Pantasy Quest ภัยจากแดนไกล

ตอนที่ 7 : บทที่ 7 ปริศนาหุ่นยนต์กับสาวน้อยผมฟ้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 0
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    31 ส.ค. 62

เขตโคจรป้องกันตัวเองที่หก ณ ฐานหอคอยอวกาศ โพทิมชิล

 

เรียมกับกรอมอยู่ในห้องกว้างของแผนกของข้อมูล เป็นห้องสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ มีโต๊ะใหญ่ ๆ สี่เหลี่ยมสีขาวกลางห้องที่วางชิ้นส่วนของหุ่นยนต์ที่เรียมเจอมา รอบ ๆ ห้องเป็นตู้เก็บของและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่สำหรับใช้ศึกษาข้อมูลที่น่าสงสัย ตอนนี้ทีมงานแผนกข้อมูลจำนวนหกคนกำลังตรวจสอบด้วยการจับสัมผัส ดม เลียและเอาอุปกรณ์อื่น ๆ มาใช้รวมกัน เพื่อสืบหาว่ามันทำมาจากอะไรบ้างและมาจากไหน การตรวจสอบด้วยการสัมผัส ดมและเลียนั้นเป็นสิ่งที่ชาวนอกนั้นถนัดมานานแล้ว เพราะชาวนอกไม่ได้มีอุปกรณ์ที่ล้ำสมัยแบบชาวกรุง แต่การใช้ความสามารถเฉพาะตัวถือเป็นสิ่งที่พวกเขาถนัด มันช่วยทดแทนการใช้อุปกรณ์ที่ต้องหาและราคาสูงที่ต้องสั่งมาจากพ่อค้าที่ดีไหมดีเป็นของเถื่อนไม่มีคุณภาพ เรียมเคยเจอพ่อค้าขายอาวุธราคาถูก ๆ ซึ่งเป็นของเถื่อนไม่มีคุณภาพสุดท้ายลงเอยที่ของพวกนั้นพังทันทีเมื่อเอาไปทดสอบ ฝ่ายภาคสนามที่คอยพากันตามตัวพ่อค้ามาเอาเรื่องให้ถึงที่สุดจนพวกเขาได้แค่อาหารคืนมาแค่นั้น

กรอมไล่เปิดตำราหนังสือต่าง ๆ แล้วเพ่งไปหน้านั้นหลายนาทีก่อนจะเปลี่ยนหน้าอีก เห็นอย่างนี้เขานึกถึงเรมตอนเด็ก ๆ เขาชอบหยิบหินแปลก ๆ ที่เจอมาเก็บแล้วทำการหาว่าหินนี้คือหินอะไรมีสัมผัส กลิ่นและรสขนาดไหน “หลายอย่างในนี้ไม่มีในเขตนอกแน่” กรอมกล่าวออกมา

“ฉันเองก็คิดอย่างนั้น” เรียมกล่าวเห็นด้วย

“เวทย์มนต์ที่อยู่ในชิ้นส่วนพวกนี้ส่วนใหญ่เป็นเวทย์มนต์เทียมทั้งนั้น” ชายคนหนึ่งในแผนกข้อมูลกล่าว “เราคิดว่าของพวกนี้น่าจะมาจากแดนกรุง”

“ระบุชนิดหินไม่ได้เลยเหรอ” เรียมถาม

“เราไม่ทราบครับ”

“แต่ก็มีเวทย์มนต์แท้อยู่ด้วยนี้น่า” กรอมถาม

“นั้นและที่เราสงสัย”

“ถ้าเกิดมันมาจากชาวนอกที่อยู่ในเขตในกฎหมายของชาวกรุงละ” เรียมเสนอความคิดเห็น

“จริงด้วย” กรอมกล่าวนี้คือความเป็นไปได้ที่สุด “นายเห็นพวกมันกำลังเก็บน้ำใช่ไหม”

“ใช่” เรียมตอบ “เพื่ออะไรกันนะ”

“เราว่าเป้าหมายของพวกมันคือเวทย์มนต์ของที่นี้ ดูนี้สิครับ” ชายคนหนึ่งกล่าวแล้วหยิบหัวไหล่ของหุ่นยนต์ออกมา “ในนี้มีช่องพอที่จะกักเก็บเวทย์มนต์ได้จำนวนมากเลยละ”

“คุณคิดว่าพวกมันมาเพื่อขโมยทรัพยากรดาวในเขตนอกกฎหมายงั้นเหรอ” กรอมถาม

“อาจจะเป็นไปได้”

“เดี่ยวนะถ้าเป็นแบบนั้นจริงละก็ แล้วอีกสี่ตัวที่เหลือรอดอยู่ละ มันกำลังขโมยทรัพย์กรของดาวนี้ด้วยรึเปล่า” เรียมถาม

“ก่อนที่คุณจะกลับมาเราเห็นสัญญาณจากอีกสองตัวหายไป คิดว่าพวกมันน่าจะพรางตัวอยู่”

“อะไรนะ” เรียมอุทานออกมา พวกมันสามารถพลางตัวได้ด้วยงั้นเหรอ “แล้วอีกสองตัวละ”

“มีสัญญาณว่าพวกมันถูกทำลายแล้วครับ น่าจะเป็นฝีมือของพวกรับภารกิจในเขตสาม สี่ ห้า”

จะใช่พวกเรรึเปล่านะ

“อย่างไงก็ดี ถ้าเราได้หุ่นตัวอื่นในสภาพที่สมบูรณ์กว่า นี้น่าทำให้เราสามารถวิเคราะห์หุ่นพวกนี้ได้เติมที่ และอีกอย่างเราจะปล่อยอีกสองตัวนั้นลอยนวนไม่ได้ด้วยจะว่าอะไรไหมครับคุณเรียม ที่เราจะของว่าจ้างลูกคุณให้ตามหาคุณอีกสองตัวที่เหลือ”

“อะไรนะครับ อีกแล้วเหรอครับ” เรียมอุทานเพราะไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขาว่าจ้างพวกรับภารกิจให้ทำอะไรแบบนี้ มีบ่อยครั้งที่เวลางานยากเกินไปพวกเขาจึงจะขอร้องให้พวกรับภารกิจทำ และนี้เป็นอีกครั้งแล้วที่พวกเขาขอร้องให้พวกรับภารกิจเขตสี่ที่ลูกชายของเขาอยู่ทำ แน่นอนว่าจ้อยบ่นยับที่พวกเขามาว่าจ้างลูก ๆ ของพวกเขามาทำงานเสี่ยงตายที่ควรเป็นงานของพวกกองป้องกันตัวเอง “ขอปฏิเสธ จ้อยเล่นผมเละแน่”

“พวกเราก็ไม่อยากหรอกครับ แต่นี้เป็นคำสั่งจากหัวหน้าของคุณโดยตรง คุณคงปฏิเสธไม่ได้”

“หัวหน้าสั่งผมมางั้นเหรอ” เรียมกล่าว เขาอยากจะร้องไห้มาก ทำไมหัวหน้าชอบสั่งอะไรแบบนี้ตลอดเลยนะ กลับบ้านไปจ้อยเล่นเขาหนักแน่

“เอานะเรียม เขาบอกค่าจ้างอย่างงามเลยนะ”

แล้วมันจะคุ้มค่าที่เขาโดนจ้อยบ่นไหมละเนี้ย เรียมอยากจะบ่นใส่หัวหน้าจริง ๆ

 

******************************************************************************

ดาว สเป-ซอส ณ เขตคา-เควสสี่

 

เรนำชิ้นส่วนหุ่นยนต์ไปที่ร้านของโมเทโรดูเพื่อให้เขาตรามหาพ่อค้าที่นายจะขายของแบบนี้ให้ อย่างน้อยถ้ารู้ตัวพ่อค้าก็น่าจะหาตัวคนที่ส่งมันมาได้ เพราะคนที่ส่งของแบบนี้มาไม่มีทางมีจุดประสงค์ในทางที่ดีแน่ ฉะนั้นถ้าเป็นไปได้เขาจะหยุดคนที่ส่งมันมาก่อนในทันที

“ฉันไม่เคยรับชิ้นส่วนพวกนี้มาขายเลยนะ” โมเทโรตอบ “ขอโทษด้วยเรแต่พวกของเวทย์มนต์เทียมเป็นสิ่งที่ฉันไม่เคยคิดเอามาขายเลย เธอก็รู้ว่าของพวกนี้เอามาขายไม่คุ้มอยู่แล้ว”

“ไม่เป็นไร” เรกล่าว “ผมแค่อยากทราบพ่อค้าที่เอามาขาย คุณพอจะทราบไหม”

โมเทโรคิดสักพักแล้วตอบว่า “ส่วนใหญ่เป็นพวกพ่อค้าเร่ร่อนที่เอาของมาขายแบบขอไปทีมากกว่า พวกเอามาขายจริงจังหวังกำไรนะไม่เอาของพวกนี้มาขายหรอก”

ถึงทางตันแล้วสิเรคิด ถ้าเป็นพ่อค้าเรร่อนที่คอยตระเวนขายของไปทั่วก็ยากที่จะหาตัวเจอ แต่ส่วนใหญ่พวกพ่อค้าเร่ร่อนก็เอาของผิดกฎหมายมาขายมากกว่าทำให้ตรวจสอบหายากมาก

“แต่พอจะมีอยู่บ้าง พวกนี้จะรับของพวกเวทย์มนต์เทียมมือสองมาขายเหมือนหนังสือมือสองหรือของมือสองต่าง ๆ นั้นและ”

“คุณพอจะจำพวกนั้นได้ไหม” เรรีบถาม

“ส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าในดาวเขตนอกที่อยู่ในกฎหมายของพวกกรุงนะ” แล้วโมเทโรก็หยิบกระดาษและดินสอออกมา เขาจดหลายชื่อดาวต่าง ๆ แล้วส่งให้เร “เธอลองงมหาตัวคนขายดูนะเร นี้คือเท่าที่ฉันนึกออก”

“ขอบคุณมากครับโมเทโร” เรรับกระดาษมา ได้เวลาเล่นบทนักสืบกันละ

 

เรเดินทางกลับมาที่ตึกพักผ่อน แล้วขึ้นมาเรมพร้อมกับส่งกระดาษนี้ให้เรมจดไว้ พร้อมกับที่หลิ่งกับน็อกกลับมาจากงานพอดี พร้อมกับที่มีงานจ้างในไปช่วยจัดร้านดอกไม้กับช่วยล้างจาน น็อกกับเรอาสาไปทำให้และฝากหลิ่งกับเรมช่วยกันดูข้อมูลพวกนี้หน่อยโดยมีเมอเชนเรสคอยช่วยเหลือต่ออีกที่ เรมหาหนังสททอที่เกี่ยวกับดาวต่าง ๆ ที่เรจดมาที่มีจำนวนทั้งหมดสิบห้า พวกแบ่งหนังสทอกันคนละห้าเล่มแล้วเริ่มหาข้อมูลหินกับแร่ของดาวเหล่านั้นที่ตรงกับหินกับแร่ที่พวกเขาเจอ ผลคือมีทั้งหมดแปดดวงดาวที่แร่เหล่านี้ใช้ในดาวของตนเอง แต่ที่น่าแปลกคือพวกเขาเอาแร่เหล่านี้มาใช้ในงานการเกษตร หลิ่งจ้องข้อมูลเหล่านี้ด้วยความแปลกใจ ทำไมถึงต้องเอาหินแร่เหล่านี้มาใช้สร้างหุ่นยนต์สำหรับทำสงครามพวกนี้กันนะ สู้เอาไปสร้างพวกเครื่องมือเก็บเกี่ยวหรือรถสำหรับปลูกผักสวนครัวไม่ดีกว่าหรือไงกันหรือคนทำมันสมองถั่วกันนะ

“เจ้ ใจเย็นเจ้” เรมกล่าวให้หลิ่งใจเย็นที่ตอนนี้เธอกำลังของขึ้นทันที

“โทษที” หลิ่งกล่าวแล้วอ่านข้อมูลต่อ

พอถึงช่วงเย็นเรมพักแล้วไปทำมือเย็น ส่วนหลิ่งยังคงพยายามหาข้อมูลต่อเพราะเธออยากจะหาทางจัดการกับพวกที่สร้างหุ่นยนต์พวกนี้มาก จนเมอเชนรสต้องรีบห้ามตอนที่หลิ่งจู่ ๆ ก็ปีดแตกเพราะพวกนั้นมีหินแร่ธาตุแสงเทียมด้วย ทำเรกับน็อกที่กำลังมางงมากว่าหลิ่งของขึ้นเพราะอะไรกัน

“เธอช่วยใจเย็นก่อนเถอะน่า” เรกล่าวในขณะที่กำลังกินข้าวเย็น

“ใจเย็นงั้นเหรอ” หลิ่งตะคอกออกมา “พวกมันบังอาจเอาธาตุประจำบ้านฉันมาทำของเทียมแบบนี้ จะให้ใจเย็นงั้นเหรอ”

“เออ.....ฉันรู้ว่าเธอรักบ้านเกิด แต่ใจเย็นก่อนเถอะ เราควรหาข้อมูลที่จำเป็นก่อน” น็อกกล่าว

“อย่าให้ฉันไปเหยียบดาวพวกนั้นแล้วกัน” หลิ่งกล่าว

เมื่อทานมือเย็นเสร็จแล้ว เร หลิ่ง น็อกและเมอเชนรสก็ทำการหาข้อมูลหันต่อ ส่วนเรมขึ้นไปเฝ้าสาวผมสีฟ้าต่อ แต่คิดว่าเธอน่าจะยังไม่ฟื้นคืนนี้แน่

เรเดินขึ้นมาหาเขาเพื่อดูว่าเธอฟื้นหรือยัง

“น่าจะพรุ่งนี้นะ” เรมกล่าว “พี่รู้สึกเหมือนผมไหม”

“รู้สึกอะไรเหรอ” เรถาม

“เหมือนพวกเรา...เคยเจอเธอมาก่อนเลย”

“นายเองก็คิดเหมือนกันสินะ” เรกล่าว

“คิดว่าเธอคือเพื่อนสมัยเด็กของพวกเราเปล่า”

“น่าจะใช่นะ” เรตอบแต่เขาก็นึกไปออกเลยว่าตอนเด็กตัวเองเคยมีเพื่อนที่เป็นเผ่าอื่น ๆ ที่ไม่รู้จักด้วย “ที่แน่ ๆ ถ้าเรารู้ว่าเธอเป็นใคร เราน่าจะหาคำตอบของหุ่นยนต์พวกนี้ได้”

“นั้นสินะ”

ตกดึกเรมเป็นคนเดี่ยวต้องมานอนที่พื้นเพราะเตียงนอนของเขานั้นต้องให้สาวผมฟ้าเป็นที่นอนพัก เรมโวยวายว่าทำไมเรไม่เสียสละเลยละ พี่คนโตควรเสียสละให้น้องชายนะ เรตอบกับด้วยประโยคที่เรมของขึ้นทันทีว่า “ถ้านายเป็นน้องสาวมันก็คอยน่าเสียสละหน่อย แต่ถ้าเป็นน้องชายมันก็ดูแปลก ๆ นะ”

คืนนั้นหลังจากที่ทุกคนนอนกันหมด มีเรที่ลงไปซ่อมแซมและทดสอบยานของเขาต่อ ครั้งนี้ทำได้ยี่สิบวินนาที ตกมาจากคราวก่อนสามนาที น่าจะมีชิ้นส่วนอื่น ๆ เสียตอนการทดสอบครั้งก่อนแน่ ๆ เรเริ่มเช็กและถอดชิ้นส่วนออกก็พบว่ามีทั้งหมดสามชิ้นส่วนที่เป็นสายส่งพลังงานที่หลวมหนึ่งเส้น ที่เสียแล้วหนึ่งเส้นและที่ขาดหนึ่งเส้น เรคิดอยู่แล้วว่าสายส่งพลังงานพวกนี้จะพังเร็ว ๆ นี้แน่ สายส่งพลังงานถือเป็นชิ้นส่วนที่ต้องเจอศึกหนักในการทดลองที่สุด เขามักจะหาสายส่งพลังงานหลาย ๆ แบบเพราะถ้าจะเอาแบบที่เหมือนกันทั้งหมดได้นั้นหายากมาก ปกติสายส่งพลังงานควรเป็นแบบเดียวกันเพื่อความเสถียรในการจ่ายพลังงาน แต่การเอาสายคนละแบบมาใช้นั้นก็มีโอกาสที่ยานจะพังได้ง่าย ยานของเขามีสายส่งพลังงานที่เหมือนกันแค่สองเส้นโชคดีที่มันยังไม่เสียหายไปมากกว่านี้ ทางที่เขาควรขอให้โมเทโรหาชิ้นที่เหมือนกันไว้ให้ เขาจะได้ไม่ต้องมาเปลี่ยนสายบ่อยและเอางบที่มีไปลงทุนกับชิ้นส่วนอื่น ๆ แทน

เรเก็บของแล้วเดินขึ้นไปที่ห้องนอน เมื่อเปิดประตูเข้าไปเขาก็เห็นว่าเรมยังไม่นอน เขากำลังมองสาวผมฟ้าคนนั้นอยู่

“นอนไม่รับหรือนายอยากจีบเธอกัน” เรกล่าวติดตลก

“เหมือนเธอจะฟื้นแล้วนะพี่” เรมตอบ

เรรีบวิ่งมาดูสาวน้อยคนนั้น จริงด้วย เธอคอย ๆ ลืมตาขึ้นมาแล้ว สิ่งที่ทำให้ทั้งสองแปลกใจก็คือเธอมีตาสีแดงเลือดสดใสเหมือนลูกแก้ว เธอหันมามองพวกเขาก็จะร้องออกมาแล้วสะดุ้งถอยหลัง เธอกุมแผลที่ท้องไว้ด้วยความเจ็บปวด

“ไม่เป็นไรนะ เราไม่ทำอะไรเธอหรอก” เรมกล่าว

“พวก...พวก..พวกเธอ...เป็นใครนะ...แล้วที่นี้...ที่ไหนนะ...” สาวน้อยผมฟ้าถาม

“เขตคา-เควสสี่” เรตอบ “พวกเราช่วยพวกเธอไว้เองและ”

“พวกเธอ....งั้นเหรอ...”

“ไม่เป็นนะ” เรมกล่าวแล้วเข้าไปใกล้เธอ แต่เธอถอยกลับเพราะยังกลัว ๆ อยู่ แต่เรมเข้าใกล้เธอมาขึ้นแล้วกุมมือเธอไว้ “เธอปลอดภัยแล้วเห็นไหม พวกเราไม่ทำอะไรเธอหรอกนะ”

สาวผมฟ้าสะดุ้งที่ถูกจับมือ เรมคอย ๆ ปล่อยมือแล้วกล่าวต่อ “ฉันสัญญา จะไม่มีใครทำอันตรายเธออีกแน่”

“จริง....จริงนะ” สาวผมฟ้าถามแล้วเริ่มร้องไห้

“แน่นอน” เรมกล่าว “สัญญา” แล้วเรมก็กอดเพื่อปรอบเธอ สาวผมสาวรับกอดนั้นไว้แล้วร้องไห้ออกมาไห้ “เอาเลยร้องไห้มาเลยนะ ฉันจะรับความทุกข์นั้นไว้เอง”

“อืม...อืม....”

ไอ้หมอนี้มันปลอบหญิงเก่งด้วยแฮะ เขาไม่รู้มาก่อนเลยว่าหมอนี้ก็ทำแบบนี้เป็นด้วย

“เฮ้ยเรม” เสียงทุกคนดังออกมา เรมสะดุ้งดีดตัวออกจากสาวผมฟ้าปล้วหันมามองพวกเขา “อิจฉานายจังแฮะ” น็อกกล่าว

“เปล่านะเฮีย ผมแค่จะปลอบเธอนะ”

“ก็ไม่รู้สินะ” หลิ่งกล่าวแล้วลุกขึ้นมาหาสาวผมฟ้า “เธอโอเคนะ”

เธอเงียบไปชั่วขณะเพราะยังคงกลัว ๆ อยู่ก่อนจะตอบว่า “ค่ะ...”

“ดีแล้วละ” เมอเชนรสกล่าว

“ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว เธอควรพักก่อนนะ แล้วพรุ่งนี้เราคอยคุยกัน ตกลงนะ” หลิ่งกล่าว

“ค่ะ...”

“ดี” หลิ่งลุกขึ้นยืนแล้วทุกคนก็ประจำที่นอนของตัวเอง

“เออ...คือ...” สาวผมฟ้ากล่าว “ขอบคุณ....นะค่ะ....ที่ช่วยชีวิตฉันเอาไว้นะ”

“มันคือสิ่งที่พวกเราต้องทำนะ” เรกล่าวแล้วเริ่มแนะนำตัวเองและคนอื่น ๆ

“แล้วชื่อของเธอละ” เรมถามชื่อของสาวผมสีฟ้า

“อัลฟิ...ไอย์...” เธอตอบ

“เป็นชื่อที่ดีนะ” เรมกล่าว

 

เช้าวันต่อมา เรกับน็อกออกทำงานตอนเช้าตรู่ก่อนมือเช้า ส่วนหลิ่งตรวจร่างกายและทำแผลให้อัลฟิ เมอเชนรสอยู่ข้างล่างคอยรับลูกค้า ส่วนเรมทำมือเช้าอยู่ข้างล่าง

เมอเชนรสนั่งเขียนบัญชีอยู่บนโต๊ะเพื่อตรสจดูของที่เหลืออยู่ การทำงานรับจ้างแบบนี้นั้นถึงจะมีได้ค่าตอบแทนสูงแต่ด้วยจำนวนคนที่มีเยอะถึงห้าคนและยังมีมาเพิ่มอีกหนึ่งคนทำให้ไม่แปลกว่าเสบียงของพวกเขาจะหมดอย่างรวดเร็วทันทีถ้ากินกันเยอะเกิน แต่ก็นะนาน ๆ ที่คนเราก็อยากกินหมูกระทะหรือเลี้ยงฉลองด้วยมื้อใหญ่ เวลาพวกเขาได้ค่าจ้างที่มากมายก็จะลงเอยด้วยคืนนั้นจะเกิดการฉลองขึ้นมาขึ้นมา และมีบ้างคืนที่พวกเขากินเยอะไปทำให้อาหารเหลือน้อยกว่าเดิม การจดจำนวนของที่เหลือเลยเป็นงานประจำของเมอเชนรสที่ต้องคอยทำทุกวันสามเวลาก่อนอาหารเหมือนกับการกินยาก่อนอาหารเลย

หลิ่งเดินลงมาข้างล่างพร้อมกับอัลฟิ “เหลืออะไรบ้างค่ะ” หลิ่งถาม

“ถือว่ายังอยู่ได้เดือนหนึ่งนะ” เมอเชนรสตอบ “นี้พวกเรากินเยอะเกินใช่ไหม เช็กกี่ที่ก็เหมือนเท่าเดิมเลย”

“อย่าบ่นเลยค่ะ แค่มีเหลือคงที่ก็ดีแล้วละ คิดชะว่าเป็นความมุ่งมานะของสิบปีมานี้สิค่ะ”

“ฉันจะพยายามคิดแบบนั้นนะ” เมอเชนรสกล่าว

“แสดงว่าจริงสินะค่ะ ที่ว่าเขตสี่เคยย่ำแย่มาก่อน” อัลฟิถาม

“ใช่” เรมตอบ “เมื่อก่อนที่นี้แทบไม่มีอะไรเลยละ”

“พวกเธอดูลำบากมากเลยนะ” อัลฟิกล่าวแล้วเดินมาในครัว “นี้ นี้ พอมีอะไรให้ฉันช่วยไหม”

“เออ...เธอช่วยตีไข่หน่อยละกันนะ”

“อืม” แล้วอัลฟิก็ลงมือตอกไข่แล้วตี ส่วนเรมลงมือข้นน้ำซุป

“อาการเธอไม่น่าเป็นห่วงแล้วสินะ” เมอเชนรสถามหลิ่ง

“แค่ภายนอกและค่ะ” หลิ่งตอบ “ต้องให้หมอคาร่าดูให้อีกที”

“ที่ฉันคิดคือเราจะเอายังไงกับเธอดี ปล่อยเธอไว้ที่นี้ไม่ปลอดภัยแน่”

“ใช่ เธอไม่ใช้ผู้ทำภารกิจด้วย” หลิ่งกล่าวแล้วคิดสักพัก “ต้องพาไปอยู่บ้านใครสักคนก่อน”

“ฉันเห็นด้วย”

จากนั้นพวกเขาก็ช่วยกันทำมือเช้า วันนี้เรมหุงข้าวหอมมะลิ กับข้าวเช้านี้ประกอบไปด้วยไข่เจียวใบใหญ่ แกงจืดเต้าหู้ ผัดผักเห็ดหอมและกระเพราหมูสับ พวกเขาเริ่มจัดเรียงโต๊ะอาหารที่กำลังส่งกลิ่นหอมลอยมาเชิญชวนให้รีบ ๆ ทานข้าวได้แล้ว

“เธอทำอาหารเก่งจังเลยเรม” อัลฟิกล่าวชม

“ทุกคนต้องทำเป็นอยู่แล้วสาวน้อย” เมอเชนรสกล่าว “แค่หมอนี้ตำราแน่นนะ”

“เธออ่านมาเยอะเหรอ”

“ใช่” เรมตอบ “แต่ก็ยังทำสู้แม่ไม่ได้เลย”

“แม่งั้นเหรอ” อัลฟิทำสีหน้าเศร้า “ดีจังเลย”

“เออ โทษทีนะ”

“ไม่เป็นไร”

“ว่าแต่เธอหาซื้อหนังสือที่ไหนนะ”

“ร้านมือสองนะของที่นี้และ ฉันแวะดูประจำเลยละ”

“เอาละที่นี้ก็เหลือแค่รอสองหนุ่มกลับมาสินะ” หลิ่งกล่าว

ผ่านไปสามนาทีเรกับน็อกก็กลับมาถึง แล้วพวกเขาก็นั่งทานข้าวกันก่อนเริ่มทานพวกเขาทั้งหมดก็ลุกขึ้นยืนชูซ้อนขึ้นแล้วกล่าวว่า “แค่ชีวิตวันพรุ่งนี้” อัลฟิทำตามด้วยความหงุดงง “อะไรเหรอค่ะเนี้ย”

“อ้อปฏิภาณที่เป็นคติประจำของพวกเรานะ” หลิ่งตอบ

“เอ้......ดูสู้ชีวิตดีนะค่ะ”

“ใช่ มาจากพี่เนี้ยและ” เรมกล่าว

“รุ่นพี่คิดขึ้นมาเหรอค่ะ” อัลฟิถาม

“แค่คำพูดลอย ๆ  นะ” เรอตอบ “ตอนนั้นพวกเรากำลังสิ้นหวังไม่รู้เป็นผู้รับภารกิจต่อทำไมกัน จนฉันลอย ๆ คำนี้มาว่า เพื่อชีวิตวันพรุ่งนี้”

“ใช่ ๆ คำพูดวันทำให้พวกเราฮิตสู้มาจนถึงวันนี้เลยละ” น้อกกล่าว

“ดีจังเลยนะค่ะ” อัลฟิตอบ

ระหว่างที่ทานเรก็เริ่มถามอัลฟิทัน “ว่าแต่เธอจำเรื่องเมื่อวานได้ไหม”

“เรื่องอะไรเหรอค่ะ” อัลฟิถาม

“เรื่องหุ่นยนต์ที่เล่นงานเธอนะ” เรอธิบาย “ทำไมพวกมันถึงโจมตีเธอ”

“ฉันเองก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ” อัลฟิสายหน้าและตอบ “จู่ ๆ มันก็มาโจมตีพวกเรานะค่ะ”

“แสดงว่ามันคิดจะเล่นงานชาวนอกจริงด้วย” เรกล่าวแล้วถามต่อ “ว่าแต่เธออยู่ที่ไหนนะ”

“คือ...ฉันไม่มีที่อยู่หรอกค่ะเป็นพวกกลุ่มคณะเร่ร่อนนะ”

“อ้อ....มิน่าถึงเจอเธอในเขตสีแดง” เรกล่าว กลุ่มคณะเร่ร่อนคือการรวมตัวของเหล่าคนไร้บ้านที่ไม่สามารถซื้อหรือสร้างบ้านให้ตัวเองได้ พวกจะออกเดินทางทั่วดาวเรื่อย ๆ โดยไม่มีจุดหมาย ไม่มีที่พักเป็นหลักแหล่ง พวกเขาจะคอยรับงานจากที่ต่าง ๆ ที่พบเจอ ส่วนใหญ่จะเป็นงานง่าย ๆ ค่าตอบแทนพอดีสำหรับคนในคณะเร่ร่อน คณะเร่ร่อนมักจะมีเป็นกลุ่มที่มีหลากหลายเผ่าพันธุ์ไม่ว่าจากในดาวหรือนอกดาวประปนกันอยู่ บ้างที่ก็จะเป็นกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าที่เดินทางค้าขายไปทั่วดวงดาว “แล้วพ่อแม่ของเธอละ”

“พวกท่านตายตั้งแต่ฉันยังเด็กค่ะ”

“เธอกำพร้าเหรอ” เรมอุทาน

“แล้วเธอเป็นเผ่าอะไรเหรอ” น็อกถามต่อ

อัลฟิเงียบไปสักพัก “ฉันเองก็....ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ”

“หา!!!!” ทุกคนอุทานออกมา “เธอไม่ทราบเรื่องครอบครัวของเธอเลยเหรอหนูน้อย” เมอเชนรสถาม

อัลฟิพยักหน้า “ค่ะ ตั้งแต่ฉันจำความได้คือมีคนรับฉันมาเลี้ยงก่อนจะมีญาติพี่น้องของฉันรับฉันไปดูแล แต่พวกเขาก็จากไปตอนฉันประมาณเจ็ดขวบได้ค่ะ”

“แปลกนะ” หลิ่งกล่าว “อย่างน้อยตอนนั้นก็น่าจะจำอะไรได้บ้างสิ แต่นี้กับจำแม้แต่เผ่าของตัวเองไม่ได้เนี้ยนะสิ”

“ฉันเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันค่ะ” อัลฟิตอบ สีหน้าเริ่มเศร้าศอย 

“เกิดอุบัติเหตุงั้นเหรอ” เรกล่าว

“หมายความว่าไงนะเร” เมอเชนรสถามเร “เธอคิดว่าความจำเธอเสื่อมงั้นเหรอ”

“น่าจะก่อนหน้านั้น” เรคิดสักพักแล้วถามหลิ่งว่า “อัลฟิมีแผลที่หัวไหม”

หลิ่งสายหน้า “อัลฟิมีแผลตามตัวแค่นั้น”

“หา!!!!” ทุกคนอุทานออกมา “เดี่ยวสิ นี้มันแปลก ๆ แล้วนะ” น็อกกล่าว “เหมือนกับว่ามีคนทำอะไรความทรงจำของเธองั้นและ”

“ชัดเลย” เรกล่าว “ใครสักอย่างไม่ต้องการให้เธอรู้เผ่าพันธุ์ของเธอเลยลบความทรงจำบ้างส่วนของเธอ”

“แต่ทำไมละค่ะ”  อัลฟิถาม

“อันนี้คงต้องหาตัวคนที่ทำแบบนี้” เรกล่าว

“นั้นคงยากนะ ” เมอเชนรสกล่าว “ที่นี้มาเรื่องนี้ก่อน จะให้อัลฟิอยู่ที่นี้ไม่ดีแน่เพราะเธอไม่ใช่นักรับจ้าง ต้องพาเธอไปอยู่บ้านหนึ่งในพวกเราก่อน”

“โว....โว....บ้านฉันไม่เหมาะแน่” น็อกกล่าวซึ่งทุกคนเห้นด้วย เพราะหมู่บ้านของน็อกเป็นหมู่บ้านเขตสีแดง ซึ่งอันตรายกว่ามาก ๆ ต้องเป็นคนที่มีความสามารถระดับหนึ่งถึงจะอยู่รอดได้เพราะหมู่บ้านในเขตสีแดงอาจจะมีบ้างวันโดนสัตว์ร้ายโจมตีได้ ชะนั้นถ้าไม่ใช่คนประจำถิ่นจะถือว่าอยู่ยากมาก

“บ้านฉันก็อยู่บนฟ้า เธอจะชินกับบ้านลอยรึเปล่าละ” หลิ่งกล่าว

“งั้นต้องเป็นบ้านที่ติดกับธรรมชาติ” เรกล่าว

“ก็บ้านของพวกเราสิพี่” เรมกล่าว

“ฉันว่าก็ดีนะ” เมอเชนรสกล่าว “เธอว่าไงละ”

“ได้ค่ะ” อัลฟิตอบ “จะรบกวนไหมค่ะคุณเร”

“แค่เรหรือรุ่นพี่ก็พอ นั้นทำฉันดูแก่นะ”

“ขอโทษค่ะ” ทุกคนขำกันทั้งห้อง “ต้องขอรบกวนหน่อยนะเรม”

“ได้สิ” เรมตอบ

“งั้นก็ตกลงตามนี้ พอพวกเธอกลับบ้านก็พาอัลฟิไปด้วยละกัน” เมอเชนรสกล่าว “เอาละกินข้าวต่อให้เสร็จแล้วไปทำงานกันดีกว่า”

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น