คัดลอกลิงก์เเล้ว
นิยาย [SF] My Teacher, [ Minho x Nichkhun] & [ Taec x Jay (F)] [SF] My Teacher, [ Minho x Nichkhun] & [ Taec x Jay (F)] | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

เนื้อเรื่อง อัปเดต 13 พ.ค. 56 / 17:12


Title : My Teacher
Couple : [ Minho x Nichkhun] & [ Taec x Jay (F)]
Rate : PG

Talk's : มีแทคเจย์โผล่มานิดหน่อย ขอเตือนก่อนนะค่ะ เจย์เป็นผู้หญิงนะค่ะ ^^ ฟิคชั่ววูบตลอดเวลาค่ะ เหอๆ

===========================================================


“เอ้า วิ่งให้มันเร็วๆกว่านี้หน่อยไม่ได้หรือไง... ถ้าวิ่งช้า... เจ้าตายขึ้นมาข้าไม่รับผิดชอบนะ” องค์ชายหนุ่มผู้สวมเสื้อผ้าราคาแพงเอ่ยด้วยความเบื่อหน่ายขณะมองดูทหารรับใช้กำลังวิ่งสุดชีวิต 

นิ้วแกร่งง้างคันธนูก่อนจะเล็งเป้าหมายที่กำลังวิ่ง... วิ่งเพื่อเอาชีวิตรอด...

แต่มือเรียวที่ปะทะเข้ากับข้อมือของชายหนุ่มทำให้ทั้งคันธนูและลูกธนูหล่นไปอยู่บนพื้นได้อย่างไม่ยากนัก

“เจ้าทำบ้าอะไรของเจ้า!! รู้ไหมว่าข้าเป็นใคร!?” มือแกร่งดึงคอเสื้อคนตรงหน้าเข้ามาหาพลางตวาดอย่างโกรธเกรี้ยว 

ชายหนุ่มหน้าหวานจ้องดวงตากลมโตขององค์ชายนิ่ง ก่อนจะเอ่ยตอบอย่างไม่เกรงกลัว

“รู้สิพะยะค่ะ แล้วองค์ชายเล่าทรงรู้หรือไม่ ว่าทรงทำอะไรอยู่... ชีวิตคนมีค่านะพะยะค่ะ” แววตาคมไหววูบไปชั่วครู่ก่อนจะกลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว ไม่เคยมีใครกล้าสั่งสอนองค์ชายอย่างเขาแบบนี้มาก่อนเลยสักครั้ง

“เจ้าเป็นใครถึงมีสิทธิ์มาสั่งสอนข้า ทหาร!!!” เสียงเข้มเอ่ยอย่างโมโหขณะที่มือก็กำดาบของตัวเองเอาไว้แน่น พลางเอ่ยปากเรียกทหารให้นำคนตรงหน้าไปลงโทษให้สาสมใจ 

“มีสิพะยะค่ะ กระหม่อมนิชคุณ จะมาเป็นอาจารย์ของพระองค์ตั้งแต่วันนี้พะยะค่ะ” มือแกร่งยกขึ้นมาเป็นสัญญาณให้พวกทหารถอยกลับไป

“อาจารย์? ท่านนะหรือจะมาเป็นอาจารย์ของข้า หึ” องค์ชายส่งเสียงเยาะเย้ยพลางแค่นหัวเราะ



--------------------------------------------------------------------------------------------



“เสด็จพี่... ทำแบบนี้มันดีแล้วงั้นหรือเพคะ” หญิงสาวรูปร่างบอบบางยืนเกาะขอบหน้าต่างเอ่ยถามขึ้นอย่างกังวลใจ

“อย่าเป็นห่วงไปเลยน้องหญิงของข้า ลูกเราต้องโดนดัดนิสัยซะบ้าง ไม่อย่างนั้นก็จะทำตัวเป็นม้าพยศจอมดื้อเหมือนเจ้าน่ะสิ” กษัตริย์หนุ่มลุกขึ้นพลางสาวเท้าเข้าไปหา สองแขนแกร่งรวบตัวหญิงสาวเข้ามากอด แล้วเอื้อมมือแกร่งไปบีบจมูกรั้นอย่างหมั่นเขี้ยว

“เสด็จพี่ หม่อมฉันไม่ได้ดื้อสักหน่อยนะเพค่ะ ลูกติดนิสัยเสด็จพี่มาต่างหากล่ะเพค่ะ” น้ำเสียงเง้างอนถูกเอื้อนเอ่ยออกมาจากริมฝีปากอวบอิ่ม ขณะพยายามดิ้นให้หลุดจากอ้อมแขนแกร่งที่พันธนาการตนเองเอาไว้

“เอาล่ะๆ เหมือนข้าก็เหมือนข้า แต่ตอนนี้เราอยู่กันสองคน เจ้าจะเรียกชื่อข้าเหมือนที่เราเคยสัญญากันได้ไหม ข้าอยากได้ยินเจ้าเรียกชื่อข้า นะ... แจบอม” กษัตริย์หนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อน 

“แทคยอน” ริมฝีปากสีชมพูเอ่ยเรียกชื่อคนรักที่เป็นถึงเหนือหัวผู้ปกครองบ้านเมืองด้วยความเขินอาย 

“เจ้าน่ารักแบบนี้ ข้าคงต้องให้รางวัลเจ้าซะแล้วล่ะ แจบอมของข้า” กษัตริย์หนุ่มรั้งเอวคอดของพระมเหสีเข้ามาใกล้ ก่อนจะบรรจงมอบรางวัลแห่งความรักให้อย่างเชื่องช้าราวกับต้องการเก็บเกี่ยวทุกเวลาที่มีค่าเหล่านี้เอาไว้ให้มากที่สุด

“อื้อ...” เสียงครางเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากอวบอิ่ม



--------------------------------------------------------------------------------------------



“การปกครองคนนั้น เริ่มจาก...” 

“องค์ชาย หน้ากระหม่อมมีอะไรติดอยู่อย่างนั้นหรือพะยะค่ะ?” ท่านอาจารย์เอ่ยถามเสียงขุ่นเมื่อลูกศิษย์ผู้สูงศักดิ์เอาแต่คอยมองแทบจะทุกฝีก้าว ไม่ว่าเขาจะขยับตัวไปทางไหนก็ตาม

“อืม... หน้าของท่านอาจารย์มีความงามประดับอยู่อย่างไรเล่า” องค์ชายลุกขึ้นมาประชิดตัวอย่างรวดเร็ว พลางใช้มือลูบไล้บริเวณใบหน้าเนียนอย่างเชื่องช้า

“ไม่เคยมีใครชมท่านอาจารย์แบบนี้บ้างหรอกหรือ?” องค์ชายยิ้มมุมปากอย่างนึกสนุกเมื่อเห็นพวงแก้มของท่านอาจารย์ขึ้นสีระเรื่อ ที่ไม่แน่ใจว่ามาจากความอาย หรือความโกรธกันแน่...

“สำรวมกริยาด้วยพะยะค่ะองค์ชาย กระหม่อมเป็นอาจารย์ ไม่ใช่เพื่อนเล่นของพระองค์นะพะยะค่ะ” น้ำเสียงขุ่นเคืองถูกนำมาใช้อีกครา แต่องค์ชายก็ยังไม่ยอมหยุด

ไม้เรียวที่ถูกเหลามาอย่างดี แหวกผ่านอากาศก่อนจะกระทบผิวเนียนดังลั่น ‘เพี๊ยะ’

“โอ้ย!!”

“ท่านกล้าตีข้าอย่างนั้นรึ!! ดีล่ะ ข้าจะไปบอกเสด็จพ่อให้ไล่ท่านออกไป” องค์ชายตะคอกเสียงดังพลางกระชากคนหน้าหวานเข้ามาหา คนถูกกระชากเข้ามายักไหล่อย่างไม่ใส่ใจแล้วเอ่ยตอบ

“ตามสบายเลยพะยะค่ะ แต่องค์ราชาเป็นคนบอกให้กระหม่อมลงโทษองค์ชายได้ ถ้าองค์ชายไม่เชื่อฟังกระหม่อม” 

“ท่าน... ท่านโกหกข้า!!”

“ถ้าองค์ชายไม่เชื่อ จะทรงตรัสถามองค์ราชาเองก็ได้นะพะยะค่ะ” คนตรงหน้าถึงกับเอ่ยออกมาเช่นนี้ คงจะเป็นความจริงอย่างแน่แท้

“สอนต่อสิท่านอาจารย์ ยืนทำอะไรอยู่เล่า เวลาของข้ามีค่ายิ่งนักนะ” องค์ชายเอ่ยสั่งพลางกระแทกตัวลงนั่งที่เดิม



--------------------------------------------------------------------------------------------



วันแล้ววันเล่าที่อาจารย์หน้าหวานได้ใช้เวลาร่วมกับลูกศิษย์ผู้มีสิทธิ์สั่งประหารเขาได้ทุกเมื่อ แต่เขาเองหาได้เกรงกลัวความตายไม่ เขากลับกลัวว่าองค์ชายที่ไร้เดียงสาและเจ้าอารมณ์เช่นนี้จะสามารถปกครองประเทศให้ร่มเย็นและสงบสุขได้อย่างไรต่างหาก

วันแล้ววันเล่าเช่นกัน ที่ลูกศิษย์ผู้ดื้อด้านพยายามต่อต้านและหาทางมากลั่นแกล้งอาจารย์ของคน ทุกๆวันคนในวังจะเห็นองค์ชายหนุ่มใช้เวลาเพียงลำพังอยู่ในห้องอักษรหลังจากอาจารย์ประจำพระองค์กลับไป 

“ขวัญและกำลังใจของราษฏร์เป็นสิ่งที่สำคัญ การจะรักษาขวัญและกำลังใจ...”

องค์ชายเงยหน้าขึ้นมาจากกระดาษสีขาวแผ่นเล็กเมื่อรู้สึกว่าเสียงหวานๆของท่านอาจารย์เงียบหายไป

“ทรงกำลังทำอะไรอยู่หรือพะยะค่ะ?” เสียงเข้มดังขึ้นจากด้านหลังก่อนจะดึงกระดาษแผ่นน้อยออกไปดู เมื่อองค์ชายพยายามจะแย่งกลับมาก็ต้องคอยหลบหลีกเจ้าไม้วิเศษที่กำลังกวัดแกว่งไปมาเพื่อป้องกันการแย่งชิงกระดาษกลับไป

“องค์ชาย” อาจารย์หนุ่มหยุดเคลื่อนไหวพลางเอ่ยเสียงเรียบด้วยใบหน้าที่ขึ้นสีระเรื่อ ภาพบุรุษเพศสองคนดูคุ้นตากำลังสวมกอดกันอยู่ ช่วงบนไรอาภรณ์ปิดบัง แต่ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ทั้งคู่กำลังมอบจุมพิตให้แก่กันราวกับโหยหายซึ่งกันและกันมาเนิ่นนาน

“สิ่งนี้คือสิ่งที่กระหม่อมพร่ำเพียรสอนพระองค์อย่างนั้นหรือพะยะค่ะ?”

“ท่านไม่เห็นว่าสิ่งนี้เป็นศิลปะหรอกหรือท่านอาจารย์?” องค์ชายยังคงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทะเล้นเมื่อเห็นคนตรงหน้ามีปฏิกิริยาที่ค่อนข้างจะแปลกจากทุกที

“ถ้าเป็นเช่นนั้น เห็นทีกระหม่อมคงจะต้องทบทวนการสอนของตัวเองเสียใหม่ กระหม่อมคงไม่เหมาะที่จะสั่งสอนพระองค์อีกต่อไป....”

“ไม่นะ นั่นไม่ใช่สิ่งที่ท่านสอนข้าหรอก” องค์ชายละล่ำละลักบอก 

“คือ... ข้า...ข้า...ข้าผิดเอง ข้าขะ...ขอโทษ” เป็นครั้งแรกที่อาจารย์อย่างนิชคุณได้ยินคำขอโทษจากปากขององค์ชายผู้ไม่เคยก้มหัวให้ใคร และนี่ก็เป็นครั้งแรกเช่นกันที่องค์ชายเอื้อนเอ่ยคำว่าขอโทษออกมาจากใจจริง

“ท่านจะให้ข้าทำอะไรข้ายอมทำทั้งนั้น แต่ท่านต้องเป็นท่านอาจารย์ของข้าต่อไปนะ!!” เพราะไม่เคยขอร้องใคร คำขอร้องนั้นจึงดูเสมือนว่าจะมีการบังคับเจือปนอยู่ด้วย

“ถ้าเช่นนั้น องค์ชายต้องทรงคัดประวัติของราชอนาจักรแห่งนี้จำนวน 30 จบ ถ้าพระองค์ทรงทำเสร็จเมื่อใด ค่อยให้คนไปเรียกกระหม่อมมานะพะยะค่ะ”

“อ่อ... แล้วอย่าให้กระหม่อมรู้ว่าองค์ชายทรงให้คนอื่นช่วยนะพะยะค่ะ กระหม่อมจำลายพระหัตถ์ของพระองค์ได้แม่นยำนัก” อาจารย์หน้าหวานกำชับทิ้งท้ายก่อนจะเดินออกไป

เมื่อพ้นตำหนักประทับขององค์ชายมาได้ อาจารย์อย่างนิชคุณก็เปลี่ยนจากใบหน้าบึ้งดึงเป็นยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ พลางเดินฮัมเพลงไปตามทางอย่างอารมณ์ดี



--------------------------------------------------------------------------------------------



แสงแดดอ่อนๆกับสายลมเย็นๆที่พาดผ่าน ทำให้คนที่กำลังนั่งอยู่บนหลังอาชาสีขาวตัวโปรดเผยรอยยิ้มออกมาอย่างเผลอไผล และยิ่งยิ้มกว้างขึ้นอย่างไม่รู้ตัวเมื่อเห็นคนหน้าหวานถือหนังสือเล่มโตพร้อมไม้กายสิทธิ์คู่ใจกำลังเดินตรงไปยังตำหนักของตน

“ท่านอาจารย์!!” องค์ชายตะโกนเรียกอาจารย์ที่อยู่เบื้องล่างอย่างร่าเริง

“วันนี้อากาศดี พวกเราไปขี่ม้าเล่นกันดีหรือไม่?” องค์ชายเอ่ยชวนพลางลูบหัวอาชาตัวโปรดเบาๆ

“กระหม่อมมีหน้าที่สอนหนังสือ ไม่ใช่ขี่ม้าเที่ยวเล่นกับองค์ชายนะพะยะค่ะ” คนหน้าหวานพยายามบ่ายเบี่ยง

“ท่านขี่ม้าไม่เป็นล่ะสิ?” 

“กะ...กระหม่อม!!!” 
ผู้เป็นอาจารย์เอ่ยเสียงอ่อย การขี่ม้าแสดงให้เห็นถึงความเป็นชายอย่างแท้จริง แต่คนอย่างเขากลับไม่มีโอกาสแม้แต่จะสัมผัสเจ้าสิ่งมีชีวิตตัวโตนี่เลยสักครั้ง

“ขึ้นมาสิ เดี๋ยวข้าจะสอนให้... อย่าบอกนะว่าท่านกลัวน่ะ?”

“กลัว?! ทำไมกระหม่อมต้องกลัวด้วยล่ะพะยะค่ะ!!” ผู้เป็นอาจารย์ตอบเสียงดังอย่างลืมตัว เขาไม่ชอบเลยที่คนอื่นชอบมองว่าเขาเป็นพวกอ่อนแอและขี้กลัวแบบนี้

“ถ้าไม่กลัวก็จับมือของข้าไว้สิท่านอาจารย์ หรือจริงๆแล้วท่านน่ะเก่งแต่ปากกัน?” องค์ชายกระตุกยิ้มอย่างเยาะเย้ยเมื่อเห็นคนข้างล่างยังไม่ยอมขยับตัว ทำให้คนที่ไม่ชอบความพ่ายแพ้และการดูถูกที่อยู่เบื้องล่างรีบฉวยมือนั้นอย่างรวดเร็วด้วยความโมโห 

องค์ชายกระชับมือไว้แน่น ก่อนจะดึงตัวอาจารย์ผู้บอบบางขึ้นมาอย่างง่ายดาย พลางใช้แขนทั้งสองข้างต่างราวเหล็กป้องกันไม่ให้อาจารย์ของตนตกลงไป แล้วกระตุกบังเหียรอย่างจงใจแกล้งจนคนข้างหน้าเสียการทรงตัวเซมาปะทะกับอกกว้าง กลิ่นหอมอ่อนๆลอยฟุ้งออกมาจากคนในอ้อมกอด จนอดไม่ได้ที่จะแอบสูดดมเข้าไปจนเต็มปอด รอยยิ้มกว้างถูกเผยออกมา ก่อนจะค่อยๆเพิ่มความเร็วของอาชาตัวโปรด





“ท่านอาจารย์ ข้าว่าเราไปสำรวจในเมืองกันสักหน่อยดีหรือไม่ จะได้ดูความเป็นอยู่ของประชาชนด้วย อย่างที่ท่านเคยสอนข้าอย่างไรล่ะ” องค์ชายเอ่ยขึ้นหลังจากที่ขี่วนเล่นอยู่แถวตำหนักได้ไม่นานนัก

“มะ...มันก็ดีนะพะยะค่ะ แต่องค์ชายช่วยทรงให้กระหม่อมลงจากหลังอาชาตัวนี้ก่อนได้หรือไม่พะยะค่ะ?”

“ทำไมล่ะ ข้าต้องการไปกับท่านอาจารย์นะ ถ้าท่านไม่ไปท่านจะคอยสั่งสอนข้าได้อย่างไรกันเล่า?” องค์ชายพยายามควบคุมน้ำเสียงให้จริงจังที่สุด ขณะที่สมองของอาจารย์หนุ่มก็กำลังประมวลผลอย่างหนักเพื่อหาข้ออ้างในการเอาตัวรอด

“องค์ชายทรงไปทอดพระเนตรในเมืองแล้วค่อยมาเล่าให้กระหม่อมฟังก็ได้นี่พะยะค่ะ แต่จริงๆกระหม่อมก็เดินเล่นในเมืองบ่อยไปนะพะยะค่ะ กระหม่อมนึกภาพตามได้ไม่ยากนักหรอก” เสียงหวานเอื้อนเอ่ยข้อแก้ตัวที่ดูจะฟังเข้าท่ามากที่สุดออกมา

“ไม่รู้ล่ะ ข้าจะไป แล้วข้าก็ไม่ปล่อยท่านลงด้วย ไม่มีวัน” องค์ชายเอ่ยด้วยน้ำเสียงเอาแต่ใจ รอยยิ้มกว้างถูกประดับเอาไว้บนใบหน้า

ถ้าคนข้างหน้าสามารถหันกลับมามองได้คงจะเห็นภาพขององค์ชายที่กำลังกลั้นหัวเราะเพราะได้แกล้งตนอยู่เป็นแน่

“องค์ชายกระหม่อมขอร้อง! อย่าพากระหม่อมเข้าไปในเมืองเลยนะพะยะค่ะ” อาจารย์เอ่ยขอร้องอย่างหมดหนทาง ถ้าเขาต้องเข้าไปในเมืองในสภาพแบบนี้สู้ให้เขาตายเสียยังดีกว่า องค์ชายหนุ่มเงียบไปชั่วครู่ราวกับกำลังใช้ความคิด

“ก็ได้ แต่ต้องมีข้อแลกเปลี่ยนนิดหน่อยนะ”

“พะ...พะยะค่ะ” คนข้างหน้าตอบรับอย่างยอมจำนน



--------------------------------------------------------------------------------------------



ดวงหน้าหวานเหม่อมองทิวทัศน์ไปรอบๆก่อนจะมาจบลงที่หนังสือเล่มเล็กที่เจ้าตัวแอบใส่เอาไว้ในเสื้อ บรรยากาศเงียบสงบ ผสานกับความร่มรื่นจากร่มเงาของไม้ใหญ่ สายลมผะแผ่ว ล้วนแล้วแต่เหมาะแก่การเอนกายอ่านหนังสือที่ชอบยิ่งนัก 

แต่หากอ่านไปได้ไม่เท่าไหร่เสียงลูกศิษย์จอมซนที่กำลังวิ่งพลางร้องตะโกนก็ใกล้เข้ามาทุกขณะ เจ้าสัตว์ตัวน้อยขนฟูที่คงกำลังก่นด่าความซื้อบื้อของตัวเองห้อยต่องแต่งอยู่ในอุ้งมือแกร่ง

“ท่านอาจารย์!! ข้าจับกระต่ายป่ามาได้ด้วย ข้าเก่งใช่ไหม?” องค์ชายเอ่ยอย่างโอ้อวด

“พะยะค่ะ พระองค์ทรงพระปรีชายิ่งนัก แต่...” องค์ชายยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์เมื่อเห็นสีหน้าเจื่อนๆของคนตัวขาวตรงหน้า

“ข้าจะทำยังไงกับเจ้านี่ดีล่ะ ท่านว่า...ข้าควรจะเอาไปให้พ่อครัวทำยำกระต่ายดีหรือไม่ อืม...ผัดเผ็ดกระต่ายรึ ก็ดูท่าจะอร่อยเหาะทีเดียวเชียว แต่ถ้าจับเสียบไม้แล้วย่าง...” องค์ชายบรรยายรายชื่ออาหารจากกระต่ายน้อยตาแป๋วที่ดิ้นขลุกขลักอยู่ในมือ 

“องค์ชาย! ปะ...ปะ...ปล่อยมันไปเถอะนะพะยะค่ะ กระหม่อมขอร้อง” นิชคุณเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ้อนวอนขณะมองเจ้าตัวน้อยตาแป๋ว

“วันนี้ท่านขอร้องข้าบ่อยจังเลยนะท่านอาจารย์ แต่เอาเถอะ... ข้าจะปล่อยเจ้าปุกปุยนี่ไปก็ได้ แต่ต้องมีข้อแลกเปลี่ยนนะ?” องค์ชายว่าอย่างอารมณ์ดี 

“อีกแล้วหรือพะยะค่ะ?!” 

“ข้าก็ไม่ได้บังคับท่านนี่... แล้วแต่ท่านจะเลือก แต่ข้าไม่ค่อยมีความอดทนสักเท่าไหร่หรอกนะ ข้าชักจะรำคาญเจ้านี่ซะแล้วสิ” องค์ชายเอื้อมมือไปจับที่คอกระต่ายน้อยเบาๆ ขณะที่กระต่ายน้อยก็ดิ้นอย่างเอาเป็นเอาตาย ราวกับรู้ว่าอันตรายจะมาเยือน

เมื่อทำใจให้เจ้าตัวน้อยตายไปต่อหน้าต่อตาไม่ได้ ผู้เป็นอาจารย์จึงก้มหน้าเอ่ยอย่างอ่อนใจ 

“ก็ได้พะยะค่ะ”

ทันทีที่อุ้งมือแกร่งคลายออก เจ้าตัวน้อยก็รีบเผ่นแผล่วหนีไป แต่วิ่งไปได้ไม่ไกลนัก กระต่ายน้อยก็หันกลับมาราวกับจะกล่าวขอบคุณผู้ชายหน้าหวานที่ยืนโบกมือให้ตนอยู่

“แต่ตอนนี้เรากลับวังกันก่อนเถอะ ข้าชักอยากจะเรียนหนังสือซะแล้วสิ” องค์ชายว่า ก่อนจะช่วยอาจารย์ผู้ขี่ม้าไม่เป็นขึ้นม้าสำเร็จ แล้วดึงตัวเองขึ้นหลังม้าไปอย่างง่ายดาย

ทันทีที่ม้าออกตัว แรงกระชากก็ส่งผลให้ร่างบางเซมาปะทะอกแกร่งอีกครา คนที่นั่งด้านหลังได้แต่เผยรอยยิ้มออกมาอย่างมีความสุข ผิดกับร่างบางที่นั่งหน้ามุ่ยขณะพยายามทรงตัวไม่ให้เสียหลักอีก แต่ราวกับคนด้านหลังจะล่วงรู้จึงกระตุกสายบังเหียนอย่างแรง จนเจ้าม้ากรีดร้องออกมาอย่างเจ็บปวดและตกใจ มันพุ่งตัวออกไปราวกับลูกธนูที่ออกจากแร่ง!!



--------------------------------------------------------------------------------------------




ทันทีที่ถึงตำหนักเหล่าข้าราชบริพารก็วิ่งวุ่นออกมาต้อนรับกันเสียยกใหญ่ ก่อนจะถูกองค์ชายสั่งให้กลับไปทำหน้าที่ของตนตามเดิม

องค์ชายเหวี่ยงร่างตัวเองลงมาก่อนจะเอื้อมมือไปให้คนที่ยังนั่งอยู่บนหลังม้าจับ ขณะที่กำลังจะลงจากหลังม้าหนุ่ม ผู้เป็นอาจารย์ก็เสียหลักจนตกลงมาปะทะกับอกแกร่งและอ้อมแขนที่รองรับเขาไว้

“ท่านบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่ท่านอาจารย์?” องค์ชายกระซิบข้างใบหูนุ่มนิ่มที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีระเรื่อพลางกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น

“กะ...กระหม่อมไม่เป็นไรพะยะค่ะองค์ชาย ขอบพระทัยที่ช่วยกระหม่อมเอาไว้ แต่เอ่อ...ทรงปล่อยกระหม่อมเถอะพะยะค่ะ” ชายหนุ่มหน้าหวานดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมแขนแกร่ง องค์ชายจึงค่อยๆคลายอ้อมกอดออกอย่างเชื่องช้าราวกับเสียดาย

“เดี๋ยวท่านรีบตามข้าเข้าไปด้านในเลยนะ ข้าจะบอกข้อแลกเปลี่ยนข้อแรกของข้า” องค์ชายเอ่ยอย่างอารมณ์ดีพลางเดินผิวปากเข้าตำหนักไป






อาจารย์หนุ่มกวาดสายตาไปทั่ว สิ่งที่แปลกไปจากเดิมกลับมีเพียงเก้าอี้ตัวโต 2 ตัว ที่ถูกตั้งเอาไว้บริเวณกลางห้อง แต่กลับไม่เห็นวี่แววของเจ้าของห้องเลยแม้แต่น้อย

“นั่นแหละเก้าอี้ที่ท่านต้องนั่ง ไปนั่งซะสิท่านอาจารย์” เสียงทุ้มดังขึ้นจากด้านหลังท่ามกลางความเงียบ จนผู้เป็นอาจารย์ถึงกับสะดุ้งอย่างตกใจก่อนจะยอมเดินไปนั่งแต่โดยดี

“ข้อแลกเปลี่ยนแรกก็คือ...” องค์ชายทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม

“ข้าอยากให้ท่านอาจารย์นั่งเฉยๆ แค่นั่งเฉยๆ...ให้ข้ามองเท่านั้น” องค์ชายเอ่ยขึ้นยิ้มๆขณะมองหน้าอาจารย์นิ่ง จนผู้เป็นอาจารย์ต้องเสหน้าไปทางอื่นเพื่อหลบสายตาร้อนแรงคู่นั้น 

หลังจากนั่งพิจารณาคนตรงหน้าจนเป็นที่พอใจแล้ว องค์ชายก็เอ่ยขึ้น

“ท่านอาจารย์... ท่านยิ้มให้ข้าหน่อยสิ นะๆ” องค์ชายมองไปยังคนหน้าหวานที่นั่งอยู่เบื้องหน้าอย่างคาดหวัง แต่คนตรงหน้าก็ไม่ยอมเผยรอยยิ้มออกมาให้เห็นสักที 

“ถ้าท่านไม่ยอมยิ้มนะ... ข้าจะสั่งทหารให้ไปจัดการเจ้ากระต่ายพวกนั้นให้หมดป่าเลยคอยดูสิ!!” สิ้นคำขู่อาจารย์หน้าหวานก็ขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่พอใจก่อนจะค่อยๆเผยรอยยิ้มออกมาอย่างไม่เต็มใจนัก

“แบบนี้ไม่เรียกว่ายิ้มหรอกนะท่านอาจารย์” องค์ชายลุกจากเก้าอี้นิ่มแล้วเดินอ้อมไปด้านหลังเก้าอี้ที่อาจารย์หน้าหวานนั่งอยู่ มือแกร่งเอื้อมมือไปรั้งเอวคอดมาไว้ในอ้อมกอด มือกร้านเริ่มขยับยุกยิกเล็กน้อย ก่อนจะกลายเป็นการจั๊กจี๋ในที่สุด

อาจารย์หน้าหวานทั้งยิ้มและหัวเราะออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ขณะพยายามเอ่ยขอร้องออกมาอย่างยากลำบาก

“พะ...ฮ่ะๆๆ พอเถอะ... ฮ่าๆๆ พะยะค่ะ” 

ผู้เป็นอาจารย์หายใจอย่างเหนื่อยหอบหลังจากที่องค์ชายจอมซนเลิกจั๊กจี๋ตนเองแล้ว ดวงตากลมโตมององค์ชายอย่างเคืองๆ

“ก็ท่านไม่ยอมยิ้มดีๆเองนี่ ข้าไม่ผิดนะ เอ่อ... เรามาเริ่มเรียนกันเลยดีกว่านะท่านอาจารย์” องค์ชายเดินหนีไปนั่งอยู่ตรงที่เคยนั่งประจำเวลาเรียน




--------------------------------------------------------------------------------------------




หมอน 2 ใบถูกวางไว้บนเตียงกว้าง แต่บนเตียงนั้นกลับมีผ้าห่มเพียงแค่ผืนเดียวตามคำสั่งของผู้เป็นองค์ชาย 

“นอนกันเถอะท่านอาจารย์ ข้าง่วงแล้วนะ” องค์ชายตบเตียงเบาๆเมื่ออาจารย์ยังคงยืนนิ่งราวกับรูปปั้นอยู่ข้างเตียง

“สุขภาพข้าเป็นสิ่งสำคัญนะท่านอาจารย์ ถ้าข้าป่วยเพราะนอนดึกขึ้นมาท่านจะรับผิดชอบไหวอย่างนั้นรึ!!” องค์ชายจอมขู่ว่า อาจารย์หนุ่มจึงทรุดตัวลงบนเตียงสีขาวบริสุทธิ์แล้วค่อยๆล้มตัวลงนอนตามเจ้าของห้องอย่างจำใจตามข้อแลกเปลี่ยนข้อที่2

องค์ชายเอื้อมมือไปหยิบผ้าห่มผืนโตขึ้นมาคลุมให้ผู้เป็นอาจารย์ก่อนจะโน้นตัวเข้าไปหาอย่างช้าๆจนหน้าอยู่ห่างกันเพียงไม่กี่คืบ

ร่างบางนอนหลับตาปี๋ขณะที่องค์ชายพยายามกลั้นหัวเราะอย่างสุดความสามารถแล้วเป่าเทียนให้ดับลง

ทันทีที่รู้สึกได้ว่าห้องมืดลง คนที่นอนหลับตาอยู่เมื่อครู่ก็ลืมตาโพลงขึ้นมาทันที แต่ดูเหมือนว่านั่นจะไม่ใช่ความคิดที่ดีสักเท่าไรนัก

องค์ชายใช้แขนสองข้างค้ำเตียงเอาไว้ ขณะที่ใบหน้าคมเข้มก็อยู่ห่างออกไปไม่เท่าไหร่ ดวงตากลมโตจ้องมองอาจารย์ที่นอนอยู่ด้านล่างก่อนจะเอ่ยขึ้น

“ท่านทำให้ข้าตกใจนะท่านอาจารย์... ข้าว่า... ท่านย้ายมานอนด้านในจะดีกว่า”

“แต่มันมืดนะองค์ชาย ทรงบรรทมแบบนี้ไม่ได้หรือพะยะค่ะ?”

“ไม่ได้หรอก ข้านอนดิ้น ข้ายังไม่อยากเตะกำแพงนะ” โดยไม่รอคำตอบองค์ชายก็ย้ายร่างกายทั้งหมดมาคร่อมผู้เป็นอาจารย์เอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ดวงหน้าหวานที่ขึ้นสีระเรื่อเงยหน้าขึ้นมองราวกับจะถามว่าตนต้องทำอย่างไรต่อ องค์ชายจึงค่อยๆยกแขนและขาอีกด้านขึ้นเพื่อให้ผู้เป็นอาจารย์ได้ลอดผ่านไป ก่อนจะล้มตัวลงนอนที่อีกฝั่งของเตียง

นอนไปได้ไม่นานนักองค์ชายก็พลิกตัวไปมาราวกับนอนไม่หลับ และค่อยๆเบียดเข้ามาด้านในเรื่อยๆจนหน้าหวานแทบจะรวมร่างกับกำแพงอยู่รอมร่อ 

เดือดร้อนถึงคนที่นอนอยู่ด้านข้างต้องเอ่ยถามขึ้นอย่างช่วยไม่ได้

“ทรงเป็นอะไรหรือพะยะค่ะองค์ชาย หรือทรงมีเรื่องกลุ้มพระทัยอันใด...”

“เปล่าหรอก ข้าจะนอนไม่หลับถ้าไม่ได้กอดอะไรสักอย่างน่ะ แต่คืนนี้ บนเตียงนี้ กลับไม่มีอะไรให้ข้ากอดได้เลยน่ะสิ” องค์ชายบ่นออกมาอย่างหัวเสีย ก่อนจะเอ่ยถามเสียงแผ่ว

“ข้าขอกอดท่านอาจารย์ได้ไหม?” ดวงหน้าหวานหันมามองอย่างตกใจ แต่ก็เจอเข้ากับดวงตาเว้าวอนที่ทำลังจ้องมองตนอยู่ 

ผู้เป็นอาจารย์นิ่งคิดอยู่ชั่วครู่ ทันทีที่พยักหน้าตอบรับคำขอนั้น ร่างของตนก็ตกไปอยู่ในอ้อมกอดแกร่งของฝ่ายตรงข้ามอย่างง่ายดาย

“ราตรีสวัสดิ์ท่านอาจารย์” ลมร้อนๆจากริมฝีปากทำให้หูของคนที่โดนโอบกอดขึ้นสีระเรื่ออย่างน่ารัก 

ร่างบางได้แต่อึกอักราวกับคนน้ำท่วมปาก เพราะหัวใจตนเองที่กำลังเต้นอย่างบ้าคลั่ง จนร่างบางจึงนึกหวั่นว่าคนที่กำลังโอบกอดตนอยู่นั้นจะรู้สึกได้ 

ความเหนื่อยล้าค่อยๆเข้าเกาะกุมคนหน้าหวาน จนในที่สุดร่างบางก็ไม่สามารถต้านทานความง่วงได้อีกต่อไป 



ลมหายใจที่สม่ำเสมอบ่งบอกให้รู้ว่าคนในอ้อมกอดของตนนั้นเข้าสู่นิทราไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว องค์ชายกระชับคนในอ้อมกอดแน่น พลางกระซิบเอ่ยคำต้องห้ามที่เคยเกือบทำให้คนตรงหน้าคิดจะปลิดชีพตัวเอง

“ข้ารักท่านนะ ท่านอาจารย์” คำพูดที่เขาไม่เคยมีโอกาสได้เอื้อนเอ่ยมันออกไป

วันที่องค์ชายอย่างเขาเริ่มรับรู้ถึงความรู้สึกของตัวเองว่าเขารักอาจารย์ผู้ซึ่งเป็นบุรุษเพศเฉกเช่นเดียวกับเขา เขาก็รู้ว่านั่นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง จริงๆมันคงจะไม่ถูกต้องตั้งแต่เขาเริ่มรักผู้ที่มีสถานะเป็นอาจารย์ของตัวเองแล้วต่างหาก

แต่เขาก็ยังคิดจะเอ่ยคำนั้นให้ผู้เป็นอาจารย์ได้รับรู้ แต่ราวกลับอาจารย์ของเขาจะล่วงรู้ความคิด แค่เขาอ้าปากเท่านั้น อาจารย์ก็เอ่ยว่าอาจารย์จะปลิดชีพตนเองถ้าเขาเอ่ยคำๆนั้นออกมา คำต้องห้ามสำหรับองค์ชายอย่างเขา...

ท่านอาจารย์... ท่านรู้ไหม ว่าข้าไม่ได้อยากเป็นองค์ชายแม้เพียงสักนิด ถ้าข้าเลือกได้ ข้าขอเป็นเพียงผู้ชายธรรมดาๆคนนึงที่สามารถกอดท่าน มอบจุมพิตแสนหวาน มอบอ้อมกอดที่แสนอบอุ่น และมอบคำว่ารักแก่ท่านได้

แต่เพราะข้าเป็นองค์ชาย ข้าจึงไม่สามารถทิ้งดาบ ทิ้งบัลลังก์ และทิ้งประชาชนของข้าไป เพื่อกอดท่านได้

ส่วนท่านเอง ก็คงไม่มีวันทิ้งหนังสือและไม้เสร็งเคร็งนั่นลง แล้วมากอดข้าเช่นกัน


ข้านึกอยากหยุดเวลาเอาไว้ตรงนี้ ให้ท่านอยู่ในอ้อมกอดของข้าตลอดไป แต่ข้าก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ ข้าได้แต่หวังว่าท่านจะจดจำค่ำคืนนี้ไปอีกนานเช่นเดียวกับข้า

ท่านอาจารย์ของข้า...




--------------------------------------------------------------------------------------------




‘ฟอด’ ทันทีที่ริมฝีปากขององค์ชายกดลงไปบนแก้มเนียนนุ่ม คนที่นอนอยู่ก็ลืมตาโพลงขึ้นมาแล้วเอ่ยเสียงดุ

“ทรงเล่นอะไรพะยะค่ะองค์ชาย!!” มือเรียวกุมแก้มด้านที่ถูกประทับตราเมื่อสักครู่เอาไว้ พลางขยับตัวให้พ้นจากอ้อมกอด

“ใครว่าข้าเล่นล่ะ ข้าปลุกท่านให้ตื่นต่างหากเล่า” จริงๆเขารู้ว่าท่านอาจารย์ของเขาน่ะตื่นนานแล้วแต่แกล้งทำเป็นหลับ ถ้าไม่ปลุกแบบนี้ท่านอาจารย์ของเขาก็คงจะนอนนิ่งอย่างนี้ต่อไปจนเที่ยงเป็นแน่

“เห็นทีกระหม่อมคงต้องฝึกองค์ชายอีกนานนะพะยะค่ะองค์ชาย” อาจารย์หน้าหวานว่าขณะลุกขึ้นจัดเครื่องแต่งการให้เรียบร้อย ก่อนจะถูกองค์ชายเอาคางไปเกยไว้บนบ่าแล้วเอ่ยขึ้นเบาๆข้างใบหูนุ่มนิ่ม

“จริงรึ? ถ้าเป็นเช่นนั้น ข้ายอมให้ท่านฝึกข้าทั้งชีวิตเลยล่ะท่านอาจารย์” 





--------------------------------------------------------------------------------------------





“องค์ชายทรงออกมาทำอะไรนอกตำหนักดึกๆดื่นๆแบบนี้ล่ะพะยะค่ะ” น้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใยปนตื่นตระหนกดังขึ้นจากริมฝีปากของผู้เป็นอาจารย์ที่วิ่งเข้ามาหา

“ข้าก็แค่อยากออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์น่ะ” ใช่ เขาไม่อยากอยู่ในห้องนั้นอีก ห้องที่ไม่มีคนหน้าหวานคนนี้ แถมวันนี้เขาเองก็ยังรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก แถมบางครั้งก็ยังรู้สึกโหว่งๆ เวรยามคืนนี้ก็ดูแน่นหนาและเข้มงวดต่างจากทุกวัน จนคนที่เป็นองค์ชายอย่างเขายังรู้สึกได้ เขาก็เลยเดินหนีทหารพวกนั้นมาซะหน่อย

เสียงพุ่มไม้ที่สั่นไหวเป็นสัญญาณบ่งบอกให้รู้ว่าบริเวณนี้ไม่ได้มีเพียงแค่พวกเขาเท่านั้น

“นั่นใครน่ะ!! ออกมาน่ะ ไม่งั้นข้าจะสั่งให้ทหารมาจับเจ้าไปลงโทษ!!” องค์ชายเอ่ยสั่งเสียงเข้ม 

ผู้ชายในชุดดำจำนวน 3 คน วิ่งเข้ามาหา อย่างหมายเอาชีวิตบุตรชายคนเดียวขององค์ราชา

‘ฉึก’ มีดสั้นเล่มเล็มปักลงบริเวณหัวใจของ 1 ใน 3 จนเสียชีวิต แต่อีก 2 คนที่เหลือก็ยังคงวิ่งเข้ามาเรื่อยๆโดยไม่เหลียวกลับไปมองคนที่ล้มลงไปเลยสักนิด

“อารักขาองค์ชาย!!!” อาจารย์หน้าหวานตะโกนก้องพลางปามีดพกอีกเล่มเข้ากลางหัวใจของชายฉุดดำจนเหลือเพียงคนเดียว

เสียงฝีเท้าของเหล่าทหารเริ่มเข้ามาใกล้ แต่แค่เสียววินาที คมดาบที่สะท้อนกับแสงเงาจันทร์ทำให้คนหน้าหวานตัดสินใจผลักองค์ชายให้ออกไปให้ไกลที่สุดแล้วปามีดพกอีกเล่มนึงออกไป แต่ชายชุดดำโยกตัวหลบ จึงโดนแค่เพียงไหล่ข้างซ้ายเท่านั้น ชายชุดดำอาศัยจังหวะนั้นฟันดาบลงมา แต่ก็ทำได้ไม่เต็มที่นักเพราะได้รับบาดเจ็บในข้างที่ตนถนัด

‘ฉึก ฉึก’ ลูกธนูปักเข้าที่ต้นขาของคนร้ายทั้งสองข้างเพื่อปิดทางหนีรอด คมดาบจำนวนมากจ่ออยู่ที่คอของชายชุดดำ

“ท่านอาจารย์!!” องค์ชายวิ่งเข้าไปหาร่างที่คว่ำหน้าอยู่บนพื้นหญ้า

องค์ชายเข้าไปประคองร่างนั้นขึ้นมาบนตัก ลมหายใจที่รวยรินและแผลขนาดใหญ่บริเวณอกทำให้องค์ชายถึงกับตกตะลึงไปชั่วครู่ ก่อนเสียงตะโกนที่สั่นเครือจะดังขึ้น

“หมอหลวง!! หมอหลวงอยู่ไหน ใครก็ได้ไปตามหมอหลวงมาที ข้าขอร้องล่ะ!!”

“อะ...องค์ชาย กะ...กะ...กระหม่อม” ผู้เป็นอาจารย์พยายามเอ่ยออกมาอย่างลำบาก

“ท่านอย่าเพิ่งพูดสิ ยิ่งท่านพูดเลือดท่านก็ยิ่งไหลนะ” องค์ชายเอ่ยด้วยใบหน้าซีดเผือด พลางกระชับมือกับคนที่นอนอยู่บนตักของตนแน่น

“ท่านต้องไม่เป็นไรนะ ข้าต้องเรียนรู้จากท่านอีกเยอะ ท่านอาจารย์” มือเรียวของผู้เป็นอาจารย์สั่นระริกขณะพยายามเลื่อนขึ้นมาสัมผัสใบหน้าของคนที่จับมือตนเอาไว้

“กะ...หม่อม ฮึก กะ...หม่อม ระ...รัก...” สิ้นคำว่ารักที่ออกมาจากริมฝีปากคนบนตักก็แน่นิ่งไป

“ท่านอาจารย์ ทะ...ท่านอย่าล้อข้าเล่นนะ ข้าเป็นองค์ชายนะ ข้าขอสั่งให้ท่านตื่นขึ้นมา!!! ข้าสั่งให้ท่านอยู่กับข้า ท่านได้ยินข้าไหม!! ท่านตื่นขึ้นมาสิ!!!!!” องค์ชายกอดร่างที่ไร้ลมหายใจแน่น น้ำใสๆไหลออกมาจากดวงตากลมโตคู่นั้นอย่างห้ามไม่ได้

“นิชคุณ!!!!!!!!” 

วันนั้นเป็นเพียงวันเดียวที่องค์ชายอย่างเขาร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร...





--------------------------------------------------------------------------------------------





“เสด็จพี่ไปคุยกับลูกหน่อยเถอะเพค่ะ” องค์ราชินีมองบุตรชายคนเดียวของตนอย่างปวดใจ ตั้งแต่วันที่อาจารย์ประจำพระองค์จากไป บุตรชายของนางก็เอาแต่นิ่งเงียบ ไม่กินข้าวกินปลา และไม่ยอมหลับยอมนอนจนร่างกายทรุดโทรมลง

องค์เหนือหัวทรงเยื้องย่างเข้าไปหาบุตรชายผู้เป็นแก้วตาดวงใจ และจะเป็นผู้ปกครองบัลลังค์ต่อจากพระองค์ในไม่ช้านี้ด้วย

หลังเกิดเหตุการณ์ขึ้น ชายชุดดำคนนั้นก็ถูกนำตัวมาสอบสวนก่อนจะให้การซัดทอดไปยังพระสนม เพียงเพราะผู้ปกครองแผ่นดินเฉกเช่นเขาไม่เคยไปหานาง เพราะนางอยากได้อำนาจและต้องการจะขึ้นปกครองบ้านเมืองแทน จึงคิดจะกำจัดบุตรชายของเขา เขาทราบถึงข้อมูลเหล่านี้มานานแล้ว เพียงแต่ยังไม่มีหลักฐานและพยานจึงไม่สามารถเอาผิดพระสนมได้

เขาผิดอย่างนั้นหรือที่มีความรักให้แก่หญิงเพียงผู้เดียว เขาผิดอย่างนั้นหรือที่เขาไม่ต้องการกอดใครนอกจากราชินีผู้ครอบครองดวงใจของเขาเพียงผู้เดียว...




“ลูกข้า... ข้ารู้ว่าเจ้าเสียใจที่ผู้เป็นอาจารย์ของเจ้าจากเจ้าไป ข้าเองก็เสียใจเช่นกัน ที่ต้องสูญเสียคนที่ดีและมีความสามารถเช่นนั้น คนผู้นั้นจริงๆแล้วเขาเป็นองค์รักษ์อย่างลับๆประจำตัวเจ้า... แต่เพราะเขามีความสามารถข้าเลยให้เขาไปเป็นอาจารย์ของเจ้าด้วย” องค์ราชาเอื้อนเอ่ยขึ้น

“เสด็จพ่อ ทำไมท่านต้องส่งเขามาให้ข้าด้วย!!” องค์ชายเอ่ยอย่างตัดพ้อ ก่อนจะลุกเดินออกไป 

ถ้าเขาไม่รู้จักอาจารย์ ถ้าอาจารย์ไม่มาเป็นอาจารย์ของเขา ถ้าวันนั้นเขาไม่ออกมาเดินเล่นตอนกลางคืน ถ้าคืนนั้นเขาพกดาบติดตัวอย่างที่เคยทำ อาจารย์ก็คง...

สองเท้าเดินมายังที่เดิมๆที่เขามาเป็นประจำในเวลากว่า 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา แต่ละวินาทีที่ผ่านพ้น เขากลับรู้สึกว่ามันยาวนานราวชั่วกัปป์ชั่วกัลป์

มือแกร่งลูบไล้แผ่นหินอ่อนที่ตั้งตระหง่านอยู่บริเวณริมตำหนักของเขา เขาเป็นคนสั่งให้นำร่างอาจารย์มาฝั่งเอาไว้ตรงนี้เอง อย่างน้อยๆเมื่อเขาคิดถึงอาจารย์ แค่เขาเปิดหน้าต่างออกมาเขาก็จะสามารถมองหาอาจารย์ได้ เขาจะได้รู้สึกว่าอาจารย์ยังคงอยู่กับเขาตรงนี้ไม่ไปไหน

“ท่านอาจารย์ ท่านนิสัยไม่ดีเลยรู้ไหม ท่านเป็นอาจารย์ที่ไม่ดีเลย ท่านเป็นอาจารย์ที่ขี้โกหก ท่านเคยบอกข้าว่าที่ท่านทำตามคำพูดของข้าเพราะข้าเป็นองค์ชาย และคำพูดขององค์ชายก็เปรียบได้กับคำสั่ง แล้วครั้งนี้... ทำไมท่านถึงไม่ทำมันล่ะ”

“เริ่มหนาวแล้วนะท่านอาจารย์ ท่านหนาวใช่ไหม ข้าเอาเสื้อหนาวมาให้ท่านด้วยนะ” องค์ชายถอดเสื้อขนสัตว์อย่างดีที่ตัวเองสวมใส่มาอยู่คลุมให้กับป้ายหินอ่อน แล้วทรุดตัวลงนั่งด้านข้าง

“อยู่บนนั้นท่านสบายดีไหม... ท่านหิวหรือเปล่า... ท่านมีเพื่อนเยอะหรือยัง... ท่านไม่ได้เจอข้าท่านคงจะเหงาสินะ... แล้วคำว่ารักที่ท่านเอ่ยตอนนั้น ท่านต้องการจะบอกมันกับข้าใช่ไหม...” สติสัมปชัญญะของเขาค่อยๆหายไปทีละน้อยๆ

รอบตัวเขาคือป่ากว้างที่เขาเคยมาขี่ม้าเล่นกับท่านอาจารย์... ป่านนี้เจ้ากระต่ายน้อยจะเป็นยังไงบ้างนะ แล้วเขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน!!

“องค์ชาย... องค์ชายกระหม่อมอยู่ทางนี้พะยะค่ะ” เสียงเรียกที่คุ้นเคยเรียกเขาให้หันหลังกลับไปแทบจะทันที 

“ท่านอาจารย์” องค์ชายรั้งเอวบางของคนตรงหน้ามากอดเอาไว้แน่นอย่างคิดถึง

“สิ่งที่องค์ชายทรงกำลังทำอยู่ ไม่ได้ช่วยให้กระหม่อมสามารถฟิ้นคืนได้นะพะยะค่ะ แต่มันกลับทำให้พระวรกายของพระองค์ทรุดโทรมลง” อาจารย์เอ่ยเสียงดุ

“องค์ชายต้องทรงรักษาพระพลานามัยให้แข็งแรงอยู่เสมอนะพะยะค่ะ ต้องทรงหมั่นหาความรู้ และดูแลความเป็นอยู่ของราษฎร์อย่างสม่ำเสมอ องค์ชายต้องทรงเป็นองค์ราชาที่ดี และปกครองบ้านเมืองนี้ให้เจริญรุ่งเรืองนะพะยะค่ะ”

“กระหม่อมคอยมองดูองค์ชายตลอดมาเลยนะพะยะค่ะ และกระหม่อมจะคอยมองดูองค์ชายเช่นนี้เรื่อยไป ขอให้พระองค์ทรงเข้มแข็ง... เมื่อไหร่ที่ทรงคิดถึงกระหม่อม ขอให้พระองค์ทรงแย้มพระสรวลนะพะยะค่ะ แล้วกระหม่อมจะมาอยู่เคียงข้างพระองค์”

“กระหม่อมต้องไปแล้วพะยะค่ะ”

“ท่านอาจารย์ เดี๋ยวก่อน แล้วคำว่ารักที่ท่าน...”

“พะยะค่ะ กระหม่อมรักพระองค์” มือเรียวลูบไล้ใบหน้าคมเข้ม ก่อนจะประทับริมฝีปากลงบนริมฝีปากของคนตรงหน้า แล้วร่างๆนั้นก็ค่อยๆเลื่อนหายไปในอากาศ...






========================================================================







‘เป็ดๆๆ เป็ดมันมีสองขา สองตีนเดินมา...’ มือแกร่งทุบหัวเป็ดตัวโตที่แหกปากพร้อมเต้นท่าทุเรศลูกตาอยู่บนหัวเตียงอย่างแรง

“ฮ้าวววววววววว ลงสัยเมื่อคืนเราจะอ่านหนังสือประวัติศาสตร์มากไปหน่อยล่ะมั้งเนี่ย ฝันอะไรเป็นตุเป็นตะเลยแหะ... พระราชาที่มีดวงตาที่เศร้าสร้อยแต่มีรอยยิ้มที่งดงามที่สุดในประวัติศาสตร์อย่างนั้นเหรอ?” เด็กหนุ่มบิดตัวอย่างเกียจคร้าน พลางอ้าปากกว้างเพื่อสูดเอาออกซิเจนเข้าไปเต็มปอด ก่อนจะค่อยๆจัดที่นอนอย่างเชื่องช้าราวกับไม่อยากจากเตียงสุดที่รักไป 

“พระราชามินโฮตัวจริงกับเราใครจะหล่อกว่ากันนะ คงต้องเป็นเราแหงๆ เชื้อพ่อมันแรงก็งี้แหละน๊า” เด็กหนุ่มหยิบผ้าเช็ดตัวขึ้นมาพาดบ่าแล้วเดินเข้าห้องน้ำไป




--------------------------------------------------------------------------------------------



“มินโฮ ตั้งใจเรียนนะลูก” เสียงของคนเป็นแม่เอ่ยกำชับลูกชาย

“ครับแม่ ผมไปก่อนนะครับ สวัสดีครับพ่อ สวัสดีครับแม่” มินโฮโค้งตัวทำความเคารพพ่อกับแม่

“อ่อ วันนี้วันหยุดพ่อกับแม่นี่น่า พ่อกับแม่จะถือโอกาสตอนผมไม่อยู่ มีน้องให้ผมสักคน ผมก็ไม่ว่าหรอกนะครับ” พูดจบเจ้าตัวดีก็วิ่งคาบขนมปังออกจากบ้านไปราวกับรู้ว่าถ้าอยู่ต่อเขาคงไม่ได้ไปโรงเรียน แต่คงจะได้ไปนอนให้น้ำเกลืออยู่ที่โรงพยาบาลเป็นแน่ 

ทันทีที่ประตูบ้านปิดลงร่างบางก็ถูกช้อนตัวขึ้นไปอยู่ในอ้อมแขนของร่างสูงแทบจะทันที

“ทำบ้าอะไรเนี่ยแทค!!” มือเรียวทุบไหล่แกร่งอย่างไม่แรงมากนัก เพราะรู้ว่าทุบไปก็เจ็บมือตัวเองเสียเปล่าๆ

“ก็ลูกสั่งให้เรามีลูกไงที่รัก ผมเลยกำลังจะทำตามอยู่นี่ไงล่ะ” ร่างสูงฉีกยิ้มกว้างโชว์ฟันขาว

“ปล่อยเลยนะ ข้าวยังไม่ได้กินเลย แล้ว อุ๊บ อื้อ...” แทคยอนใช้ริมฝีปากปิดปากคนตัวเล็กที่พูดไม่ยอมหยุด

“ข้าวน่ะเดี๋ยวค่อยลงมากินก็ได้ แต่ตอนนี้หมาป่าตัวนี้ขอกินกระต่ายน้อยนามแจบอมก่อนก็แล้วกันนะ” ร่างสูงอุ้มคนตัวเล็กขึ้นห้องไปอย่างรวดเร็ว

“แทค!!!!!!” 




--------------------------------------------------------------------------------------------



ก่อนจะถึงหน้าโรงเรียน เด็กที่แต่งกายถูกระเบียบอย่างมินโฮก็แปลงร่างตัวเองจากเด็กสุดเนิร์ดมาเป็นเด็กผิดระเบียบเต็มขั้น

ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าโรงเรียนปุ๊บ เสียงดุๆก็เอ่ยขึ้นอย่างคาดโทษ

“ชเว มินโฮ วันนี้เธอผิดระเบียบอีกแล้วนะ... พักกลางวันไปพบอาจารย์ที่ห้องพักด้วยล่ะ!!”

“ครับอาจารย์” มินโฮตอบรับด้วยเสียงร่าเริงก่อนจะเดินไปสมทบกับเพื่อนๆที่ยืนเข้าแถวอยู่กลางสนาม

“มึงโดนจารย์นิชคุณนัดไปห้องพักอีกแล้วอ่ะดิ เมื่อไหร่แมร่งจะแต่งตัวถูกระเบียบสักทีว่ะ” เพื่อนตัวเตี้ยว่าพลางกวาดสายตามองสภาพเพื่อนที่น่าจะเป็นจุดรวมส้นตีนจากโรงเรียนคู่อริได้ไม่ยากนัก

“ก็กูชอบของกูอ่ะ มีงมีปัญหาหรือไงไอ้เป็ด”

“ไม่มี๊ ใครจะกล้ามีปัญหากับคนอย่างมึงเล๊า” จงฮยอนตอบกลับเสียงสูงอย่างกวนๆ

‘ผั๊วะ’ ทั้งสองคนถูกโบกจนหน้าหงายไปคนละทาง

“พวกมึงเลิกทะเลาะกันได้แล้ว เขาให้มึงมาเขาแถวเคารพธงชาติ ไม่ได้ให้มึงปล่อยหมาในปากมากัดกันนะเว้ย” ประธานนักเรียนหน้าหวานดันแว่นที่เลื่อนตกลงมาจากการตบหัวไอ้เตี้ยกับไอ้โย่งเมื่อครู่ให้เข้าที่

“แมร่งอย่าให้กูเป็นประธานนักเรียนบ้างนะเว้ย”

“ไอ้เต้าหู้บูด ทำเป็นเข้ม”

“บ่นอะไรกัน!!” อนยูเอ่ยเสียงเข้ม

“เปล่าครับ” สองสหายรีบเอ่ยตอบเพื่อนผู้เป็นประธานนักเรียนอย่างพร้อมเพรียง


-END-
 




ปล. บางคนเข้าใจว่ามินโฮฝัน แต่จริงๆแล้วเป็นการกลับชาติมาเกิดอีกครั้งนะคะ ^^

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ alohapsyche จากทั้งหมด 18 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

1 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 12 ตุลาคม 2556 / 14:55
    อ่า จบแล้วนานๆทีจะเจอคู่นี้อ่า นึกว่าจะจบแบบดราม่าซะแล้ว ที่แท้กลับชาติมาเกืดนี่เอง เฮ้อ
    #1
    0