My super Surprise รักใหญ่ๆ ของผู้ชายสุดคูล

ตอนที่ 11 : My super Surprise 10

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 254
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    2 ส.ค. 62

 

บรรยากาศภายในห้องอึดอัดยิ่งกว่าเหตุการณ์ที่บ้านผมครั้งที่แล้วอีก ผมจำใจต้องเลือกพาตัวเองมานอนยังโซฟา หลังจากอาบน้ำเพื่อใช้ความเย็นดับความหัวร้อน ในหัวก็มีแต่คำถามที่ตัวเองให้คำตอบไม่ได้

ผมทำอะไรลงไป? ผมพาตัวเองมาถึงจุดนี้ได้ยังไง ตั้งแต่เกิดเรื่องพี่พริ้ม ผมก็ไม่ได้คิดว่า ตัวเองจะต้องมาเจอเหตุการณ์อะไรแบบนี้อีก 

 

มันไม่ได้แย่เหมือนพี่พริ้ม แต่มันแย่ยิ่งกว่านั้นเป็นร้อยเท่า 

แย่ตรงที่ผมรู้สึกไม่ดีเองต่างหาก ทุกอย่างมันเริ่มจากผมทั้งหมด

 

ตอนแรกผมคิดว่าจะรอให้ผมแห้งก่อนแล้วค่อยนอน แต่ตอนนี้มีอันต้องเปลี่ยนใจ เมื่อได้ยินเสียงปิดประตูห้องน้ำจากด้านในที่เป็นห้องนอน ทำให้ผมรีบล้มตัวลงนอนใช้เท้าคีบผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปงอย่างเลี่ยงไม่ได้ จนได้ยินเสียงเดินของพี่ไพรส์ ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะเดินไปไหน แต่ละก้าวไม่ได้ช้าหรือเร็ว ภาวนาในใจให้พี่ไพรส์เดินผ่านกันไปซะ แต่เหมือนว่าคำร้องขอของผมจะไม่เป็นผล เมื่อพี่ไพรส์ทิ้งตัวนั่งโซฟาตัวเดียวกันกับที่ผมนอน

 

นอนแล้วเหรอ?”

            “…”

ผมพยายามกลั้นหายใจให้เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ แกล้งหลับแต่กลับนอนเกร็งจนตะคริวจะแดก คือผมไม่พร้อมจะคุยด้วยอ่ะ ไม่พร้อมอะไรทั้งนั้น แค่ให้คำตอบตัวเองยังไม่ได้ว่า โกรธพี่ไพรส์เพราะอะไร แล้วผมจะเอาอะไรมาคุย

 

กูรู้ มึงยังไม่นอน ลุกขึ้นมา

“…”

พี่ไพรส์ยังยืนยันในความเชื่อของตัวเองอยู่แบบนั้น แต่ผมก็ยังแกล้งนอนอยู่เหมือนเดิม ไม่พร้อมอ่ะ ไม่พร้อมจะคุย ไม่เข้าใจหรือไง

 

กูบอกให้มึงลุกขึ้นมาไง

“…”

จะเอายังไง นอนหรือยังไม่นอน

ไม่ตอบก็ต้องแปลว่านอนแล้วไหม

ฉิบหายยย แล้วผมจะไปตอบพี่ไพรส์ทำเชี้ยอะไรเนี่ย

 

มีเหตุผลหน่อย ลุกขึ้นมา อย่าทำตัวเป็นเด็ก

โหหหห ขึ้นเลยนะ มาหาว่าผมเป็นเด็กเหรอ ผมเปิดผ้าห่มออกพลางเด้งตัวขึ้นนั่งไม่ไกลจากพี่ไพรส์ ก็จะเอาอะไรมาไกลอ่ะ โซฟาที่นั่งก็ตัวเดียวกัน

 

พี่มีไรจะพูดก็พูดมา แต่บอกก่อนนะว่า ผมไม่มี

หึ

ถึงผมจะไม่ชอบที่พี่ไพรส์ส่งเสียงในลำคอแบบนี้ แต่ตอนนี้ผมไม่มีทางเลือกนอกจากนั่งเงียบๆ

 

โกรธกูเรื่องอะไร มึงถามตัวเองหรือยัง

“…”

ก็ถามแล้ว แต่ยังให้คำตอบตัวเองไม่ได้ไง สรุปไปก่อนได้ไหมว่า โกรธที่พี่ไพรส์โกหกกัน

 

ถ้าโกรธที่กูโกหกมึง มึงก็ไม่ควรจะโกรธขนาดนี้

ใช่... ผมไม่ควรโกรธพี่ไพรส์ขนาดนั้น ทั้งที่เวลาเพื่อนโกหก แล้วผมจับได้ ผมก็ยังไม่เคยโกรธจริงจัง และไม่เคยจะพาลเท่าวันนี้

 

สรุปมึงโกรธกูเรื่องอะไรกันแน่?”

“…”

เสียงพี่ไพรส์ที่ถามออกมาเหมือนกดดันกันไปในที ผมนิ่งไม่ไหวติงใดๆ พยายามคิดหาเหตุผลหลายอย่างมารองรับความโกรธของตัวเอง แต่ทุกเหตุผลที่คิดได้กลับไม่สมเหตุสมผลเลยสักข้อ อยู่ดีๆ ก็มีก้อนเล็กๆ ขึ้นมาจุกอยู่ที่คอ พาให้ขอบตาผมร้อนซะอย่างนั้น

 

กับคำถามที่ตัวผมก็ไม่มีคำตอบ ผม... ผมก็ไม่รู้ว่า ตัวเองโกรธพี่ไพรส์เรื่องอะไร ผมไม่รู้เลย…

 

ฮึก…

ผมอธิบายความรู้สึกตอนนี้ออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ เพราะมันมีแต่สิ่งที่ไม่แน่ใจอยู่ในนั้นเยอะแยะจนสับสนไปหมด สายตาก็เริ่มพล่ามัว มองเห็นตักตัวเองก็ไม่ชัด แต่ไม่กล้าจะยกมือขึ้นมาเช็ดมัน เพราะกลัวคนข้างๆ จะรู้ว่าตอนนี้ผมกำลังกลั้นเสียงร้องไห้

 

มึง...”

“…”

พี่ไพรส์ส่งเสียงออกมาเบาๆ  แต่ไม่ได้ทำให้ผมอยากเงยหน้าเพื่อมองหน้าคนที่เพิ่งทำร้ายความรู้สึกกันไป แต่จะบอกว่าพี่ไพรส์ทำร้ายความรู้สึกกันก็ไม่ถูกหรอก เพราะพี่ไพรส์ไม่ได้ทำอะไรเลย ไม่ได้ทำอะไรเลยทั้งนั้น

 

            โอเค

            “…”

กูขอโทษ... กูจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว กูสัญญา

“…”

นั่นคือคำพูดสุดท้ายที่ผมได้ยิน ก่อนที่พี่ไพรส์จะดึงผมเข้าไปกอด ยิ่งพี่ไพรส์กอดน้ำตาผมก็ยิ่งไหล ไม่มีคำพูดใดเกิดขึ้นระหว่างเราอีกนอกจากความเงียบและเสียงร้องไห้ของผมที่อยู่อ้อมกอดของพี่ไพรส์…

 

 

 

 

Surprise Part

 

ผมชื่อนายภวินท์ เลิศรัตนาราม เรียนอยู่วิศวะปี2 เป็นทั้งเดือนคณะและเดือนมหาลัยปีล่าสุด แน่นอนว่า หน้าตาผมค่อนข้างหล่อ สาวก็เยอะมีมาให้เลือกไม่เคยขาด ที่สำคัญคือผมไม่เคยสานต่อความผูกพันนั้นให้เป็นห้วงคล้องคอตัวเอง มันอาจจะฟังดูเหี้ยแต่มันก็คือชี วิตหนึ่งที่ต้องการความสนุกก็เท่านั้น

แต่เมื่อไม่นานมานี้ทุกอย่างในการใช้ชีวิตของผมก็เริ่มเปลี่ยนไปจากทุกวัน

 

ผมกำลังนั่งดูผู้ชายคนหนึ่งนอนหลับข้างๆ เตียง ลมหายใจที่สม่ำเสมอเป็นการบอกว่า คนบนเตียงได้หลับอย่างสนิทไปแล้ว แม้บนใบหน้าจะเลอะไปด้วยคราบน้ำตาก็ตาม

 

ใบหน้าที่ไม่ได้เรียวเล็กจนเกินไป... แต่กลับมีแก้มเด่นขึ้นมาคล้ายลูกซาลาเปา

ดวงตากลมโต... ที่ดูผ่านๆ แล้วโคตรซื่อ… กำลังปิดสนิท

ปากที่ได้รูป... แต่ก็แม่งกวนตีนเหี้ยๆ กวนตีนสัสๆ

 

รวมๆ แล้ว ฟังก์ชันไม่ได้หล่อหรอก ผมว่ามันน่ารักมากกว่า คือผมไม่ได้เป็นคนไม่ยอมรับความจริงไง ถ้ามีคนมาถามว่า ฟังก์ชันน่ารักไหม ใช่ ฟังก์ชันน่ารัก 

น่ารักจนเกือบจะทำผมเป็นบ้าอยู่แล้ว

 

 

วันที่เจอกันครั้งแรก ผมต้องยอมรับเลยว่า โมโหมันมาก คิดอยู่ในใจไอ้เด็กเหี้ยนี่มันเป็นใคร เฮียโซ่ปล่อยเช่าคอนโดผมจริงเหรอ แถมเจอครั้งแรกคิดว่า ฟังก์ชันน่ารักมากเหรอ คำตอบก็คือ ไม่อยู่แล้ว ได้แต่เรียกไอ้เด็กเวร กว่าจะเคลียร์ปัญหาลงตัวก็เกือบจะค่อนคืน

สะดุดตาตอนเห็นมันแก้มแดง หูแดงเมื่อเดินชนกัน 

ถ้าเดาไม่ผิดฟังก์ชันคงเป็นประเภทพวกขี้อายซึ่งน่าตรงข้ามกับเจ้ฟิสิกส์ อาจเพราะเป็นจุดอ่อนของฟังก์ชันเองที่ทำให้ผมอยากแกล้ง เรื่องกลางโรงอาหารวันนั้นที่ผมแกล้งฟังก์ชันไป ยิ่งทำให้แยกไม่ออกเลยว่า โกรธหรือเขินกันแน่ ผมคิดแล้วก็ได้แต่ขำ รู้ใช่ไหมว่า น้องมันโคตรน่าแกล้ง

 

กับเรื่องของพี่พริ้ม ผมคิดว่า ผมคงชะล่าใจเกินไป เธอเป็นผู้หญิงสวย รวยและเก่ง แต่ไม่คิดว่าเธอจะหลงผมขนาดลงมือทำร้ายคนที่เข้ามายุ่งกับผมขนาดนี้ กับคนอื่นๆ ก็ดูไม่ค่อยจะอะไร แต่กับฟังก์ชัน พี่พริ้มคงรู้สึกเสียหน้าไม่น้อย เพราะฟังก์ชันเป็นผู้ชายแถมมีข่าวกับผมแทบทุกวัน ซึ่งผมไม่รู้ว่าน้องจะรู้ไหม แต่คิดว่าคงไม่รู้ เพราะถ้ารู้ ฟังก์ชันอาจระวังตัวเมื่ออยู่กับผมมากกว่านี้

ผมไม่เคยปิดกั้นเรื่องเพศ แต่ก็ไม่เคยลองคบเช่นกัน เพื่อนในกลุ่มผม มีแค่ไอ้ปาล์มที่ดูน่ารักสายหวานแนวบิงโกหรือน้องบิงที่กลุ่มฟังก์ชันมันโอ๋ๆ กันนั่นแหละ ส่วนผู้ชายคนอื่นผมก็ไม่เคยได้มอง ไม่ใช่ว่าไม่ได้มอง แต่ผมไม่เคยสนใจเลยมากกว่า เพราะมันไม่มีเหตุผลที่ต้องสนใจไง

แต่กับไอ้คนที่นอนอยู่ตรงหน้าตอนนี้... กลายเป็นกรณียกเว้น

 

 

มึงบอกว่า น้องหน้าแดงตอนเห็นมึงถอดเสื้อ?”

เออ แดงทั้งหน้าทั้งหู

น้องเขินมึงงี้เหรอ?”

ไม่รู้

ไม่รู้เหี้ยไร มึงผ่านผู้หญิงมาเป็นสิบ กูไม่เชื่อว่ามึงไม่รู้

“…”

หรือว่าน้องเป็นเกย์

ไม่มีทาง กูยังเห็นม่อสาวอยู่เลย

พอเจอมึง อาจกำลังสับสนในตัวเอง

สับสนพ่อง

มึงหล่อขนาดนั้น ใครเจอแล้วไม่ชอบกูให้ถีบหน้า

น้องไม่ได้ชอบกู

มั่นหน้าจังวะ

“…”

กูได้ข่าวหยอดน้องกลางโรงอาหารวันนี้

แกล้งเล่นเฉยๆ

เหรอๆ

เออ

แล้ววันนี้จะไปงานวันเกิดน้องเหรอ

ซิงขอให้ไป

ถ้าซิงไม่ขอ

กูจะไปทำเหี้ยไรล่ะ

งั้นกูขอมึงทดสอบอะไรหน่อยได้ป่ะ

อะไร

มึงลองขอน้องจูบสิ

ไอ้เหี้ยยยยยย

ถ้าน้องเป็น ผู้ชายน้องจะต่อยมึง

“…”

แต่ถ้าน้องชอบมึง

“…”

น้องน่าจะจูบมึง แบบนี้ป่ะวะ

ไม่มีทางละสัส ตรรกะเหี้ยไร

ก็ลองดู ไม่เสียหาย เห็นมึงมั่นหน้าว่าน้องไม่ชอบ หรือจะให้กูไปลองเองดี

นั่นน้องแฟนเฮียกู

แต่ไม่ใช่แฟนเฮีย

เดี๋ยวกูจัดการเอง

ดีลลลลลล

 

เริ่มจากความจัญไรของไอ้มาร์คเพื่อนผม ขนาดวันนั้นไม่ได้เจอมัน มันก็ยังโทรมาคุยจ้อได้เหมือนกับอยู่ในเหตุการณ์ แล้วที่แย่คือผมก็บ้าจี้ไปทำตามที่มันบอกอีก

คืนนั้นถ้าน้องไม่ห้ามผมไหว ผมอาจเผลอทำในสิ่งที่ไม่เคยทำก็ได้

 

อีกวันมาผมก็หนีกลับบ้านเพราะคิดว่า น้องคงไม่กล้าสู้หน้ากัน คุยกับไอ้มาร์คแม่งบอกว่า เต๊าะได้เต๊าะไป ถ้าน้องเป็นเกย์จะได้เอาไปฟ้องเจ้ฟิสิกส์ แล้วรับความดีความชอบมา ไม่เหี้ยก็คงคิดไม่ได้จริงๆ

 

 

ผมไล้มือตามตามโครงหน้าของคนที่นอนอยู่ ในชีวิตน้องมันมีอะไรที่สำคัญมากกว่าการนอนและกินไหม ตอบชัดเลยว่า ไม่ ตอนที่คุยกันเมื่อกี้ ตอนแรกผมไม่ได้คิดว่า น้องมันจะร้องไห้ด้วยซ้ำ แต่พอเห็นน้องมันร้อง ร้องแบบไม่มีเสียงเท่านั้นแหละ ใจผมร่วงลงพื้นแทบจะทันที ได้แต่บอกตัวเองในใจว่า

ฉิบหายแล้ว ไม่น่าทำเลย พลางเอื้อมมือไปคว้าตัวน้องที่สั่นไหวๆ มากอดไว้ให้แน่น 

 

ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่า ทำไมผมต้องมารู้สึกผิดด้วย? แต่ตอนนั้นสมองคิดแค่ว่าทำยังไงก็ได้ให้น้องมันหยุดร้องไห้ก็พอ คนโดนกอดก็ยิ่งร้องไห้ แต่กลับไม่พูดอะไรเหมือนเดิม ร้องไห้หนักอยู่เหมือนกันในมุมมองของผม น้องร้องแล้วก็หลับคาอกกันไปเลย ลำบากผมต้องอุ้มเข้ามานอนในห้อง จะบอกว่าตัวเบาก็ไม่ใช่ ตัวหนักเอาเรื่องเหมือนกัน แต่รูปร่างไม่ได้ดูหน้าเกลียดอย่างที่เพื่อนมันชอบแซวหรอก 

ถ้าตามมาตรฐานชายไทย ก็ถือว่าน้องสมส่วน

 

            เฮ้อ...

ผมถอนหายใจทิ้งพลางย้ายตัวเองขึ้นไปนอนข้างๆ น้อง ก่อนจะดึงน้องเข้ามากอดเหมือนทุกครั้ง

 

บางทีความเคยชิน... ก็น่ากลัวเกินไป

 

 

 

 

 

 

 

 

***********************************************

 

TBC.

 

แล้วๆๆๆๆ เบื้องหลังพี่ไพรส์คือนายมาร์คเหรอเนี่ยๆๆๆ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

13 ความคิดเห็น