My super Surprise รักใหญ่ๆ ของผู้ชายสุดคูล

ตอนที่ 7 : My super Surprise 6

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 302
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 27 ครั้ง
    23 ก.ค. 62


วันหยุดสุดสัปดาห์เป็นอะไรที่ร่างกายของคนอย่างผมต้องการที่สุด เพราะผมจะได้ไม่ต้องเจอหน้าพี่ไพรส์ แถมไม่ต้องแย่งเตียงกันนอนเหมือนหลายวันที่ผ่านมาด้วย ไม่ต้องแหกตามาตกใจตอนดึกเมื่อเจอเข้ากับหน้าอกแบนๆ

 

ชีวิตนี้ไม่มีอะไรจะบัดซบไปกว่านี้แล้ว!!

 

วันนี้เลยรีบเสนอหน้ากลับบ้าน เพื่อมาหาความสบายใจแต่สิ่งที่ได้รับคือ ม้ากับป๊าไปเที่ยวเกาหลี และเจ้ที่อาจอยู่กับเฮียโซ่ที่ไหนสักแห่งบนโลก

 

ชีวิตเจ้โครตดีเหมือนเกิดมาเพื่อทับถมคนเป็นน้องอย่างผมชัดๆ

 

 

ทิ้งตัวนั่งลงกลางห้องนั่งเล่นเหมือนเป็นสิ่งเดียวที่ถูกทิ้งไว้โดยไม่มีใครเห็น น้อยใจไปก็เท่านั้น ตารางสอบย่อยยังอีกเยอะ รื้อชีทออกมาวางเตรียมอ่านอีกหลายบท ซึ่งอาจจะมีการสอบภายในอาทิตย์หน้า

 

 ซิ่วดีไหมน้าาาาาา ขี้เกียจตัวเป็นขนแล้วอ่ะหม่าม้า หม่าม้าชอบ หม่าม้าก็มาเรียนเองไหม?

 

Rrrrrrrrrrr

 

 

 

ยังไม่ทันจะได้บ่นเยอะไปกว่านี้ โทรศัพท์ก็ส่งเสียงร้องออกมาให้ต้องสนใจก่อน หยิบมามองก็เห็นชื่อและรูปภาพที่ปรากฏหน้าจอ เห็นชื่อไม่เท่าไหร่ แต่อิรูปนี่แหละที่ทำผมนิ่งได้ จำได้ว่าไม่เคยขอเบอร์ไว้ติดต่อกันไว้นี่หว่า แล้วทำไม...?

 

พี่เข้ารหัสโทรศัพท์ผมได้ยังไง!

เสียงดังแปดหลอดกระจายไปรอบบ้าน ให้ตายสิ ไอ้พี่เหี้ย โทรศัทพ์นี่ของส่วนตัวไหมวะ! กล้าดียังไงมาเมมชื่อตัวเองพร้อมใส่รูปภาพ

 

(ก็เวลามึงนอน กูก็เอานิ้วมึงมาสแกนไง)

เลว ไอ้พี่เลววววววว

ตอบกลับไปด้วยความโมโหขึ้นหน้า ถ้าไม่โทรมาผมคงไม่รู้เลยว่า มีรายชื่อแปลกๆ แทรกแซงมาในโทรศัพท์ ชื่อที่ถูกบันทึกเข้าไปก็ทำให้ผมแทบจะอ้วก 

“Surprise 

พร้อมรูปภาพประกอบนิ่ง ที่มีรอยยิ้มเบาๆ กระชากหัวใจสาวให้กระตุกเล่น แต่มันกระตุกตีนผมนี่!!!

 

(กลับบ้านเหรอเดี๋ยวไปหานะ)

มาทำไม ผมอยู่กับครอบครัว

(ใช่เหรอ ได้ข่าวว่าคนในบ้านไปเที่ยวนะ)

รู้ได้ไงวะ แม่งมั่วแล้วมั่วถูกเหอะ!

 

เที่ยวอะไร เมื่อกี้ผมเพิ่งหอมแก้มม้าอยู่

(เจ้ไม่สอนเหรอว่า การโกหกเป็นสิ่งที่ไม่ดี)

“...”

(กูเป็นคนจัดการเรื่องตั๋วเอง เผื่อมึงสงสัยในใจ)

“...”

 แม่งเก่งไปหมดแล้ว โดยเฉพาะเรื่องที่ทำผมหน้าแหก

 

     (ออกมาเปิดประตูหน้าบ้านให้ด้วย ฝนจะตกอีกแล้ว)

เสียงจากปลายสายส่งเสียงเรียกผมอีกครั้ง ฉุดให้ผมต้องลุกเดินไปมองยังกระจกเพื่อความแน่ใจในสิ่งที่ตัวเองได้ยิน เฮ้ย พี่มันมาจริงๆ ด้วยอ่ะ นึกว่าแม่งโกหกกันซะอีก

 

พี่อยู่หน้าบ้านผม?”

(ใช่ มาเปิดเร็วๆ)

แล้วฝนก็กำลังจะตกใช่ไหมอ่ะเหลือบตามองขึ้นบนท้องฟ้า อ่า... มืดมาแต่ไกลเลยจริงด้วย หรือนี่อาจเป็นสิ่งที่สวรรค์ตั้งใจส่งมาให้คนหล่อจิตใจดีแบบผมกันนะ ใครจะรู้…

 

(ได้ยินกูไหม มาเปิดประตูเร็วๆ)

ห่ ะ อ.. ะ ไร น..ะ ตู้ดๆๆๆๆ

 ขอโทษนะครับ เผอิญผมก็ไม่ได้เป็นคนจิตใจดีขนาดรับคนอื่นเข้าบ้านง่ายๆ ผมปิดเครื่องมือสื่อสารแล้วโยนมันทิ้งไปที่มุมหนึ่งของโซฟา โดยไม่สนใจสิ่งมีชีวิตที่อยู่ด้านนอก

ตอนอยู่มหาลัยก็เจอกันที่คอนโดบ่อยๆ นี่ขนาดผมหนีกลับมาบ้านอยากจะพักสมอง ก็ยังจะตามมาอีก นี่พี่ไพรส์มันไม่รู้อะไรเลยเหรอ ว่ากำลังทำให้ผมเริ่มสับสนตัวเอง หรือว่าพี่มันไม่ได้เป็นเหมือนผมที่รู้สึกหวั่นๆ ในอกเวลามองหน้ากันใกล้

 

ทำไมชอบทำกูสับสนกับตัวเองจังวะ กูเพิ่งขึ้นปีหนึ่งนะ ให้โอกาสกูไปใจเต้นกับรุ่นพี่สวยๆ หน่อยเถอะ

บ่นกับตัวเองเสร็จก็หยิบชีทออกมาอ่าน ตอนนี้สิ่งที่ผมต้องทำคือ ดึงสติตัวเองให้จดจ่อกับชีทตรงหน้าให้มากที่สุด จนเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ รู้ตัวอีกทีเมื่อเสียงฝนสาดมาอย่างกับฟ้ารั่ว ซึ่งแรงกว่าครั้งก่อนหน้า ปรายตามองผ่านผ้าม่านออกไป แล้วก้มอ่านชีทต่ออีกรอบ

 

เหี้ยละ พี่ไพรส์อยู่ข้างนอก

เศษความดีในใจสะกิดความรู้สึกทำให้นึกถึงใครอีกคนที่บอกว่าอยู่นอกบ้าน ผมรีบลุกขึ้นตรงไปดูตรงกระจก แต่กลับพบว่าไม่มีใคร

 

อยู่ก็บ้าแล้ว!!

 

นี่มันผ่านมากี่ชั่วโมงละ ถึงจะคิดแบบนั้น แต่ใจก็อยากออกไปดูให้เห็นกับตาว่า พี่ไพรส์ไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้วจริงๆ ผมหยิบร่มคันใหญ่คันหนึ่ง แล้วรีบเดินไปยังที่หน้าบ้าน ฝนนี่ก็เนาะตกมาได้ถูกวันเลยนะ เหงาไปอีกสิสำหรับคนที่อยู่บ้านคนเดียวแบบผม

มือข้างที่ว่างค่อยๆ เปิดประตูบ้านอย่างทุลักทุเล เพราะอีกมือหนึ่งผมต้องถือร่ม เมื่อเปิดประตูได้ ผมก็มองหาพี่ไพรส์เป็นอย่างแรก แต่กลับไม่เจอใครเลย เจอแต่ฝนที่สาดเข้ามาในร่มจนตัวผมแทบจะเปียก

 

ใครจะบ้ามายืนตากฝนหน้าบ้านคนอื่นวะ

 

เหอะ ส่ายหัวเบาๆ ให้กับความคิดไร้สาระของตัวเอง พี่ไพรส์ไม่ได้จะบ้ามากพอมายืนให้ตัวเองตากฝนเล่นหรอกจริงไหม ผมคิดพลางหมุนตัวเพื่อจะเข้าบ้าน แต่ยังไม่ทันจะก้าวเท้าไปได้ไกล ก็มีแรงพุ่งมาจากทางด้านคล้ายถูกสวมกอด

 

ไม่รู้ว่านิ่งไปนานกี่วินาทีกัน แต่ก็นานพอจะรู้สึกถึงความเย็นของฝนที่เปียกไปทั่วแผ่นหลัง

 

กูนึกว่า จะปล่อยให้กูเปียกฝนตายละ

“...”

จนกระทั่งน้ำเสียงที่คุ้นเคยเอ่ยขึ้นมา

 

ทำไม…

แล้วใครใช้ให้พี่ไปยืนตากฝนวะ

ผมพูดแทรกพี่ไพรส์เสียงเบา ทั้งที่ยังยืนหันหลังอยู่ พี่ไพรส์มันโง่หรือแกล้งโง่กันแน่ ถึงมายืนตากฝนอยู่แบบนี้ เป็นบ้าไปแล้วหรือยังไง คิดว่าตัวเองเป็นไอรอนแมนเหรอ

 

แล้วเพราะใครมันใจร้ายล่ะ

“...”

 

ยังไงนะ เกี่ยวอะไรกับใจร้ายอีก

 

จะยืนตรงนี้อีกนานไหม กูหนาว

ทำไมพี่ชอบทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก

ผมพูดก่อนจะเกะมือพี่ไพรส์ที่กอดเอวกันไว้ออก แล้วหันหน้าไปเผชิญกับพี่ไพรส์ตรงๆ ขนาดเปียกพี่แม่งก็ยังดูดีเลยอ่ะ เพราะงั้นผมไม่จำเป็นต้องแบ่งร่มให้ก็ได้ม่ะข้อหาหมั่นไส้ส่วนตัวล้วนๆ ครับ

 

บอกตัวเองเหรอ

บอกพี่นั่นแหละ รู้ว่าฝนตกก็ขับรถ กลับบ้านไปสิ

หรือไม่ก็ควรไปอยู่ในรถไม่ใช่เหรอวะ

 

ไม่มีใครอยู่บ้าน

งั้นไปอยู่คอนโดก็ได้หนิ ผมยกเตียงให้ตั้งวันหนึ่ง

ถ้าเป็นหนังรักคงโรแมนติกตายห่าเลย มายืนเถียงกันท่ามกลางสายฝนที่รุนแรง แต่ขอโทษนะครับ อันนี้มันชีวิตจริง ไม่มีความโรแมนติกอะไรทั้งนั้น ลำพังตัวผมเองก็จะเปียกแล้วไหม เพราะแค่ตอนนี้กางเกงก็เริ่มชื้นขึ้นมาจากขากางเกง

 

อยู่ไม่ได้

อะไรนะ อยู่ไม่ได้ยังไง

ผมขมวดคิ้วมองคนตรงหน้าด้วยความไม่เข้าใจอีกครั้ง นี่พี่ไพรส์เริ่มจะกวนประสาทผมอีกแล้วใช่ไหม?

 

พอไม่มีมึง ห้องมันก็ใหญ่เกินไป

 

 

โบ้มมมมมมมมมมมมม

 

 

ในขณะที่พี่ไพรส์กำลังอาบน้ำอยู่ชั้นล่างในตอนนี้ ผมก็กำลังจัดการกับตัวเองอยู่ในห้องตัวเองชั้นบน

 

พอไม่มีมึง ห้องมันใหญ่เกินไป

 

คำพูดธรรมดา แต่มันไม่ได้ทำให้คนรับฟังอย่างผมรู้สึกธรรมดาเลย

มันเป็นสัญญาณอันตรายชัดๆ!!

ยิ่งผมได้ยินเสียงหัวใจตัวเองดังมากขึ้นเท่าไหร่ ความกลัวผมก็มากขึ้นมากเท่านั้น

 

ผมใช้เวลาทำธรุส่วนตัวไม่นานนัก พยายามไม่คิดถึงเรื่องอื่นที่จะทำให้ใจตัวเองเต้นแรงอีก ก่อนจะพาตัวเองลงมายังห้องครัวเพื่อหาว่ามีอะไรที่พอจะทำให้อิ่มสำหรับผู้ชายสองคนได้บ้าง

 

โคตรฟิต

เสียงบ่นของคนที่เดินออกจากห้องน้ำมา ทำให้ผมต้องหันไปมอง ก่อนจะพบว่า...

 

ฮ่าๆๆ

หัวเราะอะไร

โอ๊ย ฮ่าๆๆ พี่ คือ พี่ ฮ่าๆๆ

โอ๊ย กูกลั้นขำไม่ไหวจริงๆ นะ คือ เสื้อที่ผมคิดว่ามันใหญ่สุดสำหรับผมแล้ว แต่มันกลับไปรัดติ้วบนตัวพี่ไพรส์แทน จนเห็นทั้งนมทั้งซิกแพคอย่างชัด ฮ่าๆๆๆ

 

เลิกหัวเราะได้แล้ว

ดูหน้าพี่ไพรส์ตอนนี้ดิ บ่งบอกว่าไม่สบอารมณ์เต็มที่เลยนะ ฮ่าๆ

 

ฮ่าๆๆ ก็มันตลกอ่ะพี่ ฮ่าๆ

กูมีวิธีทำให้มึงหยุดหัวเราะนะ เผื่อมึงลืม

โอเค... ผมเงียบปากโดยอัตโนมัติ ไม่รู้ว่า วิธีอะไรที่พี่ไพรส์จะใช้ แต่ถ้าให้ผมเดา ผมคิดว่าเป็นวิธีที่ทำให้ผมใจเต้นแรงได้แน่ๆ

 

ไม่ใช่ๆ สะบัดหัวไล่ความคิดตลกๆ ของตัวเองอีกครั้ง ก่อนจะเดินไปยังตู้เย็นแทนการเผชิญหน้ากับพี่ไพรส์

 

ผู้ชายคนนี้อันตรายเกินไป!

 

เฮ้ย

ตกใจอะไร

โผล่มายืนซ้อนหลังผมตั้งแต่ตอนไหนกัน หันมาเจอคนยืนใกล้ขนาดนี้ ผมไม่ตกใจก็บ้าแล้ว

 

ถอยไปหน่อย

มีของสดอยู่นี่ ทำกินกันไหม

แม่งเมินคำพูดผมได้หน้าด้านๆ อีกแล้ว พี่ไพรส์ชะโงกหน้าผ่านไหล่กันไปเพื่อไปมองตู้เย็นที่ตั้งอยู่ด้านหลังผม โดยมือหนึ่งยันไว้กับประตูตู้เย็นชั้นบน และมืออีกข้างหนึ่งก็หยิบๆ เขี่ยๆ อะไรสักอย่างในตู้เย็

 

กลายเป็นว่าตอนนี้ผมยืนอยู่ตรงกลางระหว่างสองแขนของพี่ไพรส์ที่ยังยุ่งอยู่กับตู้เย็น

 

ตายห่าเลยนะซีนแบบนี้ ถ้าเป็นละครสักเรื่องแน่นอนว่าจะต้องมีฉากที่พระเอกและนางเอกสบตากันแล้วใจเต้นแรง แต่กับผมอ่ะ ตอนนี้ทำได้แค่ไม่ขยับตัวเองให้ไปโดนตัวพี่ไพรส์ก็พอ เพราะอะไรน่ะเหรอ เพราะกลัวใจตัวเองว่าจะเต้นแรงไง!

 

ยืนนิ่งเลยเป็นไรไหม?”

เป็น!! เป็นมาก และก็ไม่กล้าจะหันไปมองหน้าพี่ไพรส์ที่ก้มมาข้างๆ กันด้วย ฮือออออออออ ไม่เอาฉากนี้ได้ไหม ขอไปฉากอื่นที่มันบู้ๆ ได้ไหม

 

หึ

พี่ไพรส์ส่งเสียงในลำคอก่อนจะผละออกไปจากกัน เดินถอยออกไปยืนยังฝั่งตรงข้ามผมไม่ไกล ผมเองก็เกือบเผลอถอนหายใจแรงด้วยความโล่งอกแล้วนะ

อยากสบถคำว่า เหี้ย ออกมาเป็นสิบๆ ครั้ง!!

 

ให้ช่วยอะไรไหม?”

ไม่ต้อง พี่ออกไปรอข้างนอกเถอะ

ขืนให้อยู่ด้วย คงไม่เป็นอันทำอะไรแน่ๆ

 

งั้นเดี๋ยวกูหุงข้าวให้เหมือนเดิมละกัน

“...”

นะครับ

ฮือออออ ดาเมจรุนแรงเกินไปแล้วนะ! ผมเลือกที่จะไม่ได้ตอบอะไรกลับไป นอกจากยืนหันหลังให้พี่ไพรส์เหมือนเดิม ก่อนจะลงมือทำอาหารอะไรง่ายๆ สำหรับคนสองคน

นั่นคือ... ข้าวไข่ดาว ฟังไม่ผิดหรอกครับ ข้าวที่พี่ไพรส์หุง ผมเอาแค่ไข่ดาววางทับลงไป แถมใจดีให้พี่ไพรส์ตั้งสองฟองอีก พี่ไพรส์เองก็ไม่เรื่องมาก รีบจัดการอาหารอย่างรวดเร็ว ก่อนจะขอตัวขึ้นห้องไปนอนก่อน เพราะปวดหัว...

 

ผมว่า พี่ไพรส์ตอแหลเพราะไม่อยากล้างจานมากกว่า!!

 

แต่ว่านะ พี่ไพรส์มันตากฝนมานี่หว่า... คิดได้แบบนั้น ผมก็รีบคว่ำจานใบสุดท้าย ก่อนจะรีบไปปิดบ้านปิดไฟให้เรียบร้อย แล้วจัดยาและน้ำขึ้นไปข้างบน

 

ผมบอกเลยว่า ผมไม่ยอมให้พี่นอนห้องผมแน่ๆ

วางถาดจัดยาไว้บนโต๊ะเขียนหนังสือเสียงดัง ก่อนจะจ้องคนนอนบนเตียงที่หลับตาพริ้มเหมือนไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น ผมบอกว่าให้ไปนอนห้องรับแขก แล้วทำไมแม่งยังมานอนอยู่ห้องผมเนี่ย

 

พี่

“...”

พี่ ตื่นดิวะ

“...”

เรียกก็ไม่ตื่น หรือพี่ไพรส์จะป่วยจริงวะ คิดแบบนั้น ผมก็รีบพุ่งตัวเองไปยังเตียง พร้อมวางมือทาบที่หน้าผากเพื่อวัดไข้...

 

สัส โกหกกูแบบหน้าด้านๆ ก็ได้เหรอ พี่ไพรส์ไม่ได้ป่วยครับ เป็นโรคตอแหลอย่างที่ผมคิดไว้ก่อนหน้านี้ล้วนๆ

 

แต่จะว่าไปนะ ขอแอบมองหน้าพี่ไพรส์หน่อยได้ไหมอ่ะ เพราะเวลาอื่นผมก็ไม่ค่อยจะได้มองเต็มๆ ตาสักที ผมค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้พี่ไพรส์ ทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงเบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปปัดผมที่ปรกหน้าขึ้นเล็กน้อย

ดวงตาคู่คมปิดสนิท ลมหายใจที่สม่ำเสมอ เป็นความชัดเจนที่บอกว่า พี่ไพรส์ได้หลับตายห่าไปแล้ว ในขณะที่ผมยังแอบมองหน้าพี่ไพรส์อยู่ ดูจมูกดิ โด่งเป็นแนวสันเขื่อน ดูก็รู้ว่า บนหน้าไม่มีการศัลยกรรมใดๆ ปากหนาๆ นี่อีกนะ พูดน้อยแต่ต่อยหนัก ทำให้ทั้งหัวใจและตีนผมกระตุกได้ทุกวันที่อยู่ด้วยกัน

 

ครอบครัวพี่แม่งหล่อทุกคนจริงๆ

ผมหลุดปากพูดเบาๆ ก่อนจะปล่อยให้พี่ไพรส์นอนไปโดยไม่คิดจะปลุก ถือว่าเป็นการขอบคุณที่มาทำให้บ้านไม่เงียบและเป็นการขอโทษที่ทำให้ต้องเปียกฝนละกัน วันนี้ผมก็จะใจดีแบ่งเตียงให้นอนด้วยกัน

 

 

 

 

อื้อ...

ผมส่งเสียงพร้อมมุดหน้าเข้าหาสิ่งที่อยู่ข้างตัวไม่รู้ว่าเป็นตุ๊กตาหมีตัวโตหรือหมอนข้างก็ตาม แต่ให้ความรู้สึกโคตรดี เหมือนกำลังโอบกอดผมอยู่

แต่เดี๋ยวก่อนนะ...

 

โอบกอดเราเหรอ?

 

จำได้ว่าเตียงผมไม่มีตุ๊กตาตัวใหญ่ขนาดนั้น…

เหี้ย ผมนึกสบถในใจ ก่อนจะลืมตาขึ้นมากระพริบสองสามครั้งปรับโฟกัสในม่านตา เพื่อมองสิ่งตรงหน้า นี่มันยิ่งกว่าเหี้ยอีก ผมกอดพี่ไพรส์จนหน้าตัวเองจมอกแบนๆ ไปเลย!!!

 

เฮ้ย โอ๊ยยยย!!!”

ด้วยความตาลีตาเหลือกที่รีบผลักพี่ไพรส์ออก แต่ประเด็นคือผมตกเตียงทันที

 

...

พี่!! ไม่ต้องมามองเลยนะ ปล่อยผมตกเตียงได้ไงวะ

ผมเป็นเจ้าของเตียงนะเว้ย แทนที่จะจับผมไว้ แม่งนี่อะไรอ่ะ หันมาจ้องหน้าผมเฉยๆ แค่นั้น

 

ตาแตกก็แหกปากเลย ไปอาบน้ำไป

ทำไมเป็นคนแบบนี้วะ ผมถามก็ไม่ตอบแถมเมินคำถามผมอีก

 

พี่แม่ง

โครตหล่อ

หลงตัวเอง

กูเป็นคนยอมรับความจริง

เอาที่สบายใจเลย

ผมตอบออกไป ก่อนจะลุกขึ้นทำท่าปึงปังเดินไปจัดการตัวเองในห้องน้ำ ยิ่งเดินยิ่งปวดก้น สงสัยเมื่อกี้ผมจะลงผิดท่านิดหน่อย พอทำธุระส่วนตัวเสร็จ ออกมาก็เจอพี่ไพรส์แต่งตัวเรียบร้อยแล้ว

 

พี่ไปใช้ห้องน้ำไหนมา?”

ข้างล่างไง กูพกของใช้ส่วนตัวกูมาด้วย

พี่ไพรส์ว่าแบบนั้น แล้วเดินมาดึงแขนกันให้เดินตามไปนั่งที่ปลายเตียง เดี๋ยวนะ! ดึงให้ไปทำอะไรอีกอ่ะ ผมได้แต่นั่งทำหน้างงขอคำตอบจากพี่ไพรส์

 

อ่ะ เช็ดให้หน่อยนะ

ตลก ผมก็จะเช็ดของผม

เดี๋ยวเช็ดให้

ประโยคที่บอกว่าจะเช็ดให้ ไม่ได้น่าตกใจเท่ากับสองมือที่จับเอวผมให้ขยับเข้าไปใกล้ พลางจ้องหน้ากัน ขนาดผมนั่งตรงหน้าพี่ไพรส์นะ ผมยังเตี้ยกว่าเลยอ่ะ แต่แค่นิดหน่อยเท่านั้นแหละ นิดหน่อยจริงจริ๊งงงงง

 

เช็ดได้ยัง

พี่ไพรส์ถามขึ้นอีกครั้งพลางยัดผ้าขนหนูผืนเล็กใส่มือกัน คือ ผมยังไม่เข้าใจอ่ะ เอาให้ผมทำไม? ผมไม่ได้บอกเลยนะว่าจะเช็ดให้อ่ะ บ้าหรือเปล่า

 

ต่างคนต่างเช็ด มันไม่ง่ายกว่าไง

มันไม่เหมือนกัน

พี่ไพรส์ตอบก่อนที่สองมือของพี่ไพรส์จะเอื้อมมาเช็ดผมให้กัน โดยไม่ได้มองหน้าผมเลยสักนิดว่า ผมยังงงอยู่ ผมไม่เข้าใจนะเฮ้ย ไม่เข้าใจสักอย่างเลยนะตอนนี้อ่ะ

 

มันไม่เหมือนกันยังไงอ่ะพี่

ก็ถ้ามึงเช็ดให้

“...”

เหลือบตาขึ้นมองหน้าพี่ไพรส์อย่างตั้งใจฟังในสิ่งที่พี่ไพรส์จะบอก แต่พี่ไพรส์ไม่ได้มองผมเลย

 

กูรู้สึกดี

“….”

 

 

โบ้มมมมมมมมมมมมม

 

เป็นความผิดพลาดของผมเอง แม่งเหี้ยไปอีกอ่ะตอนนี้ ผมรีบก้มหน้าลงมาแทบไม่ทัน เพราะอยู่ดีๆ พี่ไพรส์ก็ปรายตามาสบตาผม ดาเมจรุนแรงขนาดนี้ พี่จะทำให้ผมตายก่อนผมเรียนจบไหม ยังไงดี ผมได้แต่นั่งนิ่งบีบมือตัวเองแน่นๆ ผ่านผ้าขนหนูที่ยังอยู่ในมือ

ฮือออออออ กูไม่ไหวแล้วนะ กูจะทนไม่ไหวกับอะไรแบบนี้แล้วนะ

 

จะเช็ดได้ยัง... ครับ

 

 

โบ้มมมมมมมมม

 

ฮืออออออออ ไม่ไหวแล้วตัวผมกำลังจะแตกแล้วนะ ผมพิงหัวตัวเองกับหน้าอกพี่ไพรส์ทันที โดยไม่สนว่า พี่ไพรส์จะยอมให้พิงไหม รู้แค่ตอนนี้ ร่างกายต้องการที่พิง ร่างกายต้องการเตียงนอน ร่างกายต้องการผ้าห่ม ร่างกายต้องการทุกอย่าง แต่ไม่ต้องการคนตรงหน้าเลยสักนิด

 

 

 

ฮือออออออ ใจเต้นไปหมดแล้วจนกลัวอีกคนจะได้ยิน

 

 

 

 

 

 

*******************************

TBC.

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 27 ครั้ง

13 ความคิดเห็น