แต่มันกลับไม่สามารถลบล้างความรู้สึกผิดในใจได้เลยแม้แต่น้อย ยิ่งได้เห็นภาพผู้เป็นสหายนอนสงบนิ่งแบบนั้นเธอก็ยิ่งเจ็บปวด

 

 

            วันถัดมาเฟยหย่าก็เข้าไปอยู่ในสถานที่จองจำที่แสนมืดมิด ถึงแม้ทุกคนจะแวะมาเยี่ยมเยียนและคอยจุดคบไฟเพื่อให้ห้องนั้นสว่างไสวอยู่เสมอ แต่เมื่อทุกคนจากไป เฟยหย่าก็จะดับไฟนั้นด้วยมือของเธอเอง จวบจนความง่วงงุนเข้าครอบงำ แต่เฟยหย่ากลับไม่สามารถนอนหลับได้อย่างสนิทเลยแม้เพียงสักคืน โดยเฉพาะเวลาที่เธอเห็นดวงหน้าของเฮยหรงที่มองตรงมาด้วยดวงตาสีมรกตแสนเกรียวกราด ฝันร้ายนี้คอยหลอกหลอนเธอตลอดระยะเวลาสองปีภูตที่ผ่านมา

 

            เฟยหย่ามักจะร่ำไห้อยู่ตรงซอกมุมของห้องในยามค่ำคืน และยามลืมตาตื่นโดยปราศจากหยาดน้ำตาเธอมักจะเหม่อมองซี่เหล็กขนาดใหญ่ที่กักขังเธอไว้อยู่เสมอ ยิ้มเยาะให้กับความโง่เขลาเบาปัญญาของตนเอง เธอเริ่มพูดน้อยลง กินน้อยลง และเหม่อมองมากขึ้น

 

เธอเองก็รู้ว่าชีวิตของภูตที่ตรอมใจคงไม่ยืนยาวเท่าไรนัก แต่ถึงกระนั้นเธอกลับไม่หยี่ระต่อการดับสิ้นที่คืบคลายเข้าใกล้เธอทุกขณะ จนกระทั่งเมื่อสัมผัสได้ถึงดวงจิตอันบางเบาอีกดวงภายในกายของเธอเอง เฟยหย่ากรีดร้องออกมาด้วยความโศกเศร้า มือที่เริ่มแห้งและหยาบกร้านเหยียดชูขึ้นตรงหมายจะทำร้ายตัวเองและดวงจิตที่อยู่ภายใน เว่ยโจวที่เปิดประตูเข้ามาเห็นท่าไม่ดีจึงรีบวิ่งตรงเข้ามา และเพียงแค่จิ่งอวี๋ใช้มือสัมผัสแม่กุญแจเท่านั้นมันก็หลุดออกอย่างง่ายดาย  เว่ยโจวโอบกอดเฟยหย่าที่กำลังสะอื้นอย่างหนักเอาไว้ในอ้อมแขน

 

            เว่ยโจวตัดสินใจให้เฟยหย่าเลือกว่าจะอยู่กับเขา หรือจะกลับไปหาผู้เป็นบุพการีทั้งสอง แต่ถึงอย่างไรเขาจะไม่มีวันให้เธอกลับลงไปอยู่ในห้องที่มืดมิดนั้นอีกแล้ว และคงไม่มีใครค้านถ้าได้รู้ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

 

            “เฟยหย่าเชื่อข้าสิ ภูตที่กำเนิดออกมาจะต้องน่ารักเป็นแน่ นี่ๆ เจ้าให้ข้าเป็นท่านพ่อบุญธรรมได้หรือไม่?” เว่ยโจวเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นภูตสาวทำหน้าเศร้า และเขาก็รู้ว่าเธอคงกำลังคิดว่าสิ่งที่อยู่ในตัวของเธอคือปีศาจที่ชั่วร้ายเฉกเช่นคนที่ทำร้ายเธอ แต่เว่ยโจวหาเชื่อเช่นนั้นไม่ เขาเชื่อว่าธรรมชาติจะไม่โหดร้ายกับเฟยหย่าเช่นนั้น แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นจริงดวงจิตที่อยู่ในกายของเฟยหย่าก็บริสุทธิ์ และไม่สมควรที่จะต้องมารับเคราะห์กรรมใดๆ ที่เจ้าตัวไม่ได้ก่อ

 

            “ข้าว่าเจ้าลองถามคนข้างกายเจ้าดูก่อนเถิด” เฟยหย่าพยักเพยิดอย่างอ่อนแรงไปทางเจ้าของดวงตาสีบุษราคัมคู่สวยที่ยืนทำหน้านิ่งอยู่

 

            “เอ่อ... ข้าเป็นพ่อบุญธรรมได้หรือไม่พี่จิ่งอวี๋” ร่างเล็กหันไปถามพลางขยิบตาเป็นการใหญ่ เพราะไม่อยากให้เฟยหย่าต้องเป็นทุกข์มากไปกว่านี้ 

 

            “เจ้าเจ็บตารึเว่ยโจว และแน่นอนว่าคำตอบของข้าคือไม่ ท่านพ่อบุญธรรมนั้นให้ข้าเป็นเถิด ส่วนเจ้าเป็นท่านแม่บุญธรรมแทนก็แล้วกัน” จิ่งอวี๋เอ่ยเย้าจึงโดนมือเล็กหยิกเข้าที่สีข้างอย่างไม่ปรานีปราศัย ทำเอาต้องเบี่ยงตัวหลบเป็นพัลวัน

 

            “ของแบบนี้มันไม่ได้วัดกันที่รูปร่างหรือความสูงเสียหน่อย ถ้าภูตน้อยของเฟยหย่ากำเนิดออกมาข้าจะให้เขาเป็นคนเลือกด้วยตัวเอง ว่าใครจะได้เป็นท่านพ่อบุญธรรม!” นิ้วเรียวจิ้มจึกๆ เข้าที่อกตัวเอง ก่อนจะเปลี่ยนไปจิ้มที่อกหนาอย่างท้าทาย แต่แค่ชั่วพริบตาก็โดนรวบตัวเข้าไปอ้อมแขนแกร่งเสียแล้ว

 

            “ปะ...ปล่อยข้านะพี่จิ่งอวี๋!! นี่เฟยหย่าเจ้าไม่คิดจะช่วยข้าบ้างหรือไร” เฟยหย่ายืนยิ้มเศร้าๆ อยู่ด้านข้าง ถึงแม้เธอจะดีใจที่สหายรักของเธอมีความสุข

 

แต่ขณะเดียวกันเธอกลับรู้สึกเศร้าใจกับสิ่งที่ต้องเผชิญจากการเลือกของตนเอง เธอคงไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับความสุขเช่นนี้เป็นแน่

 




 -To be continued-


#

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

40 ความคิดเห็น

  1. #37 ZHOUTON (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 23 กันยายน 2559 / 02:38
    ขอบคุณครับไรท์ น่าสงสารเฟยหย่าจัง สู้ๆครับไรท์ รอตอนต่อไปครับ ^_^
    #37
    1
    • #37-1 alohapsyche (@jarnaka) (จากตอนที่ 19)
      29 กันยายน 2559 / 21:22
      มาส่งตอนต่อไปแล้วค๊า ฟิ้ววว
      #37-1