Hyacinth : Omegaverse #VMIN

ตอนที่ 2 : พบพราก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 156
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 28 ครั้ง
    24 มี.ค. 63


 

 

 


 


 

โมอา เป็นเมืองเขตหนาวของนครเพตรา ดินแดนแห่งความอุดมสมบูรณ์ แม้จะมีอากาศที่หนาวอยู่ 5 องศาแทบตลอดปี แต่นั่นไม่เป็นอุปสรรคแก่ชาวเมืองเลยสักนิด พวกเขามีความสุขดีกับความเป็นอยู่ ผู้คนอาศัยอยู่ในเมืองนี้มีจำนวนมาก และเมืองนี้ก็เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงด้านวัฒนธรรมและความเป็นธรรมชาติ
 

เวนิส เมืองเขตร้อนของนครเพตรา ดินแดนแห่งการค้าขายและเฟื่องฟูเรื่องเกษตรกรรม สภาพอากาศร้อนกว่าโมอา ทั้งเมืองมีสภาพอากาศ 15 องศาตลอดปี แต่เช่นเคย ชาวเมืองมีความสุขกับการใช้ชีวิต
 

โมอาและเวนิสเปรียบเสมือนเมืองพี่เมืองน้อง ผู้ปกครองของทั้งสองเมืองปรองดองกันมาหลายรุ่นต่อหลายรุ่น ทั้งสองเมืองจึงไปมาหาสู่กันได้ง่ายดายไม่แบ่งแยก มีเพียงสถาพอากาศเท่านั้นที่แบ่งแยกพวกเขาได้
 

เขตชายแดนของทั้งสองเมืองล้อมรอบไปด้วยทะเลสาบกว้างขวาง ป้องกันพวกนอกถิ่นได้เป็นอย่างดี
 

ทั้งนี้ ทั้งสองเมืองที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมอันสวยงาม ดึงดูดผู้คนนอกถิ่นให้มาเยี่ยมชม หรืออาจจะดึงดูดพวกอัลฟ่านอกถิ่นที่ดุร้ายและเป็นอันตรายแก่ โอเมก้า นครเพตราจึงต้องมีการตรวจตาและดูแลอย่างดี เพื่อไม่ให้เกิดเหตุไม่ดีไม่ร้ายขึ้น ซึ่งอาจส่งผลเป็นวงกว้างกับผู้คนและประเพณีวัฒนธรรม


 


 


 

ณ เขตชายแดนระหว่างโมอาและเวนิส

 

ทุ่งกว้างที่เต็มไปด้วยเหล่าพืชหญ้าและดอกไม้ปกคลุมไปทั่วบริเวณ สร้างความสวยงามชวนหลงไหลแก่ผู้คนพบเห็น แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะพบเห็น เพราะป่ากว้างใหญ่ที่บดบังทุ่งนี้ไว้ ผู้คนที่ไม่ค่อยกล้าเดินผ่านป่าแห่งนี้ ผิดกับเขา โซล ชายหนุ่มผู้มีใบหน้างดงามราวกับภาพวาดชั้นดี

 

ร่างสูงกำยำก้าวเดินมาหยุดที่ทุ่งดอกไม้ กลิ่นหอมของดอกไฮยาซินธ์ที่เจ้าตัวชื่นชอบทำให้เขาผ่อนคลาย สองเท้าเดินวนไปวนมาก่อนที่ร่างกายจะเปลี่ยนจากอัลฟ่าหนุ่มรูปงามเป็นหมาป่าสูงใหญ่ขนสีเทาพริ้วสลวยไปทุกส่วนของร่างกาย สี่เท้าเดินวนเป็นวงกลมจนหมอบนอนลงไปในที่สุด ท่ามกลางดอกไฮยาซินธ์หลายสี แต่ไม่มีสีใดเป็นที่หลงไหลเท่ากับสีม่วง

 

ท่ามกลางทุ่งดอกไม้หลากสีนี้ใครจะคิดว่าหมาป่าตัวใหญ่นอนหมอบหลับพริ้มอยู่ เช่นเดียวกันกับชายรูปงามราวกับหญิงสาวผู้นี้ ผมดำยาวประบ่า ดวงตาประกายความสดใส ริมฝีปากอิ่มน้ำยิ้มกว้างเมื่อเบื้องหน้าเป็นทุ่งไฮยาซินธ์ ชุดคลุมสีดำยาวลากพื้น หมวกที่ปกปิดใบหน้าเกือบทั้งหมด มือสวยชูขึ้นบนอากาศ ผีเสื้อแสนสวยที่มีปีกสีเหลืองอร่ามบินมาเกาะบนหลังมือเล็ก ก่อนที่เหล่าผีเสื้อจะบินวนรอบตัวร่างเล็กและบินออกไปกลางทุ่งดอกไม้ในที่สุด

 

ขาเรียวก้าวมาหยุดที่ต้นไม้ใหญ่ กิ่งไม้ที่แผ่เลื้อยผิดรูปออกมาทำให้ร่างเล็กปีนขึ้นไปนั่งได้ ทุ่งดอกไม้กว้างสุดลูกหูลูกตา กับบรรยากาศที่ไม่หนาวไม่ร้อนเกินไป เพราะอยู่ระหว่างเขตแดนของเมืองโมอาและเวนิส เสียงฮัมเพลงอย่างมีความสุขจากเด็กหนุ่มที่ไม่รู้ว่ามีสิ่งมีชีวิตแสนน่ากลัวอยู่ ณ ที่นี้ด้วย เพราะกลิ่นหอมของดอกไม้กลบกลิ่นทุกอย่างเสียหมด

 


หมาป่าสีเทาลืมตาตื่นขึ้นมาจากการหลับไหล เสียงเพลงแว่วเข้าหูหม่าป่าหนุ่ม ใบหูใหญ่เอียงฟังพลางค่อยๆยืดตัวชำเลืองมองสิ่งมีชีวิตที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล สายตาคมจ้องมองไปยังต้นเสียง ท่าทางการย่างกายคล้ายกำลังล่าเหยื่อ สี่เท้าหมอบต่ำค่อยๆก้าวไปใกล้ๆ เด็กหนุ่มยังคงร้องเพลงเบาๆอย่างสบายใจ ในมือถือดอกไฮยาซินธ์สีม่วง จมูกรั้นสูดดมกลิ่นหอมของดอกไม้อย่างชื่นชอบ โดยไม่รู้ว่าสิ่งมีชีวิตได้เคลือบคลานเข้ามาใกล้

 

ทันทีที่ได้เห็นรอยยิ้มเล็กภายใต้ผ้าคลุมสีดำ จากหมาป่าสีเทาตัวใหญ่หยุดหมอบอยู่หลังโขดหิน ร่างกายค่อยๆแปลสภาพกลับเป็นอัลฟ่าหนุ่มหน้าตางดงาม จมูกโด่งคมรับกับแสงตะวัน ขับให้เขาดูสมบูรณ์ไปแทบทุกส่วน แผ่นหลังสัมผัสพิงโขดหิน มุมปากหยักยกยิ้มอย่างอารมณ์ดี เดาแทบไม่ออกว่าภายใต้ผ้าคลุมนั่นซ่อนร่างกายหญิงสาวหรือเด็กหนุ่มไว้กันแน่ เสียงเพลงที่หวานจับใจถูกใจเขาเสียจริง

 

แต่การปรากฏของเขาคงไม่ดีนัก เขาไม่ต้องการให้ร่างเล็กตรงนั้นหวาดกลัว จึงทำได้แค่นั่งอิงแอบฟังเสียงเพลงผ่อนคลายตัวเอง มันคงเป็นสิ่งดีๆที่มากกว่าการมานอนดมกลิ่นดอกไม้ในทุกๆวัน

 

 

เสียงเพลงไพเราะ

 

รอยยิ้มน่ารักภายใต้ผ้าคลุม

 

ไม่มีวันไหนที่เขาไม่คิดถึงเสียงหวานๆนั่น

 

อัลฟ่าอย่างเขาเสพติดบทเพลง หรือว่าเสียงหวานของคนๆนั้นกันแน่

 

 

 

Hyacinth

 


 

2 years later

 

"ไงครับคุณหมา ไปหาเจ้าของมาหรอครับ" อัลฟ่าหนุ่มเจ้าของใบหน้าหล่อเหลาเอ่ยแซวโซลเพื่อนสนิทอย่างไม่จริงจังนัก แซน เพื่อนสนิทที่เห็นกันมาตั้งแต่วัยเด็ก

เป็นที่รู้ๆกันโดยคนสนิทของโซลว่าชายหนุ่มมักไปที่ที่หนึ่งเสมอตั้งแต่อายุ17 จนตอนนี้พวกเขาอายุย่างเข้า20 เสียแล้ว ไม่รู้ว่าที่ๆโซลไปทุกๆวันนั้น มันมีสิ่งใดน่าปรารถนาใจนอกจากทุ่งดอกไม้กว้างๆกับคนในผ้าคลุมสีดำ แต่แซนก็พอจะรู้ว่าเพื่อนของเขาชื่นชอบดอกไม้ชนิดนี้เป็นพิเศษ เขาเห็นด้วยเรื่องกลิ่นหอมของดอกไฮยาซินธ์ แต่เพียงมันไม่ใช่กลิ่นที่เขาชื่นชอบ


"..." โซลไม่ได้ตอบอะไร เพียงแค่ยิ้มมุมปากอย่างอารมณ์ดี มือหนาปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตออกสามเม็ดจากด้านบน เผยให้เห็นสัดส่วนกำยำแบบฉบับคนสุขภาพดี และสัญลักษณ์ดอกไฮยาซินธ์ที่ติดตัวเขามาตั้งแต่สองขวบ ตามคำบอกเล่าของพ่อและแม่


"กูสงสัยอยู่เรื่องหนึ่ง.." แซนเอ่ยขึ้นพลางสายตาจ้องมองไปยังสัญลักษณ์ดอกไม้

"เรื่อง?" เสียงทุ้มของโซลเอ่ยตอบพลางหย่อนตัวลงนั่งที่โซฟาเนื้อดีสีน้ำเงินเข้มกลางห้องโถงใหญ่ภายในบ้านของตัวเอง

"สัญลักษณ์คู่แห่งโชคชะตาบนหน้าอกมึง"

"ทำไม?" ขณะที่ตอบคำถามไปขาเรียวยาวทั้งสองข้างยกขึ้นพาดบนโต๊ะไม้ด้วยท่าทีสบายๆ

"สีมันชัดขึ้นเรื่อยๆหรอ?" โซลคิดตามที่อีกคนถาม มันชัดขึ้นเรื่อยๆ สีม่วงบนกลีบดอกไม้ในคราแรกที่แทบมองไม่เห็นมันค่อยๆชัดขึ้น แต่งแต้มสีสันไปทีละกลีบดอก เขาเองก็ไม่รู้ว่าทำไม เขาเคยถามผู้เป็นมารดาถึงเรื่องนี้ ในตอนที่ดอกไม้ดอกแรกขึ้นสีสัน 'มันเกิดอะไรขึ้นหรอครับ' แม่ของเขายิ้มแล้วตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน 'ลูกจะรู้เองเมื่อถึงเวลา'


"ใช่"

"..." แซนพยักหน้าเข้าใจ แต่ไม่ได้ถามสิ่งใดอีก

 

โดยทั่วไปแล้วสัญลักษณ์คู่แห่งโชคชะตาจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อพบเมทของตัวเอง หรือรับรู้ได้ว่าใครเป็นเมท แต่ไม่ใช่กับโซล เขามีสัญลักษณ์นี้ในตอนสองขวบเศษ ตอนเด็กๆเขามักถามเพื่อนๆที่เล่นด้วยเสมอว่ามีสัญลักษณ์นี้เหมือนเขาไหม แต่เพื่อนๆส่ายหน้าปฏิเสธ ไม่มีใครมีเหมือนเขา โซลมักจะคิดว่าตัวเองประหลาดไม่เหมือนเด็กคนอื่น แต่แม่มักบอกกับเขาว่าเขาโชคดี เขาวิเศษว่าคนอื่นๆ จนตอนนี้เขาก็ยังไม่เข้าใจมันนัก

คำถามในหัวก็คือ แล้วใครเป็นคู่แห่งโชคชะตาของเราล่ะ แต่ก็เข้าใจว่าโซลเมทไม่ได้เจอกันได้ง่ายขนาดนั้น

 

"แล้วเด็กคนนั้นที่มึงไปถ้ำมองเขาทุกวันน่ะ ไม่คิดจะปรากฏตัวหรือแสดงตัวกับเขาบ้างหรอ" แซนถามขึ้นอีกครั้ง

"ใช้คำได้แย่มาก" โซลพูดพลางปาหมอนอิงใส่เพื่อนตัวดี

"เออหน่า..เอาเรื่องเด็กคนนั้นก่อน"

"ก็ไม่คิด กลัวเขาตกใจ เขาดูเหมือนความฝัน เหมือนดอกไม้ที่ไม่ควรแตะต้อง" โซลอธิบายสิ่งที่เขาคิด เด็กหนุ่มคนนั้นที่มาพร้อมกับผ้าคลุมสีดำ โซลไม่เคยได้มองตา ไม่เคยเห็นใบหน้าด้านบน มีเพียงน้ำเสียงและร้อยยิ้มที่ตรึงความสนใจเขา

"ทั้งๆที่แอบมองมาสองปีน่ะหรอ?"

"อืม" โซลตอบรับในลำคอเบาๆ สิ่งที่แซนพูดมันเป็นความจริงทุกอย่างที่เขาเล่าให้เพื่อนสนิทฟัง สองปีแล้วที่เขาพบกับเจ้าของเสียงหวานนั้น และทำแบบเดิมในทุกๆวัน แอบนอนอยู่หลังโขดหินไม่ปรากฏตัว


"เขาจะรู้ไหมว่ามึงอยู่ที่นั่นด้วย"

"ไม่มีทางรู้" จะรู้ได้อย่างไรล่ะ ก็เขาแค่ไปนอนเฉยๆอยู่หลังโขดหิน ไม่ได้คิดจะย่างกายเข้าไปใกล้จนเกินไป

"เฮ้อ อยากเห็นหน้าเขาจริงๆ อะไรที่ทำให้มึงหลงเขาขนาดนั้น"

"กูเปล่าหลงเขา"

"ปฏิเสธทันหรอ?" โอเคถ้าเช่นนั้นจะยอมรับก็ได้ว่าหลงมาก โซลคิด

"กลับไปทำหน้าที่ตัวเองเถอะ" โซลเอ่ยไล่เพื่อนสนิทอย่างไม่จริงจังนัก

"สั่งคนลงไปตรวจตราเขตชายแดนแล้ว ไม่ต้องห่วงครับ"

"ดีแล้ว..ถ้างั้นกูขอตัวไปทำงานก่อน" โซลยืนขึ้นเต็มความสูงตัวเองแล้วเดินออกจากวงสนทนาไป โดยแซนพยักหน้าเข้าใจ มองตามเพื่อนสนิทขึ้นบันไดไปจนลับสายตาจึงลุกขึ้นเดินออกไปจากบ้านของโซล

 

 

 

 

 

วันรุ่งขึ้น

 

สี่เท้าก้าวเดินอย่างสง่าผ่าเผยในป่าทึบจนทะลุมายังทุ่งไฮยาซินธ์ สายลมอ่อนพัดปะทะกับร่างกายจนขนสีเทาปลิวไสว โซลในร่างหมาป่าตัวใหญ่เดินมายังเส้นทางเดิมของตัวเอง และโขดหินคือจุดมุ่งหมายในการพักพิงของเขา จมูกสูดดมกลิ่นหอมของดอกไม้เข้าเต็มปอด ทิ้งตัวลงอย่างอ้อยอิง พลางหมอบนอนเกยหัวไว้บนเท้าคู่หน้า ลมเย็นๆทำให้โซลปิดเปลือกตาและหลับไปในที่สุด

 

ขณะที่หมาป่าหนุ่มนอนหลับไปนานแสนนาน กลับไม่มีวี่แววของเด็กหนุ่มอีกคนที่เคยมาที่นี่ในทุกๆวัน ไม่ได้ยินเสียงเพลงเลยแม้แต่นิด ไม่มีรอยยิ้มภายใต้ผ้าคลุมนั่น โซลตื่นจากการนอนหลับยืดตัวขึ้นนั่งพลางมองออกไปที่ต้นไม้ต้นเดิม

ไม่มี

ไม่มีร่างของใครในบริเวณนั้น

รออีกสักหน่อยจะเป็นไรไป โซลนอนลงอีกครั้ง

 

..และตื่นขึ้นมาอีกครั้งในตอนที่แสงแดดอ่อนลง หมาป่าหนุ่มยืดตัวขึ้นจ้องมองไปยังต้นไม้อีกครั้งอย่างสงสัย แต่ต้องจำยอมหันหลังจากทุ่งดอกไม้ไป

พรุ่งนี้เขาจะกลับมาที่นี่แน่นอน

 

 

สี่เท้าก้าวมาหยุดที่โขดหินอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น และอีกครั้งๆๆ ในทุกๆวันหลังจากวันนั้น โซลไม่พบกับเด็กหนุ่มคนนั้นอีกเลย แต่โซลก็ยังไปที่นั่นทุกวัน เมื่อก่อนที่จะได้เจอกับเด็กหนุ่ม เขาไปที่นั่นเพราะดอกไม้ที่ชอบ แต่พอได้เจอเด็กหนุ่มได้ยินเสียงหวานๆมาตลอดสองปี และในวันนี้มันช่างว่างเปล่า เขาก็พบว่าตัวเองไปที่นั่นเพราะเด็กหนุ่มคนนั้น

ใบหูสองข้างที่ลู่ลงกับท่าทางเฉาๆของโซลที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาได้แต่คิดและหวังว่าวันพรุ่งนี้จะได้เจอกับเด็กหนุ่มอีก ถ้าพรุ่งนี้ไม่ได้เจอ ก็ขอให้วันถัดจากนั้นได้เจอ และภาวนาให้มีสักวันหนึ่ง แค่วันเดียวก็ได้ถ้ามันทำให้เขาได้พบกับเด็กหนุ่มอีก

 

 

 

 

โซลเดินเข้ามาในบ้านอย่างเชื่องช้า ใบหน้าหล่อไม่แสดงสีหน้าใดๆ แต่ดวงตาเศร้าสร้อยนั่นไม่อาจรอดพ้นสายตาของผู้เป็นแม่ไปได้

"ลูกไปที่นั่นมาอีกแล้วหรอ?" แม่ของโซลเอ่ยถามก่อนจะเดินมาหยุดที่ด้านหน้าลูกชายแสนรัก มือหยาบกร้านที่เปลี่ยนไปตามอายุปัดเศษดินออกจากแก้มสีน้ำผึ้งให้โซล เธอรู้ว่าลูกชายสุดที่รักของเธอชอบไปที่ไหน แต่น่าแปลกใจนักที่หลายวันมานี้ลูกชายของเขาไม่ยิ้มแย้มแจ่มใสเหมือนเคย

"ใช่ครับ" โซลเอ่ยตอบแล้วจึงวาดแขนโอบกอดผู้เป็นแม่ไว้หลวมๆและแม่ก็ส่งมือขึ้นลูบแผ่นหลังลูกชายเบาๆ

"ทำไมหน้าตาลูกไม่ค่อยสดใสเลยล่ะ มีอะไรรึเปล่า?" โซลผละกอดออกเบาแล้วส่ายหน้าเป็นคำตอบ

"พ่อไปไหนหรอครับ?" โซลกวาดสายตามองไปรอบบ้านแล้วไม่พบผู้เป็นพ่อจึงเดาว่าคงออกไปตรวจตรารอบๆเมือง

"พ่อเขาออกไปกับแซนน่ะ ได้ยินว่ามีประชุมกับเมืองโมอา" ผู้เป็นแม่ตอบด้วยรอยยิ้ม "ลูกไปพักผ่อนเถอะ"

"ครับ" โซลตอบรับแล้วเดินขึ้นไปยังชั้นสอง

 

ผู้เป็นแม่มองตามแผ่นหลังลูกชายจนลับสายตา พลางคิดถึงคำทำนายของโซลจากชายชราผู้หนึ่ง ตอนนี้ลูกชายของเธออายุ20แล้ว ก็ยังไม่พบกับคู่แห่งโชคชะตาเสียที พ่อของโซลเองก็อยากให้ลูกชายขึ้นเป็นจ่าฝูงแทน แต่ติดตรงที่โซลยังไม่เจอคู่แห่งโชคชะตา เขาจึงต้องรับตำแหน่งนี้ต่อไป แต่ให้โซลบริหารงานต่างๆที่พอทำได้แทน

โซลนั้นเข้ารับการฝึกฝนการเป็นจ่าฝูงอยู่ทุกปี เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเป็นจ่าฝูงสักวันใดวันหนึ่ง

 

ทางด้านโซลเมื่อเข้ามาในห้องแล้ว เลือกที่อาบน้ำชำระร่างกายจากความไม่สบายตัว ร่างสูงเดินมาหยุดที่กระจกบานใหญ่บริเวณหน้าห้องน้ำ กระจกสะท้อนร่างกายท่อนบนที่ไร้อาภรณ์ปกปิด ชายหนุ่มลูบวนตามสัญลักษณ์ดอกไม้บนอกข้างซ้าย ในหัวประมวลคำถามมากมาย ถึงแม้ไม่เคยได้รับคำตอบใดๆ ใบหน้าหล่อสะบัดไล่ความคิดออกแล้วจึงทิ้งตัวลงในอ่างน้ำที่ได้เปิดน้ำไว้ตั้งแต่แรก

 

รอยยิ้มและเสียงหวานๆของเด็กหนุ่มเป็นสิ่งเดียวที่โซลคิดถึงก่อนเปลือกตาหนักอึ้งจะปิดลง ปล่อยตัวเองไปกับความสบายของอุณหภูมิน้ำที่ชะโลมร่างกาย ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย และกลิ่นของดอกไฮยาซินธ์ที่ส่งกลิ่นไปทั่วบริเวณ

 

 

 

 

 

 

- F a r r y u g l y -

ทุกคนงงกับช่วงเวลารึเปล่า คือในช่วงแรกอะ จะพูดถึงครั้งแรกของโซลที่ได้พบคนใครคนหนึ่ง แล้วก็ไปแอบเจอเขาทุกวันๆจนผ่านไปสองปี ทั้งคู่ไม่เคยเจอกันตรงๆ มีเพียงโซลที่รู้แต่ไม่ได้พยายามเข้าหาหรือเข้าใกล้ ประมานนี้ นี่แต่งเองก็งงๆเอง เวลาที่ออกจะกระโดดไปกระโดดมาหน่อยๆ แต่จะพยายามปรับให้มันสมูทขึ้นนะคะ

แซนคือจองกุกนะคะ เผื่อใครไม่ได้อ่านข้อมูลเบื้องต้น

ยังไงก็ขอฝากเรื่องนี้ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะคะ 1 = 10กำลังใจให้ไรท์เนาะ

     
     
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 28 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

23 ความคิดเห็น

  1. #11 ยูนิคอนสีม่วงพาสเทล (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 มีนาคม 2563 / 11:37
    ชอบนะคะ จารออออออน้า
    #11
    1
    • #11-1 farryugly(จากตอนที่ 2)
      9 มีนาคม 2563 / 09:40
      จะรีบมาต่อเลยนะคะ
      #11-1
  2. #10 OㅠO (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 มีนาคม 2563 / 08:36

    ชอบบบบบบบบบบบมากกกกกกกกกค่าาาาาา

    น้องหายไปไหนคุณไรท์ อย่าแกล้งโซลนะ เอาโซลเมทไปแอบไว้ที่ไหน ทำไมเจ้าตัวเล็กไม่มาร้องเพลง ㅠㅠ

    #10
    1
    • #10-1 farryugly(จากตอนที่ 2)
      5 มีนาคม 2563 / 09:33
      น้องจะกลับมาแน่นอนคร้าบบ พี่โซลไม่หงอยๆนานน
      #10-1
  3. #9 Akkan (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 มีนาคม 2563 / 10:08

    โอยยย เพิ่งมาเจอเรื่องนี้ทำไมภาษาดีแบบนี้คะ เราชอบมากกกก แงง เหมือนตัวเองเข้าไปอยู่ในนั้นเลย เด็กหนุ่มคนนั้นทำตัวลึกลับมากค่ะแง รอวันเปิดเผยตัวค่ะะะ
    เป็นกลจให้ไรท์นะคะ สนุกมากค่ะเพียงแค่2ตอนนนจะรอติดตามนะคะ ;-;
    #9
    1
    • #9-1 farryugly(จากตอนที่ 2)
      3 มีนาคม 2563 / 09:07
      งื้อ ขอบคุณที่ติดตามกันมากๆเลยนะคะ แล้วจะรีบมาต่อตอนต่อไปให้เร็วที่สุด
      #9-1
  4. #7 odiospi (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 / 20:24
    หูยยยยยเจ้าเด็กหนุ่มตัวเล็กเสียงเพราะคนนั้นเป็นใครกันนะ มาทำให้โซลไปที่ตรงนั้นได้ทุกวี่ทุกวัน เสียงจะต้องหวานเพราะมากแน่ๆเลย ทำไมจู่ๆถึงหายไปเอ่ย ยังไม่ได้คุยกันเลยก็หายไปซะแล้ว ไปไหนเนี่ย ว่าแต่สองปีมันก็นานอยู่นะ เราว่าโซลต้องมีโดนจับได้สักครั้งแหละ อาจจะไม่รู้ตัวรึเปล่า ส่วนเรื่องรอยที่อก น่าแปลกจังทั้งๆที่ยังไม่เจอแท้ แต่ใครจะไปรู้ คู่แห่งโชคชะตาของโซลอาจจะเป็นเจ้าหนุ่มเสียงเพราะคนนั้นก็ได้ น่าตื่นเต้นมากๆค่ะ ติดตามต่อไปค้าบบ
    #7
    1
    • #7-1 farryugly(จากตอนที่ 2)
      17 กุมภาพันธ์ 2563 / 00:02
      งื้ออ ขอบคุณสำหรับฟีดแบคนะคร้าบบ จะขยันแต่งมาต่อตอนต่อไปไวๆ
      #7-1