คัดลอกลิงก์เเล้ว
นิยาย [SF] When You Say Nothing At All, [Nichkhun x Minho] Yaoi [SF] When You Say Nothing At All, [Nichkhun x Minho] Yaoi | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

เนื้อเรื่อง อัปเดต 13 พ.ค. 56 / 16:26


Title : When You Say Nothing At All
Couple : [Nichkhun x Minho]
Rate : PG

Talk's : ตอนแรกตั้งใจจะเขียนให้มันดูอบอุ่นๆ แต่ไปๆมาๆพี่คุณกลายมาเป็นแบบนี้ได้ไงก็ไม่รู้ค่ะ T^T จะสอบแล้วสมองมันเลยตีกันมั่วไปหมด ขออภัยด้วยนะค่ะถ้ามันออกมาไม่ดี เบลอขนาดพิมพ์ชื่อเรื่องผิด - -"

===========================================================


It's amazing how you can speak right to my heart. Without saying a word, 
ประหลาดล้ำ เมื่อเธอพูดกับหัวใจฉันโดยไร้วจีใดเอ่ยเอื้อน 

You can light up the dark 
เธอฉายแสงในความมืดมน 

Try as I may I could never explain 
เช่นเดียวกันกับที่ฉันทำและไร้คำอธิบายใด 

What I hear when you don't say a thing 
ฉันได้ยินเสียงของเธอด้วยหัวใจ 

The smile on your face lets me know that you need me 
รอยยิ้มบนดวงหน้าบอกให้รับรู้ว่าเธอต้องการฉัน 

There's a truth in your eyes 
ความจริงบางอย่างในแววตา 

Saying you'll never leave me 
บอกให้ทราบว่าเธอจะไม่ร้างลาจากไป 

A touch of your hand 
สัมผัสจากฝ่ามืออันอุ่นไอ 

Says you'll catch me whenever I fall 
บอกว่าเธอจะไม่ปล่อยมือจากฉันในยามที่ฉันพลาดล้มสู่ห้วงเหว 

You say it best when you say nothing at all 
เธอได้กล่าววจีอันงดงามที่สุดโดยไร้ถ้อยคำใดๆ 

All day long I can hear people talking out loud 
ฉันได้ยินเสียงผู้คนมากมายอื้ออึง 

But when you hold me near 
แต่เมื่อเธอเข้ามาชิดใกล้ 

You drown out the crowd, try as they may they could never define 
เสียงของคนเหล่านั้นก็ไร้ความหมาย 

What's being said between your heart and mine? 
หากระหว่างเธอกับฉัน เราได้ยินเสียงของกันและกัน 

You say it best when you say nothing at all 
เป็นเสียงที่ไพเราะงดงามที่สุด โดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดๆ 


Credit : fonpluie.multiply.com/journal/item/21

--------------------------------------------------------------------------------------------

สวนสาธารณะที่ร่มรื่นแห่งนี้เป็นที่แรกที่ผมเลือกมาเยือนหลังจากย้ายของเข้าบ้านหลังใหม่เสร็จ

ท้องฟ้า สายลม แสงแดด ราวกับจะเชิญชวนให้ผมเต้นท่าคุณปู่คิตะๆอยู่เนื่องๆ 


ผมเหม่อมองความงดงามของธรรมชาติรอบๆตัวขณะที่เท้าทั้งสองข้างของผมก็พาผมออกเดินไปเรื่อยๆ...

‘ปั๊ก’ ด้วยความไม่ระวังผมเลยเผลอชนๆคนนึงเข้าอย่างจัง จนคนๆนั้นล้มลงไปนั่งอยู่บนพื้น

“ขอโทษครับ!!” ผมเอ่ยขอโทษพลางเข้าไปช่วยพยุงคนๆนั้นขึ้น 

“คุณเป็นอะไรไหมครับ?” ร่างบางส่ายหน้าน้อยๆก่อนจะสาวเท้าเดินต่อไป แต่มือของผมก็เอื้อมไปรั้งเขาเอาไว้ซะก่อนเมื่อเห็นรอยสีแดงสดบริเวณฝ่ามือด้านขวา

“นี่เหรอไม่เป็นอะไร!?” ผมว่าเสียงดุอย่างลืมตัวพลางฉวยมือนิ่มเอามาไว้ในมือ

“ไปทำแผลที่บ้านผมนะ” โดยไม่รอคำตอบผมก็ลาก ใช่ครับ ลาก!! 

ผมลากเจ้าเด็กตาโตที่พยายามขัดขืนผมด้วยแรงเท่าลูกแมว ไม่รู้ว่าเจ้าตัวแรงน้อยหรือผมติดเชื้อถึกจากไอ้แทคมากันแน่ ผมเลยสามารถลากเขาไปจนถึงบ้านผมได้อย่างง่ายดาย



--------------------------------------------------------------------------------------------




ผมกดร่างบางให้นั่งลง แล้วคว้ากล่องยาที่วางอยู่บนโต๊ะเพราะยังไม่ได้เก็บให้เข้าที่เข้าทางมาทำแผลให้คนที่นั่งหน้ามุ่ยอยู่บนโซฟา

ดวงตากลมโตจ้องผมเขม่งขณะที่ผมกำลังทำแผลจนผมรู้สึกได้ ผมอยากจะหันไปบอกเจ้าของดวงตากลมโตนั่นซะเหลือเกินว่า ถ้าเขายังไม่อยากเป็นแผลที่อื่นนอกจากฝ่ามือนี่ ช่วยเลิกมองผมด้วยสายตาน่ารักแบบนั้นสักที!!!

และราวกับล่วงรู้ความคิดของผมได้ ทันทีที่ผมหันไปมอง เขาก็รีบหลบตาผมทันที ดวงตากลมโตคู่นั้นเสมองไปรอบๆพร้อมกับดวงหน้าสีระเรื่อ และไม่ว่าผมจะพยายามพูดหรือทำอะไรก็ตาม เขาก็ไม่ตอบ แล้วก็ไม่มองผมอีกเลย จนกระทั่งผมทำแผลให้เขาเสร็จ



ผมรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกเมื่อคนตรงหน้าเอาแต่นิ่งเงียบราวกับเป็นใบ้ พลางนึกอิจฉาเจ้าหูฟังสีม่วงอันโตที่แนบอยู่บนใบหูนุ่มนิ่มนั่นตลอดเวลา นี่ผมใกล้บ้าเข้าไปทุกทีแล้วใช่ไหมเนี่ย!!

ผมอยากจะรู้นักว่าเขากำลังฟังเพลงอะไรอยู่ มันเพราะ แล้วก็สำคัญสำหรับเขามากกว่าผมอีกงั้นเหรอ?!

แล้วนี่ผมมีสิทธิ์อะไร เขาถึงต้องมาให้ความสำคัญกันเล่า!!

เซลล์ในสมองของผมกำลังตีกันวุ่นวายพอๆกับ อิด และ อีโก้ ที่กำลังทะเลาะกันอยู่ภายในตัวของผม จนผมแทบอยากจะจับหัวตัวเองโขกกำแพงแรงๆสักสองสามทีจะได้หายบ้าสักที แต่แล้วร่างกายที่ตอบสนองเร็วกว่าสมองก็สั่งการให้มือทั้งของข้างของผมกระชากหูฟังที่เด็กตาโตใส่อยู่ออกมาแล้วจัดการแนบมันลงกับหูของตัวเองแทน 

สิ่งที่ผมได้ยิน กลับมีเพียงความเงียบเท่านั้น... 

ผมถือวิสาสะเอาเครื่องเล่น MP3 สีม่วงของเจ้าตัวออกมาดู แต่ผมก็พบว่ามันไม่ได้ถูกเปิดเอาไว้ นั่นยิ่งทำให้ผมรู้สึกหงุดหงิดมากยิ่งขึ้นไปอีก ที่ดูเหมือนว่าคนตรงหน้าทำราวกับไม่ต้องการจะพูดกับผมมากขนาดนี้

มือเรียวพยายามจะแย่ง MP3 ของตัวเองกลับไป แต่ผมไม่มีทางให้เขาทำแบบนั้นได้ง่ายๆแน่ 

ผมจัดการเปิดฝาเพื่อจะเอาแบตฯออก คราวนี้ล่ะ เขาจะได้ฟังและพูดกับผมได้สักที!

แต่สิ่งที่ผมเห็นก็คือ MP3 ที่อยู่ในมือผมตอนนี้ มันไม่มีแบต!!

ร่างบางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ พลางเปิดกระเป๋าหยิบดินสอกับสมุดเล่มเล็กๆขึ้นมา ขีดๆเขียนๆอยู่สักครู่ก็ยื่นมันมาตรงหน้าผม

‘ผมไม่ได้ยินเสียง แล้วผมก็พูดไม่ได้ ขอบคุณมากที่ทำแผลที่มือให้ผม แต่ช่วยกรุณาคืนของๆผมมาสักที ผมต้องไปแล้ว’

“คุณ... ไม่ได้ยินเสียงผมจริงๆเหรอ?” ผมอึ้งไปชั่วครู่ที่รู้ว่าคนตรงหน้าผมพูดไม่ได้ มิน่าล่ะเขาถึงไม่ตอบผมสักคำ แต่แล้วผมก็นึกอะไรสนุกขึ้นมาได้

“งั้นคุณก็ไม่รู้สินะว่าผมพูดอะไร... คุณน่ารักมากๆเลยรู้ตัวไหม?” ร่างบางก้มหน้างุดๆพลางเขียนอะไรสักอย่างบนกระดาษแล้วยื่นมาให้ผมพร้อมแก้มที่ขึ้นสีอย่างน่ารัก

‘แต่ผมอ่านปากคุณออกนะ’ งั้น...งั้นมะกี้เขาก็รู้สิว่าผมบอกว่าเขาน่ารักน่ะ

ร่างบางฉวยโอกาสที่ผมกำลังยืนอึ้งฉวยหูฟังและเครื่องเล่น MP3 ออกจากมือผม โค้งให้เล็กน้อยแล้วรีบเดินออกจากบ้านไป

ทันทีที่ได้สติผมก็เดินออกไปหน้าบ้านเพื่อมองหาคนตาโตอีกครั้ง เป็นจังหวะเดียวกับที่ร่างบางหันกลับมามองพอดี 

วินาทีที่ร่างบางเห็นผม เขาก็รีบติดสปีดโกยแนบหนีไปซะอย่างงั้น ผมมันน่ากลัว หรือดูโรคจิตขนาดนั้นเลยหรือไงกัน?




--------------------------------------------------------------------------------------------




วันนี้ผมเลือกที่จะไปเดินสำรวจรอบหมู่บ้านสักหน่อย ไม่ห่างจากบ้านผมนัก มีร้านกาแฟเล็กๆที่มีบรรยากาศอบอุ่นน่านั่ง รอต้อนรับคนหน้าตาดีมีชาติตระกูลแบบผมอยู่ 

ทันทีที่ผมเปิดประตูร้านเข้าไป เสียงเอ่ยต้อนรับหวานๆก็แว่วมาให้ได้ยิน 

ผมสั่งกาแฟดำ กับเค้กช็อคโกแลตชิ้นโตที่วางยั่วน้ำลายผมอยู่ในตู้โชว์มากิน

น่าแปลกที่เค้กช็อคโกแลตก้อนนี้ทำให้ผมนึกถึงคนตาโตที่ผมได้พบเมื่อวันก่อน ผมนึกอยากจะเจอเขาอีกสักครั้ง และราวกับสวรรค์จะสงสารผม 

เด็กหนุ่มตาโตในชุดผ้ากันเปื้อนสีชมพูเดินออกมาจากข้างหลังร้าน บรรจงวางเค้กก้อนโตบนถาดในตู้โชว์แล้วเดินหายลับไป ผมรีบลุกขึ้นหมายจะเดินตามเข้าไป

“คุณลูกค้าต้องการอะไรเพิ่มเหรอครับ?” เสียงนุ่มๆจากคนหน้าหวานที่คาดว่าน่าจะเป็นเจ้าของร้านเอ่ยขึ้น

“เอ่อ... คนที่เพิ่งเดินเข้าไปน่ะครับ เขาชื่ออะไรเหรอครับ? พอดีวันก่อนผมทำให้เขาได้รับบาดเจ็บนิดหน่อยนะครับ”

“อ๋อ... มินโฮน่ะเหรอครับ เด็กคนนั้นชื่อ ชเว มินโฮครับ แต่คุณทราบใช่ไหมครับว่าเขา...” ไม่รอให้เจ้าของร้านพูดจบผมก็รีบเอ่ยตอบออกไป

“ครับผมทราบ”

“งั้นให้ผมไปตามให้ไหมครับ?”

“ขอบคุณมากๆเลยครับ รบกวนด้วยนะครับ” ผมโค้งให้ชายหนุ่มหน้าหวานเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะเดินหายเข้าไปหลังร้าน




ไม่นานนักเด็กหนุ่มตาโตก็เดินออกมาอีกครั้งด้วยสีหน้างุนงง พลางกวาดสายตาไปทั่วร้าน แต่ทันทีที่เห็นผม เขาก็พลิกตัวกลับแทบจะทันที แล้วพยายามจะเดินกลับเข้าไป แต่ก็ติดอยู่ที่ว่าเจ้าของร้านผู้กำลังใช้ภาษามือสื่อสารกับคนตาโต ไม่ยอมให้เขาทำแบบนั้นได้ง่ายๆ

เด็กหนุ่มพยักหน้าเล็กน้อยแล้วเดินลากเท้าเอื่อยๆมาทางผม และไม่ลืมที่จะฉวยกระดาษและปากกาแถวนั้นติดมือมาด้วย

ทันทีที่เดินมาถึงผม คนตาโตก็ยื่นกระดาษที่มีลายมือหวัดๆส่งมาให้

‘คุณมีธุระอะไรกับผม ผมต้องทำงานนะ -*-’

“งั้นคุณเลิกงานกี่โมงเหรอ มินโฮ” ผมเอ่ยถามคนที่กำลังทำคิ้วขมวดเหมือนเจ้าตัวสัญลักษณ์ที่เขาวาดลงบนกระดาษ

‘o_O คุณรู้ชื่อผมได้ไง?’

“อ๋อ คนนั้นบอก” ผมชี้มือไปทางเจ้าของร้านหน้าหวานที่กำลังคิดเงินอยู่หน้าเค้าท์เตอร์ 

ร่างบางขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะขีดๆเขียนๆ แล้วฉีกกระดาษแผ่นนั้นออกมา จากนั้นก็กระแทกมันลงบนโต๊ะแล้วเดินกลับเข้าไปข้างหลังร้านแทบจะทันที

‘ผมเลิกงาน 4 โมงเย็น คุณเรียกผมมาเพื่อถามแค่นี้อ่ะนะ - _ -^^^^ ผมต้องไปทำงานแล้ว’




ผมอาศัยเวลาช่วงที่มินโฮทำงานมาทำการตีซี้กับเจ้าของร้านหน้าหวานนาม พัค แจบอม จนซี้กันไปเป็นที่เรียบร้อย และมันก็ทำให้ผมได้รู้อะไรๆเกี่ยวกับเด็กตาโตคนนั้นมาเยอะเหมือนกัน เพราะพี่เจย์เขาสนิทกับมินโฮมาตั้งแต่เด็กๆ 

นานๆทีมินโฮในชุดผ้ากันเปื้อนก็จะโผล่ออกมาจากหลังร้านเอาขนมปังและเค้กมาใส่ในตู้โชว์ ส่งสายตาหวานๆที่ออกจะติดเคืองๆมาให้ผมสักดอกสองดอกแล้วหายเข้าหลังร้านไปอีก

เด็กตาโตน่ารัก ชเว มินโฮ ปีนี้อายุ 19 ปี กำลังเรียนอยู่ปี 2 มหาวิทยาลัยเดียวกับผม แล้วทำไมผมไม่เคยเห็นเลยล่ะ!! 

ก็ถ้าเห็นนะ ผมไม่มีทางปล่อยให้หลุดมือมาจนป่านนี้หรอก

พี่เจย์บอกว่ามินโฮเคยพูดได้ แต่หลังจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่คร่าชีวิตพ่อกับแม่ของมินโฮไป มินโฮก็สูญเสียการได้ยิน ยกเว้นเสียงสูงๆบางครั้งมินโฮก็จะได้ยินมันเบาๆ มินโฮเคยพยายามที่จะพูด แต่เพราะการไม่ได้ยินเสียงทำให้การออกเสียงของมินโฮบางครั้งแปลกๆออกไป 

พอมินโฮโดนหัวเราะเยาะหลายๆครั้งเข้า มินโฮจึงไม่คิดจะพูดกับใครอีก แต่หันมาใช้ภาษามือและการเขียนลงบนกระดาษเป็นการสื่อสารแทน



‘ไอ้แทคพรุ่งนี้แกมาบ้านฉันนะ ฉันมีอะไรจะโชว์แก’ ผมกดข้อความส่งไปให้ไอ้แทค ผ่านไปไม่ถึงนาทีไอ้แทคก็ส่งข้อความตอบกลับมาว่าจะมาหาหลังจากเรียนเสร็จประมาณบ่ายสองโมง

ผมเชื่อว่ามันจะต้องติดใจ ถ้าไม่ติดใจของกินอร่อยๆในร้าน อย่างน้อยๆมันก็คงติดใจเจ้าของร้านหน้าหวานคนนี้ล่ะน่า นิชคุณฟันธง!!




พอดีพี่เจย์มีธุระเลยฝากผมบอกให้มินโฮปิดร้านได้เลย ส่วนที่เหลือเดี๋ยวพี่เจย์จะกลับมาจัดการต่อทีหลัง ผมก็เลยถือโอกาสเฝ้าเด็กน้อยของผม ฟังไม่ผิดหรอกครับ คนเนี๊ยะ ของผม!!!



--------------------------------------------------------------------------------------------



พอ 4 โมงกว่าๆปุ๊บ เด็กตาโตก็เดินออกมาในชุดธรรมดาปราศจากผ้ากันเปื้อนเพื่อเตรียมพร้อมจะกลับบ้าน ดวงตากลมโตกวาดสายตาไปทั่วร้านเพื่อมองหน้าหนุ่มหน้าหวานที่ตอนนี้หายตัวไปแล้ว ผมจึงทำหน้าที่บอกข้อความที่ได้รับมาจากพี่เจย์ แล้วเอ่ยชวน

“มินโฮ คือ... นายยังเจ็บมืออยู่ไหม อ๋อลืมไป ฉันชื่อ นิชคุณนะ เรียก คุณเฉยๆ ก็ได้ แต่นายคงต้องเดิมคำว่าพี่ลงไปข้างหน้านิดนึง เพราะฉันแกกว่านายเกือบ 3 ปีแหนะ”

‘พูดช้าๆสิ ผมอ่านปากไม่ทัน’ ข้อความบนกระดาษถูกยื่นมาตรงหน้า

“อ่า ขอโทษนะ นี่ๆ ชื่อฉันนะ” ว่าแล้วผมก็ฉวยปากกาและกระดาษจากมือเขามาเขียนชื่อตัวเองให้ดู

“แล้วก็เพื่อเป็นการขอโทษนายเรื่องเมื่อวาน วันนี้ฉันจะทำหมูสามชั้นย่างเป็นการเลี้ยงนายแล้วกันนะ” แล้วผมก็โชว์วัตถุดิบที่ผมแอบแวบไปซื้อมาตอนที่มินโฮทำงานอยู่ให้ดู

‘ไม่เป็นไรหรอกครับ พี่คุณกินไปเถอะเดี๋ยวไม่อิ่ม’ แค่ได้เห็นชื่อตัวเองที่ถูกเขียนด้วยลายมือของเด็กตาโตใจของผมก็แทบจะเต้นไม่เป็นจังหวะแล้ว

“ฉันซื้อมาตั้งเยอะขนาดนี้เลยนะ ไปกินด้วยกันเถอะ กินคนเดียวมันเหงาจะตาย นะนะ มินโฮคนดี๊คนดี” มินโฮทำท่าคิดหนักอยู่ชั่วครู่ก่อนจะยอมตอบตกลง




ระหว่างทานผมก็คอยปิ้งๆย่างๆเจ้าหมูชิ้นน้อยๆแล้วคีบใส่จานของมินโฮลูกเดียว ส่วนเจ้าตัวก็บอกให้ผมเลิกคีบมาใส่สักทีเพราะคิดว่าตัวเองอ้วนแล้ว ผมล่ะอยากจะหัวเราะให้หมูไหม้ ถ้าแห้งๆแบบนี้เรียกว่าอ้วน แล้วผมจะเรียกว่าอะไรกันล่ะนี่

ในที่สุดผมก็สามารถคะยั้นคะยอและบังคับให้มินโฮกินหมูเข้าไปได้เกินครึ่งนึงสำเร็จ 

หลังจากกินกันจนอิ่มหน่ำสำราญแล้ว มินโฮก็พยายามจะช่วยผมล้างจาน แต่ผมไม่ยอมเพราะแผลที่มือของเจ้าตัวยังไม่หายดี ผมเก็บของลวกๆ แล้วเดินไปส่งมินโฮที่บ้านซึ่งอยู่ถัดจากบ้านผมไปอีก 2 ซอย แม้ว่ามินโฮจะส่ายหน้าจนหัวแทบหลุดก็ตาม เพราะข้ออ้างที่บอกว่ามันมืดแล้วเดี๋ยวมินโฮจะเป็นอันตราย ทั้งๆที่ผมก็รู้ว่ามันไม่มีอะไรหรอก แต่ผมอยากรู้นี่หน่าว่าบ้านมินโฮอยู่ตรงไหน คราวหลังผมจะได้แอบแวบไปส่องบ่อยๆ 

หลังจากร่ำลาร่างบางเรียบร้อย ผมก็ยืนเกาะอยู่หน้าบ้านของร่างบางอีกครู่ใหญ่ เพื่อซึมซับบรรยากาศยามค่ำคืนที่สวยงามที่สุดสำหรับผมวันนึง

วันนี้ผมได้เห็นมินโฮที่มีสีหน้าหลากหลาย เดี๋ยวยิ้ม เดี๋ยวหัวเราะ เดี๋ยวก็หน้าบึ้ง ถ้าใครลองได้สนิทกับเด็กคนนี้ก็จะได้รู้ว่าจริงๆแล้วมินโฮเป็นคนร่าเริงแล้วก็มองโลกในแง่ดีเอามากๆคนนึงเลยทีเดียว สงสัยคืนนี้ผมคงนอนฝันดีแน่ๆเลย



หลังจากวันนั้น ผมก็มักจะแอบแวบไปหามินโฮที่บ้าน ไม่ก็ไปรอที่ร้านกาแฟ บางครั้งก็ไปมหาวิทยาลัยพร้อมกัน กลับพร้อมกัน หรือไม่ก็ชวนมินโฮมาที่บ้านผมเช่นเดียวกับวันนี้ แถมช่วงนี้ไอ้แทคก็แทบจะย้ายที่เรียนจากมหาวิทยาลัยมาเป็นร้านกาแฟแถวๆบ้านผมแทนซะแล้ว

ผมแอบไปเรียนภาษามือจากพี่เจย์มานิดหน่อยเหมือนกัน ทั้งคำว่า สวัสดี ขอโทษ ขอบคุณ แต่คำที่ผมจำได้แม่นๆเลยก็คือคำว่า คิดถึง ซึ่งดูเหมือนว่าผมจะได้ใช้มันบ่อยๆในช่วงนี้ ส่วนอีกคำ คำที่ผมยังไม่มีโอกาสได้ใช้มันเลยสักครั้ง แต่ไม่ต้องห่วงว่าผมจะทำผิดนะ เพราะผมฝึกซ้อมคำๆนี้ทุกๆวัน 

รัก...



--------------------------------------------------------------------------------------------



มินโฮกำลังนอนกลิ้งไปมาอยู่บนพรมนุ่มที่ปูเอาไว้หน้าทีวี ผมเลยชวนมินโฮมาเล่นไพ่สล๊าฟด้วยกัน แต่ผมไม่บอกมินโฮหรอกว่าผมนะเซียนขนาดไหน 

ผมเสนอให้ใช้บทลงโทษแทนการให้ไพ่ที่ดีที่สุดแก่พระราชาแทน โดยพระราชาจะสามารถสั่งให้สล๊าฟทำอะไรก็ได้ แต่พระราชาไม่มีสิทธิ์เป็นคนทำอะไรสล๊าฟ ทำได้แค่เพียงสั่งสล๊าฟให้ทำเท่านั้น มินโฮตกลงแทบจะทันที คงเพราะคิดว่าเขาจะทำให้ผมแพ้ได้ล่ะมั้ง

แล้วก็เป็นไปตามคาด ตั้งแต่ตาแรกมินโฮก็แพ้ผมซะแล้ว ผมเลยสั่งให้มินโฮมานวดไหล่ให้ผม หลังจากนั้นมินโฮก็แพ้ผมอีกสองตาติดกันๆ ผมสั่งให้มินโฮทำท่าลูกแมวให้ผมดู กับทำท่าที่คิดว่าเช็กซี่ที่สุด ผมรู้สึกว่าตัวเองคิดผิดจริงๆที่เอ่ยคำสั่งนั่นออกไป เพราะผมต้องบังคับตัวเองแทบตาย เพื่อไม่ให้ลุกไปกดคนตรงหน้า

ผมยอมให้มินโฮชนะบ้างเพื่อจะได้ไม่ดูเป็นการขี้โกงจนเกินไป ผมก็อยากจะรู้เหมือนกันว่ามินโฮจะสั่งให้ผมทำอะไร แต่มินโฮกลับสั่งให้ผมทำแค่เพียงเต้นเพลง bo peep bo peep เท่านั้น 

ทันทีที่ผมเริ่มเต้น มินโฮก็ลงไปนอนหัวเราะท้องคัดท้องแข็งอยู่บนพื้น ผมได้แต่ส่งเสียงอาฆาตเจ้าเด็กตาโตตรงหน้าอยู่ในลำคอ

แล้วผมก็กลับมาเล่นอย่างจริงจังอีกครั้ง คราวนี้ผมสั่งให้มินโฮเดินเข้ามาหาผม แล้วขึ้นมานั่งบนตักเป็นเวลา 5 นาที มินโฮหน้าแดงเหมือนลูกตำลึกสุก จนผมนึกอยากจะหอมแก้มแดงๆนั้นให้แดงมากขึ้นไปอีก

แล้วอีกครั้ง มินโฮก็แพ้ผมเช่นเคย ผมสั่งให้มินโฮหอมแก้มผมเป็นการลงโทษ มินโฮยืนบิดไปบิดมาพลางสูดหายใจเข้าเต็มปอด แล้วยื่นหน้าเข้ามาประทับริมฝีปากนุ่มกับแก้มของผม แต่ก็ยังช้ากว่าคนอย่างผมอยู่ดี ผมแค่หันหน้าเพียงนิดเดียวก็ได้จูบหวานๆแทนการหอมแก้มจากคนตรงหน้าซะแล้ว

ทันทีที่รู้ตัวว่าสิ่งที่ริมฝีปากโดนไม่ใช่แก้มแต่เป็นปากของผม มินโฮก็รีบถอยออกมาโดยอัติโนมัติ แต่โอกาสหวานๆ เอ้ย งามๆแบบนี้ลอยมาอยู่ในมือแล้ว ถ้าผมไม่ใช้มันก็น่าเสียดายแย่สิครับ

ผมใช้มือรั้งคนตรงหน้าเข้ามาในอ้อมกอด ก่อนจะประทับริมฝีปากลงไปอย่างนิ่มนวล มินโฮเบิกตากว้าง มือเรียวขยำเสื้อผมจนยับยู่ยี่ ปากนุ่มนิ่มเผยอออกราวกับตั้งใจจะเอ่ยท้วง แต่กลับกลายเป็นการเปิดช่องว่าให้ผมมีโอกาสได้ลิ้มรสหอมหวานภายในโพรงปากนุ่มซะมากกว่า มินโฮครางออกมาเสียงแผ่ว ก่อนจะทุบไหล่ผมเบาๆราวกับจะขาดอากาศหายใจ ผมจึงยอมปล่อยริมฝีปากนุ่มให้เป็นอิสระก่อนจะดึงร่างบางให้ล้มตัวนอนลงไปด้วยกัน

ผมกอดมินโฮเอาไว้แนบอก เสียงหอบหายใจ และเสียงหัวใจที่กำลังเต้นระรัวจนน่ากลัวว่ามันจะหลุดออกมาจากอก จังหวะการเต้นของหัวใจของมินโฮผมเองก็สามารถรับรู้มันได้เช่นกัน ราวกับว่าเราทั้งคู่เพิ่งจะแข่งวิ่งโอลิมปิกกันมาก็ไม่ปาน

“มินโฮ เรามีแฟนหรือยัง?” ผมเชยคางร่างบางขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยถามออกไป แต่สิ่งที่ได้รับกลับมากลับเป็นสายตาเคืองๆพร้อมกับการพยายามดึงตัวเองให้พ้นจากอ้อมกอด สายตาคู่นั้นราวกับจะตัดพ้อว่า 

‘ก็ผมเป็นแบบนี้จะให้ผมมีแฟนได้ยังไง นี่พี่คุณกำลังดูถูกที่ผมพูดไม่ได้อยู่ใช่ไหม!?’ 

จนผมต้องกระชับเอวร่างบางเข้ามาในอ้อมกอด พลางมองหน้ามินโฮนิ่ง

“คิดไปถึงไหนแล้วล่ะนั้น หือ พี่แค่จะบอกว่าถ้าเรายังไม่มีแฟน พี่จะจีบเรานะ” มินโฮเบิกตากว้างพลางผลักผมออกอย่างแรง จนผมเซออกไป มันเจ็บไม่ใช่น้อยๆเลยล่ะ

มือเรียวคว้าปากกากับกระดาษขึ้นมาเขียนอย่างรวดเร็วแล้วส่งให้ผม

‘แต่ผมเป็นผู้ชายนะ แล้วผมก็พูดไม่ได้ แถมยังไม่ได้ยินเสียงพี่คุณอีก แล้วพี่คุณไม่แคร์สายคนอื่นหรือไง?!’

“เอาทีละคำถามนะ คำถามแรก ใช่พี่ชอบเราที่เราเป็นผู้ชายแบบนี้แหละ เด็กผู้ชายคนนี้ที่พี่รักมากที่สุด ถ้ามินโฮเป็นผู้หญิงพี่ก็คงจะรักมินโฮเช่นกัน ไม่ว่ามินโฮจะเป็นเพศไหน พี่ก็รักมินโฮ เพราะมินโฮเป็นมินโฮแบบนี้นี่แหละ รู้ไหมครับ”

“ส่วนเรื่องที่มินโฮพูดไม่ได้ พี่ก็ไม่แคร์นะจุดนั้น แล้วสังคมหรือคนอื่นจะมองยังไงพี่ก็ไม่สนเหมือนกัน ถ้าเรามัวแต่แคร์คนอื่น เราก็ต้องคอยทำตามความต้องการของคนอื่นตลอดไปน่ะสิ แล้วเราจะหาความสุขให้ตัวเองได้ยังไงล่ะจริงไหม แล้วความต้องการจริงๆของเราอีกล่ะ เราจะเอาความต้องการจริงๆของเราไปเก็บซ่อนไว้ตรงมุมไหนของหัวใจกัน” เมื่อคนตาโตไม่ว่าอะไรต่อผมจึงเอ่ยตัดบทขึ้น

“งั้นตั้งแต่วันนี้พี่จะจีบมินโฮล่ะนะ” มินโฮก้มหน้าเขียนงุดๆก่อนที่กระดาษแผ่นนั้นจะถูกจ่อมาตรงหน้าผม 

‘จีบ? แต่มะกี้พี่เพิ่งจูบผมไปนะ!!’ 

“ก็ข้ามขั้นบ้างอะไรบ้าง ชีวิตจะได้ตื่นเต้นไงล่ะ”

“พี่รักมินโฮนะ” ผมพยายามทำเสียงสูงจนแสบคอไปหมด แต่สิ่งที่ผมได้รับกลับมาคือการหัวเราะติกคักของมินโฮที่หน้าแดงก่ำ พร้อมคำถามที่ว่า ผมกำลังพยายามจะทำอะไร

“ก็พี่เจย์บอกพี่ว่ามินโฮจะได้ยินเสียงสูงๆนี่พี่ก็เลยทำ มินโฮได้ยินบ้างไหม?”

‘ขอบคุณนะครับที่พยายามทำมันเพื่อผม แต่ผมได้ยินมันแล้วล่ะ ผมไม่ได้ยินด้วยหูของผม แต่ผมได้ยินมันดังออกมาจากตรงนี้’


มินโฮเอื้อมมือมาจับบริเวณอกด้านซ้ายของผมที่เจ้าก้อนเนื้อขนาดไม่ใหญ่กว่ากำมือกำลังเต้นระรัวอยู่....



--------------------------------------------------------------------------------------------



มีหลายๆครั้งที่ผมท้อหรือเหนื่อย แต่คนรักของผมคนนี้ก็คอยอยู่ข้างๆผมตลอด ถึงแม้ว่ามินโฮจะไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่ผมกลับรู้สึกว่ามินโฮกำลังปลอบใจผมอยู่ เช่นเดียวกับที่ผมสามารถเข้าใจว่ามินโฮต้องการอะไร มินโฮรู้สึกอะไรอยู่ โดยไม่ต้องมีคำพูดใดๆสักคำ

มินโฮมักจะเปิดทีวีแล้วนั่งกุมมือผมเอาไว้ ความอบอุ่นจากฝ่ามือนุ่มๆคู่นั้นมันทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นไปจนถึงหัวใจ

บางครั้งมินโฮก็จะมาคลอเคลียอยู่ใกล้ๆราวกับลูกแมวตัวน้อยๆ หรือไม่ก็เอาเจ้าหุ่นมือหลากสีสรรมาใช้ปลอบใจผม 

แต่ครั้งนี้มินโฮเลือกที่จะทำเค้กช็อคโกแล็ตชิ้นโตเอาไว้ให้ผม พร้อมด้วยโพสท์อิดสีแสบตา



‘เขาว่ากินของหวานตอนรู้สึกแย่ๆ มันช่วยได้นะครับ จาก มินโฮ(สุดที่รักของคนแถวๆนี้) >///<’

นี่แหละครับ คนน่ารักของผม...



--------------------------------------------------------------------------------------------



วันนี้เป็นวันเกิดผม แต่เจ้าของงานวันเกิดอย่างผมกลับลากสุดที่รักหนีออกมาจากงานตั้งแต่งานเริ่มไปได้ไม่นาน ผมกระชับมือให้แน่นขึ้นขณะเดินเลียบไปตามสวนสาธารณะยามค่ำคืน ลมเย็นๆที่พัดมาทำให้ผมดึงร่างบางเข้ามากอดเพื่อเพิ่มความอบอุ่น

“พี่คุณ” เสียงแปร่งๆดังขึ้น ถ้าผมหูไม่ฟาดมะกี้ผมว่าผมได้ยินมินโฮเรียกผมนะ

“มะกี้มินโฮเรียกพี่หรือเปล่าครับ?” มินโฮพยักหน้าน้อยๆก่อนจะลองเอ่ยเรียกอีกครั้งอย่างไม่ค่อยมั่นใจเท่าไรนัก

“พี่คุณ” 

‘จุ๊บ’ มินโฮประกบริมฝีปากอย่างรวดเร็วแล้วรีบผละออก

“ครับ พี่ก็รักมินโฮที่สุดเช่นกัน” แล้วผมก็คว้าร่างบางเข้ามากอดอย่างรักใคร่




คำว่ารักบางครั้งไม่ต้องพูดมันออกมา แต่เราก็สามารถรู้สึกและได้ยินเสียงของมันได้ เพียงแค่เราเปิดใจ...


ไม่ต้องรับรู้ด้วยหู แต่สามารถรับรู้มันได้ด้วยหัวใจของเรา...



-END-

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ alohapsyche จากทั้งหมด 18 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น