Fairy Tell [Yuzhou]

ตอนที่ 11 : บทที่ 10

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 93
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    11 ส.ค. 59

ท้องทะเลสีคราม ตัดกับผืนทรายสีขาวเนียนละเอียด ลมเบาๆ ที่พัดโชยอยู่ตลอดเวลาทำให้เมฆก้อนเล็กก้อนใหญ่ที่ลอยอยู่เคลื่อนตัวผ่านไปอย่างช้าๆ และบางก้อนก็เปลี่ยนรูปร่างของตัวเองไป เป็นบรรยากาศที่ทำให้หลายคนรู้สึกผ่อนคลาย และสร้างรอยยิ้มให้คนที่เดินอยู่ริมชายหาดได้มากมาย แต่คงไม่ใช่กับคนที่นั่งหน้าบึ้ง คิ้วผูกเป็นโบว์ย่นๆ อยู่ตรงนี้แน่ๆ

 

            ดวงตากลมโตคู่นั้นจ้องมองคนที่อยู่ด้านข้างอย่างไม่พอใจ ฟันซี่เล็กๆ กำลังเคี้ยวหลอดที่ถูกเสียบอยู่ในแก้วน้ำแตงโมปั่นสีแดงอ่อนอย่างเมามัน ถ้าเลือกได้เจ้าตัวคงอยากขย้ำคอคนบางคนเสียมากกว่า เมื่อคนที่ถูกจ้องมองรู้สึกตัวก็หันมายิ้มให้อย่างอารมณ์ดีแทน แล้วเปลี่ยนเป็นส่งเสียงดุเมื่อคนที่เคี้ยวหลอดอยู่เมื่อครู่ทำท่าจะถอดเสื้อฮูดแขนกุดที่เขาซื้อมาออก

 

            “ถ้าโจวโจวคิดจะใช้ร่างภูตออกไปเล่นน้ำทะเลก็เอาเลย พี่ไม่ห้ามหรอกครับ… แต่ถ้าโจวโจวทำเมื่อไหร่… พี่จะเอาสวิงนี่จับโจวโจว แล้วเราจะกลับกันทันที”คนพูดชูสวิงสีขาวในมือให้ดูว่าไม่ได้เป็นเพียงแค่การขู่แน่ๆ

 

            คนฟังได้แต่ปล่อยมือออกจากเสื้อ ทิ้งตัวลงพิงเก้าอี้ด้วยความหงุดหงิด มือเล็กๆ จัดฮูดบนศีรษะให้เข้าที่แล้วผูกเชือกเสียแน่นจนเหลือเพียงแค่จมูกและปากเท่านั้นที่โผล่พ้นออกมา

 

            “รออีกแป็บเดียวนะคนดี หันมานี่สิครับ” จิ่งอวี๋ใช้มือประกบเข้าที่แก้มทั้งสองข้างก่อนจะสอดมือเข้าไปในฮูดเพื่อทำให้หลวมมากขึ้น แอบสัมผัสใบหูแหลมเรียวจนคนที่โดนสัมผัสต้องย่นคอหนี ปิดท้ายด้วยการใช้นิ้วบีบจมูกโด่งๆ นั้นอีกสักที เว่ยโจวยังไม่ทันได้ตอบโต้อะไรก็ได้ยินเสียงเรียกชื่อของตนเองดังมาแต่ไกล

 

            “โจวโจว!! โจวโจวจ๋า!!” เว่ยโจวกระเด้งตัวขึ้นจากเก้าอี้โดยอัตโนมัติ สาวเท้าวิ่งไปยังแหล่งกำเนิดเสียงทันที

 

            “โจวโจวน้อยของพี่วิน” ทั้งคู่โผเข้ากอดกันราวกับคู่รักที่พลัดพรากกันมานาน

 

            “วันนี้โจวโจวแต่งตัวน่ารักจังเลย พี่จิ่งอวี๋ซื้อให้เหรอเนี่ย มีรสนิยมอยู่เหมือนกันนะ” ไม่พูดเปล่ามือทั้งคู่จับหูแมวสีดำที่อยู่ด้านบนฮูดเล่น แล้วบอกให้คนที่สวมฮูดส่งเสียงแมวให้ฟัง เมื่อได้ยินเสียงเมี๊ยวม๊าวก็เอ่ยชมว่าเก่งไม่ขาดปาก

 

            “พี่วิน โจวโจวอยากเล่นน้ำทะเล” เฉินเหวิ่นเบิกตากว้างราวกับเห็นสิ่งมีชีวิตนอกโลก เมื่อได้ยินความปรารถนาของคนตรงหน้า

 

            “ไม่ได้นะ พี่จะไม่ยอมให้โจวโจวเล่นน้ำทะเลตอนนี้เด็ดขาด!” เว่ยโจวเบ้ปากออกหมายจะร้องท้วง

 

            “แดดร้อนขนาดนี้จะเล่นได้ยังไงกัน เดี๋ยวเป็นไข้ขึ้นมาจะทำไงเล่า เดี๋ยวค่อยมาเล่นตอนเย็นๆ แทนนะ” จิ่งอวี๋ยกยิ้มเล็กน้อยอย่างพออกพอใจ พลางพยักหน้าเห็นด้วย

 

            “แต่ไม่ต้องห่วงนะโจวโจว พี่วินคนนี้จัดตารางทัวร์มาแล้ว รับรองมันแน่นอน” คนพูดโบกกระดาษแผ่นโตในมือไปมาอย่างร่าเริง เอื้อมมือมาจับแขนเว่ยโจว แล้วดึงให้เดินไปด้วยกัน

 

            “พี่เฟิงซงขับนะ” เฟิงซงกับจิ่งอวี๋หันมามองหน้า ยักไหล่ให้กัน แล้วเดินตามหัวหน้าทัวร์ไป

 

 

 

            เฉินเหวิ่นลากคณะทัวร์ลูกเป็ดที่เหลือตระเวนทำกิจกรรมต่างๆ มากมาย เริ่มจากเปิดทัวร์ด้วยกิจกรรมเพ้นท์บอล ทั้งหมดแบ่งออกเป็น 2 ทีม ได้แก่ ทีมเฉินเหวิ่นและเว่ยโจว และทีมจิ่งอวี๋กับเฟิงซง ถึงแม้ว่าคนในทีมหลังไม่ได้อยากจะอยู่ด้วยกันสักเท่าไหร่ก็ตาม

 

หลังจากเริ่มการแข่งขันไม่ถึง 3 นาทีเว่ยโจวก็เก็บเรียบ เรียบในที่นี้คือเรียบจริงๆ ไม่เว้นแม้แต่เฉินเหวิ่น จนเจ้าตัวต้องรีบอธิบายกติกาใหม่อีกรอบเป็นการด่วน ผลของการแข่งหลังจากนั้นคงไม่ต้องพูดถึง จิ่งอวี๋กับเฟิงซงแทบจะกลายเป็นเป้านิ่งสำหรับเว่ยโจว ส่วนเฉินเหวิ่นก็ได้แต่ยืนเชียร์เว่ยโจวอยู่หลังที่กำบัง ไม่ก็พยายามยิงกราดใส่เฟิงซงหรือถ้าเบื่อมากๆ ก็วิ่งมาเป็นเป้าให้สองหนุ่มยิงเล่นเสียอย่างนั้น

 

จบจากเพ้นท์บอล คณะทัวร์ก็ตรงไปที่ ATV แทบจะทันที ถึงแม้ว่าเว่ยโจวจะขับรั้งท้ายในตอนแรกๆ เนื่องจากยังไม่ชำนาญ แต่ผ่านไปชั่วครู่ก็ขึ้นนำได้อย่างไม่ยากเย็น เจ้าตัวกระโดดดีใจจนตัวลอยเมื่อถึงเป็นคนแรก

 

เคเบิลสกีที่เป็นเป้าหมายต่อไปกลับต้องถูกพับเก็บลงชั่วคราวเมื่อเว่ยโจวเหลือบไปเห็นบันจี้จัมพ์ กีฬาท้าความสูงขึ้นมา แต่สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เฉินเหวิ่นไม่เคยคิดจะเอาเข้ามาใส่ในแผนของเขา ไม่ใช่เพราะว่าเขากลัวความสูง แต่คนที่กลัวคือพี่ชายของเขาต่างหาก และไม่ได้กลัวในระดับธรรมดา แต่เคยถึงขั้นหน้ามืดมาแล้ว

 

เว่ยโจวกระโดดลงจากรถด้วยความตื่นเต้นหลังจากรถจอดสนิท เงยหน้ามองคนที่กระโดดลงมาจากที่สูงด้วยความตื่นตาตื่นใจ ต่างจากคนข้างกายที่ยืนหน้าไร้สีอยู่เงียบๆ

 

“พี่จิ่งอวี๋ไม่ต้องเล่นหรอก เดี๋ยวให้พี่เฟิงซงอยู่เป็นเพื่อนนะ” เว่ยโจวหันกลับมามองด้วยความสงสัย ก่อนจะหันกลับไปมองอีกครั้งเมื่อมีคนกระโดดลงมาเป็นคู่

 

“พี่จิ่งอวี๋เล่นกับโจวโจวนะ แบบนั้นๆ” เจ้าตัวชี้ไม้ชี้มือไปยังคู่รักที่เพิ่งกระโดดลงมาด้วยกัน เสียงกรีดร้องดังออกมาทุกครั้งที่กระเด้งกลับขึ้นไปบนอากาศ

 

โจวโจวครับ พี่จิ่งอวี๋เขากลัวความสูง โจวโจวไปเล่นกับพี่วินแทนได้ไหมครับ” เว่ยโจวขมวดคิ้วแน่นหลังได้ยินสิ่งที่เฟิงซงพูด ความสูงไม่เห็นน่ากลัวสักนิดเดียว เขาเองยังเคยบินขึ้นไปสูงกว่าแท่นนั่นเสียอีก

 

โจวโจวอยากเล่นกับพี่จิ่งอวี๋ พี่จิ่งอวี๋ไม่ต้องกลัวความสูงหรอก มันไม่มีอะไรน่ากลัวนะ มีโจวโจวอยู่ทั้งคนเชื่อมือได้เลย น๊า เล่นกับโจวโจวนะพี่จิ่งอวี๋” เว่ยโจวกำลังมองมาที่เขาด้วยความคาดหวัง ผิดกับอีกสองคนที่มองมาด้วยความกังวล เพราะความกลัวที่เขามีมันค่อนข้างจะมากกว่าคนทั่วไปหรือที่เรียกว่า โรคกลัวความสูง (Acrophobia) ถ้าจะถามว่าทำไมเขาถึงกลัวความสูงแบบนี้เขาเองก็ตอบไม่ได้ แต่เขาแค่ไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้ มันเป็นความรู้สึกที่ทำให้เขารู้สึกแย่จนไม่สามารถที่จะหายใจได้

 

หลังจากยืนนิ่งไปสักพัก จิ่งอวี๋ก็ตัดสินใจที่จะลองทำสิ่งที่ไม่คิดจะทำมาก่อนในชีวิต

 

จิ่งอวี๋ให้คู่ของเฉินเหวิ่นกับเฟิงซงล่วงหน้าไปก่อน แล้วเดินตามหลังไปโดยมีเว่ยโจวจับมือของเขาเอาไว้ตลอดเวลา หลังจากนั้นเขาก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง รู้ตัวอีกทีเขาก็รู้สึกได้ถึงสายลมรุนแรงที่พาดผ่านแผ่นหลังจากระดับความสูงในจุดที่เขายืนอยู่ เว่ยโจวกำลังกอดเขาเอาไว้ คนตัวเล็กเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย

 

“พี่จิ่งอวี๋เชื่อใจโจวโจวนะ พี่จิ่งอวี๋จะต้องปลอดภัย ความสูงไม่น่ากลัวหรอก” พูดจบเว่ยโจวก็โถมตัวเข้าหาจนจิ่งอวี๋หงายหลังแล้วตกลงมาจากแท่นที่ยืนอยู่ แรงดึงดูดมหาศาลของพื้นโลกยิ่งดึงให้ร่างของคนทั้งคู่ดิ่งลงด้านล่างอย่างน่ากลัว จิ่งอวี๋รู้สึกหน้ามืดขึ้นมากะทันหัน แล้วร้องไห้ออกมาราวกับเป็นเด็กตัวเล็กๆ แขนที่โอบรอบตัวเขากระชับแน่นขึ้น

 

โจวโจวอยู่ตรงนี้นะพี่จิ่งอวี๋ พี่จิ่งอวี๋ไม่ต้องกลัว” มือเล็กๆ ลูบแผ่นหลังของเขาอย่างแผ่วเบา และช่วยยืนยันว่าคนๆ นี้จะไม่ทิ้งเขาไปไหน ไม่ให้เขาต้องเผชิญกับความกลัวเพียงลำพังอย่างแน่นอน

 

 

แต่วินาทีที่เชือกถูกกระฉากลงไปจนสุด สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

 

 

เชือกที่เป็นเหมือนเส้นแห่งชีวิตขาดสะบั้นลง แค่เสี้ยววินาทีร่างของทั้งคู่ก็จมลงสู่แม่น้ำอย่างรวดเร็ว คนที่ไม่ได้เตรียมใจมาก่อนเผลอกลืนน้ำเข้าไปหลายอึก อากาศหมดลงพร้อมๆ กับสติที่ถูกกลืนไปกับสายน้ำ


 

ถึงแม้จะเคยเป็นนักกีฬาว่ายน้ำมาก่อนแต่สิ่งที่จิ่งอวี๋เจอมาเมื่อครู่มันกลับทำให้สติที่มีเลือนหายไปหมด นักปราชญ์ผิดพลั้งได้ฉันใด คนที่ทำอะไรโดยขาดสติก็สามารถทำให้ชีวิตตกอยู่ในอันตรายได้ฉันนั้น

 

ขณะที่ทุกอย่างกำลังจมลงสู่ความมืดมิด จิ่งอวี๋กลับรู้สึกว่ามีคนเรียกชื่อของเขาอยู่ มือเย็นๆ เอื้อมมาจับใบหน้าของเขาเอาไว้แล้วดึงลงไปหา ความรู้สึกนิ่มหยุ่นบริเวณริมฝีปากพร้อมอากาศที่ถูกเป่าเข้ามาเรียกสติที่เลือนรางของเขาให้กลับมาได้บางส่วน มือข้างขวากดสิ่งนั้นเข้าหาตัวเอง ดูดกลืนอากาศและสิ่งที่อยู่ตรงหน้าราวกับโหยหามาเนิ่นนาน จนกระทั่งโดนหยิกเข้าที่สีข้างเท่านั้นแหละ สติของเขาถึงได้กลับมาอย่างสมบูรณ์

 

ในที่สุดจิ่งอวี๋ก็ลืมตาขึ้นมองสิ่งที่อยู่รอบตัว เขาใช้สายตาสื่อความหมายให้คนที่แบ่งปันอากาศให้เมื่อครู่อยู่นิ่งๆ และเหมือนว่าฝ่ายตรงข้ามจะสามารถรับรู้ได้ เว่ยโจวยกยิ้มให้แล้วผงกหัวเล็กน้อย

 

หลังจากอยู่นิ่งๆ ได้สักพักร่างของทั้งคู่ก็ค่อยๆ ลอยขึ้นสู่ผิวน้ำ จิ่งอวี๋เอนตัวลงในแนวราบ แล้วพลิกตัวคนที่ตัวเล็กกว่าไว้ด้านบน ในที่สุดทั้งคู่ก็ลอยอยู่ในระดับเดียวกับผิวน้ำ แต่ถึงอย่างไรก็ตามน้ำหนักที่กดทับลงมาก็ทำให้จิ่งอวี๋จมอยู่ใต้น้ำได้อย่างไม่ยาก

 

เว่ยโจวเงยหน้าขึ้นมาสูดลมหายใจจนแก้มพองแล้วก้มหน้าลงไปหาคนในน้ำที่รองรับร่างของเขาอยู่ มือเล็กเรียวดึงใบหน้านั้นเข้ามาใกล้ ประกบริมฝีปากลงไปจนแน่ใจว่าแนบสนิทดีแล้วก็ปล่อยให้อากาศผ่านเข้าไป แต่แล้วกลับมีสิ่งแปลกปลอมเล็ดลอดเข้ามาในปาก มันชกชิงทุกอย่างที่มันพบเจอในโพรงปากนิ่มนั้น จนคนตัวเล็กกว่าต้องเอื้อมมือไปหยิกที่สีข้างอีกด้าน แต่ก็ได้รับเสียงหัวเราะในลำคอของคนด้านล่างกลับมาเท่านั้น

 

จิ่งอวี๋รู้ว่าถ้าอยากได้อากาศจริงๆ เขาก็แค่ออกแรงยกศีรษะสักหน่อยให้พ้นน้ำเท่านั้น แต่เมื่อเห็นว่ามีคนคอยป้อนอากาศให้แบบนี้เขาก็เลือกที่จะนอนรออยู่นิ่งๆ ใต้น้ำเสียมากกว่า ถึงแม้จะน่าเสียดายที่เขาไม่ได้เห็นคนด้านบนหน้าขึ้นสีแบบชัดๆ ก็ตาม

 

ไม่นานพนักงานที่อยู่บนแพก็เข้ามาใกล้ จิ่งอวี๋ส่งเสียงครางในลำคอด้วยความไม่พอใจออกมาอย่างไม่ปิดบัง แถมยังพยายามว่ายน้ำหนีเสียอีก แต่เพราะข้อเท้าที่โดนรัดเอาไว้เขาจึงไปได้ไม่ไกลนัก ไม่นานก็ถูกลากขึ้นมาบนแพเหมือนวาฬเกยตื้น

 

 

 

 

เจ้าของบันจี้จัมพ์ออกมากล่าวขอโทษขอโพยด้วยตนเองเป็นการใหญ่ที่ทำให้ลูกค้าต้องได้รับอันตราย ผู้คุมบันจี้จัมพ์ยืนก้มหน้านิ่งด้วยความรู้สึกผิด ถึงแม้ว่าเขาจะมั่นใจว่าเขาเช็คความเรียบร้อยแล้วก็ตาม และเหตุการณ์นี้ถือเป็นครั้งแรกตั้งแต่เขาคุมบันจี้จัมพ์แห่งนี้มาเกือบสิบปี

 

จิ่งอวี๋ไม่ได้ติดใจเอาความอะไรมากมาย ต่างจากเฉินเหวิ่นผู้เป็นน้องชายที่ยืนตะโกนด้วยความโมโหจนเฟิงซงต้องเข้าไปห้าม ค่ำนั้นพวกเขาเลยได้คำขอโทษจากเจ้าของบันจี้จัมพ์เป็นอาหารทะเลมื้อใหญ่

 

หลังทานอาหารกันจนเกลี้ยงเพราะได้พนักงานเก็บกวาดมือดีอย่างเฉินเหวิ่นก็ถึงเวลาแยกย้ายกันเข้าห้องเพื่อพักผ่อนเสียที

 

เฉินเหวิ่นโวยวายขึ้นมาอีกรอบเมื่อรู้ว่าคืนนี้ต้องนอนกับคนที่คุกคามสวัสดิภาพตัวเองมากที่สุดอย่างเฟิงซงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากพี่ชายของเขาจองห้องของตัวเองแยกกับเขาไว้ไกลสุดกู่ แถมจัดของตัวเองเข้าห้องเสียเรียบร้อยแล้วอีกต่างหาก คนที่ไม่มีทางเลือกได้แต่เดินตามเฟิงซงไปเมื่อถูกขู่ว่าจะอุ้มกลับห้อง

 

จิ่งอวี๋แวะซื้อขนมอีกเล็กน้อยเผื่อคนที่ไม่ค่อยได้ทานอะไรจะหิวขึ้นมากลางดึก

 

ท้องฟ้าค่ำคืนนี้ไร้ซึ่งแสงสว่างจากดวงจันทร์ แต่กลับเต็มไปด้วยหมู่ดาวน้อยใหญ่ที่แข่งกันเปล่งรัศมีอวดกายอยู่บนผืนฟ้ากำมะหยี่สีดำสนิท บทเพลงแหว่วหวานถูกขับกล่อมออกมาจากริมฝีปากเล็กๆ น้ำเสียงใสกังวาลแทบจะสะกดให้คนฟังตกอยู่ในห้วงภวังค์ จิ่งอวี๋กระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น ปิดเปลือกตาลงเพื่อซึมซับบทเพลงที่คนร้องจดจำมาจากทีวี และเขามักจะได้ยินในคืนที่เขาฝันร้ายจนต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมา

 


 

Somewhere over the rainbow, way up high

There's a land that I've heard of once in a lullaby

บางแห่งเหนือสายรุ้งขึ้นไป สูงขึ้นไปบนนั้น

มีดินแดนที่ฉันเคยได้ยินในเพลงกล่อมนอนอยู่

 

Somewhere over the rainbow, skies are blue

And the dreams that you dare to dreams really do come true

บางแห่งเหนือสายรุ้งขึ้นไปที่นั่นท้องฟ้าเป็นสีคราม

และความฝันที่เธอใฝ่ฝันจะเป็นจริงขึ้นมา

 

Someday I'll wish upon a star

And wake up where the clouds are far behind me

บางวันฉันเฝ้าอธิษฐานต่อดวงดาว

ให้ตื่นขึ้นมาในดินแดนที่อยู่สูงเหนือเมฆขึ้นไป

 

Where troubles melts like lemon drops

Away above the chimney tops

That's where you'll find me

ดินแดนที่ซึ่งปัญหาละลายหายไปราวกับหยดน้ำมะนาว

เลยจากปล่องไฟขึ้นไป ที่นั่นเธอจะได้พบกับฉัน

 

Somewhere over the rainbow, blue birds fly

Birds fly over the rainbow

Why, then, why can't I?

บางแห่งเหนือสายรุ้งขึ้นไปที่นั่นมีเหล่านกสีฟ้าโบยบินอยู่

เหล่านกบินข้ามสายรุ้งนั้นไป

แล้วทำไมฉันถึงไม่สามารถข้ามไปได้

 

If happy little blue birds fly beyond the rainbow

Why oh why, can't I?

ในเมื่อเหล่านกสีฟ้าตัวน้อยโบยบินอย่างมีความสุขเหนือสายรุ้งนั่น

แต่ทำไมฉันถึงไม่สามารถทำเช่นนั้นได้เล่า

 

 

คืนนั้นจิ่งอวี๋ฝันเห็นทุ่งดอกไม้กว้างไกลสุดสายตา เหล่าภูตน้อยใหญ่กำลังบินอยู่เหนือฟากฟ้าสีคราม เว่ยโจวบินเข้ามาหาจับมือเขาเอาไว้ แล้วเอ่ยปากชวนให้โบยบินไปด้วยกัน…

 

นับจากคืนนั้นเป็นต้นมาจิ่งอวี๋ก็ไม่เคยฝันร้ายในเรื่องเดิมๆ อีก และดูเหมือนว่าโรคกลัวความสูงของเขาก็ลดลงไปด้วย

 

 

 

 

 

 

เมื่อแสงแรกแห่งอรุณรุ่งมาเยือน เว่ยโจวลืมตาขึ้น และทำเพียงแค่นอนจ้องมองคนที่ยังคงอยู่ในห้วงนิทรา ไม่กล้าขยับตัวไปไหนเพราะกลัวคนที่กอดตัวเองเอาไว้จะตื่นขึ้นมา เขารู้ว่าเมื่อวานคนตรงหน้าต้องเจอเรื่องหนักหนามาแค่ไหน

 

หยดน้ำตาที่ไหลออกมาจากคนที่ไม่เคยร้องไห้ให้เขาเห็นมาก่อนเรียกความรู้สึกผิดขึ้นมาจากเบื้องลึกของหัวใจ เพราะเขามีปีกเขาจึงไม่กลัวความสูง แต่คนตรงหน้าไม่ใช่ จิ่งอวี๋ไม่มีปีก และไม่สามารถบินได้เฉกเช่นเขาเมื่อรู้ทั้งรู้ว่าคนตรงหน้ากลัว แต่เขาก็ยังดึงดัน

 

“ตื่นแล้วเหรอครับ?จิ่งอวี๋สบสายตาเข้ากับคนที่นอนนิ่งอยู่ในอ้อมกอด กระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นเมื่อเห็นหยดน้ำใสๆ ที่เอ่อล้นออกมา

 

“ใครทำอะไรโจวโจวครับ หืม… ฝันร้ายเหรอ” คนในอ้อมกอดสายหัวช้าๆ ไม่ตอบรับอะไร ตรงกันข้ามเว่ยโจวนอนหลับอย่างสบายและไม่ได้ฝันร้ายอย่างหลายๆ คืนที่ผ่านมา

 

เมื่อเห็นคนตรงหน้าไม่ตอบรับอะไร จิ่งอวี๋ก็ลุกขึ้น เอื้อมมือออกไปตรงหน้า

 

เว่ยโจวจับมือคู่นั้นเอาไว้อย่างมั่นคงแล้วดึงตัวเองขึ้นจากเตียงนอน ก่อนจะขมวดคิ้วเมื่อจิ่งอวี๋บอกให้ขึ้นไปยืนอยู่บนเท้าของเจ้าตัว แต่เว่ยโจวก็ทำตามแต่โดยดี

 

แขนแกร่งโอบคนตรงหน้าเอาไว้หลวมๆ แล้วออกก้าวเดินอย่างช้าๆ ด้วยกัน ตรงไปยังห้องน้ำที่อยู่ไม่ไกลนัก เรียกเสียงหัวเราะคิกคักจากเว่ยโจวได้เป็นอย่างดี

 

 

จิ่งอวี๋จับมือเว่ยโจวเดินเล่นไปรอบชายหาด นานๆ ทีเว่ยโจวก็วิ่งเข้าไปหาเจ้าปูที่เดินอยู่จนมันตกใจแล้ววิ่งหนีไป จวบจนกระทั่งดวงอาทิตย์เริ่มแผดแสงร้อนแรงมากขึ้นจิ่งอวี๋จึงเอ่ยปากชวนคนข้างตัวกลับไปยังที่พัก

 

            นั่งรออาหารเสิร์ฟได้ไม่นานนักชายหนุ่มอีกสองคนก็ตามลงมาสมทบ เฉินเหวิ่นอ้าปากหาวเสียจนกว้างอย่างไม่เกรงใจสายตาชาวบ้านจนเฟิงซงต้องยกมือขึ้นมาป้องปากให้แทน

 

            นั่งคุยกันไปได้สักพักอาหารที่เรียงรายอยู่บนโต๊ะตัวยาว กลิ่นหอมๆ โชยออกมาเรียกน้ำลายได้เป็นอย่างดี ทั้งสี่คนจึงลุกขึ้นไปตักอาหารใส่จานของตัวเองเสียจนพูน โดยมีจิ่งอวี๋คอยเดินตามเว่ยโจวอยู่ไม่ห่าง เพื่อคอยบอกอาหารชนิดไหนบ้างที่คนตัวเล็กจะสามารถทานได้

 

            จานอาหารวางอยู่บนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว เหลือก็แค่เครื่องดื่มที่จิ่งอวี๋กับเฟิงซงไปเอามาเท่านั้น

 

            เฉินเหวิ่นเขี่ยผักที่ตัวเองไม่ชอบเอาไปไว้ข้างจาน เฟิงซงอ้าปากหมายจะดุ แต่เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมาเสียก่อน เขาลุกออกจากโต๊ะไปรับโทรศัพท์เพราะไม่อยากรบกวนบรรยากาศการทานอาหาร

 

            “ไอ้จิ่งขอโทษนะ แต่ฉันต้องกลับแล้ว ฝากดูแลเฉินเหวิ่นด้วย น้องโจวโจวพี่ไปก่อนนะครับ”เสียงหัวเราะบนโต๊ะเงียบลงทันทีเมื่อเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของคนพูด

 

            “พี่เฟิงซงจะไปไหน?” เฉินเหวิ่นลุกขึ้นแล้วรั้งมือคนที่กำลังจะเดินออกไป

 

            “แม่พี่โดนรถชน”

 

 

 

-To be continued-

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

40 ความคิดเห็น

  1. #23 Faibook42 (@failikebook) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2559 / 00:51
    เชือกขาดนี่มันบังเอิญจริงๆปะเนี้ย หรือมีเบื้องหลัง หรือเราจะคิดมากไป โจวโจวคือน่ารักทุกตอนเลยอ่า ชอบโมเม้นในเรื่องตอนวินกับโจวอยู่ด้วยกันอะ เห็นความเอ็นดูจากวินแรงมาก 5555 จิ่งกับเฟิง หลบไปก่อนนะตอนนี้ -.- เป็นกำลังใจให้ไรท์น้า สู้ๆๆเราจะเป็นแฟนคลับต่อไปน้าา
    #23
    1
    • #23-1 alohapsyche (@jarnaka) (จากตอนที่ 11)
      14 สิงหาคม 2559 / 00:22
      ขอบคุณค๊าคอยเม้นท์ให้ตลอดเลย ^O^ รักที่สุด
      สาเหตุที่วินเอ็นดู๊ #เสียงสูง อาจจะเพราะวินไม่มีน้องมั้งคะ มีแต่พีี่ชายที่แสนดีอย่างท่านพี่จิ่ง
      เจอเด็กน่ารักอย่างโจวโจวเข้าไปเลยเอ็นดูหนักมาก ฮ่าๆๆ
      ลองเฟิงเอ็นดูโจวโจวขนาดนี้บ้าง ไม่หูหลุด ก็อาจได้ลงไปเป็นอาหารวาฬแน่ค่ะ หึหึ
      #23-1