My super Surprise รักใหญ่ๆ ของผู้ชายสุดคูล

ตอนที่ 25 : My super Surprise [END]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 139
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 28 ครั้ง
    20 ส.ค. 62

 

บทสรุปส่งท้าย

 

หลังจากประโยควันนั้นชีวิตผมเป็นไงน่ะเหรอ? หึๆ ยับสิครับ! ไม่ยับยังไงไหว ในเมื่อผมบอกไปแล้วว่า ห้ามไปทำกับใคร ถ้าจะทำต้องทำแค่กับผมเท่านั้น! คนได้ผลประโยชน์ที่สุดก็คือพี่ไพรส์! แต่ไม่ต้องห่วงหรอกนะ ผมงอนแม่งไปสองวันเต็มๆ

 

ดีกับพี่ไพรส์ยัง

ดีแล้ว

มิน่าวันนี้ถึงไม่มากับไอ้บา

อย่าไปแซวมันเลยน้องบิง เดี๋ยวเขินแล้วฟาดงวงฟาดงาอีก

กวนตีนกูนักนะไอ้บา

ผมหันไปด่าไอ้บาตาขว้าง ถามว่าผมจะโกรธพี่ไพรส์นานเกินนี้ได้ยังไงก่อนนะ ในเมื่อเห็นหน้ากันทุกวันอ่ะ ถึงจะงอนแค่ไหนก็ยังใช้ชีวิตประจำวันเหมือนเดิม แค่ไม่พูดกันเฉยๆ

 

วันนี้ก็เป็นโชคดีอีกวันก่อนจะหยุดวันเสาร์ วันเสาร์ที่ไม่ต้องไปเรียนชดเชยห่าอะไรทั้งนั้น เพราะที่มอไม่มีเรียน แต่มีกิจกรรมเปิดโลกแทน ผม ไอ้บา น้องบิงและไอ้วิน เลยพากันมาเสนอหน้าอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลกับหน้าเวทีเท่าไหร่ ไม่ใช่อะไรหรอก จะมาดูวงของพี่หมอกเล่น

 

ไอ้บา ไอ้พีทกับไอ้ชิพมันจะมากี่โมงนะ

ไม่แน่ใจ มึงทักไปถามดิ

เวร แล้วกูจะถามมึงทำไมถ้าสุดท้ายกูต้องเป็นคนทักไลน์ไปถามพวกมัน

 

จะทักหาไอ้ชิพเหรอ?”

ให้มันเห็นว่า โทรศัพท์เป็นสิ่งจำเป็นก่อนเถอะ กูถึงจะทัก

ผมตอบน้องบิงไป มือก็กดไลน์พิมพ์ลงกรุ๊ปแชท เผื่อจะได้ถามทีเดียวไปเลยว่าใครจะมากี่โมงบ้าง แต่คิดไว้นะว่า ไอ้ซิงก็คงจะมากับกลุ่มเพื่อนใหม่มันนั่นแหละ

 

บิงโกยืนดีๆ

ก็กูไม่เห็นอ่ะ

ไอ้วินดุน้องบิงเสียงสองเสียงสามพลางยกมือลูบหัวคล้ายเอ็นดู น้องบิงเองก็ยู่หน้าช้อนตาอ้อนไอ้วินไม่ต่างกัน

 

ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ กูก็ไม่เคยทำใจได้เลยกับเรื่องนี้

มึงเป็นคนเดียวหรือไงไอ้ชัน กูก็เป็นเหมือนกัน

เสือก

ผมหันมองค้อนไอ้วินทันทีที่ได้ยินเสียงมันแทรกเข้ามาในบทสนทนาระหว่างผมกับไอ้บา

 

มึงดูแลน้องบิงไม่ดีวันไหน กูจะทวงน้องบิงคืน!

ทวงไปแล้วได้อะไร? มีผัวแล้วอย่าปากดี

“...”

พูดแทงใจดำเลยนะไอ้สัส ทำเอาผมเถียงไม่ออกได้แต่ทำหน้าเหวอ ไอ้เหี้ยวิน นี่มึงเพื่อนกูจริงไหม!

 

มึงมันเหี้ยอ่ะไอ้วิน มีผัวแล้วยังไง น้องบิงคนเดียว พวกกูดูแลได้อยู่แล้ว

พูดเหมือนตัวเองก็มีผัวเหมือนกัน?”

“...”

เอาล่ะ ตอนนี้ผมขอหมายหัวไอ้วินไว้ก่อนเลยนะ มันแม่งสวนไอ้บาจนไอ้บาไปต่อไม่เป็น ยืนนิ่งเหมือนหุ่นไปแล้ว ไอ้วินมันไม่ไว้หน้าใครคือ ไม่ไว้จริงๆ นะ และพวกผมก็ไม่เคยเป็นข้อยกเว้นของแม่งด้วย

 

ห่าเอ้ย นี่พวกเราเป็นเพื่อนกันยังไงวะ ไอ้สัส

อย่าทะเลาะกันนะ ใจเย็นๆ

น้องบิงห้ามทัพผม แล้วหันไปตีแขนไอ้วินเหมือนดุ ทิ้งผมที่กะอ้าปากจะโวยต้องหุบปากนิ่งแทน

 

ตัวก็แค่นี้ ทำไมเก่งนัก

เก่งยังไง อย่ามาเปลี่ยนเรื่อง

ถ้าไม่เก่ง กูไม่ยอมมึงขนาดนี้หรอกนะ

บ้า อย่ามาพูดนะ อย่าแกล้งไอ้ชันกับไอ้บาอีก

ผมได้แต่ยืนมองไอ้วินและน้องบิงคุยกัน มันเป็นความแตกต่างที่ชัดเจนมากนะ เหมือนมีความรักลอยอยู่รอบตัวพวกแม่งตลอดเวลา

 

คนหนึ่งไม่ค่อยยิ้ม ทำตัวขวางโลก ไม่สนใคร

อีกคนสดใส เป็นมิตรกับคนทั่วไป และใส่ใจทุกคน

 

ไม่หาที่นั่งวะ จะยืนขาแข็งจนงานจบหรือไงกัน

ได้ยินเสียงกวนตีนของไอ้พีท ทำให้ผมต้องหลุดออกมาจากภวังค์ หันไปมองหน้ามันถึงได้รู้ว่า ไอ้ชิพก็พ่วงมาด้วย ช่วงนี้ไม่ค่อยได้เจอไอ้ชิพมันเลยนะ หลังจากเรื่องมันกับพี่วิวคนหล่อพ่อทุกสถาบันนั่นแหละ

 

ถ้าหาที่นั่งได้ มันก็จะมีคำถามอีกว่า ใครจะได้นั่งข้างน้องบิง

ไอ้ชิพว่าแบบนั้น แล้วยิ้มแป้นส่งให้น้องบิงเหมือนอย่างเคย แค่มึงเป็นหลีดมหาลัยต้องสดใสเบอร์นี้เลยเหรอหรือยังไง แต่ที่ไอ้ชิพมันพูดก็จริงนั้นแหละ งานนี้ไอ้พีทกับไอ้วินได้แย่งที่นั่งกันตายห่าอีกแล้ว

 

ไม่ต้องห่วง วันนี้กูยกให้ไอ้วินมันดูแลไปเลย น้องบิงอย่างอนพี่พีทนะครับ

กูไม่งอนมึงหรอ

น้องบิงก็ตอบรับไอ้พีทเสียงใส แต่ตาจ้องมองไปที่มือไอ้พีทที่ถือดอกไม้มาด้วย เดี๋ยวนะ คือมันถือมาทำไม?

 

งอนที่ตีนกูนี่

โหดร้ายตลอดไอ้สัสเอ้ย

แต่ก็จะมีมารขัดขว้างไอ้พีทกับน้องบิงอยู่แบบนี้แหละ ผมละสายตาจากดอกไม้ในมือของไอ้พีท ไปมองไอ้วินและไอ้พีทที่ยืนเถียงกันแทน เหมือนพาตัวเองกลับไปยังมัธยม พวกแม่งก็เป็นแบบนี้อ่ะ ถ้าเป็นเรื่องน้องบิง ใครก็ยกให้เป็นเรื่องสำคัญ

 

            ไอ้ซิงถามว่า ไปนั่งกับพวกมันไหม

ผมพยักหน้าตอบไอ้บาที่กำลังกดมือถือยิกๆ แล้วหันไปหาคนที่เหลือเป็นเชิงว่าไปนั่งกับไอ้ซิงก็ไม่เลว เพราะขี้เกียจหาที่นั่งด้วยแหละ ปล่อยลานหน้าเวทีให้คนที่เขาอยากออกสเตปยืนกันไป ส่วนพวกเราก็ไปนั่งหล่อๆ ดูของสวยๆ งามๆ กันดีกว่า

 

 

            เอาล่ะครับ เข้าสู้ช่วงสุดท้ายของวงผมกันแล้วนะ เหนื่อยกันหรือยังครับ

            “ยังคร้าาาาาาาา

กรี๊ดดดดดดดด

เสียงพี่หมอกถามดังลั่นไปทั่วหอประชุม จะบอกว่าไม่เหนื่อยเลยก็พูดได้ไม่เต็มปากเท่าไหร่ เพราะพวกผมพากันเสนอหน้ามายืนหน้าเวทีตั้งแต่วงพี่หมอกเล่นเพลงที่สอง

 

แต่อย่ามาจิ๊จ๊ะให้มันมากไป มันจะเป็นบ้า!!

 

เมื่อยขาสิครับ ยืนหอบเป็นหมากันทั่วหน้า เว้นไอ้คนหน้านิ่งอย่างไอ้วินเดือนมหาลัยที่มายืนคุ้มน้องบิงเฉยๆ กินที่คนที่เขาอยากเต้นกันซะงั้น

 

            ทำไมมายืนตรงนี้

            “หื้ม?

ผมหันไปมองตามแรงดึงก็พบว่าเป็นพี่ไพรส์พร้อมด้วยผองเพื่อน ขาดไปแค่คนเดียวก็คือ พี่หมอกที่ทำหน้าที่เป็นนักร้องนำอยู่บนเวที

 

            กูถามว่า มาทำอะไรตรงนี้

            “มาเต้นไง พี่หมอกร้องเพลงโคตรสนุก

พี่ไพรส์พยักหน้ารับพร้อมยกยิ้มอบอุ่นน้อยๆ ก่อนจะยกมือมาคล้องคอให้ผมไปยืนใกล้ๆ อะไรวะ? มาทำให้เขินตรงนี้ไม่ได้นะเว้ยยยย คนเยอะ!

 

            ตายห่าแน่ๆ กูต้องตายแน่ๆ!!

 

            “อีกสองเพลงจากนี้จะเป็นเพลงช้าๆ ให้ได้พักกันสักหน่อยนะครับ สำหรับคนที่กำลังมีความรัก เพลงต่อจากนี้ก็น่าจะไม่เลวเท่าไหร่ ลองฟังกันได้เลยครับ

 

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดด

 

พี่หมอกส่งยิ้มอบอุ่นไปทั่วหอประชุมราวกับตัวเองเป็นเจ้าชายที่ส่งยิ้มแจกจ่ายให้ประชาชน ยิ่งดูก็ยังมีเสน่ห์ อย่างพี่หมอกอ่ะ ถ้าให้ดูว่า น่ารักก็คือน่ารัก ถ้าให้ดูว่าหล่อ อันนี้ก็ไหวอยู่ ก็ดูสิครับ แค่ยืนนิ่งๆ บนเวทียังเท่เป็นบ้าเลย ให้ตายเถอะ

 

ปากหนาของพี่หมอกยังส่งยิ้มไปทั่วไม่หยุด ปากที่ชอบด่าพวกพี่ไพรส์บ่อยๆ ล่าสุดคือ ด่าไอ้พีทว่าเป็นหมาที่ร้านนม ซึ่งอันนั้นผมก็ยังจำได้ แต่ก็ปากหนานี่แหละนะ ที่กำลังสร้างความสุขให้กับคนทั้งหอประชุม เสียงพี่หมอกดีจริงๆ แบบที่ไม่คิดว่าจะร้องได้ดีขนาดนี้

 

 

โถถถถถ ไอ้คุณรวินันท์ เจริญเกียรติ พูดจาดีเหมือนคนมีความรัก

อย่าไปแซวมันได้ไหมไอ้มาร์ค

มึงคิดจะเถียงสู้กูเหรอปาล์ม

พี่ปาล์มส่ายหน้าระอากับพี่มาร์คแล้วเบือนหน้ากลับไปมองเวทีเพื่อดูพี่หมอกต่อ

 

กูเหมือนจะได้ยินจากไอ้บัสว่า มันแต่งเพลงเองเพราะต้องเอาคะแนนชมรม

จริงเหรอที่พี่กันพูดอ่ะ พี่หมอกเก่งถึงขนาดแต่งเพลงเองได้เลยเหรอ

 

ทำเป็นพูดไปไอ้กัน ไอ้หมอกมันแต่งเพลงรักเป็นที่ไหน ล่าสุดที่จำได้คือ แต่งไปแล้วอาจารย์ไม่ให้ผ่าน

เป็นไม่เป็นเดี๋ยวก็รู้

พี่ไพรส์เอ่ยบอกพี่กันกับพี่มาร์ค น้ำเสียงติดเหมือนรำคาญที่พวกพี่เขาเอาแต่เถียงกันไม่เลิก ส่วนผมน่ะเหรอ ลุ้นตามสิครับ เพลงที่พี่หมอกแต่งมันจะเป็นยังไงนะ อยากจะฟังจริงๆ

 

 

คนธรรมดาที่ไม่ธรรมดา เคยเดินตามหาก็ไม่เจอสักราย

แค่คนคนหนึ่งที่มีผลทางใจ ที่เจอก็ไม่ใช่ที่ใช่ก็ไม่เจอ

 

 

ไหนเพลงที่ไอ้หมอกแต่ง นี่มันเพลงพี่เบลชัดๆ

พี่มาร์คเหวขึ้น หันมาบอกพวกพี่ไพรส์ทันทีที่พี่หมอกเริ่มร้อง สัส ผมก็คิดว่าเป็นเพลงที่พี่หมอกแต่งเหมือนกัน

 

เอ้า ก็ไอ้บัสมันว่างั้นนี่หว่า บอกต้องร้องวันนี้ เพราะอาจารย์จะตัดคะแนนชมรมวันนี้

ช่างมันเหอะ ไอ้หมอกจะแต่งไม่แต่งก็ช่างมัน กูชอบเพลงนี้

พี่ปาล์มเอ่ยขัดพี่กันเสียงใส พลางโยกตัวเล็กน้อยไปกับจังหวะดนตรี ฮืออออ น่ารักเหมือนน้องบิงเลย ส่วนคนข้างผมคือ ไม่สนอะไรทั้งนั้นนอกจากยืนมองไปรอบๆ ไม่ได้มีอารมณ์ร่วมใดๆ นอกเหนือจากมายืนหล่อๆ ให้คนรอบข้างมอง

 

 

คนธรรมดาที่ไม่ธรรมดา ที่สุดฟ้าก็พาให้มาพบเธอ

เธอคือคนเดียวที่ไม่ต้องเลิศเลอ แต่อยู่ใกล้เธอเหมือนเจอสวรรค์ในหัวใจ

 

 

ว่าแต่ทำไมวันนี้ผมถึงรู้สึกว่า เพลงพี่เบลมันเพราะกว่าทุกทีที่ฟังกันนะ

 

 

จบแล้วที่เสาะหา ได้มาพบตัวจริงซะที ชีวิตต่อจากนี้ คงจะดีถ้ามีแต่เธอ

 

 

แรงบีบจากมืออีกคนทำให้ผมต้องละสายตาจากหน้าพี่หมอกมาเป็นหน้าของคนข้างๆ แทน พี่ไพรส์กำลังยักคิ้วข้างหนึ่ง ก่อนจะส่งยิ้มมาให้กันเล็กน้อย กระชับมือที่จับกันให้แน่นขึ้น

 

มันเป็นการกระทำที่ธรรมดา แต่ว่านะ... หัวใจเต้นแรงมากเลย

 

 

ก่อนจะนอนอยากเจอเธอเป็นคนสุดท้าย คนแรกของเช้าถัดไปฉันก็อยากเห็นเธอ

เช้าก็มีแต่เธอ ค่ำก็มีแต่เธอ คนเดียวเท่านั้น

 

 

ชอบ

ว่าอะไรนะ?”

ผมได้ยินเสียงอู้อี้จากด้านข้างอีกครั้ง จนต้องเอียงหน้ามองพี่ไพรส์ที่พูดอะไรสักอย่างแต่กลับไม่ได้ยิน จนลำบากพี่ไพรส์ต้องขยับเข้ามาใกล้

 

ชอบมึง รักมึง อยากมีแค่มึง

“...”

ฮืออออออ มันใช่เวลาไหมเนี่ย มันใช่เวลาที่ต้องมาพูดอะไรแบบนี้ไหม แต่ยังไม่ทันจะโวยอะไร รอบข้างก็พากันเบียดเข้ามาอีก จากที่พี่ไพรส์ยืนข้างกันตอนนี้กลับกลายเป็นว่า พี่ไพรส์ต้องขยับมายืนซ้อนหลังผมแทน

 

เขินอ่ะ อิเหี้ยยยยย ผมเขิน อยากหลับหูหลับตาให้หายไปจากตรงนี้ซะ

 

อยากทำตัวติดเธอไม่ต้องห่างไปไหน ไม่ว่าจะทำอะไรก็อยากทำด้วยกัน

 

 

ตั้งแต่มีมึง กูก็ไม่คิดจะปล่อยมึงให้หายไปไหน

“...”

 

 

ทุกลมหายใจเข้าออก ทุกเวลาของฉัน โว้ โอ โอ... อยากจะใช้กับเธอ


 

 (เพลง ไม่ธรรมดา:เบล สุพล https://www.youtube.com/watch?v=CNYYFhTgEiU)



จากนี้ช่วยอยู่เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตกันด้วยนะครับ

ถ้ามีใครเห็นสภาพผมตอนนี้ บอกได้คำเดียวเลยว่า ผมได้ตายไปแล้วที่ยังยืนอยู่ตรงนี้ได้คือ กายหยาบ ไม่เห็นหรอกนะว่า พี่ไพรส์ทำหน้ายังไงตอนพูดเพราะพี่ไพรส์เอาแต่ก้มกระซิบที่ข้างหูกัน ผมก็ได้แต่หลับหูหลับตา ไม่ได้ฟังพี่หมอกร้องเพลงเลย เพราะมัวแต่ใจเต้นกับคนที่ยืนข้างหลังกันนี่แหละ จะมาพูดเพราะทำไมเนี่ย ฮือออออออ

 

เบะปากทำไม? ไอ้หมอกร้องเพลงไม่เพราะเหรอ?”

อ้าว นี่ผมเบะปากออกไปเหรอ พี่ไพรส์เปลี่ยนจากยืนซ้อนหลังมายืนข้างกันอีกครั้ง แล้วใช้มืออีกข้างโอบเอวให้ขยับเข้าไปชิดกันอีก โหหหหห ท่านี้ไม่ไหวเลยนะ ฮืออออออ

 

            “ใกล้... ใกล้ไปหรือเปล่า

กูหวงของกู

“…”

ไม่ชอบหรือไง

ชอบ... ชอบครับ

ผมตอบกลับเสียงเบา ใครจะไม่ชอบที่แฟนตัวเองหวงวะ พี่ไพรส์เวลานี้คือ เหมือนเด็กที่หวงของเล่นมาก ถ้าสิงผมได้ตอนนี้คือสิงไปแล้วไม่เสียเวลามายืนเบียดข้างๆ กันหรอก ผมมองหน้าพี่ไพรส์ที่ยกยิ้มพอใจแบบนั้นแล้วยิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังตกหลุมรักพี่ไพรส์อีกครั้ง

 

            คนเราอ่ะ มันจะหล่อได้ทุกองศาแบบนี้จริงเหรอวะ?

 

เพลงพี่เบลจบไปตั้งแต่ตอนไหน ผมเองก็ยังไม่รู้เรื่องเลยเหมือนกัน มัวแต่อินกับคนข้างๆ จนตัดคนรอบด้านตัวเองออกไปหมด นี่ผมเป็นแฟนกับพี่ไพรส์จริงดิ แม่งยังเหมือนความฝันอยู่เลย

 

กลับเหอะ

หา? แต่พี่หมอกยังร้องไม่จบเลยนะ

ไม่มีมึงกับกู ไอ้หมอกมันก็ร้องได้

เอ้า อะไรของพี่ไพรส์วะ ผมได้แต่เกาหัวงงๆ กำลังเขินอยู่เลยนะเมื่อกี้ หันไปมองพวกเพื่อนที่มันมองผมอยู่ก่อนอยู่แล้ว เชิงบอกว่า ผมจะกลับก่อน แต่ก็ไม่วายเจอไอ้พวกนั้นแซวว่า ผมจะไปทำเรื่องอย่างว่า ไอ้เหี้ยยยย กูไม่ได้อะไรแบบนั้นไหมวะ พี่ไพรส์พี่ไอ้ซิงนู่นตัวดี! ผมไม่เคยคิดอะไรแบบนั้นเลยเถอะ! อีกอย่างตอนนี้มันกลางวันแสกๆ นะเว้ยยยย ใครเขาจะบ้าทำกัน!

 

 

 

 

ถ้ามีคนถามว่าตอนนี้อยู่ไหน ผมก็ต้องบอกว่า สนามบินดอนเมือง แต่ถ้าถามว่ามาทำอะไรคือ ผมไม่รู้เลยครับ ถูกหลอกมาเหมือนกัน

 

            นี่เราบินไปทำไมเหรอ

            “หิวไหม จะได้เรียกแอร์

            “...

โคตรเหี้ยเลยไหม พี่ไพรส์ไม่ตอบแถมพาเปลี่ยนเรื่อง ผมนั่งถามคำถามนี้มาตั้งแต่ในรถจนถึงสนามบิน ยันตอนนี้ที่เครื่องกำลังบินอยู่

 

            รู้ครับ รู้ว่ากำลังจะไปเชียงใหม่

 

แต่ไปทำเหี้ยไรวะ! อีกวันสองวันผมต้องกลับมาเรียนไหมเนี่ย นอกจากเปลืองเงินแล้วยังเปลืองพลังงานชีวิตสัสๆ นอกจากไม่ได้รับคำตอบอะไรกลับมา พี่ไพรส์ก็เรียกแอร์มารับอาหารอีกทั้งยังส่งยิ้มไปให้อีก

 

            พี่เป็นคนอัธยาศัยดีตั้งแต่ตอนไหนเหรอ?

 

จากที่อารมณ์ไม่ดีอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งเพิ่มเลเวลความโกรธเข้าไปอีก รู้ว่าตัวเองหล่อ แม่งก็อ่อยเหี้ยๆ เลยนะ ถ้าอยากจะเล่นสงครามประสาทนัก เดี๋ยวผมจะจัดให้ถึงใจ ไม่รู้ซะแล้วสงครามประสาทนี่ผมถนัดนัก เล่นกับไอ้วินบ่อยจนเป็นผู้เชี่ยวชาญแล้ว

 

            กินไหม กูสั่งขนมมา

            “…”

            “ตามใจนะ ขอน้ำส้มเพิ่มหน่อยครับ

เวร นอกจากพี่ไพรส์ไม่ใส่ใจผมแล้ว ยังมีหน้าไปสั่งน้ำส้มเพิ่มอีก เออออ ได้พี่ไพรส์ได้!! ผมหยิบหูฟังออกมาแล้วเปิดเพลงดังๆ คาหูแม่ง เห็นอะไรก็รำคาญไปหมด ทางออกเดียวที่จะทำให้ความโกรธลดลงคือ ผมต้องนอนเอาแรงแล้วค่อยไปรบกับพี่ไพรส์ตอนลงเครื่อง!

 

 

 

 

สนามบินเชียงใหม่

           

 

            ไปไหนครับ

ประตูขาออกของสนามบินเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวและรถรับส่ง ผมได้ยินเสียงคนขับตะโกนถามจนจับใจความแทบไม่ได้ว่า คนไหนพูดอะไร หันไปมองไอ้พี่ไพรส์ก็ยืนหน้าหล่อไม่ทุกข์ร้อนใดๆ มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋าเสื้อแต่อีกข้างหนึ่งคือกดโทรศัพท์ ไม่ได้มีความสนใจสิ่งมีชีวิตอย่างผมเลย

 

คิดแล้วมันน้อยใจ มาตั้งไกลแล้วมาเมินผมงี้ หรือพี่ไพรส์จะเบื่อกันจริงๆ แล้ววะ ไอ้พีทแม่งก็พูดให้คิดสัสๆ

 

มึงอย่าไปยอมพี่ไพรส์นะเว้ย เรื่องแบบนี้ไม่เกี่ยวกับรูปร่าง เผลอๆ ถ้ามึงได้กดพี่มันนะ คร้านแกจะวิ่งตามมึงยิ่งกว่าเดิม

 

มึงก็ไม่บอกให้เร็วๆ ก่อนกูจะโดนพี่ไพรส์หลอกล่อวะว่า เรื่องแบบนี้มันไม่เกี่ยวกับรูปร่าง!!

 

ปี้นๆ!!!

 

ผมปล่อยให้ใจตัวเองลอยไปถึงไหนๆ จนรู้ตัวอีกทีคือ จะโดนรถชน ไอ้เหี้ยเอ้ยยยย เกือบเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่เชียงใหม่แล้วไหม

 

            “’เตียวบ่ะผ่อตาง ไข้ต๋ายก้ะ!!”

ประโยคเดียวสั้นๆ แล้วมันก็แว้นผ่านไป เยดเข้ มันพูดอะไรของแม่งวะ

 

            มึงจะเดินมาตรงนี้ทำไม กูยืนอยู่หน้าทางออกนะ

            “แล้วพี่สนใจกันหรือไง

ผมหันไปบอกพี่ไพรส์ด้วยอารมณ์ขุ่นๆ ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่า แสดงสีหน้าอะไรออกไป แต่ก็คงไม่ได้ดีนักหรอก เพราะมันทำให้พี่ไพรส์ชะงักได้

 

รู้นะ รู้ว่าที่ไม่เจ็บเพราะพี่ไพรส์วิ่งมาช่วยไว้ แต่ถ้ามาช่วยแล้วพูดจาแบบนี้ บางทีไม่ต้องก็ได้ไหมวะ

 

            เอาอะไรมาบอกว่า กูไม่สนใจ ไอ้กระต่ายคิดมาก

            “…”

พี่ไพรส์ยกนิ้วมาเคาะหน้าผากผม ก่อนจะลากกลับเข้าไปยืนที่เดิม ยืนกันเงียบๆ แบบไม่พูดอะไร

 

            ไอ้ไพรส์!”

ได้ยินเสียงเรียกชื่อพี่ไพรส์เหมือนกับได้ยินชื่อตัวเองจนต้องหันไปมอง ก็พบว่าเป็นผู้ชายคนหนึ่งอายุน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับพี่ไพรส์หรือไม่ก็แก่กว่า

 

            หวัดดีพี่เป้

            “เออๆ ไหนบอกจะมาพรุ่งนี้ไอ้สัส

            “กลัวไม่ได้เที่ยว

            “ไอ้ห่า คือกะจะขึ้นดอยวันนี้?

            “แล้วได้ไหม?

            “ขนาดนี้แล้วนะสัส ไม่ได้ก็ต้องได้ไหม แต่มันจะมืดแค่นั้นแหละ แม่งลงเครื่องก็ปาไปจะบ่ายสี่แล้ว

            “ไม่เป็นไร ขับไหว

พี่ที่ชื่อเป้พยักหน้าเหมือนเหม็นน้ำหน้าพี่ไพรส์ จริงๆ นะ ผมไม่ได้โกหกอะไรเลย พี่เป้ทำหน้าแบบนั้นจริงๆ

 

            “แล้วนี่ใคร?

            “ผม?

ปากพี่เป้ถามพี่ไพรส์แต่ตามองผมพร้อมนิ้วชี้ที่ชี้มาที่ผมนี่แปลว่า หมายถึงผมใช่ไหม? หรือยังไง?

 

            เออ มึงนั่นแหละเป็นใคร

            “…”

ผมต้องตอบว่าเป็นแฟนเหรอหรือว่ายังไงอ่ะ พอหันไปขอความช่วยเหลือพี่ไพรส์แม่งก็ทำแค่ยักคิ้วกลับมา คือนอกจากไม่ช่วยผมแล้วยังกวนตีนอีกนะ

 

            อยากเป็นอะไรก็ตอบไป

            “เป็นน้องครับ

เออ ไม่ช่วยใช่ไหม งั้นผมก็พอใจจะตอบแบบนี้

 

            ใจดีมากเหรอมึง พาน้องมาเที่ยว น้องคนไหนวะ ไอ้ซิง?

พี่เป้หันไปถามพี่ไพรส์

 

            “ไม่...

            “กูว่าไอ้ซิงโตมาไม่น่าจะหน้าตาเหมือนกระต่ายอมข้าวขนาดนี้นะ

            “...

ผมยังปฎิเสธไม่จบพี่เป้แม่งก็สรุปเองเรียบร้อย แล้วงี้จะถามผมทำไมอ่ะ

 

            เบะปากทำเหี้ยไร มึงไม่ได้น่ารักสำหรับกู

            “อย่าแกล้งน้อง

ฮือออออ ทำไม่ชีวิตต้องพบเจอแต่คนร้ายๆ ด้วยวะ ผมยังไม่รู้ตัวเองนะว่า กำลังทำหน้าแบบไหนอ่ะ

 

            “น้องพ่อมึงไงไพรส์ เมียก็บอกว่าเมีย ตากูไม่ได้บอดนะครับ facebook ยอดไลค์ยอดแชร์ขนาดนั้น

            “ไม่ต้องไปสนใจพี่เป้ พี่มันก็ปากมากเหมือนไอ้มาร์คนั่นแหละ

            “...

            “ไอ้เหี้ยกล้ามากที่เมินกู ที่พวกแม่งบอกว่า มึงหลงน้องคือจริงใช่ไหม

พี่ไพรส์ไม่ได้ตอบพี่เป้ แต่หันไปแบมือขอกุญแจรถแทน พี่เป้ก็ยึกยักจนพี่ไพรส์คงรำคาญ

 

            รีบเอาให้เหอะ เดี๋ยวพี่จะตกเครื่อง

ตกเครื่อง? นี่พี่เป้ไม่ได้เป็นคนที่นี่เหรอวะ

 

            “ตกเครื่องไรมึง?

สรุปพี่เป้ก็ไม่รู้เรื่องเหมือนกัน ลำบากผมต้องหันกลับไปมองพี่ไพรส์อีกครั้ง มือที่ล้วงกระเป๋าเสื้อแต่แรกของพี่ไพรส์หยิบตั๋วเครื่องบินออกมาอีกชุดหนึ่ง

 

เอ้า ผมกับพี่เป้พากันงงหนักเลยนะแบบนี้

 

            อยากคุยกับไอ้กันก็รีบไป รำคาญหน้า

            “...

            “ตอบแทนที่พี่ให้ยืมรถกับจองที่พักไว้ให้

            “เดี๋ยว...

            “รีบไปเหอะ ไปเอาหัวใจตัวเองกลับมา

            “... เออ ขอบใจ

พี่กัน? ใช่กันคนเดียวกับเพื่อนพี่ไพรส์ไหม เริ่มงง พี่เป้ยื่นกุญแจรถให้พี่ไพรส์แล้วรีบวิ่งไปทางขาเข้าของสนามบินแทบจะทันที

 

            เราก็ไปกันเหอะ

ผมได้แต่พยักหน้าตอบรับพี่ไพรส์ไปถึงจะงงเรื่องพี่เป้ แต่ผมก็ควรโฟกัสตรงนี้มากกว่า พี่ไพรส์จับมือกันแล้วพาเดินออกไปจากตรงนั้นโดยไม่แคร์สายตาคนรอบข้าง

 

ความจริงพี่ไพรส์ก็ชัดเจนเหมือนกันนะ แค่เป็นคนไม่ค่อยพูดเท่าการกระทำที่แสดงออกมา

 

 

 

 

            “โหหหหห อากาศดีมากอ่ะ เห็นดาวโครตชัด

            “ชอบไหม

            “ชอบบบบบบบ

ตอนนี้เราอยู่ในอำเภอหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ ขับรถมาไกลพอสมควรเพราะระยะทางที่โคตรไกล นั่งเครื่องแค่ชั่วโมงนิดๆ แล้วมาขับรถต่ออีกสี่ชั่วโมง พอๆ กับตัวเมืองกรุงเทพไปทะเลเลย พี่ไพรส์อาบน้ำแต่งตัวด้วยเสื้อยืดสีขาวกางเกงเลสีดำ ตัวผมก็อาบน้ำแล้วแต่ใส่ชุดนอน จะด่ากันก็ได้นะ ผมแปลกตรงไหนก็ผมติดใส่ชุดนอนมากกว่าชุดธรรมดาอ่ะ

 

            มานั่งตรงนี้

ผมเดินไปทิ้งตัวนั่งตรงกลางระหว่างขาของพี่ไพรส์ ที่มีผ้าห่ม หมอนและที่รองนั่งเป็นที่นอนปิคนิค ดูเหมือนกับว่าเราจะนอนกันตรงนี้

 

            เดี๋ยวนะ เราจะไม่เข้าไปนอนในบ้านเหรอ?

            “นอนดูดาวก่อนไง ไม่อยากให้มึงหนาว

            “…”

พี่ไพรส์ว่าแบบนั้นก่อนจะเอามาห่มมาคลุมจนทั่วตัวเหลือแค่หน้า ถ้านึกท่าทางไม่ออกจะอธิบายให้ฟัง

 

            ตอนนี้พวกเรานั่งกันตรงกลางระเบียงหน้าบ้าน ตัวพี่ไพรส์เองมีผ้าห่มคลุมอยู่และผมเองก็นั่งตรงกลางระหว่างขาของพี่ไพรส์ทั้งสองข้าง เมื่อนั่งเสร็จพี่ไพรส์ก็เอาผ้าห่มที่คลุมตัวเองมาคลุมกันไปด้วย

 

โรแมนตักสัสๆ เลย ท่ามกลางท้องฟ้าและดวงดาวกับเราสองคน

 

            ยังเขินอยู่หรือไง

ผมไม่เขินสิแปลก บอกตรงๆ ไม่เคยจะชินสักที ทั้งที่อยู่กันมานานแม้จะไม่ถึงปีก็เถอะ แต่ทำไมใจยังคงสั่นอยู่แบบนั้น หน้าก็คอยแต่จะร้อนให้ได้

 

            กูเองก็เขินเหมือนกัน ไม่เคยทำอะไรแบบนี้เลย

            “จริงเหรอ?

ผมหันขวับไปมองหน้าพี่ไพรส์ที่นั่งซ้อนหลัง พี่ไพรส์เองก็เอียงหน้ามองกลับมาเหมือนกัน

 

            จริง

            “ไม่น่าเชื่อเลย ผมเห็นพี่เขินแทบนับครั้งได้

ผมบอกไปแบบนั้นก่อนจะหันหน้ากลับไปยังท้องฟ้าด้านหน้าตัวเองอีกครั้ง

 

            คืนนี้ฟ้าเปิด เจ้าของบ้านพักว่าแบบนั้น มิน่าคืนนี้ดาวถึงได้เต็มท้องฟ้าพาให้ใจเต้นไปถึงไหนๆ เกิดมาก็ยังไม่เคยมาเที่ยวเหนือเลยด้วย แถมพอได้มาก็มากับคนที่ไม่คิดว่า ในชีวิตจะต้องมาพบเจอกัน

 

            “กูมีเวลาให้มึงนับทั้งชีวิต

            “...

เสียงกระซิบข้างหูแผ่วเบา ยิ่งพาให้ใจเต้นแรงจนไม่กล้าจะหันกลับไปมอง ได้แต่รับรู้ถึงแรงสวมกอดตรงเอวจากด้านหลัง มันอบอุ่นมากจนผมเผลอทิ้งตัวไปพิงกับหน้าอกอีกคน

 

            อ้อนกูหรือไง

            “แล้วอ้อนได้ไหม

            “กูก็ให้แค่มึงอยู่แล้ว

            “...

ฮือออออ เขินอ่ะ เขินจริงๆ นะ

 

            ที่ผ่านมา กูทำให้มึงไม่พอใจอะไรไหม ไม่ชอบอะไรในตัวกูหรือเปล่า ต้องแก้ไขอะไรไหม

            “...

หัวใจพี่ไพรส์เต้นดังแต่หนักแน่น ผมไม่ได้หันไปมอง ตายังคงจ้องไปมองที่ท้องฟ้าเหมือนเดิม ไม่ได้คิดจะตอบอะไร แต่หัวกลับคิดไปถึงเรื่องราวที่เคยผ่านมา

 

 

ขอขวดดิ

ไม่ให้ แม่งพี่ไม่ซื้อมาเก็บไว้บ้างวะ นี่เจ้ซื้อมาให้ผมนะเว้ย

แค่ยาคูลท์ งกกับผัวได้ด้วยเหรอวะ ตรรกะเชี้ยไรมึง

ผัวไร! ไม่พูดกับพี่แล้ว

โอเคๆ ขอกินหน่อยนะครับ

อื้อออ เอาไป

(ผมใจอ่อนเพราะพี่แม่งอ้อนแบบนี้)

 

มึงจะใจเต้นแรงไปไหน?”

ใคร!! ใครใจเต้น พี่แม่งพูดไปเรื่อย

เออ ไม่เต้นก็แล้วไป มา กูขอกอดแน่นๆ หน่อย

โว้ กอดทำไมเยอะแยะ คนจะนอน ร้อน

กูคิดถึง ไม่ได้เหรอวะ

“ _/////////_”

(ผมยอม เพราะชอบหยอดผมแบบนี้)

 

ตอนเย็นจะมารับนะ

จริงๆ พี่ไม่ต้องมาส่งผมทุกวันก็ได้ และไม่ต้องมารับผมด้วย

กูอยากดูแลไม่ได้หรือไง

ผมเป็นผู้ชายป่ะวะ

แต่ผู้ชายคนนี้เมียกู

(ผมไปไม่เป็น เพราะพี่แม่งพูดตรงแบบเนี่ยยยยย)

 

 

เอาจริงๆ ก็ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่า ผมกับพี่ไพรส์เดินมาถึงจุดนี้ได้ยังไง อยู่ดีๆ วันหนึ่ง พี่เขาก็แม่งสำคัญ อ่า... กลายเป็นคนสำคัญไปได้ยังไงวะ สำคัญจนขาดไม่ได้แล้ว ไม่ว่าจะทำอะไรก็มีพี่ไพรส์เป็นส่วนหนึ่งซะอย่างนั้น ช่วงเวลาไม่กี่เดือน มันทำให้เราผ่านหลายเรื่องด้วยกันมาไม่น้อย

 

            แม้แต่ความรู้สึกที่ไม่คิดว่าจะมีมากถึงขนาดนี้

 

ผมค่อยๆ ดันตัวเองขึ้นแล้วเอียงตัวเล็กน้อยหันหน้าไปหาพี่ไพรส์ที่ยังจ้องหน้ากัน

 

            ผมชอบพี่ ที่พี่เป็นแบบนี้นะ ไม่ได้อยากให้เปลี่ยนอะไร

            “จริง?

            “โอเค ที่ผมอยากให้เปลี่ยนคือ อย่าไปยิ้มให้ใครบ่อยได้ไหมวะ ถึงจะเชื่อใจแต่ผมก็กลัวเป็นเหมือนกัน

            “กลัวอะไร

            “…”

พี่ไพรส์ถามเสียงอ่อน พลางใช้มือปัดผมหน้าของผมให้เป็นทรง สายตาที่เต็มไปด้วยสิ่งที่ผมอ่านไม่ออก และดวงตาคู่คมที่ผมชอบมองนักหนากำลังจ้องมองผม

 

            กลัวกูไม่รักเหรอ?

            “…”

            “ไม่ต้องกลัวหรอก

            “...

            “กูให้มึงไปทั้งใจแล้ว ไม่รับคืน

            “…”

คำพูดหนักแน่นของพี่ไพรส์กำลังจะทำให้ผมขาดอากาศหายใจตาย บรรยากาศรอบข้างคือเงียบมาก มีแค่เสียงแมลงในป่าที่ยังคงดังระงม

 

            กูมากกว่าที่ต้องกลัว... กลัวมึงจะเหนื่อยจนหมดรักกู

            “...

น้ำเสียงพี่ไพรส์ที่จริงจังติดกังวล และสายตาที่จ้องมาเหมือนรอคำตอบที่อยากได้ยิน

 

มันคงไม่เป็นไรใช่ไหม ถ้าผมจะบอกความรู้สึกตัวเองชัดๆ กับคนที่ผมรักมากขนาดนี้

 

            อย่ากลัวไปเลยครับ

            “...

ผมยกมือขึ้นจับหน้าพี่ไพรส์ทั้งสองข้าง จ้องเข้าไปในดวงตาที่ผมไม่เคยอ่านออก เราอยู่ใกล้กันมากนะ ใกล้มากจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจของใครอีกคน

 

            เพราะมันจะไม่มีวันที่ผมจะเลิกรักพี่ พี่จะต้องได้ดูแลกระต่ายขี้หึงตัวนี้ตลอดชีวิตแน่นอน

            “ก็ไม่เคยคิดอยากจะปล่อยกระต่ายตัวนี้ออกไปจากชีวิตเหมือนกัน

 

พี่ไพรส์ยกยิ้มพอใจในคำตอบก่อนจะก้มลงมาปิดปากกัน


 

 

 

ท่ามกลางท้องฟ้าและหมู่ดาว รายล้อมรอบข้างด้วยป่าไม้และภูเขา เสียงแมลงป่า ณ.ที่นี้จะเป็นพยาน

 

นายญาณวุฒิ จิณณวัตร รัก นายภวินท์ เลิศรัตนาราม

อย่างสุดหัวใจ

 

 END

 





************************************************************


ญาณวุฒิ จิณณวัตร - ฟังก์ชัน

ภวินท์ เลิศรัตนาราม - เซอร์ไพรส์


**************************************************

*เปิดเรื่อง 06/08/61

*ปิดเรื่องแล้วจ้า 30/04/62


ขอบคุณที่หลงเข้ามาอ่านนะคะ #รักแหละ อิอิ

ปล.สอบเสร็จเค้าจะหาเวลามาแก้บางจุดที่ไม่ค่อยโอเคนะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 28 ครั้ง

13 ความคิดเห็น