Pantasy Quest ภัยจากแดนไกล

ตอนที่ 9 : บทที่ 9 การเดินทางกลับบ้าน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 0
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    1 ก.ย. 62

ดาวสเป-ซอส ณ ถนนโอสู่ป่าอัลเลไลย์

 

ตกดึกคืนนั้นเรกับเรมเก็บกระเป้าเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับบ้านในวันพรุ่งนี้พร้อมกับหลิ่งและน็อก นั้นเท่ากับว่าที่เขตคา-เควสสี่จะไม่มีผู้รับภารกิจไปพักหนึ่ง โดยเมอเชนรสจะติดประกาศให้ทุกคนในเขตทราบว่า เด็ก ๆ จะกลับไปพักผ่อน ให้ฝากงานไว้ได้กรณีไม่ใช่งานที่เร่งด่วน ซึ่งทุกคนในเขตต่างเข้าใจดี เพราะยังไงทุกคนก็ต้องการพักผ่อน แต่สิ่งที่ทั้งสี่รู้แน่ ๆ ก็คือหลังจากกลับมาที่นี้งานจะต้องเยอะมากแน่ ๆ แต่ไม่เป็นไร ปกติพวกเขาก็ไม่เลือกงานอยู่แล้ว เวลาอยู่ที่นี้พวกเขาก็ทำงานทุกงานที่ได้รับแบบไม่มีหยุดอยู่แล้ว โดยพวกเขาจะเคลียร์งานที่ง่าย ๆ ทำแปบเดียวก่อนส่วนงานใหญ่ ๆ จะเก็บเอาไว้ทำวันอื่น

 เมื่อถึงเช้าวันต่อพวกเขาทานมือเช้ากันก่อนบอกลาเมอเชนรสแล้วแยกย้ายกันกลับบานของตัวเอง น็อกเดินทางไปที่ภูเขาไทเพนด้วยหมูป่ายักษ์โอฟูน ส่วนหลิ่งนั่งนกยักษ์คุรไชย์กลับบ้าน ส่วนเรกับเรมและอัลฟิเดินไปที่ สถานนีพาหนะป่าที่เป็นแหล่งรวมสัตว์เดินทางไปที่หมู่บ้านในป่า ภายในเป็นห้องสี่เหลี่ยมสีไม้น้ำตาอ่อนมีเก้าอี้นั่งพักเรียงกันสี่แถว และโต๊ะรับค่าโดนสารต้องมุมห้อง เรเดินเข้าไปในสถานีแล้วจ่ายค่าโดยด้วยกล้วยสี่หวีกับปลาสองตัวเป็นค่าโดยสารตั๋วสามใบ หนักงานชายตั๋วมองด้วยความงงเล็กน้อยว่าทำไมคราวนี้เรซื้อสามใบ เรชี้ให้ดูอัลฟิ คนขายพนักหน้าแล้วส่งตั๋วให้เรทั้งสามใบก่อนชะแชวว่าจะให้อัลฟิไปอยู่กับหลิ่งชะอีกหรือน้องชายเกิดปิ้งตัวเธอเขา เรแซวกลับว่าคงงั้นมั่ง แล้วก็หัวเราะกันเองโดยที่เรมกับอัลฟิสงสัยว่าทั้งสองหัวเราะอะไรกัน

พวกเขานั่งรอยี่สิบนาทีก็ได้รับการประกาศแจ้งเตือนว่าพาหนะที่จะพาไปสู่เขตป่าอัลเลไลย์พร้อมแล้ว ทั้งสามรุกขึ้นแล้วเดินออกข้างนอก ที่ตอนนี้มีหนอนยักษ์รันรินิเรอตัวสีขาวเผือก ดวงตาตาโตขนาดใหญ่หนึ่งคู่ มันผูกติดกับห้องโดยสารขนาดใหญ่ทรงสี่เหลี่ยมสูงทรงพีระมิดบนตัวหนอนที่ติดลำโพงไว้บนตึก มีบันไดสำหรับปีนขึ้นไปข้างบนห้องทั้งหมดห้าห้องตามความยาวของตัวหนอน ทั้งสามเดินต่อคิวขึ้นไปรอข้างในเพื่อรอคนอื่นขึ้น ภายในมีเก้าสองแถวตามริมด้านซ้ายและด้านขวาของห้องติดหน้าต่าง มีตัวเลขและตัวอักษรติดไว้ตามเก้าอี้ที่แสดงจุดนั่งตามตั๋ว ข้างบนติดหลอดไฟไว้จำนวนสามดวง  และยังมีไมค์ติดมีสายติดกับลำโพงข้างบนหลังคา ระหว่างรอเจ้าหนอนก็จะหันมาถามเป็นระยะทุก ๆ สิบนาทีว่า “โคะ..ยาง...”

กรณีที่คนยังไม่ครบพวกเขาก็จะหยิบไมค์ในนั้นมาบอกยังตามห้องต่าง ๆ กรณีครบแล้วห้องนั้นจะถูกปิดประตูทันที จดถึงรอบที่สิบที่ถามถ้ายังไม่ครบอีกเจ้าหนอนเผือกก็จะออกเดินทางทันทีโดยไม่รอแล้วเพราะนานมากแล้ว คนที่สายก็ต้องรอรอบต่อไปแทน

ทั้งสามรอจนถึงการถามรอบที่ห้าก็มีคนขึ้นมาครบแล้ว ประตูทุกห้องถูกปิดลงทันทีแล้วเจ้าหนอนก็เริ่มออกเดิน ห้องนั่งของพวกเขามีอาการกระตุกสะเทือนเล็กน้อย อัลฟิตกใจว่าเกิดดอะไรขึ้น

“เธอยังไม่ชินนี้น่า” เรมกล่าว “นั่งเจ้านี้ก็เหมือนนั่งบนเรือที่วิ่งบนทะเลทรายนี้และ”

“ไม่ต้องห่วง พวกเรานั่งแบบนี้แค่สักพักและป่าอัลเลไลย์อยู่ไม่ไกลมารอ” เรกล่าว

“งั้นเหรอค่ะ”

“ไม่ไกลอะไรละ ชั่วโมงหนึ่งเลยนะกว่าจะถึงป่านะ หมู่บ้านพวกเรานี้และอยู่ไกลที่สุดในทีมแล้ว” เรมกล่าว

“เอาน่า เดี่ยวอีกหน่อยก็ชินแล้ว”

“พูดง่ายจังนะพี่ ก็พวกเราไปกลับแบบนี้มาสิบกว่าปีแล้วนะ”

“เอาน่าอัลฟิเป็นคณะเร่ร่อน เดี่ยวก็ทำได้เองและ” เรกล่าวแล้วหันไปมองหน้าต่าง ด้านนอกเป็นทะเลทรายอันกว้างใหญ่จนแทบไม่มีที่สิ้นสุด เรได้แต่นึกว่าชีวิตของเขาจะเป็นแบบนี้ตลอดไปไหมนะ เมื่อก่อนเขาเคยคิดว่าเมื่อโตขึ้นอาจจะเปลี่ยนไปทำงานเป็นกองกำลังรักษาตัวเองแบบพ่อ แต่ตอนนี้การเป็นอยู่แบบนี้มันก็ไม่เลวร้ายชะที่เดียวเพราะตอนนี้สิ่งที่พวกเขาทำก็เริ่มมีความมั่นคงขึ้น เรเองก็ไม่เคยคิดว่าจะมีชาวกรุงจากดาวที่รุ่งเรืองจะมามอบความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีให้ เขาอยากเปลี่ยนแปลงดาวนี้ให้ดีขึ้น แต่เขาไม่มีกำลัง ทุนทรัพย์หรืออำนาจมากพอที่จะทำแบบนั้นได้ ที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ทุกคนจะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ตัวคนเดียว เรรู้ตัวดีว่าเขาไม่ใช่คนที่จะทำสิ่งยิ่งใหญ่ได้ด้วยตัวคนเดียว แต่เขาเองก็อยากจะเปลี่ยนดาวของตัวเขาเองให้ดีขึ้น โดยที่ชาวดาวสเป-ซอสไม่ต้องให้คนบ้างกลุ่มต้องมาคอยลำบากเสี่ยงตายเพื่อมีอาหารและยาไว้กินไว้ใช้ทุกวันแบบนี้ ไม่นานเรก็หลับพักผ่อนเอาแรงที่ต้องคอยนอนดึกตื่นเช้าตลอดมาเป็นเดือน

 

******************************************************************************

ดาวสเป-ซอส ณ ภูเขาไทเพน

 

น็อตใช้เวลายืนมองไปรอบ ๆ ตัวมากกว่านั่งตามเก้าอี้ที่จัดให้ไว้ คงเป็นเพราะเวลาใช้ตัวไทพาเป็นพาหนะเขามักจะยืนเตรียมตัวรับมือสิ่งรอบตัวตลอดเวลา ทำให้การมานั่งสบายใจคงเป็นเรื่องยาก แต่วิวแถมนี้ถึงเป็นทะเลทรายแต่ก็มีโขดหินภูเขาที่มีรูปร่างแปลก ๆ เยอะให้มองเพลิน ๆ มันทำให้เขานึกถึงที่บ้านได้ แต่ละคนย่อมมีสิ่งให้นึกถึงบ้าน ขอองเรกับเรมคือต้นไม้แม่น้ำต่าง ๆ มีหลิ่งที่ได้มองมันตลอด เธอมองท้องฟ้าตลอดเวลาเพื่อให้นึกถึงที่บ้าน อย่างว่าและเพราะหมู่บ้านของหลิ่งเป็นหมู่บ้านลอยฟ้าเธอจึงมักจะเงยหน้ามองท้องฟ้ายามว่างบ่อย ๆ (แม้ช่วงนี้จะมีภารกิจเข้ามาเยอะ ๆ ก็ตาม)

เมื่อเดินทางได้ระยะหนึ่งก็มาถึงภูเขาไทเพน ซึ่งถือว่าบ้านของเขาอยู่ใกล้กับเขตคา-เควสสี่มากที่สุดทำให้ใช้เวลาในการเดินทางไม่นาน เขาก็มาถึงภูเขาสีแดงไทเพนบ้านเกิดของเขา น็อกลงเดินไปที่ภูเขา มองภูเขาบ้านเกิดของเขาที่จากมากนานแม้จะมีเดินทางผ่านมาบ้าง น็อกยืนมองดูพักใหญ่และสูดอาการบ้านของเขาที่ไม่ได้สัมผัสมานานทั้งกลิ่นดิน กลิ่นแร่ เวทย์มนต์และกลิ่นลมความร้อนที่เขาสัมผัสได้ จากนั้นน็อกหยิบกระเป้าและกล่องใส่ของแล้วก็เดินเข้าไปที่ปากทางเข้าภูเขาเป็นเป็นทางชันสูงนิดหน่อย เขาเดินเจอลิงภูเขามานาตา ลิงอ้วนจ้ำม้ำสีแดงตัวใหญ่มีเขาใหญ่หนึ่งคู่บนหัว จำนวนแปดหัวกำลังขุดหินเพื่อหาแหล่งอาหาร พวกนี้กินพืชและดินเป็นอาหารลิงมานาตาจะกินดินอ่อน ๆ เป็นอาหาร พวกมันจะช่วยกันขุดหาแหล่งอาหารเพื่อแบ่งปันฝูงของมัน มีลิงตัวหนึ่งวิ่งมาเกาะหัวเขา น็อตลูบหัวเจ้าลิง เขาจำได้ว่านี้คือเจ้าต็องนอยลิงที่เคยอยู่ในการดูแลของเขาเพราะครอบครัวของน็อตทำน่าที่ดูแลรักษาสัตว์ มีน่าที่คอยเลี้ยงดูแลทั้งพวกใกล้ศูนย์พันธุ์และตัวเร่ร่อย เจ้าต็องนอยเป็นหนึ่งในตัวที่เขาเคยดูแลตอนเขาฝึกดูแลสัตว์ใหม่ ๆ ต่อมาเขาก็เจอฝูงควายยักษ์ทรนี เป็นควายตัวใหญ่สีเทาหัวแข็งที่มีเขาสี่คู่ สุดท้ายคือแรคภูเขาร็อกเรน แรคที่มีร่างกายแข็งเหมือนหินและสามารถใช้เวทย์มนต์ธาตุดินได้ด้วย

เขาเดินต่อไปสักพักก็ถึงจุดที่เรียกกันว่าลานรวมตัวภูผาที่เหล่าไทเพนทั้งถ้ำและภูเขาจะมารวมกันที่นี้เสมอเมื่อไม่มีงานหรืองานเสร็จแล้ว เขาเดินเข้าไปชูมือและเรียกพวกเขา ทุกคนหันมามองแล้วร้องเรียกน็อก ตรงกลางของลานมีเสาโทเทมขนาดใหญ่สลักเป็นตัวกระทิงที่ใส่หมวกเกราะเหล็กเหมือนนักรบนี้เบรามุสอารุคาริมประจำหมู่บ้านของเหล่าผู้ที่เกิดมากับดิน

“อ้าวน็อกกลับมาแล้วนี้” ชายคนหนึ่งที่เป็นไทเพนถ้ำเดินเข้ามาหาเขากับชาวไทเพนคนอื่น ๆ

“ดีครับลุงมู” น็อกกล่าว “ไงเด็ก ๆ ”

“พี่น็อก!!!” กลุ่มเด็ก ๆ เดินเข้ามาหาเขา พวกเขาเป็นทั้งไทเพนภูเขาและไทเพนถ้ำ “ดีจัง ๆ พี่จะกลับมาอยู่นานไม่ครับ/ค่ะ”

“แน่นอน” น็อกตอบ “กลับมาพักเดือนหนึ่งเลยละ”

“ดีจังเลยครับ/ค่ะ”

“เอานี้เอามาฝาก” น็อกเอาขนมมาแจกเด็ก ๆ

“ขอบคุณครับ/ค่ะ”

“เอาละขอไปเก็บของก่อนนะ”

น็อกเดินแวะทักทายทุกคนที่เขาเดินผ่าน ทุกคนที่เห็นเขาต่างเดินมาทักทายน็อก “หายไปนานเลยนะแก”

“ฮ่า ฮ่า เจอมรสุมงานนะคุณมาติน” น็อกกล่าว

แล้วเขาก็มาถึงบ้านของเขา เป็นบ้านหินที่มีทรงเป็นถ้ำสูงแหลมที่กว้าง ด้านนอกเป็นคอกดูแลสัตว์และยังมีลานกว้างหลังบ้านที่ติดกับเขาสูงที่เอาไว้ปล่อยสัตว์มาเดินเล่น ตรงคอกสัตว์มีชายร่างกายใหญ่ยักษ์ ผิวดำไว้หนวดยาวหนา ผมสั้นเกรียนสีดำ สวมกางเกงขายาวสีขาวเปลือยด้านบนอยู่กับหญิงสาวร่างกายกำย่ำผิวสีกาแฟผมสีแดงยาว สวมเสื้อสีน้ำตาลกับกระโปร่งสีขาวนี้คือพ่อกับแม่ของน็อกคือฮานนีบากับพอย ร็อกฮาท

“แม่ครับ พ่อครับ” น็อกเรียกพ่อกับแม่แล้วเดินเข้ามาหาพวกเขา

ฮานนีบากับพอยหันมาแล้วอุทานออกมา “ตายจริงน็อก ลูกกลับมาแล้วเหรอ” พอยเดินเข้ามากอดลูกชาย “ไหนให้แม่ดูสิ ยังแข็งแรงดีเหมือนเดิมใช่ไหม”

“แน่นอนครับแม่” น็อกตอบแม่แล้วหันมากอดพ่อของเขาบ้าง

“ไงลูกพ่อ” ฮานนีบากอดลูกชายของเขาแล้วตบบาที่หนึ่ง “รู้ไหมว่าพวกพ่อเป็นห่วงลูกมากแค่ไหน”

“ผมรู้ครับ”

“ตายแล้วน็อกนี้น่า” หญิงชราคนเดินออกมาจากบ้าน เธอมีร่างกายกำย่ำผิวสีกาแฟ ผมสั้นสีแดงเรียบครอบกระลา

“ดีครับป้ามาเอนร่า” น็อกเข้ามากอดป้าของเขา

“โอ้.......น็อกเอยหลานทำย่าแปลกใจรู้ไหม” มาเอนร่ากล่าว “และคิดถึงหลานมากด้วยนะ”

“ผมก็เช่นกันครับป้า” น็อกกล่าว

“ใครมาเรอะที่รัก อ้าวน็อกนี้หว่า” ชายชราร่างยักษ์ผิวดำหัวหลานไว้หนวดสวมแว่นตาเดินออกมาจากบ้าน

“ดีครับลุงสตีม”

“มาให้ลุงกอดหน่อยสิ” สตีมเข้ามากอดหลายชายจนเกิดเสียงดังกร็อบแกรม น็อกกอดแรงกลับปู่เขาจนเกิดเสียงดังเหมือนกัน ทั้งสองหัวเราะออกมาด้วยความชอบใจ “ยังแข็งแรงเหมือนเดิมนะไอ้หลานชาย”

“ฮ่า ฮ่า ผมฟัดมาเยอะครับลุง”

“นี้พ่อค่ะอย่าทำแบบนี้ได้ไหมค่ะ” พอยกล่าวขัดทั้งสอง

“ใช้แล้วสตีม ไปหลานป้าเข้ามาเก็บของก่อนสิจ๊ะ”

“ครับป้า” น็อกกล่าวแล้วเดินไปที่คอกสัตว์ มีควายยักษ์ทรนีสามตัวกับแรคภูเขาร็อกเรนสองตัวในคอก เมื่อพวกมันเห็นน็อกก็เดินเขามาหัวและเลียมือของเขา

“หวัดดีพวก” น็อกกล่าวกับพวกสัตว์ “คิกถึงกันไหม”

“แม้ไม่ได้เห็นแบบนี้มานานแล้วนะ” มาเอนร่ากล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

“นั้นสินะ” สตีมกล่าวแล้วหันไปมองของที่น็อกเอามาด้วย “โหของเยอะนะเรา”

“ของจำเป็นทั้งนั้นครับคุณปู่” น็อกหยิบกล่องใส่ของเข้ามาให้บ้านแล้วเปิดออก

“ว้าวของดีทั้งนั้นเลย” มาเอนร่ามองบันดาผักผลไม้ที่น็อกเอามากับเนื้อสัตว์จำนวนหนึ่ง

“มือเที่ยงนี้มีแต่ของโปรดของทุกคคนแน่ครับ”

“ขอบใจนะจ๊ะน็อก”

 

******************************************************************************

ดาวสเป-ซอส ณ เมืองลอยฟ้าฮาบีริง

 

หลิ่งนั่งมองท้องฟ้าพร้อมกับฟังเพลงไปด้วยตลอดเวลาในขณะที่กำลังเดินทาง บ้างวันเธอจะออกมานอนข้างแล้วมองท้องฟ้าในเวลายาวนานพร้อมกับเจ้าเครื่องงกล่องสี่เหลี่ยมสีเหลืองขนาดเล็กของเธอ จะเรียกว่าเธอคือผู้ที่โชคดีคนเดียวรึเปล่านะที่มีโอกาสมองสิ่งที่ทำให้นึกถึงบ้านได้ตลอดเวลา เพราะบ้านของเธอนั้นเป็นเมืองลอยฟ้า เธอเองก็มีพี่น้องถึงเจ็ดคนรวมตัวหลิ่งในบ้านก็เท่ากับว่าครอบครัวของเธอมีสมาชิกทั้งหมดสิบสองชีวิตเป็นสัตว์เลี้ยงสองตัว ตอนเด็ก ๆ เธอชอบแอบออกไปเล่นในสถานที่ต้องห้ามกับพี่ชายคนโตชอบเธอบ่อยมากโดยมีคุณปู่เป็นคนคอยพาไป ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ไว้ประลองความกล้าต่าง ๆ ที่พ่อกับแม่ชอบห้ามไม่ให้เธอไปเพราะมันอันตรายและอาจตายได้ ความจริงหลิ่งกับพี่ชายชอบเรื่องท้าเสี่ยงอันตรายมานานแล้วแน่นอนเมื่อตอนที่เธอกับพี่ชายตั้งใจจะไปทำงานที่เขตคา-เควสทั้งสองถูกปฏิเสธทันทีเพราะไม่อยากให้ทั้งสองเสี่ยงตาย แต่สุดท้ายด้วยความลำบากในช่วงนั้นและการมีชีวิตที่แย่กว่าตอนนี้ท่านสองจึงได้รับอนุญาตให้ไปได้ ในช่วงนั้นแม้จะลำบากแค่ไหนแต่พวกเขาก็ผ่านมาได้ด้วยดี ก่อนที่พี่ชายของเธอจะเสียสละอาสาไปทำงานที่โรงงานงานแห่งความเท่าเทียมมุสตาไฮย์ เดอะ เชเวีย ก่อนที่เขาจะไม่กลับมาอีกเลยหลิ่งเคยคิดจะบุกไปหลายครั้งเพื่อหาพี่ชายของเธอ แต่ด้วยจำนวนคนที่น้อยกว่านั้นคือว่ายากมาก ๆ

หลิ่งหยิบกล่องเพลงอันหนึ่งออกมาจากประเป้าของเธอมามองด้านหลังที่มีตัวอักษรเขียนไว้ว่า คาลิสและหลิ่ง แด่ชีวิตวันพรุ่งนี้ นี้คือเครื่องฟังเพลงของพี่ชายของเธอ ที่เครื่องฟังเพลงของหลิ่งก็มีแบบนี้เช่นกัน เธอจำไม่ได้ว่าเริ่มหันมาสนใจดูหนังฟังเพลงจริงจังตอนไหนกันนะ หลิ่งจำได้แค่ตอนที่เชนพี่ชายของเธอชอบมาอยู่กันสองคนที่บนหลังคาตึกแล้วนั่งฟังเพลงด้วยกันด้วยเครื่องนี้ตัวเดียว ก่อนที่เขาจะทำอีกเครื่องให้เป็นของขวัญวันเกิดแก่หลิ่ง เชนเคยสัญญาณไว้ด้วยว่าจะทำให้เครื่องของพวกเขาสามารถดูหนังได้ด้วยก่อนที่เขาจะจากไปโดยที่หลิ่งเองก็ยังไม่ทราบชะตากรรมของพี่ชายของเธอ

มีนกสีเหลืองบินผ่านเธอไป หลิ่งรีบลุกขึ้นเตรียมตัว เธอจำได้ทันทีทว่านั้นคือนกโฮออน นกจิ้วที่ชอบบินเล่นรอบ ๆ เมืองลอยฟ้าของเธอ หลิ่งหันไปมองข้างหน้าก็เห็นเมืองของเธอ เมืองที่ลอยฟ้าอยู่บนภูเขาที่มีนกสีเหลืองบินอยู่เติมไปหมด ติดกับเมืองลอยฟ้าอื่น ๆ เมืองลอยฟ้าฮาบีริงนั้นตั้งบ้านและอาคารต่าง ๆ เป็นโซน ๆ ของแต่ละชนิดอาคารบ้านเรือน ทั้งตลาด บ้านคน ที่ทำงาน โซนสำหรับเดินเล่น สวน เมืองลอยฟ้าถือว่าเป็นเมืองที่ดูเจริญที่สุดแล้วในดาวสเป-ซอส แต่ก็ไม่ได้เจริญรุ่งเรืองล่ำสมัยแบบพวกกรุงเลยสักนิด แต่ใครจะสนละขอแค่ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขก็พอแล้ว

เมื่อพาหนะมาจอดที่โซนจอดบนเมืองลอยฟ้าที่เป็นลานกลมกว้าง ๆ หลิ่งใช้เวทย์มนต์คาถาลอยยกกล่องที่เธอติดมาด้วยสองกล่องก่อนเดินลงไปยืนที่โซนจอด แล้วหันไปมองทางที่นำไปโซนต่าง ๆ  ตรงแรกเป็นโซนตลาดที่มีทั้งของใช้ของกินขาย เมื่อก่อนยังเป็นแค่ตลาดเล็ก ๆ อยู่ ตอนนี้เริ่มมีอาคารตึกต่าง ๆ บ้างแล้วในโซนตลาด หลิ่งเดินใช้คาถาลอยกล่องทั้งสองใบแล้วเดินไปที่โซนตลาดเพื่อทักทายคนอื่น ๆ แต่ละคนพากันทักทายหลิ่ง นกลายตัวก็ลอยมาทักทายเธอ

“โหหลิ่ง ไงสบายดีไหม”

“ดีค่ะโรม” หลิ่งกล่าวทักทาย

“รับอะไรไหมจ๊ะหลิ่ง”

หลิ่งหยิบไส้กรอกสองชิ้นคุณป่าขายลูกชิ้น “เอาไม้หนึ่งป้าเว”

จากนะหลิ่งก็ออกเดินต่อ หลิ่งเดินข้ามสะพานลอยไปที่โซนบ้านที่มีสี่โซนถอดสะพานติดกันยาวเป็นตัวแอล หลิ่งเดินฮัมเพลงพร้อมกับมองไปด้านนอกที่มีนกหลายชนิดบินเล่นกันแถวนั้น ทั้งนกสีรุ่งที่เปลี่ยนสีได้ตามอารมณ์ นกโคโคนนกตัวใหญ่คอยาวหัวเหมือนไก่ที่เป็นพาหนะสำหรับเดินทาง และที่เป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของเธอนกไนไฟรกัล นกไนติงเกลสีเหลืองที่มีเวทย์มนต์ธาตุแสง ทุกคนที่หมู่บ้านของหลิ่งที่มีโฮเกนฮอนเป็นอารุคาริมมักจะมีเหล่าวิญญาณนกสิงสถิต ทุกคนจะได้รับการปลุกพลังนกในตัวตั้งแต่วัยห้าขวบก่อนการฝึกสอนเพื่อไปทำงาน

หลิ่งเดินพาสองโซนผ่านอีกโซนก็จะถึงโซนที่บ้านของเธอตั้งอยู่พอดี ตอนนั้นเองก็มีเสียงทักทายเธอ

“พี่ครับ!!!

หลิ่งหันไปทางต้นเสียงแล้วโบกมือทักทาย “ไงอัง”

อังเป็นชายผิวเหลืองอ่อน ตาสีเหลืองแบบหลิ่ง ผมสั้นสีขาวตัวเล็ก ร่างการผอม เขาเป็นน้องชายของหลิ่งเอง ทั้งสองกอดกันสักพัก “บังเอิญจังนะครับ กุสาจะกลับก่อนพี่ถึงบ้านชะหน่อย”

หลิ่งปล่อยน้องชายแล้วลูบหัวหนึ่งที่ “แกยังช้าไปอัง”

“โหของพี่เยอะเลยนะ ผมช่วยนะ” อังมองกล่องสองกล่องที่หลิ่งเอามาแล้วช่วยยก

“เอาน่าให้พี่ใช้คาถาลอยงานกว่าอีก” หลิ่งกล่าว

“แต่พี่กุสาเอาของมาฝากนี้น่า จะให้พี่ยกคนเดียวก็ดูเป็นการเอาเปลี่ยนนะครับ”

“จ้า...จ้า....ขอบคุณมาก”

ทั้งสองช่วยกันยกกล่องที่หลิ่งเอามาแล้วเดินข้ามสะพานมาถึงโซนที่มีบ้านทำมาจากหินสีน้ำตาลจำนวนสี่หลังรูปทรงเป็นเหมือนภูเขาสูงมีหน้าต่างติดตามจุดต่าง ๆ และมีประตูอยู๋ชั้นล่าง ต่างกันที่มีการตกแต่งเพิ่มเติมนิดหน่อย บ้านของหลิ่งติดหินสลักหลากสีเป็นตัวนกเอาไว้และมีหินแกะสลักหัวนกบนสูงสุดของบ้าน

ทั้งสองเปิดประตูเข้าบ้านก็มีเด็กหญิงแฝดสองคนวิ่งเข้ามากอดหลิ่ง

“พี่หลิ่ง!!!

“ไงทารา ทาจา” หลิ่งวางของแล้วกอดคู่แฝดน้องสาวแฝดของเธอ ทาจาเป็นน้องคนเล็ก ทั้งสองแทบจะเหมือนกันทุกอย่างคือดวงตาสีเหลือง ผิวสีเข้มกว่าเธอ แต่ทาราไว้ผมสั้นส่วนทาจาไว้ผมยาวหางม้า

 “พี่กลับบ้านแล้วพวกเรารู้สึกปลอดภัยเยอะขึ้นเลย” ทาจากล่าว

“น้อย ๆ หน่อย พี่เองก็ไม่ธรรมดานะ” อังกล่าว

“แต่ถ้าให้เปรียบกันแล้วพี่เชนเองก็พึ่งพาได้ดีกว่านี้เยอะเลยนะ” ทารากล่าว

“จะว่าไป พี่ได้ชาวพี่เชนบ้างไหมค่ะ” ทาจาถาม

“โทษทีนะ” หลิ่งกล่าว “ไม่ได้ข่าวเลย”

“งั้นเหรอค่ะ” ทาจาสีหน้าเศร้าลง

“ร็อก ๆ ”

“จิง ๆ ”

จากนั้นก็มีสัตว์เลี้ยงสองตัวเข้ามาหาหลิ่ง ตัวแรกคือนกสีทองตัวอ้วนแก้มป้อง ตาสีน้ำเงินนี้คือนกฟูโจโมะชื่อโจโคโร ตัวที่สองคือสุนัขตัวเล็กสีขาวที่มีขนยาวจนบังตาของมันเอง นี้คือหมาหิมะสโนดอปที่หลิ่งเคยช่วยมา โฮโน

“ไงทั้งสองตัว เด็กดีกันไหม” หลิ่งลูบหัวทั้งโจโคโรกับโฮโน

“ร็อก ๆ ”

“จิง ๆ ”

“เอาละพาคนอื่นมาดูของดีกว่านะ”

 “หลิ่ง!!!!” คราวนี้เป็นสาวร่างสูงผมยาวสีม่วง ดวงตาสีน้ำตาล สวมเสื้อโคดแขนยาวกับกระโปร่งยาวสีดำ  คือพี่คนโตของหลิ่ง

“ดีค่ะพี่ริเกน” ทั้งสองกอดกันสักพัก

“กลับมาชะที่นะ ใคร ๆ ก็เป็นห่วงเธอนะ”

“ค่ะ...รู้ค่ะ....”

“ลำบากเธอมากเลยนะ” ริเกนกล่าวด้วยความเป็นห่วง

“อยู่ที่เขตหนูก็เป็นห่วงที่นี้นะค่ะ”

“ว้าวดูนี้สิ” ทาราร้องออกมา

“มือเที่ยงนี้อร่อยแน่” อังกล่าว

ทั้งสองหันมามองของในกล่องของหลิ่ง มีของกินมากมายอยู่ในนั้นโดยเฉพาะปลาจำนวนมากที่นาน ๆ พวกเขาจะได้มีโอกาสกินสักครั้งหนึ่ง

“พ่อกับแม่ชอบแน่” ทาจากล่าว

“ว่าแล้วก็มากันพอดีเลย”

มีเสียงชายหญิงสามคนดังมาจากนอกบ้าน ทั้งสามกำลังคุยกันว่าจะมาทันก่อนที่หลิ่งจะกลับถึงบ้านไหม เมื่อประตูเปิดออกก็ปรากฏชายหญิงสองคน คนแรกเป็นชายสูงอายุตัวเล็กผมสีม่วงยาว ดวงตาสีน้ำตาล นี้คือทากะพ่อของหลิ่ง อีกคนคือเหมยแม่ของพวกเขา เป็นยาวตัวสูงผมหางม้าสีขาว ดวงตาสีเหลือง อีกคนคือชายตัวเล็กผมสั้นสีขาว ใบหน้าเหยี่ยวย่น สวมแว่นตาสีดำนี้คือปู่ทากิส

“หลิ่ง!!!” เหมยวิ่งเข้ามากอดลูกสาวด้วยความดีใจ “แม่นึกว่าแม่จะมาถึงก่อนลูกนะเนี้ย”

“ดีค่ะแม่” หลิ่งกล่าว

“ไงลูกพ่อ” ทากะกล่าวแล้วกอดลูกสาวของเขา “สบายดีนะ”

“สบายดีค่ะพ่อ”

“หลานปู่” คราวนี้เป็นปู่ทากิสบ้าง

“คิดถึงปู่มากเลยละค่ะ” หลิ่งกล่าวแล้วกอดทากิส

“โหดูนี้สิ” ทากะหันไปมองบรรดาอาหารที่หลิ่งนำกลับมาด้วย

“เห็นแล้วแม่อยากจะลงมือทำเลยละนะ”

“งั้นทำเลยนะค่ะแม่” ทารากับทาจากล่าว

“จ๊ะ”

“เยอะจังเลยนะหลิ่ง” ทากะกล่าว

“สมกับเป็นหลานของปู่เลย” ทากิสกล่าวชมหลิ่ง

 

******************************************************************************

ดาวสเป-ซอส ณ ป่าอัลเลไลย์

 

“พี่ ๆ ใกล้ถึงแล้ว” เรมปลุกเร

“อืม...” เรลืมตาขึ้นก็เห็นว่าด้านนอกเริ่มเห็นต้นไม้บ้างแล้ว มีบ่อพักสำหรับนักเดินทางอยู่หนึ่งบ่อ จุดที่เด่นชัดที่ทำให้เรจำได้ว่าเขาใกล้ถึงบ้านแล้วนั้นก็คือต้นไทรสีเหลืองจำนวนมากที่โตขึ้นเองตามทาง ต้นไทรสีเหลืองถือเป็นตัวบอกว่ากำลังอยู่ในเขตป่าที่อุดมสมบูรณ์แล้ว

“คนอะไรหลับทั้งที่รถสะเทือนได้” เรมกล่าวส่วนอัลฟิหัวเราะออกมา

“ฉันเก่งไงละ” เรกล่าวแล้วบิดขี้เกลียด “เอาละเตรียมตัวลงได้แล้ว”

“รู้น่า”

“ทั้งสองคนหยอกกันบ่อยจังนะค่ะ” อัลฟิกล่าว

“ฉันนะหยอก แต่พี่เนี้ยเบ่งของจริง”

“เพราะฉันมันเก่งจริง ๆ ไงละ” เรกล่าวตามแบบที่เรมพูดถึง

สักพักรถก็หยุดพร้อมกับประตูแต่ละห้องเปิดออกและมีเปลวไฟลอยอยู่ข้างบนแต่ละห้องที่กลายเป็นหัวเลขจำนวนหกสิบและกำลังนับถอยหลังลงเลื่อย ๆ เรกับเรมและอัลฟิรีบเดินลงจากรถจนตัวเลขกลายเป็นศูนย์ประตูห้องก็ปิดลงแล้วหนอนยักษ์รันรินิเรอก็เดินทางไปที่อื่นต่อ

“ว้าว!!!!!นี้เหรอค่ะป่าอัลเลไลย์” อัลฟิกล่าวออกมาเมื่อเห็นทางเข้าป่า

เป็นเขตกลุ่มที่ที่หนามากผิดกับด้านนอกที่เป็นทะเลทราย ต้นไม้แต่ละต้นนั้นใหญ่โต มีลำต้นที่ตรงแข็งแรง ใบไม้มีหลายสีสลับกันตามแต่ละต้น บ้างต้นก็มีสีเขียวปกติ บ้างต้นก็มีสีเหลือง บ้างต้นก็มีสีน้ำเงิน บ้างต้นก็สีแดง ทำให้ต้นไม้นั้นดูมีสีสันที่หลากหลาย มีภูติปาริปาริที่เป็นมนุษย์ตัวเล็กเท่านิ้วโป่งมีปีกแบบแมลงปอสามคู่ บินรอบ ๆ ป่า และยังมีทาเรสกวางสีเหลืองที่มีเขาที่ใหญ่และเรืองแสงดับเสียงร้องที่ไพเราะที่มีเสียงเหมือนกับเสียงเพลง

เรเดินนำเรมกับอัลฟิเข้าไปในป่าอัลเลไลย์ ทางตรงหน้ารอบล้อมไปด้วยป่า มีลำธารน้ำสายยาว และพวกสัตว์ป่า พวกภูตปาริปาริพากันมาตอนรับพวกเขา มีทั้งทักทายและบินมาเล่นด้วย ตอนแรกพวกภูติแปลกใจกับอัลฟิเพราะไม่เคยเห็นเธอมาก่อน แต่ก็เข้าไปเล่นกับเธอในทันที แล้วถามว่าเธอเป็นใครมาจากไหนด้วย อัลฟิยิ้มแล้วตอบและก็เดินคุยกับพวกภูติที่ผ่านมาทุกตน จนพวกเขาเดินทางสักพักก็เห็นหมู่บ้าน

ตรงหน้าพวกเขามีน้ำตกขนาดใหญ่ มีบ้านต้นไม้ที่เป็นทรงลำต้นเห็นโคนยาวประดับไปด้วยใบไม้และดอกไม้ต่าง ๆ รายล้อมไปด้วยป่า มีสวนไร่ตามที่ต่าง ๆ พวกเด็ก ๆ กำลังเล่นกัน ส่วนคนอื่น ๆ ทำกิจวัตรประจำวันของตัวเอง ทั้งทำงาน สักผ้า ทำความสะอาด ปลูกป่า ที่นี้มีสี่เผ่าพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในนี้ได้แก่เผ่าน้ำ   วอสเฝนแบบเรและเรมที่มีร่างกายผิวสีน้ำเงินกับเขียว เผ่าดินตัวสีเหลืองดีลสลับน้ำตาล เผ่าลมทารานอเป็นเผ่าที่มีร่างกายผิวสีเทาสลับขาวและมีหูแหลมและเผาไฟเฟเกอร์เผ่าตัวผิวส้มสลับแดงที่มีร่างกายที่ร้อนกว่าปกติและมีผมที่เคลื่อนไหวแบบเปลวไฟ นอกจากนี้ยังมีเรียมที่เป็นเผ่าไทเพนถ้ำและมีชาวแมนประจำหมู่บ้านที่เป็นอ็อกยังมีพวกสัตว์อยู่ที่นี้บ้างตัวด้วย ยังมีลำธารน้ำยาวที่มีเส้นทางไปทั่วทุกบ้าน และสิ่งที่เด่นสง่าที่สุดก็คือรูปปั่นโทเทมกบยักษ์ที่มีคลีบปลาที่ขาและยังสวมผ้าคลุมและห้อยสร้อยคอไว้นี้โมตุมอารุคาริมประจำหมู่บ้านผู้ที่เกิดจากน้ำ

เมื่อพวกเขาเห็นเร เรมกัลอัลฟิหนึ่งในนั้นก็ร้องออกมาว่า “เรกับเรมนี้ เรกับเรมกลับมาแล้ว”

จากนั้นชาวป่าอัลเลไลย์ก็พากันออกมาตอนรับพวกเขา เด็ก ๆ และคนอื่น ๆ ต่างหยุดกิจกรรมของตัวเองอยู่แล้วเดินมาตอนรับพวกเขาด้วยความดีใจที่ได้เจอพวกเขาอีกครั้ง ก่อนจะถามถึงอัลฟิด้วยว่าเธอเป็นใคร เรอธิบายให้ฟังว่าอัลฟิเป็นกลุ่มคณะเร่ร่อนที่เธอพึ่งเสียคณะของเธอไปและจะให้เธอมาพักอยู่ที่นี้ก่อน ทุกคนพากันตอนรับอัลฟิต่อทันที มีชายสองคนปรบมือแล้วกล่าวออกมาว่าเรกับเรมกลับมาแล้วแถมยังถ้าคนต่างถิ่นมาด้วย “พอแม่พี่น้องทั้งหลาย เรกับเรมกลับมาแล้วจ้า ยังมีสาวน้อยต่างถิ่นมาด้วยจ้า”

“ดี ๆ พี่เรม วันนี้กลับมาอยู่นานไหมอะ” เด็กคนหนึ่งถามเรม

“แน่อยู่แล้วโอม ขั้นต่ำวันพักคือเดือนหนึ่งนะ” เรมก้มลงตอบเด็กคนนั้น

“กลับมาคราวนี้มีสาวมาฝากด้วยนะเรร้ายไม่เบา” หญิงคนหนึ่งกล่าวกับ

“ขอร้องละครับป้ามามูรู ผมยังไม่คิดเรื่องที่จะมีแฟนเลยสักนิด อีกอย่างเธอเองก็เด็กกว่าผมด้วย” เรกล่าว

“นี้ ๆ แล้วพี่สาวจะอยู่ที่นี้เลยหรือเปล่าค่ะ” เด็กผู้หญิงคนหนึ่งถามอัลฟิ

“คงจะอย่างงั้นละจ๊ะ” อัลฟิตอบ

“เร.....เรม....” จ้อยเดินเข้ามากอดลูกชายทั้งสองของเธอด้วยความดีใจ เรกับเรมกอดรับยิ้มอย่างมีความสุขที่ได้เจอแม่อีกครั้ง “ยินดีตอนรับกลับจ๊ะทั้งสองคน”

“เช่นกันครับแม่” เรมกล่าว

“แม่ไม่ต้องกอดแน่นก็ได้น่า” เรกล่าวก่อนที่จ้อยจะปล่อยพวกเขา

“แม้.....ให้แม่หายคิดถึงหน่อยก็ดีนะ” จ้อบกล่าวแล้วกันไปสบตาอัลฟิ “แล้วสาวน้อยคนนี้ละจ๊ะ”

“เออ....หนู...อัลฟิค่ะ”

“เธอเป็นคณะเร่ร่อนครับแม่” เรตอบ “เราช่วยชีวิตเธอไว้ได้นะครับ แล้วเธอก็เหลือรอดอยู่คนเดียวครับ เราเลยตกลงกันว่าจะให้เธอมาอยู่กับพวกเราก่อนครับ”

“ยินดีเสมอจ๊ะ” จ้อยกล่าวแล้วเข้ามากอดอัลฟิ “ยินดีตอนรับสู่ป่าอัลเลไลย์นะจ๊ะอัลฟิ” แล้วคนรอบข้างก็ปรบมือต้อนรับอัลฟิ

“ขอบคุณค่ะเออ...” อัลฟิกล่าว

“จ้อยจ๊ะ เรียกฉันว่าคุณแม่ก็ได้นะถ้าเธออยากเรียก” จ้อยกล่าวกับอัลฟิ

“ขอบคุณค่ะคุณจ้อย”

“เร เรม เร เรม กลับมาได้สินะ” อ็อคชราคนหนึ่งเดินเข้ามาหาพวกเขา เป็นอ็อคหญิงชราตัวใหญ่หลังค่อมผิวสีน้ำตาลเข้ม ดวงตาสีแดงผมหยิกสีขาว สวมผ้าคลุมสีน้ำเงินเข้มและไม้เท้าหัวกระโหลกม้าที่มีเขาแบบกวาง บาบานา โอยามายาชาแมนหรือหมอผียศสูงประจำประจำป่าอัลเลไลย์ที่ทุกคนเคารพนับถือและยังเป็นผู้นับในการประกอบพิธีกรรมสำคัญต่าง ๆ อีกด้วย

“สวัสดีครับบาบานา” เรกับเรมกล่าวทักทายหมอผีประจำหมู่บ้าน

“กลับมาชะที่นะ ได้มีคนช่วยงานประกอบพิธีบ้างแล้ว” บาบานากล่าวแล้วหันมาที่อัลฟิ “ยินดีตอนรับสาวน้อยสู่ป่าอัลเลไลย์นะ ที่นี้พวกเราทุกคนตอนรับสมาชิกใหม่เสมอนะ”

“ขอบคุณค่ะ” อัลฟิกล่าวขอบคุณ “หวังว่าฉันคงไม่ทำให้ทุกคนลำบากค่ะ”

“ไม่ต้องห่วงจ๊ะอัลฟิ” จ้อยกล่าว “ที่นี้ทุกคนคือพี่น้องกันจ๊ะ มีปัญหาอะไรปรึกษาได้นะจ๊ะ”

จากนั้นพวกเขาก็แยกย้ายเข้าบ้านของตัวเอง เมื่อเข้ามาถุงบ้านปุรุกับมุมุก็วิ่งเข้ามาเลียพวกเขาเป็นการใหญ่ เรมกับอัลฟิอุ้มทั้งสองให้มาเลียที่หน้า แต่ตอนแรกมุมุไม่คุ้นหน้าอัลฟิแต่มันก็เลียต่อในทันทีที่โดยไม่คิดอะไรนานเพราะถือว่าเธอมากับเจ้านายของมัน

“โอเคสาว ๆ เดินเล่นก่อนนะ” เรมกับอัลฟิปล่อยกระต่ายให้วิ่งไปรอบห้อง

“พ่อยังไม่กลับเหรอครับ” เรถามแม่

“ยังเลย” จ้อยกล่าวหงุดหงิดนิดหน่อย “บอกแล้วแท้ ๆ ว่าวันนี้พวกลูกจะกลับบ้านก็ยังสายอีก”

จากนั้นพวกก็เก็บของแล้วช่วยกันทำมือเที่ยงรอเรียมกลับมาที่บ้านแล้วให้อาหารปุรุกับมุมุเป็นผักรวมมิตร ส่วนมือเที่ยงของพวกเขาคือซุปธัญพืชใส่ผักต่าง ๆ ที่เรมมองด้วยความเยเกที่มือเที่ยงของเขาไม่มีเนื้อเลย

“ลูกพึ่งกลับมา ต้องทานอาหารที่บำรุงร่างกายเยอะ ๆ นะเร” จ้อยกล่าวในขณะเติมเครื่องเทศลงไป

“รุ่นพี่ไม่ชอบพวกถั่วเหรอค่ะ” อัลฟิถาม

“ฉันไม่ชอบกินแบบนี้ไงละ” เรตอบ

“ไม่เอาน่าพี่” เรมกล่าว “ของพวกนี้ช่วยบำรุงเยอะเลยนะ ถั่วก็มีวิตามินและยังบำรุงสายตา ลูกเดือยก็มีแร่ธาตุ ถั่วแดงก็มีโปรตีน ข้าวหอมนิลก็...”

“ฉันไม่อยากฟังแกพูดเยอะเข้าใจนะ ถ้าไม่หุบปากแกจะไม่ได้พูดไปพักหนึ่งเลยละ”

“อะไรเหล่า คนเขาจะแชร์ความรู้ให้นะ”

“เฮ้อ นี้ทั้งสองคนหยุดตีกันแล้วทำพวกเป็นเจ้าของบ้านที่ดีหน่อยอายอัลฟิบ้าง” จ้อยกล่าว

“ไม่เป็นไรค่ะคุณจ้อย” อัลฟิกล่าว “ฉันเริ่มชินแล้วละค่ะ”

“แม้ก็เร็วไปนะจ๊ะอัลฟิ” จ้อยกล่าว

เมื่อทำอาหารเสร็จพวกเขาก็รอเรียมด้วยการเตรียมห้องในอัลฟิ ในขณะที่ทั้งพวกเขากำลังเตรียมชุดให้อัลฟิและให้นอนห้องเดียวเรม ที่ตอนแรกจ้อยไม่เห็นด้วยเท่าไรที่จะให้ชายหญิงนอนด้วยกัน แต่เพราะห้องไม่พอ ห้องของเรห้องก็เล็กเกินไปจะนอนสองคน ส่วนอัลฟิเองก็ไม่มีปัญหาพวกเขาจึงจัดให้เรมนอนที่พื้นแทน ซึ่งตอนแรกอัลฟิไม่อยากให้เจ้าของห้องต้องนอนที่พื้น

“ไม่ต้องห่วงอัลฟิ” เรมกล่าว

“ใช่ ห้องฉันเองก็เล็กไปด้วย” เรกล่าว

“แล้วทำไมพี่ไม่เสียสละห้องตัวเองละ”

“แต่ฉันนอนเตียง นายนอนพื้นนะ”

“ไม่เคยเสียสละเลยจริง ๆ พี่เรา” เรมบ่นไม่พอใจ

“สองคนนี้กัดจิกกันบ่อยไม่ค่ะคุณจ้อย” อัลฟิถาม

“แม้ ไม่ตีกันสิแปลก” จ้อยกล่าว

แล้วพวกเขาก็เดินลงมาข้างล่าง ซึ่งตอนนี้เรียมกลับมาบ้านพอดี

“ไงหนุ่ม ๆ ”

“ไงครับพ่อ” สามพ่อลูกเดินเข้ามากอดคอกันตบบ่ากันแบบเพื่อน

“ฮ่า ฮ่า แข็งแรงแบบพ่อเหมือนเดิมเลยนะ” เรียมกล่าวแล้วหันมาเห็นอัลฟิก่อนถามว่า “แล้วนี้ใครกันนะ แฟนลูกเหรอ”

“เปล่าค่ะ” อัลฟิปฎิเสธทันที

“เรกับเรมช่วยชีวิตอัลฟิได้ค่ะเรียม” จ้อยกล่าว “เธอไม่มีที่อยู่นะ เลยจะให้เธอมาอยู่กับเราไปก่อน”

“อย่างงั้นเหรอที่รัก” เขาเดินมาใกล้อัลฟิแล้วกล่าวว่า “ยินดีตอนรับนะสาวน้อย”

“ขอรบกวนด้วยนะค่ะ”

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น