คืนค่าการตั้งค่าทั้งหมด
คุณแน่ใจว่าต้องการคืนค่าการตั้งค่าทั้งหมด ?
ลำดับตอนที่ #8 : Chapter 7 : เผยความลับ...หรือความรัก?
Chapter 7 : เผยความลับ...หรือความรัก?
สนามบินอินชอน สนามบินอินชอน!
ตอนนี้ทิฟฟานี่คนสวยกำลังยืนอยู่ที่ท่าอากาศยานนานาชาติอินชอน สนามบินของประเทศเกาหลี เพื่อเตรียมตัวมุ่งหน้าสู่ดินแดนอาทิตย์อุทัยหรือประเทศญี่ปุ่นนั่นเอง
ไม่น่าเชื่อ...ว่าเวลามันจะผ่านไปเร็วขนาดนี้ เธอยังคิดว่าเมื่อวานเป็นวันที่เธอเพิ่งได้รับบัตรอยู่เลย เผลอแป๊บเดียวก็ถึงวันเดินทางซะแล้ว วันที่เธอได้ได้เจอกับแทยอนตัวเป็นๆ เต็มรูปแบบ และได้ไปเที่ยวด้วยกันตลอดสัปดาห์
แทยอน แทยอน แทยอนนน
ว่าแต่เมื่อไรแทยอนของเธอจะมาซะทีล่ะ?
นึกได้ดังนั้นจึงรีบเดินเข้าไปสะกิดคนที่ประกาศตัวกับเหล่าแฟนคลับทั้ง 10 ชีวิตว่าจะเป็นคนนำเที่ยวตลอดทริปนี้...เอ่อ ไม่รู้แฮะว่าเขาเรียกกันว่าอะไร ไกด์...หรืออะไรซักอย่างแหละ ช่างมันเถอะ จำได้แค่ว่าชื่อ ‘ปาร์ค จองซู’
“พี่สุดหล่อคะ เมื่อไรวงChocolateจะมา”
ท่าทางคำถามของเธอจะบังเอิญตรงใจผู้โชคดีที่เหลืออีก 9 คนไม่น้อย พวกเขาเหล่านั้นถึงได้ดูตั้งใจฟังคำตอบจากปากผู้นำทางหนุ่มนัก จากที่ต่างคนต่างกระจัดกระจายนั่งๆเดินๆรอ กลับมารวมตัวกันเป็นกระจุกอย่างสมัครสมานสามัคคีราวกับสนิทชิดเชื้อกันมานาน
แต่ก็คงจะเป็นอย่างนั้นล่ะนะ...หนึ่งในแผนที่เธอวางไว้คือต้องตีสนิทกับทุกคนให้ได้ เพื่อสืบว่ามีใครเมนแทยอนเหมือนเธอบ้าง ถ้าเมนคนอื่นก็แล้วไป แต่ถ้าชอบแทยอนเมื่อไร คงมีเขม่นกันแน่นอน
“คงอีกซักพักล่ะนะ...ก็อีกตั้งนานกว่าเครื่องจะออก”หนุ่มหล่อจองซูยิ้มให้พวกเธอแห้งๆ พลางยกนาฬิก้าข้อมือลายการ์ตูนแอ๊บแบ๊วขึ้นมามองแก้เก้อหลบสายตาอันน่ากลัวของเหล่าแฟนคลับผู้โชคดีเท่านั้น
“จริงๆแล้วพวกคุณจะเดินเที่ยวกันในนี้ไปก่อนก็ได้...ในสนามบินมีร้านรับรองลูกค้ามากมาย ไปใช้บริการระหว่างรอก็ได้”
“ไม่มีทาง”ทั้ง 10 ชีวิตตอบเป็นเสียงเดียวกัน เนื่องด้วยพวกเขาเหล่านี้มีจุดประสงค์เพื่อมาพบมาเจอกับศิลปินที่ตนชื่นชอบ เพราะฉะนั้นจึงอยากใช้เวลาที่มีให้คุ้มค่ามากที่สุด
เอาเป็นว่า...ต้องได้เจอคนที่ชื่นชอบตั้งแต่วินาทีแรกยันวินาทีสุดท้ายของการเดินทางโดยไม่พลาดซักวินาทีเดียว
“เอ้อ..งั้นระหว่างนี้พวกเราก็มาคุยรอกันดีกว่าครับ จะได้ไม่เบื่อ”
“พวกคุณชื่นชอบใครมากที่สุดครับ”
“ผมชอบพี่ฮโยยอนครับ”คนนี้เป็นเด็กหนุ่มวัยรุ่นเพียงไม่กี่คนจากจำนวนผู้โชคดีทั้ง 10 ที่ล้วนแต่เป็นผู้หญิงไปซะแล้ว 7 คน...ว่าง่ายๆ ถ้าไม่นับคุณจองซูที่เป็นผู้นำทางทริปนี้ผู้โชคดีที่เป็นผู้ชายมีเพียง 3 คนเท่านั้น
“ฉันก็ชอบพี่ฮโยยอนค่ะ/ฉันก็ด้วย”สองเสียงดังประสานขึ้นมาแทบจะพร้อมๆกัน ทั้งสองมองหน้ากันงงๆก่อนจะระเบิดหัวเราะออกมาด้วยความสนุกสนานไปพร้อมๆกับคนอื่น ซึ่งทิฟฟานี่จำชื่อใครไม่ได้เลยซักคนเดียว
ให้ตายเถอะ ประสิทธิภาพในการจดจำชื่อคนของเธอนี่มันอ่อนด๋อยจริงๆ แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวพอไปถึงญี่ปุ่นก็คงให้มีการแนะนำตัวกันอีกรอบเองล่ะนะ ถึงตอนนั้นเธอค่อยจดจำชื่อคนพวกนี้ก็คงไม่สายเท่าไรนัก
ระหว่างนั้นผ่านไปอีกประมาณสี่ห้าคน ก็พบว่าแบ่งเป็นชอบไอยู ซันนี่ และซูยองกันอย่างละนิดละหน่อย ซึ่งทำให้เธอใจชื้นขึ้นมาอีกนิดนึง
ไม่มีศัตรูหัวใจ...
แต่ก็ได้แค่เสี้ยววินาทีนั่นแหละ เพราะประโยคต่อมาจากคนล่าสุดนั้นเป็นดั่งสายฟ้าฟาดลงมากลางหัวเธอ
“ฉันชอบแทยอนค่ะ ชอบมากๆ ชอบที่สุด เกิดมาไม่เคยชอบใครได้เท่านี้มาก่อน”
ไม่ใช่แค่ชอบคนเดียวกันอย่างเดียวแล้วแฮะ...
แต่ท่าทาง น่าจะเป็นคนมีเปอร์เซ็นต์ค่อนข้างสูงที่จะเข้ามา ‘แย่งชิง’ แทยอนกับเธออย่างรุนแรงแน่นอน
“อิมยุนอา คุณกล้าดียังไงมายกเลิกงานสำคัญของฉัน”เสียงโวยวายของนักร้องสาวดังก้องไปทั่วทั้งรถ เมื่อได้เห็นผลงานการจัดการอันยอดเยี่ยมของผู้จัดการคนใหม่ที่นั่งขับรถชิวอยู่ด้านหน้า...แถมยังมีการฮัมเพลงซะอีก ชักจะสบายเกินไปแล้วล่ะมั้ง
“งานสำคัญ?...ล้อเล่นหรือเปล่าคะคุณซอฮยอน นี่มันก็แค่ไปร้องเพลงที่ผับเท่านั้นเอง ไม่เห็นจะมีความสำคัญอะไรมากมาย”ยุนอาพูดด้วยความไม่ใส่ใจ ก่อนจะกลับไปตั้งใจ(ฮัมเพลง)ขับรถต่อ
“คุณก็พูดแบบนี้ทุกที”ทุกทีจริงๆ เกือบเดือนที่ซอฮยอนทำงานกับผู้จัดการส่วนตัวคนใหม่นี้ แม่เจ้าประคุณก็เล่นตัดงานเธอทิ้งเกลื่อนกลาดเสียยิ่งกว่าตัดกระดาษ ทั้งงานอีเว้นท์ ถ่ายรายการ ให้สัมภาษณ์ และอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย เรียกได้ว่าถ้าหากงานในวันหนึ่งเธอมี 10 งาน ยุนอาจะตัดทิ้งไปซะ 4 งาน เกือบครึ่งของทั้งหมด
เจ้าตัวจะรู้บ้างหรือเปล่าว่ามันสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงมากแค่ไหน
ไหนจะที่ทำให้รายได้ของเธอและบริษัทต้นสังกัดลดลงไปเกือบ 50% แล้วไหนจะพวกผู้ใหญ่หลายๆฝ่ายที่เริ่มมองว่าเธอหยิ่ง ที่สำคัญที่สุดคือแฟนคลับ...บางงานยุนอายกเลิกไปโดยไม่บอกเธอทั้งๆที่ตารางงานประกาศลงในเว็ปแฟนคลับของเธอแล้ว
จะยังไงล่ะ...แฟนคลับของเธอก็ต้องไปคอยเก้อหลายครั้งแล้ว
“บอกตรงๆว่าฉันทนไม่ได้กับการกระทำของคุณแล้วนะคะ”
“คุณเป็นผู้จัดการส่วนตัวของฉันก็จริง แต่ไม่มีสิทธิ์มาตัดงานของฉันได้ตามใจชอบแบบนี้ รู้บ้างไหมคะว่ามันจะสร้างความเสียหายให้กับคนอื่นๆมากแค่ไหน”
“แล้วยังไง...”ยุนอาเอียงคอมองนักร้องสาวผ่านทางกระจกหน้าอย่างไม่ยี่หระ สายตาไม่ได้แสดงถึงความรู้สึกผิดหรือเสียใจกับการกระทำของตัวเองเลยซักนิด
“คุณจะเห็นแก่ตัวเกินไปแล้วนะ”ซอฮยอนว่า “ถ้าคุณจะทำแบบนี้ ฉันว่าคุณลาออกจากการเป็นผู้จัดการส่วนตัวของฉันไปเลยดีกว่าค่ะ ฉันคิดว่าฉันคงสามารถทำงานคนเดียวได้ และดีกว่าการมีคุณอยู่ด้วยเสียอีก”
“เอ้อ งั้นสิ”
“ค่ะ”
ยุนอาจ้องตาซอฮยอนเขม็ง ความรู้สึกอันหลากหลายที่เทเข้ามาในส่วนลึกของจิตใจ ซึ่งเธอก็ไม่ค่อยรู้หรอกว่าแบบนี้มันคืออะไร รู้แค่อย่างเดียว...ไม่ชอบอาการแบบนี้เลย
มันเหมือนกับว่า...ไม่ว่าซอฮยอนจะว่ายังไง เธอก็ต้องยอมหมดเสียทุกเรื่องไป
“โอเคๆ ไว้ฉันจะไปบอกทางรายการนั่นให้ แล้วต่อไปนี้ฉันจะไม่ยกเลิกงานของเธออีกแล้วก็ได้”
บอกตามตรงว่าที่ยุนอาตัดงานทิ้งไปเป็นเพราะความหมั่นไส้เท่านั้นแหละ
เด็กบ้าอะไรไม่รู้ งานเยอะเป็นบ้า...เห็นแล้วก็สงสัยว่าไม่รู้จักเหน็ดไม่รู้จักเหนื่อยบ้างหรืออย่างไรถึงได้ทำงานหามรุ่งหามค่ำเช่นนี้ เธอก็เลยมีความคิดที่จะอยากตัดงานยัยเด็กดื้อคนนี้เท่านั้น
แต่ให้ตายเถอะ...เธอไม่เคยเถียงซอฮยอนชนะซักครั้งเดียว
“ยัยเด็กบ้าเอ๊ย”ยุนอาขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความแค้น แค้นทั้งซอฮยอนที่เอาชนะเธอได้ทุกยก และแค้นตัวเองที่ไม่เคยเอาชนะซอฮยอนได้เลยสักเรื่อง
โดยเฉพาะเรื่องที่ทำให้เธอต้องมาเป็นผู้จัดการส่วนตัวของซอฮยอนจนถึงทุกวันนี้...ที่ยังอยู่ทำงานต่อนี่ไม่ใช่ว่ามีจิตใจรักใคร่เอ็นดูยัยเด็กบ้านี่หรอกนะ แต่ที่ต้องทนอยู่เป็นเพราะเธอยังทำงานไม่เสร็จ
กะอีแค่แหวนบ้าๆวงเดียว ทำไมมันขโมยยากจังฟะ!
เธอเป็นหัวขโมยมือโปรระดับเซียนนะ งานใหญ่ระดับประเทศก็เคยทำมาแล้ว และก็ผ่านไปได้โดยง่ายทุกครั้งไป
และไม่เคยมีงานไหนกินเวลาไปเกือบเดือนเหมือนงานนี้มาก่อน!
คอยดูเถอะซอฮยอน...ถ้าอิมยุนอาคนนี้ขโมยแหวนเน่าๆนั่นได้เมื่อไร เธอจะเอาระเบิดไปยัดบ้านซอฮยอน เอาให้สูญสิ้นพันธุ์ไปทั้งตระกูลเลย วะฮ่ะๆๆๆๆๆ
แต่เอ๊ะ...พูดถึงบ้าน เธอทำงานมาตั้งนานแล้ว ยังไม่เคยเห็นบ้านของซอฮยอนสักที เพราะทุกครั้งที่มีงานเธอก็ต้องใช้รถประจำตำแหน่งผู้จัดการมารับซอฮยอนที่บริษัท พอเสร็จงานก็มาส่งที่บริษัทตามเคย
ไม่ใช่ว่าไม่เคยสงสัยนะถึงไม่ได้ถาม เธอสงสัยเรื่องนี้มาตั้งนานแล้ว แต่ก็ยังไม่มีโอกาสได้ถามสักที...ก็มัวแต่ทะเลาะกันอยู่เรื่อยนั่นแหละ เลยไม่มีครั้งไหนที่จะได้พูดกันดีๆ
เอาเถอะ...เดี๋ยวค่อยไปถามพนักงานคนอื่นๆในบริษัทก็ได้
ไม่รู้ว่าเพราะมองหน้าของเขาทางสื่อต่างๆมากมายจนเคยชิน เพราะได้ไปเจอตัวเป็นๆในการแสดงเมื่อเดือนก่อนที่ห้างLotte หรือว่าตอนนี้อยู่ใกล้กันมากจนเกินไปก็ไม่รู้...
มันถึงได้ส่งผลให้ทิฟฟานี่ได้แต่นั่งนิ่งแข็งเป็นก้อนหินในบัดดล
“ทำไมตัวถึงได้แข็งทื่อขนาดนี้ล่ะ ไม่เคยนั่งเครื่องบินเลยตื่นเต้นเหรอ”
“ปะ เปล่าค่ะ เคยนั่งแล้วเมื่อหลายปีก่อน แต่สงสัยว่าจะไม่ได้นั่งนาน มันเลยตื่นเต้น”
“อ๋อ..งั้นเหรอคะ”คนข้างกายพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะหยิบลูกอมสีสันสดใสให้ “เกือบลืมค่ะ ลูกอมหมากฝรั่ง เอาไว้เคี้ยวตอนเครื่องขึ้น จะได้ไม่หูอื้อ”
“ขะ ขอบคุณค่ะคุณแทยอน”
“ไม่เป็นไร อีกอย่าง...อายุเราน่าจะเท่ากัน เรียกฉันว่าแทยอนเฉยๆก็ได้”
ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อค่ะคุณผู้ชม...
ทิฟฟานี่ได้นั่งติดกับแทยอนบนเครื่องบินจากเกาหลีไปยังญี่ปุ่น ไม่ได้ฝันไปด้วย!
นึกแล้วก็ไม่ค่อยเข้าใจตัวเอง...ทั้งๆที่ตอนพวกแทยอนเดินเข้ามาครั้งแรกเธอยังกระดี๊กระด๊า(ทั้งๆที่บอกตัวเองแล้วบอกตัวเองอีกว่าต้องเป็นกุลสตรีเข้าไว้) ด้วยกันสองคนกับซอนมี หรือคนที่ประกาศตัวว่าชอบแทยอนมากๆในตอนแรกนั่นแหละ
แต่พอมาดูลำดับการนั่งกัน เท่านั้นล่ะ ลมจับเลย เธอได้นั่งที่ 25A ติดกับแทยอนที่นั่ง 25B
ให้ตายเถอะ...ถึงเธอจะจินตนาการอะไรต่อมิอะไรไว้มากมายก่อนวันเดินทาง แต่เธอก็ไม่ได้คาดหวังว่ามันจะต้องเป็นจริง โดยเฉพาะเรื่องที่นั่งบนเครื่องบินซึ่งเธอคิดว่ามันเป็นไปได้ยากมาก...แต่ถึงอย่างไรมันก็เป็นไปแล้ว
มันพูดไม่ออก บอกไม่ถูก รู้แค่ว่ามีความสุข...แอร๊ยยยยย
“เอ่อ...นี่เธอคงไม่ได้ตื่นเต้นจะเป็นบ้าไปแล้วใช่ไหม”แทยอนเอ่ยขึ้นเมื่อสังเกตเห็นสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสของทิฟฟานี่ ได้ข่าวว่าเมื่อกี้ยังนั่งนิ่งหน้าซีดเป็นไก่ต้มอยู่เลย
“เปล่าค่ะๆ แค่ดีใจที่จะได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นน่ะค่ะ ฉันใฝ่ฝันอยากไปเที่ยวที่นั่นมานานแล้วนะคะ”โดยเฉพาะได้เดินเคียงข้างกับแทยอนเที่ยวทั้งญี่ปุ่น ฮิ้ววว ~
“งั้นเหรอ ฉันเองก็เหมือนกัน”แทยอนส่งยิ้มให้ทิฟฟานี่จนคนรับเกือบละลาย
ถึงจะเคยเห็นรอยยิ้มแบบนี้ในโทรทัศน์มาแล้ว แต่พอได้เห็นจริงๆจังกับตัวเองในระยะใกล้ขนาดนี้ ความรู้สึกมันต่างกันลิบลับเลยแฮะ
“เธอชื่อทิฟฟานี่สินะ...เป็นลูกครึ่งเหรอ”แทยอนยังพยายามชวนคุยต่อไปเรื่อยๆ เพราะไม่อยากให้แฟนคลับต้องนั่งกร่อยนานๆหรือรู้สึกเบื่อกับการนั่งเครื่องบิน
“ค่ะพ่อเป็นคนเกาหลี แม่เป็นคนอเมริกาค่ะ”
“แต่ฉันเพิ่งจะย้ายมาอยู่ที่โซลคนเดียวค่ะ”หลังจากนั้นทิฟฟานี่ก็เล่าเรื่องชีวประวัติของตนเองจนหมดเปลือก โดยมีการใส่สีตีไข่แต่งเรื่องราวเองเล็กน้อยถึงปานกลาง เพื่อให้เธอดูเป็นคนดีและน่าสงสารมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เผื่อว่าแทยอนจะได้เห็นใจสงสารเธอบ้าง
แล้วก็ลงเอยเหมือนในนิยายบางเรื่อง ที่พระเอกนางเอกเริ่มต้นรู้จักกันด้วยความบังเอิญ คุยไปคุยมาก็พระเอกก็เริ่มสงสารในชีวิตแสนรันทดของนางเอก จึงหาทางช่วยเหลือ ฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการ และลงเอยด้วยความรักในที่สุด
“ฉันเองก็เพิ่งย้ายมาอยู่โซลตอนที่เป็นนักร้องเหมือนกัน”เพราะได้รับเรื่องราวจากอีกฝ่ายมากมาย แทยอนจึงยอมพูดเรื่องของตัวเองบ้างเล็กน้อยเพื่อเป็นมารยาท และเธอก็ค่อนข้างมั่นใจว่าทิฟฟานี่จะไม่ถามซักไซ้เรื่องราวของเธอมากเกินความจำเป็น
เพราะผู้หญิงคนนี้ท่าทางเป็นคนมีมารยาท เรียบร้อยพอตัวเลยล่ะ...โชคดีจริงๆที่วงของเธอมีแฟนคลับแบบนี้
“เอ้อ...ลืมถามไปเลย ทิฟฟานี่ชอบใครในวงเหรอ”
“อ่า...คือ”เมื่อเจอการตั้งคำถามอย่างไม่ทันได้ตั้งตัวเช่นนี้ ทิฟฟานี่เลยได้แต่ใบ้กินเนื่องจากไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรดี
ถ้าเธอตอบว่าชอบแทยอนไปตรงๆเลย จะทำให้ไก่ตื่นเอ๊ย! จะทำให้ดูไม่เป็นกุลสตรี(ยังจะห่วง)หรือเปล่านะ
แต่ถ้าเธอโกหกไปว่าชอบคนอื่น...แล้วแทยอนเกิดไม่สนใจเธอ ผลักไสเธอไปให้คนๆนั้นขึ้นมาล่ะ จะว่ายังไงดี
นั่งพินิจพิจารณาอยู่ในสมองของตัวเองนานจนคนถามเริ่มรู้สึกผิดสังเกต จึงได้พยายามเรียกสติคนถูกถามขึ้นมาอีกครั้ง
“นี่ เงียบทำไมล่ะ”แทยอนถาม “หรือว่า....”
“คะ...อะไรคะ”ทิฟฟานี่ทำหน้าเหรอหรา ประหนึ่งตนเองเป็นเด็กนักเรียนที่กำลังคิดลอกข้อสอบอยู่แล้วอาจารย์คุมสอบจับได้
ไม่เอานะ มันไม่โรแมนติกเลย
อย่างน้อยถ้าแทยอนจะรู้ว่าเธอชอบ ก็ควรให้เธอบอกเองสิ!
“หรือว่าเธอแค่อยากเที่ยวญี่ปุ่นฟรีเลยส่งฉลากมาร่วมลุ้นเฉยๆ”
ตายล่ะ...ดูความคิดของว่าที่สามี เอ๊ย! แฟน เอ๊ย! แทยอนของฟานี่สิคะคุณผู้ชม
หรือว่าเพราะเธอเล่าเรื่องชีวิตของเธอได้รันทดจนเกินไป คนตัวเล็กตรงหน้านี่เลยคิดว่าเธอเป็นพวกประเภทไม่มีอันจะกิน แต่อยากเที่ยว จนถึงขนาดต้องส่งฉลากมาลุ้นเที่ยวฟรี...
เดี๋ยวสิ เธอยังไม่ได้บอกแทยอนซักคำเลยนะว่าเธอจน!
ความรันทดที่เธอโม้ไปอย่างมากก็แค่ อยู่คนเดียวในเกาหลีอย่างโดดเดี่ยวและเปลี่ยวเหงาเพราะไม่ค่อยมีเพื่อน(เหรอ)และไม่คุ้นชินกับสภาพสังคมเกาหลีจึงถูกคนอื่นๆในมหาวิทยาลัยแกล้งบ่อยๆ(จริงๆแล้วทิฟฟานี่ต่างหากที่เป็นฝ่ายแกล้งคนอื่น)เท่านั้นเอง
“เอ่อ..ฉันเหมือนคนจนมากเลยเหรอคะ”
“ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น”โบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน เนื่องด้วยกลัวว่าจะถูกเข้าใจผิด “ก็เธอไม่ยอมบอกฉันซะทีนี่ว่าชอบใคร”
“ฉันเห็นบ่อยไป พวกคนที่ส่งฉลากร่วมลุ้น เพียงเพราะอยากจะเที่ยวเท่านั้น”
ช่วยไม่ได้นี่นะ ยุคสมัยนี้หาเงินได้ลำบากจะตาย ถ้าจะประหยัดเรื่องอะไรได้บ้างก็ควรจะประหยัด...เพราะฉะนั้นจึงมีหลายๆคนที่อยากเที่ยวเมืองนอกแต่เสียดายเงินส่งร่วมลุ้นกิจกรรมประเภทนี้กันค่อนข้างเยอะ
เผลอๆอาจจะเยอะกว่าพวกที่อยากไปเพราะอยากใกล้ชิดกับศิลปินในดวงใจเสียอีก
แล้วท่าทางทิฟฟานี่ก็ไม่มีทีท่าสนใจใครมากเป็นพิเศษ เพราะถ้าหากหล่อนชอบซูยอง ไอยู ฮโยยอน หรือซันนี่ การที่ทิฟฟานี่มีโอกาสได้นั่งติดกับสมาชิกวงเดียวกันอย่างเธอขนาดนี้ ก็น่าจะมีการแอบถามถึงเรื่องส่วนตัวของคนๆนั้นบ้าง...แต่นี่นั่งจนเครื่องจะบินถึงญี่ปุ่นอยู่ร่อมร่อ ยังไม่ปริปากถามถึงใครเลยซักกะคนเดียว
“ฉัน...”
“ไม่ต้องอายหรอกน่า ยอมรับมาตามตรง ฉันไม่ล้อเธอหรอก”แทยอนส่งยิ้มให้อย่างใจดี ก่อนจะร่ายยาวเป็นหางว่าวเพื่อพยายามพูดให้คนฟังรู้สึกไม่เครียด
เปล่า...เธอไม่ได้มีน้ำใจกับคนแปลกหน้าถึงขนาดนั้นหรอก
เธอแค่ชอบเวลาผู้หญิงคนนี้ยิ้มเท่านั้นเอง ดูร่าเริงสดใส น่ามองกว่าทำหน้ากระอักกระอ่วนนั่นเยอะ
เพราะฉะนั้นตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ญี่ปุ่น ถ้าเป็นไปได้...เธอก็อยากจะเห็นรอยยิ้มของทิฟฟานี่ให้มากๆ
“เธอจะชอบซูยอง ซันนี่ ฮโยยอน ไอยูมันก็เรื่องของเธอ หรือแม้แต่เธอจะมาเพราะอยากเที่ยวก็ไม่มีปัญหา เพราะถึงยังไงเราก็ต้องเที่ยวด้วยกันไปอีกสัปดาห์ ฉะนั้นตอนนี้เราก็ควรจะพูดคุยทำความสนิทสนมกัน...”
“คนที่ฉันชอบ คือแทยอนค่ะ”
“...ไว้นะ”
กรุณารอสักครู่ ตอนนี้เครื่องซีดีกำลังประมวลผล...
“เมื่อตะกี้เธอว่ายังไงนะ”คนหูไม่ดีถามย้ำ โดยจ้องหน้าคนถูกถามไปด้วย
ฝ่ายคนถูกถามก็รู้สึกอายจนอยากจะเอาหน้ามุดลงท่อ แต่เสียดายที่บนเครื่องบินไม่มีท่อ...เอ่อ รู้สึกว่าจะนอกเรื่อง ใจจริงแล้วไม่อยากบอกเท่าไร...แต่เอาเถอะ ไหนๆก็หลุดปากไปแล้ว
“ฉันมาที่นี่ เพราะฉันชอบแทยอนมากๆเลยค่ะ”
สาบานได้ว่าคิมแทยอนไม่ได้ลืมของอะไรไว้บนเครื่องบิน...ทว่า ตั้งแต่เท้าเธอก้าวเหยียบแผ่นดินญี่ปุ่น เธอกลับรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่หายไป
“เป็นไงแทยอน”ฮโยยอนเป็นคนแรกที่ก้าวเข้ามาหาเธอ พลางถามไถ่สารทุกข์สุขดิบด้วยความเป็นห่วงเป็นใย ราวกับว่าพวกเธอไม่ได้เจอกันมาซักสิบชาติ
“อ่า...”แทยอนอ้าปากพะงาบๆพยายามจะตอบแต่เค้นเสียงเท่าไร มันก็ไม่ยอมออกซะที
“แทยอน”
“อือ...”
“เฮ้ย!แกเป็นอะไรไป”ฮโยยอนเขย่าตัวเธออย่างแรงจนหัวแทบหลุดออกจากบ่า หนำซ้ำอวัยวะภายในอาจจะไหลรวมกันเป็นเนื้อเดียวไปแล้วก็ได้
แต่ก็ต้องขอบคุณฮโยยอนที่เข้ามาพูดคุยกับเธอ...ไม่เช่นนั้นป่านนี้เธอก็คงไม่รู้ตัวหรอก ว่าเธอได้ลืมอะไรไว้ข้างบน
เธอลืมเสียงตัวเองไปแล้ว!
ถ้าถามว่าตั้งแต่เมื่อไร...ก็ตั้งแต่ตอนที่เพื่อนร่วมทางประกาศตนว่าชื่นชอบเธอหนักหนานั่นแหละ
โอเคๆ...เธอยอมรับว่าเรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับเธอ เวลาเธอไปเจอพวกแฟนคลับข้างนอกก็มีหลายคนตะโกนบอกรักเธออยู่ทุกครั้งไป
แต่กับทิฟฟานี่...ที่เพียงแค่บอกว่าชอบเธอไม่กี่ครั้ง มันกลับทำให้เธอถึงขั้นไปไม่เป็นเลยทีเดียว
ความรู้สึกมันบอกไม่ถูก...จะว่าดีใจก็ไม่ใช่ หรือจะรังเกลียดก็ไม่ใช่ กลัวเหรอ..คงไม่ใช่อีกนั่นแหละ
“อ่า ฉันสบายดี”กว่าจะจำเสียงตัวเองได้ก็ปล่อยให้ฮโยยอนยืนมองตาแป๋วอยู่นาน “แค่รู้สึกมึนๆนิดหน่อย สงสัยนอนไม่พอ”
“เรารีบไปกันเถอะ เดี๋ยวทุกคนจะรอนาน”พูดจบก็ลากตัวฮโยยอนเพื่อตามไปสมทบกับคนอื่นๆที่คาดว่าตอนนี้คงกำลังตรวจหนังสือเดินทางกันแล้ว โดยพยายามทำเป็นลืมเรื่องราวทั้งหมดที่ได้ยิน และหันไปจดจ่อเอาใจใส่กับเรื่องอื่นๆแทน ทั้งๆที่ตัวเธอเองยังไม่เข้าใจว่าทำไปเพื่ออะไร
ทิฟฟานี่ไม่ใช่คนไม่ดี เผลอๆอาจจะดีกว่าแฟนคลับที่เธอเคยเจอมาด้วยซ้ำไป โดยเฉพาะถ้าให้เทียบกับนางแบบสาวเจสสิก้าที่มาเกาะแกะกับเธอบ่อยๆแล้ว เธอกล้าพูดได้เต็มปากเต็มคำเลยว่าทิฟฟานี่น่ารักมากกว่า
แต่ไม่รู้ทำไม...ไม่กล้าเจอหน้า ไม่กล้าคิดถึง
“ไอยูวววววว น้องสาวคนสวยของพี่หยองหายไปไหน~”ซูยองคร่ำครวญเช่นนี้ตั้งแต่ลงเครื่องยันเดินออกมายังจุดนัดพบบริเวณหน้าท่าอากาศยานนานาชาติโตเกียว โดยสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าและอับอายให้กับคนที่เดินด้วยกันไม่น้อย
“แกจะบ่นหาพระแสงอะไรนักห๊ะซูยอง”
“ไอยูไม่ใช่เด็กเล็กๆที่จะหลงทางง่ายๆนะ”
“ก็ฉันเป็นห่วงน้องนี่นา...ฉันผิดเหรอไงยัยพี่เตี้ยใจดำ”ซูยองยังคงบ่นอุบอิบเรื่อยไปตามประสา ไม่หวังจะให้ใครได้ยินนอกจากตัวเอง หากแต่คนตัวเล็กกว่าดันหูดีได้ยินซะงั้น
“เป็นห่วงตัวเองก่อนเถอะชอยซูยอง!”ซันนี่เขม่น เงยหน้ามองคนตัวสูงกว่าด้วยสายตาแห่งความแค้น “เงียบๆซะ ถ้าไม่อยากเจ็บตัว”
ก็เคยเจอซันนี่ในมาดแบบนี้ค่อนข้างบ่อยนะ เพราะเธอเองก็ชอบหาเรื่องให้เจ้าหล่อนต้องปวดหัวจนต้องทะเลาะกันบ่อยๆเป็นประจำ แต่ไม่รู้ว่าทำไมครั้งนี้ถึงได้ดูแตกต่างไปจากครั้งก่อนๆ ท่าทางไม่สบอารมณ์ค่อนไปทางโมโหมากทีเดียว
แต่ช่างเถอะ...พี่สาวตัวเล็กคนนี้ก็ขี้โมโหมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว
บางทีนะ...บางทีอาจจะโมโหเพราะว่าเธอมีแฟนคลับเป็นเด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารักๆก็ได้ ต่างจากซันนี่ที่ได้แฟนคลับเป็นชายฉกรรจ์หนวดเฟิ้มกล้ามล่ำเป็นมัดๆราวกับโจรป่าเช่นนั้น
“ค่า ค่า~ จะสงบปากสงบคำอย่างดีเลยค่ะ”ตะเบ๊ะมือเยี่ยงทหาร ท่าทางสงบเสงี่ยมเรียบร้อย เนื่องจากรู้ซึ้งถึงรสชาติหมัดของพี่สาวตัวเล็กดีว่ามันเป็นอย่างไร
“ไม่รู้ว่าไปกินรังแตนมาจากไหนถึงได้อารมณ์เสียซะขนาดนี้”แต่จนแล้วจนรอดก็เผลอหลุดปากพูดออกมาอีกจนได้ “ระวังไว้เหอะ ดุเกินหน้าสุนัขขนาดนี้จะหาแฟนไม่ได้”
แถมเสียงยังอยู่ในระดับปกติ ที่คนทั่วไปสามารถได้ยินโดยง่าย
“ชอยซูยอง!”
“จ๋า~ ”
“ตายซะเถอะ!”ว่าแล้วก็กระโดดเข้าตะครุบจากทางด้านหลังของซูยอง แล้วจัดการข่วนหน้าซะเลย
นาทีนี้ไม่สนใจภาพพจน์และอิมเมจอีกต่อไปแล้ว ขอแค่ให้อีซุนคยูคนนี้ได้จัดการสั่งสอนเจ้าเด็กตัวสูงปากเสียซักหน่อย ก็พอใจแล้วล่ะ
“อ๊ากกกกกกกกกกกก!”
“ฟานี่เป็นอะไรไปน่ะ ท่าทางไม่สดใสเลยนะ”ซอนมีเอ่ยถามด้วยความห่วงใย แถมยังคอยช่วยประคองสาวนัยน์ตายิ้ม(ที่ตอนนี้ยิ้มไม่ออก)อยู่ตลอดไม่ห่าง
เห็นแบบนี้แล้ว...เขม่นไม่ลงเลยแฮะ ทำไมซอนมีถึงได้เป็นคนดีระเบิดระเบ้อขนาดนี้
เอ่อ ฮวังมิยองจ๊ะ...สนใจเรื่องของตัวเองดีกว่าไหม
ตั้งแต่เธอสารภาพรัก เอ่อ...ไม่สิ ประกาศว่าตัวเองเป็นแฟนคลับผู้ชื่นชอบในตัวแทยอน แทยอนก็เงียบ ไม่พูดไม่จากับเธออีกเลย แต่จริงๆแล้วไม่ใช่แค่ไม่พูดนะ...บอกว่าไม่มองหน้า ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจอะไรใดๆทั้งสิ้นเลยจะเหมาะกว่า
ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้ล่ะ~
“รู้ไหมซอนมี...ฉันได้นั่งข้างๆแทยอนล่ะ”ปากเล่าพะงาบๆโดยไร้ความรู้สึกรู้สาใดๆ ราวกับว่าตอนนี้วิญญาณได้หลุดออกจากร่างไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“ที่ไหน...บนเครื่องเหรอ”ฝ่ายซอนมีก็มีท่าทางกระตือรือร้นอย่างเห็นได้ชัด “โชคดีจังเลยนะฟานี่ ฉันเองก็อยากจะนั่งกับแทยอนบ้างจัง”
แต่ถ้ามาเจอเหมือนที่เธอเจอแล้วคงจะพูดไม่ออก...
เธอไม่เข้าใจว่าทำไมแทยอนต้องทำเฉยชาใส่เธอด้วย เธอคิดว่าเธอไม่ได้แสดงท่าทีอะไรจนเกินงาม หรือทำอะไรให้แทยอนต้องขยาดจนไม่กล้าสู้หน้าเธอ ในเมื่อเธอเพียงแค่บอกว่าเธอ ‘ชอบ’ แทยอนเท่านั้นเอง
โอ๊ยยย! ยิ่งคิดยิ่งเครียด ยิ่งนึกถึงก็ยิ่งหงุดหงิด
บางที...เธออาจจะต้องยอมถอยไปตั้งหลัก แผนการใกล้ชิดกับแทยอนคงมีอันต้องเก็บเข้าลิ้นชักไว้ชั่วคราว รอเวลาอันเหมาะสม เอาไว้ให้แทยอนยอมสนใจเธอก่อน
ไม่เอาน่าฮวังมิยอง...มีเวลาตั้งหลายวัน เธอทำได้อยู่แล้ว
เพราะฉะนั้นตอนนี้ สิ่งที่เธอควรจะทำมากที่สุดคือการเฝ้ามองดูแทยอนจากมุมมืดเงียบๆ ไม่ต้องแสดงอาการอะไรให้มันมาก...
“อ๊ายย! บังเอิญจังเลยนะที่สิก้าได้เจอแทยอนที่ญี่ปุ่น”
...มาย
อินังผู้หญิงคนนั้นมันเป็นใคร กล้าดียังไงว่าแตะเนื้อต้องตัวแทยอนของเธอแบบนั้น!
เอ๊ะ...ประเดี๋ยวก่อน หน้าตาท่าทางคุ้นๆ เหมือนเคยเจอที่ไหนมาก่อน
“นั่นมันคุณเจสสิก้านางแบบชื่อดังนี่นา...”คนข้างกายทิฟฟานี่พูดพึมพำ แต่มันก็เป็นคำตอบที่เธอกำลังต้องการพอดี
ยัยเจสสิก้าไปรู้จักมักจี่แถมยังสนิทสนมกับแทยอนตั้งแต่เมื่อไร
แถมดูจากท่าทางแล้ว คงจะไม่ได้สนิทกันธรรมดาด้วย เล่นหอมแก้มกันท่ามกลางหมู่คนนับพันนับหมื่นที่เดินสวนกันให้เพียบ นั่น!...ยังไม่พอๆ มีการควงกันอีก
เท่านั้นล่ะสติสัมปชัญญะของทิฟฟานี่ก็ขาดผึง ไม่รับไม่รู้อีกต่อไปแล้วว่าตอนนี้ชีวิตของเธอจะเป็นอย่างไร
รู้อย่างเดียว...เธอขอยกเลิกแผนการที่ว่าจะถอยไปตั้งหลักก่อน
แล้วเปลี่ยนแผนเป็นการบุกประจันหน้าแทน!
“สวัสดีค่ะคุณจองเจสสิก้า...ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ”
********************************************************
ขอแสดงความยินดีด้วย...ฟานี่ได้ใกล้ชิดกับคนในดวงใจแล้วค่ะ555
แถมยังนั่งติดกันบนเครื่องบินด้วย โรแมนติก(?)สุดๆเลยเนอะว่าไหม ^___^
ตอนนี้คนเขียนเปิดเทอมแล้วค่ะ ก็พยายามจะเคลียร์ให้ครบ แล้วทยอยมาลงให้นะคะ
เรื่องงานตอนเทอมสองที่โรงเรียนนี่ไม่น่าหนักใจหรอกค่ะ...
สิ่งที่ควรหนักใจที่สุดคือเราไปติดใจอย่างอื่นมากกว่า555
ทั้งฟิค ทั้งเพลง ทั้งไลฟ์ ทั้งรายการ...โอวว มากันพรึ่บพรั่บๆ
ความคิดเห็น