Pantasy Quest ภัยจากแดนไกล

ตอนที่ 4 : บทที่ 4 ผจญฝูงไทโรเรีย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 0
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    30 ส.ค. 62

ดาวสเป-ซอส ณ ป่าอัลเลไลย์


จ้อย บุญมีกำลังนั่งซ่อมแซมเหล่าอุปกรณ์เวทย์มนต์ต่าง ๆ อยู่ในบ้านคนเดียว กับกระต่ายในบ้านอีกสองตัว บ้านเป็นบ้านไม้สูงมีสองชั้น ชั้นล่างมีโต๊ะทำงานของจ้อยที่ริมหน้าต่างด้านขวาของห้อง โต๊ะตรงกลางหนึ่งตัวกับเก้าอี้หกตัว ตู้เก็บของและเสื้อผ้าริม มีหน้าต่างสีบานรอบห้อง ห้องต่าง ๆ จะอยู่ชั้นบนในบ้านมากกว่าชั้นล่าง จ้อยเป็นหญิงตัวเล็กเผ่าป่าน้ำวอสเฝน เธอมีผิวสีน้ำเงินสลับเขียวตามร่างกาย ผมสีน้ำเงินยาวเข้มแบบสายน้ำมัดผมหางม้า ดวงตาสีฟ้าสดใส เธอแต่งงานกับเรียม บุญมีเขาเป็นเผ่าภูเขาไทเพนจากเขตสีแดง แต่เรียมเบื่อชีวิตที่ไม่สงบสุขของเขตสีแดงจึงเลือกเดินทางมาที่เขตป่าหวังหาที่พัก ทั้งสองพบเจอกันครั้งแรกตอนที่จ้อยต้องไปเก็บหินที่อยู่ในเขตสีแดงเพื่อซ่อมอุปกรณ์เวทย์มน์ที่ต้องใช้หินที่หาได้จากเขตสีแดงเท่านั้น เธอถูกฝูงไทโรเรียลอบโจมตีแต่ได้เรียมช่วยไว้ จากนั้นเขาก็ช่วยจ้อยหาหินเพื่อแลกกับการขอไปพักในเขตป่าอัลเลไลย์ป่าบ้านเกิดของเธอ จากนั้นเรียมก็เลือกที่จะเป็นทาวาสติงสมาชิกปกครองตนเองเพื่อที่จะเปลี่ยนงานตัวเอง เขาเลือกที่จะขอพักบ้านจ้อยหากตอนนั้นได้กลับมาพักที่ดาวสเป-ซอส เรียมและจ้อยต่างใช้เวลาร่วมกันจนเริ่มสนิท ความสนิทก่อเกิดรัก หลังจากนั้นทั้งสองก็แต่งงานกันแล้วมีลูกด้วยกันทั้งสองคนนั้นคือเรกับเรม แต่สิ่งหนึ่งที่จ้อยรู้สึกได้ว่าลูก ๆ ของเธอแค่ถอดแบบหน้าตาพ่อแม่มาแค่นั้น แต่กลับกันพวกเขากับมีนิสัยที่ต่างจากพวกเธอมาก โดยเฉพาะเร เรมแค่มีความสามารถสื่อกับเล่าโรอานที่ยอดเยี่ยมและชอบอ่านหนังสือฝันอยากจะเป็นชาแมนหมอผีผู้พิทักษ์หมู่บ้าน แต่เรเขามีความฝันที่ยิ่งใหญ่ เรมีความทะเยอทะยานตั้งแต่เด็ก ๆ ที่จะแสดงความยิ่งใหญ่ของเขาแล้วชาวดาวสเป-ซอสให้ทั้งจักรวาลนี้ได้เห็น เขาอยากจะเป็นนักสำรวจผู้ยิ่งใหญ่ที่สามารถไปทั่วดาวต่าง ๆ และเรอยากจะหาดวงดาวที่ไม่เคยมีใครพบเห็นมาก่อนและบันทึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์ว่าชาวนอกเอกก็สามารถหาดาวดวงไหมได้ด้วยตัวเอง

เสียงจากหน้าต่างดังขึ้นทำให้จ้อยลุกขึ้นยืนเดินไปที่ประตู หนอนฟิเตอมาส่งของนั้นเอง จ้อยเดินไปหยิบไข่ต้มหนึ่งฟองกับเงินหนึ่งกิล แล้วส่งให้เจ้าหนอนที่รออยู่ที่หน้าต่างแล้วรับของมาจากกล่องขนาดกลางสีเทาวางที่โต๊ะ

“ปุ ๆ ”

“มุ ๆ ”

เสียงปุรุกับมุมุเรียกเธอเพื่อถามว่านั้นอะไร ปุรุเป็นกระต่ายเผือกสีขาวดวงตาสีแดง ตัวอ้วนท่วม ส่วนมุมุเป็นกระต่ายสีเทาดวงตาสีน้ำเงินตัวเล็ก

“ของจากเรกับเรมจ๊ะ” จ้อยเปิดกล่องแล้วยิ้มออกมา วันนี้เรส่งอาหารทะเลกับหินจำนวนหนึ่งมาให้เธอ ยังมีผักผลไม้อยู่ในนี้กับเงินอีกสิบกิลอีกด้วยและมีข้าวสารกับเนื้ออีกอย่างละสองถุง ในนั้นมีกระดาษอยู่แผ่นหนึ่ง จ้อยหยิบมาอ่านในนั้นเขียนว่า

 

ถึงแม่กับพ่อ

นี้เรกับเรมเองนะ เดือนนี้พวกเราโชคดีมากที่งานมาไม่ขาดสาย เลยได้ของดีมาเยอะหน่อย เห็นว่าพ่อกับแม่ชอบอาหารทะเลเลยเอามาฝาก โดนใช้เยี่ยงทาสไปหน่อย ล้อเล่นนะครับ ช่วงนี้งานวิ่งหนีจ้าวถิ่นเยอะไปหน่อย ไม่ต้องห่วงเจ้าเรมคอยขอขมาให้ตลอด ผมกับน้องและคนอื่นสบายดี เรื่องอาหารการกินไม่ต้องห่วงเจ้าเรมทำดีอยู่แล้ว ไว้พวกเราจะกลับไปเยี่ยมด้านสิ้นเดือนนี้นะ

                                                                                          รักและไม่ต้องเป็นห่วงเรและเรม

 

“สมกับเป็นลูกชายจอมหัวรั้นจริง ๆ ” จากนั้นจ้อยก็หยิบกระหล่ำปีขึ้นมาชีกแกะให้ปุรุกับมุมุกิน แล้วนำส่วนที่เรกับเรมส่งมาให้เก็บของแล้วลงมือทำงานต่อ ก่อนจะลุกขึ้นมาทำข้าวผัดกินเองหนึ่งจานแล้วหยิบหนังสือมาอ่านพักผ่อน ยิ่งอ่านหนังสือทำให้เธอนึกถึงเรม เรมชอบอ่านหนังสือมาก เรื่องมันมาจากตอนเด็กเรมปวดหนักเป็นโรคประหลาดที่เรียกว่า “โรคร่างกายเสื่อมถอยหลัง” เป็นโรคที่ผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ่ผิดปกติมาแต่เกิดมักจะเป็นกัน ทำให้ร่างกายเกิดการเสียหายอย่างหนักที่สามารถตายได้ทุกเมื่อ ทั้งหายใจไม่ถนัด ร่ายกายอ่อนแรงไว สายตาเลือนรางเสี่ยงตาบอด เจ็บปวดปอดตลอดเวลา เรมเกิดมาร่างกายก็ไม่แข็งแรงมากและเป็นโรคง่าย ตอนนั้นเรมมีโอกาสตายสูงมาก จ้อยเริ่มกลัวมากว่าจะเสียลูกชายคนเล็กไป ตอนนั้นเรมไม่สามารถออกไปไหนได้นอกจากนอนอยู่บนเตียงทานยาทุก ๆ ยามชั่วโมงเพื่อต่อชีวิตของเขา สิ่งที่เรมจะทำได้ตอนนั้นมีแค่นอนกับการมองเด็กคนอื่น ๆ เล่นกันในขณะที่เขาได้แต่มอง ตอนนั้นเองที่เรมเริ่มหัดอ่านหนังสือและวาดรูปเพื่อหนีออกจากโลกความเป็นจริง นั้นทำให้เรมรักการอ่านมาแต่นั้น จนในที่สุดพวกเขาก็สามารถทำยารักษาได้แต่ไม่รักษาขาดที่เดียว ทำให้เรมมีโอกาสจะเป็นอีก แต่สำหรับจ้อยไม่เป็นไรขอแค่ลูกชายของเธอสามารถใช้ชีวิตแบบเด็กคนอื่นได้ก็ดีแล้ว นั้นทำให้เธอไม่เห็นด้วยที่เรมจะไปเขตคา-เควสสี่เพราะเขาอาจจะเป็นโรคร่างกายเสื่อมถอยหลังอีก แต่นี้ก็ผ่านมาสิบกว่าปีแล้ว เรมคงไม่เป็นไรแล้ว

จ้อยอ่านหนังสือเพลินจนตกเย็นเธอลุกทำอาหารมือเย็นทันที เธอทำต้มยำกุ้ง เนื้อแกะชุปแป้งทอดและสลัดผักรวมมิตร และหุงข้าวผสมกันระหว่างข้าวขาว ถั่วแดง ถั่วลิสง ถั่วรัดเตา เม็ดข้าวโพดเป็นข้าวอบธัญพืชของโปรดของเธอและเรมที่ชอบทำกินกันตลอดเมื่อมีโอกาส เรมจะหุ้งข้าวแบบนี้บ่อยไหมนะตอนอยู่ที่เขตคา-เควสสี่

จ้อยเริ่มจัดเรียงอาหารบนโต๊ะแล้วหยิบจานเปล่าและช้อนซ้อมสี่ชุด “จริงด้วยสิ ทั้งสองคนไม่อยู่นี้เนอะ” เธอเก็บอีกสองชุดกลับเข้าตู้ ช่วงนี้เธอคงคิดถึงรู้มาก พอรู้ว่าพวกเขาจะกลับมาบ้านเธอก็ดีใจมาก

เมื่อจัดอาหารเย็นเสร็จเธอนั่งเล่นกับปุรุกับมุมุรอเรียม แล้วเอาแอปเปิลมาหันเป็นชิ้น ๆ ให้ปุรุกับมุมุกินเป็นอาหารเย็น พร้อมกับที่เรียมกลับมาถึงบ้านพอดี

“ขอโทษที่ช้านะที่รัก” เรียมกล่าวแล้วเดินเข้ามาในบ้าน

“เป็นไรค่ะเรียม” จ้อยตอบ

เรียมเป็นชายตัวเล็กกว่าจ้อย ร่างกายกำยำผมวีแดงทับทิม ผิวขาวชีก ที่แก้มมีรอบแดงอ่อน ๆ โค้งทั้งสองข้าง เขานั่งลงที่โต๊ะอาหารแล้วมองด้วยความตะลึงกับมือเย็นของวันนี้ “กุ้ง แกะและข้าวธัญพืชเหรอ”

“ทั้งสองคนส่งมานะค่ะ” จ้อยกล่าวแล้วนั่งลงที่โต๊ะอาหารตรงข้ามกับเรียม

“ว้าว....สองคนนั้นฝีมือไม่เบาเลยแฮะ”

“นี้และลูก ๆ ของพวกเรา” จ้อยกล่าว

จากนั้นทั้งสองก็ทานข้าวกัน เรียมกินกุ้งของโปรดด้วยความอิ่มเอิ่ม “ให้ตายสิ ไม่ได้กินมานานขนาดไหนกันนะ”

“ต้องขอบคุณสองคนนั้นนะค่ะ”จ้อยกล่าวแล้วถามต่อว่า “ช่วงนี้งานเยอะเรอะค่ะเรียม ถึงกับเย็นบ่อยจัง”

“ใช้แล้วที่รัก” เรียมตอบ “ช่วงนี้เกิดการก่อความไม่สงบ เราเองก็กลัวว่ามันจะลามมาถึงเขตนอกกฎหมาย จึงต้องตรวจตราให้ดีที่สุดเท่าที่เราทำได้”

“อันตรายมาเลยนะค่ะนั้น” จ้อยกล่าวด้วยความเป็นห่วง

“ผมรู้ที่รักแต่” เรียมเงียบสักพักก่อนกล่าวต่อว่า “เพื่อความปลอดภัยของทุกคนบนดาวดวงนี้”

“โดยที่คุณต้องเสี่ยงตายทุกวันนะเหรอ” จ้อยกล่าวน้ำเสียงเศร้าสอย “ลูก ๆ ก็ต้องไปเสี่ยงตายเพื่อให้พวกเรามีกิน คุณก็ต้องออกไปเสี่ยงตายเพื่อทุกคนอีกงั้นเหรอ”

“โธ่ที่รัก” เรียมจับมือภรรยาแล้วกล่าวว่า “เขตดาวพวกเรามันอันตรายนะ ต่อให้เราอยู่เฉย ๆ ก็อาจมีพวกโจรสลัดมาบุกโจมตีได้ทุกเมื่อ และนั้นคือหน้าที่ของผมที่ต้องปกป้องดาวของพวกเรา”

“ฉันรู้ค่ะ” จ้อยกล่าว “ฉันอยากให้พวกเขามีเวลาด้วยกันมากกว่านี้ เหมือนกับที่ฉันอยากมีลูกสาวนั้นและค่ะ”

“ผมรู้ที่รัก” จากนั้นพวกเขาก็ทานข้าวกันต่อ แล้วเรียมก็กล่าวระหว่างทานว่า “จริงสิที่รัก ได้ข่าวว่าองค์ธิดามณีตาจะทรงเสด็จมาที่เขตนอกในเรื่องการก่อความไม่สบด้วยละ”

“จริงเหรอค่ะ” จ้อยยิ้มและถามต่อ “มีโอกาสที่พระองค์จะมาที่ดาวของเราไม่ค่ะ”

“ผมไม่แน่ใจเหมือนกันที่รัก” เรียมกล่าว “เพราะพวกเราเคยหวังแบบนี้มาหลายปีแล้ว”

“ฉันรู้ค่ะ” จ้อยกล่าว “ฉันก็ได้แต่หวังว่าจะมีวันนั้น”

******************************************************************************

ดาว สเป-ซอส ณ เขตคาเควสสี่

 

ย้อนกลับไปตอนบ่าย เรเดินทางกลับมาที่ตึกรับจ้าง พอเขาเข้ามาข้างในก็เก็บของและลงไปกินข้าวในห้องครัวเขาเห็นเรมกับคุณเมอเชนรสนั่งอยู่กับหลิ่งและน็อกกำลังทานมือเที่ยงกัน

“ไงเร มาทานกันสิ” หลิ่งเรียกเร หลิ่ง ทาจารงเป็นสาวตัวสูงที่สุดในกลุ่มพวกเขา เธอมีผมสีม่วงยาวถึงท้ายทอย ดวงตาสีเหลือง ผิวสีเหลืองอ่อน ที่แขนขามีรอบสักรูปปีก เธอเป็นเผ่านกโฮรีนอสจากเมืองลอยฟ้าฮาบีริง มีอารุคาริมคือโฮเกนศอส นกศักดิ์สิทธิ์แห่งแสงเป็นอารุคาริมประจำถิ่น ส่วนน็อก ร็อกฮาทเป็นเผ่าภูเขาไทเพนเหมือนเรียมพ่อเรกับเรม แต่เขามีผิวดำร่างกายกำย่ำ ผมสีแดงสั้นตั้งชันแหลม ตัวใหญ่กับกล้ามเนื้อที่ดูแข็งแรง มีอารุคาริมคือเบรามุส กระทิงเงินแห่งดินเป็นอารุคาริมประจำถิ่น เหตุที่เขามีผิวสีดำเพราะเขาเป็นไทเพนภูเขา เผ่าไทเพนแยกออกเป็นสองกลุ่มด้วยกันได้แก่ ไทเพนถ้ำที่จะใช้เวลาอยู่ในถ้ำพวกเขาจะปลูกพืชและทำงานในถ้ำเช่นขุดเหมืองเป็นงานหลักทำให้มีผิวขาวชีกเหมือนผี ส่วนน็อกเป็นไทเพนภูเขาที่จะอาศัยตามภูเขาบริเวณหน้าผาที่มีแดดร้อนและทำงานอยู่กับความชื่นและมักจะปลูกพืชความชื่นทำให้พวกเขามีผิวสี งานหลักเป็นแกะสลักและก่อสร้างทำให้ไทเพนภูเขามีความทนทานความร้อนได้สูงมาก

“งานไม่เคยสาย แต่มาทานข้าวสายตลอดเลยนะ” น็อกกล่าวแซว

“ประมาณนั้นและ” เรกล่าวแล้วมองดูอาหารก่อนจะสีหน้าเยเกเพราะวันนี้มีข้าวธัญพืช “แกได้หุงข้าวขาวให้ฉันไหม”

“เสียใจด้วยพี่” เรมกล่าว “ช่วงนี้พี่กินเนื้อมาเยอะ กินผักเพื่อสุขภาพบ้าง” บนโต๊ะกินข้าวนั้นมีหมูทอดกับปลานิ่งหนึ่งตัว นอกนั้นเป็นผัดผักรวมมิตร ผัดกระหล่ำปี ผัดสามสหายและผัดผักบุ้งไฟแดง

“แกจะทำผักกี่อย่างมาฉันไม่สนหรอกนะ แต่แกควรหุงข้าวขาวให้ฉันด้วย” เรกล่าวหัวเสีย

“เอาน่าเร น้องนายกุสาทำเพื่อสุขภาพของนายนะ” หลิ่งกล่าวหยอกเร

“คิดว่านาน ๆ ที่ทำเพื่อสุขภาพของนายแล้วกันนะเพื่อน” น็อกช่วยเสริม

อาเจ้กับเฮียพูดถูกนะพี่เรมพูดปิดท้าย

ขอบคุณโฟตุมที่ประทานอาหารอันล่ำค่าให้แก่ข้าเรกล่าวประชด ทุกคนหัวเราะชอบใจก่อนจะยืนขึ้นแล้วชูซ้อนขึ้นมาและพูดพร้อมกันว่า “แด่ชีวิตวันพรุ่งนี้” จากนั้นพวกเขาก็เริ่มทานอาหารเที่ยงต่อ

อ้อจริงสิ เสร็จนี้มีงานย่อยอยู่สามงานนะกับงานใหญ่หนึ่งงานของวันพรุ่งนี้เมอเชนรสกล่าวชี้แจ้งงาน

ว่ามาเลยครับ/ค่ะ

สามอันแรกก็แค่งานเก็บกวาดกับช่วยขายของทั่วไป แต่งานพรุ่งนี้คือคุ้มครองกองคาราวานส่งสินค้าจากเขตสี่ไปเขตสิบสอง

“โห......ครั้งที่สี่ของเดือนแล้วนะค่ะ” หลิ่งกล่าว

“แต่น็อกจะได้เห็นบ้านตัวเองอีกรอบนะ”

“ขอให้คุ้มกับที่ไปแล้วกัน” น็อกกล่าว

“ใช่ คราวก่อนเจอเบี้ยวค่าจ้าง ตอนนั้นเกือบจะมีเรื่องกับเขตยี่สิบเก้าแล้ว” เรกล่าว “แถมเขตสิบสองก็ไม่ถูกกับเขตของเรามากด้วย”

“แต่ตอนนั้นพี่เล่นบุกก่อนเลย บอกแล้วไงว่ารอให้อีกฝ่ายเปิดก่อนนะเราจะได้ผิดน้อยลง” เรมกล่าว

“ไม่ต้องห่วง ๆ พวกเราจะออกเดินทางไปกับกองคาราวานพร้อมค่าจ้างที่ฉันตรวจเช็กแล้วสบายใจได้” เมอเชนรสกล่าวทิ้งท้าย

จากนั้นพวกเขาก็ออกไปทำงานที่รับจ้างมาต่อเรมกับหลิ่งไปงานช่วยขายของที่ร้านขานผัก ส่วนเรกับน็อกไปทำงานทำความสะอาด โดยเรไปร้านขายอุปกรณ์ตกแต่งในบ้าน ส่วนน็อกไปบ้านของนางสีริมมา เจ้าของบ้านที่ชอบมาจ้างวานพวกเขาบ่อย ๆ ตกเย็นพวกเขาสั่งหมูกระทะชุดใหญ่มากินเพื่อฉลองกันหลังจากที่ไม่ได้ฉลองกันมานานกว่าหกเดือนเติม ก่อนปิดท้ายด้วยเล่นเกมกระดานมอทีเลน เกมแข่งขันยึดดินแดนกันที่เล่นได้ห้าคน พวกเขาเล่นจบไปสามรอบก่อนจะเข้านอนเพื่อเตรียมตัวสำหรับวันพรุ่งนี้ยกเว้นเร เขาเดินลงมาชั้นใต้ดินของตึก ที่นี้มีชั้นใต้ดินเอาไว้สำหรับสร้างและซ่อมแซมยานพาหนะที่เสียหาย เรเดินมาเปิดไฟด้วยหินธาตุแล้วมองไปรอบห้อง

เป็นห้องกว้างติดสติกเกอร์ดวงดาวต่าง ๆ รอบห้อง มีตู้และชั้นวางเศษเหล็ก ไม้ หิน แร่ พืชบ้างชนิด ชิ้นส่วนต่าง ๆ สำหรับทำยานพาหนะและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เรซื้อมา ตรงมุมห้องมียานลำหนึ่งที่ยังสร้างไม่เสร็จจอดอยู่ นี้คือยานที่เรกำลังสร้างอยู่ เรเรียกมันว่าเทเวอร์ สตาร์ทหรือนักเดินทางแห่งดวงดาว ตอนนี้ตัวยานมีแค่ส่วนของที่นั่งคนขับกับสายที่เชื่อมไปถึงไอพ่นพลังงานเวทย์มนต์ เครื่องยนต์กับโครงส่วนของปีกและหัวยาน เรต้องใจจะทำให้มันสมบูรณ์ก่อนแล้วคอยประกอบส่วนที่เหลือยังพวกอาวุธ ตัวช่วยเสริมอื่น ๆ ลงไป

เรทำการเปลี่ยนส่วนไอพ่นและปีกใหม่และติดประกอบส่วนเสริมอื่น ๆ ที่เขาซื้อมาวันนี้แล้วขึ้นไปนั่งที่ยานของเขา เขาหยิบเครื่องจับเวลาโบราณขึ้นมาและกระดาษทันทึกเวลาของเขาที่เขาจดไว้ เมื่อวานยานลำนี้ลอยได้อยู่ที่สองนาทีแปดวินาทีแล้วเครื่องดับ เพิ่มมากกว่าเดิมถึงยี่สิบหกวินาที แต่วันนี้เขาเจอชิ้นส่วนยานรบที่น่าสนใจเป็นยานรบที่ปลดประจำการมาได้ปีหนึ่งแล้วโดนเลาะชิ้นส่วนขาย แต่เดิมเรใช้ชิ้นส่วนซากยานที่พักในระหว่างการรบมาใช้ ทำให้เกิดความไม่แน่นอนว่าชิ้นส่วนนั้นจะยังใช้ได้อยู่ไหม และมันเคยเกิดระเบิดขึ้นมาแล้วสามครั้งทำเรเกือบต้องเข้าโรงบาลดชคดีที่ตอนนั้นเขารู้ตัวก่อนแล้วรีบกระโดดออกจากยาน แต่เรก็ยังพยายามหาชิ้นส่วนดี ๆ ต่อไปที่ตอนนี้เขาต้องการให้ยานของเขานั้นบินขึ้นได้สักสามสิบนาที ฉะนั้นถ้าวันนี้บินได้สักสิบนาทีถือว่ากำลังไปได้ด้วยดี

เรเปิดเครื่อง เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นพร้อมกับแรงลมที่ตีแผ่ออกมาจากตัวเครื่อง เรเริ่มจับเวลา ตัวยานคอย ๆ ลอยขึ้นอย่างช้า ๆ เรพยายามประคองยานของเขาให้ทรงตัวอยู่กับที่แล้วหันไปมองเวลา สามสิบวินาที หนึ่งนาที หนึ่งนาทีห้าสิบวินาที สองนาที เยี่ยมเกินสถิติเดิมไปแล้ว เรพยายามประคองยานต่อไป สามนาทีแล้วยานยังไม่มีอาการว่าเครื่องดับจะหรือระเบิดแต่อย่างไร นี้ถือว่าดีมาก ๆ เขาบังคับประคองต่อแล้วหันไปมองเวลาสี่นาทีแล้ว ห้านาที ยานยังไม่มีอาการอะไร หกนาทีตอนนี้เรเริ่มรู้สึกยานเริ่มสั่นเหมือนเครื่องจะดับและรู้สึกร้อนมาก เริ่มมีควันลอยออกมาจากตัวยานของเร แต่เรยังคงพยายามประคองยานต่อไปจนยานเริ่มร้อนหนักขึ้น เจ็ดนาทีอีกนิดเดี่ยวเขาก็จะถึงเป้าหมายของวันนี้ แต่เครื่องร้อนขึ้นเรื่อย ๆ เสียงอะไรสักอย่างหลุดดังมาจากในตัวเครื่อง พร้อมกับเสียงที่เหมือนหม้อเดือด จนมาถึงแปดนาทีสิบหกวินาทีเครื่องร้อนจัดและดับลง มันล่วงลงมากระแทกพื้นอย่างแรงจนเรเกือบตกจากที่นั่งพร้อมกับควันลอยออกมาจากตัวเครื่องยนต์ เขาหัวเราะออกมาอย่างพึ่งพอใจและจดสถิติไว้พร้อมกับสำลักควัน คืนนี้เจ้านี้ทำได้ถึงแปดนาทีสิบหกวินาทีที่เดียว มากกว่าเดิมมาก ถือว่าครั้งนี้เป็นการเริ่มพัฒนายานของเขาไปในทางที่ถูกต้องสะที เขาลงมาเช็กว่ามีชิ้นส่วนว่ามีส่วนเสียหายบ้าง ก็พบว่าสายต่อจ่ายพลังงานนั้นมีทั้งที่หลวมและยังไม่เสถียรกับเครื่องยนต์ เขาต้องเปลี่ยนเป็นอะไหล่พวกนี้แทน เรเก็บของแล้วขึ้นไปนอนพักผ่อน

 

เช้าวันต่อมา เร เรม หลิ่งและน็อกเดินไปรวมกันที่โรงบริการพาหนะส่งสารและสินค้าเพื่อพบกับกองคาราวานผู้ว่าจ้าง เป็นช่างตีอาวุธคนแคระจากเขตสีแดงหกคนที่ต้องการส่งอาวุธและหินแร่ที่สั่งไว้โดยเขตสิบสองเพื่อส่งไปให้ที่เขตนั้น งานนี้เรพอเดาได้เลยว่าจบไม่สวยแน่ เขตสิบสองไม่ชอบหน้าเขตสี่มากอยู่แล้ว แล้วจู่ ๆ มาทำงานส่งของไปให้เขตนั้นอีก ฝ่ายนั้นต้องไม่พอใจแน่นอนที่เขตของเขาไปส่งของให้

“สวัสดีครับเด็ก ๆ ” คนแคระคนหนึ่งมาทักทายเขา “ขอบคุณที่มาช่วยครับ และขอโทษด้วยที่ให้พวกคุณต้องไปส่งที่เขตที่ไม่ถูกกับพวกคุณ แต่เราไม่รู้จะไหว้วานเขตไหนให้ทำดีจริง ๆ ”

“ไม่เป็นไรค่ะ เรายินดีช่วยเสมอไม่ว่าจะเป็นงานแบบไหน นั้นคือคติของเรา” หลิ่งกล่าว

“ขอบคุณจริง ๆ ครับ” คนแคระกล่าวแล้วหยิบเงินห้ากิลกับขนมปังสอดไส้สี่ชิ้นกับน้ำผลไม้สี่กล่อง “นี้คือมัดจำให้พวกเธอเอาไว้ลองท้อง”

“ขอบคุณมากค่ะ”

“เชิญพวกเธอพักรอสักครู่นะ เรากำลังตรวจของอยู่แล้วจะออกเดินทางกัน”

ทั้งสี่มานั่งทานขนมปังรอ

“นายจ้างโอเคนะ” น็อกกล่าว “หวังว่าเราจะไม่โดนเล่นงานหนักนะ ตรงนั้นเจ้าถิ่นเยอะด้วย”

“ไม่รู้สิ” เรกล่าว “เคยรอดสักครั้งไหมละ”

“ถูกของนายเร งานขนของทีไรเหนื่อยทุกที”

“นี้พี่กับเฮียจะทำให้ขวัญกำลังใจแต่เริ่มเลยเหรอ” เรมบ่นกล่าวประชด

“เสร็จแล้วเราพร้อมออกเดินทางแล้ว” คนแคระกล่าวเรียกพวกเขา

“เอาละ ไปกันเถอะ” พวกเขายืนขึ้นแล้วชนมันกันพร้อมกับพูดว่า “แด่ชีวิตวันพรุ่งนี้” จากนั้นพวกเขาทั้งสี่และคนแคระทั้งหกก็มาล้อมวงกัน เรมปักโทเทมของเขาไว้ที่พื้นแล้วใช้เวทย์ขยายขนาด ให้โทเทมของตัวเองใหญ่ขึ้น จากนั้นเขาก็กล่าวว่า “เรามารวมกันเพื่อขอวินวอนแก่อารุคาริมแห่งดิน น้ำ ทรายและพืช รับฟังและเฝ้าดูเรา ช่วยให้เราไม่หลงทาง ไม่หลงสู่ด้านลบ หากผู้ไรยอมสู่ด้านลบขอท่านช่วยนำผู้นั้นกลับมา ข้าและคนของข้าของสื่อสารนี้กับท่านผ่านโรอานของข้า” กล่าวจบโทเทมของเขาก็เปล่งแสงสีฟ้าแล้วกระจายออกมา เท่ากับงานตอนนี้พวกเขาพร้อมเดินทางกันแล้ว

คนแคระขนอาวุธทั้งหมดใส่รถเลื่อนขนส่งขนาดใหญ่ทรงสี่เหลี่ยมมีห้องนั่งข้างในตรงกลางเป็นที่วางของด้านหลังเป็นจุดสำหรับพวกเรเพื่อไว้ตัวดูด้านรอบ พาหนะที่พวกเขาใช้ส่งคือไทพา รูปร่างเป็นตัวอ้วนกลมขนาดใหญ่เหมือนลูกขึ้นเสียบติดกันสี่ลูก มีหกขาใหญ่ ๆ แต่กับวิ่ง ดวงจาโจกีบจมูกที่เล็ก มีปากกว้างมาก ไทพาเป็นสัตว์พาหนะที่ที่เดินทางได้เร็วระดับกลาง จุดเด่นคือร่างกายที่แข็งแรงและความอดทนสูง พวกนี้กินดินอ่อน ๆ ก้อนหินเล็ก ๆ กับฟางเป็นอาหารและหายใจทางปากได้ ถือเป็นสัตว์พาหนะที่เหมาะสำหรับเอาไว้ขนของเยอะ ๆ ได้

พวกเขาเริ่มเดินทางทันที ตัวไทพาเดินผ่านเขตทะเลทรายอันกว้างใหญ่ที่แทบมองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากภูเขา เรอยู่ในชุดประจำตัวเป็นเสื้อเชิดสีแดงทับทิมทับเสื้อสีดำ กางเกงขาสั้นสีน้ำตาลไขว์หอกคู่ไว้ด้านหลังแล้วถือธนูไว้ เขาไม่เคยใช้ศรธรรมดาแต่จะเสกศรมนตร์ตราเป็นลูกดอกในการยิงแทน ส่วนเรมอยู่ในชุดผ้าคลุมสีน้ำเงินลายน้ำ กางเกงขายาวสีขาว เขาเก็บปืนคู่ไว้ที่เอวถือเป็นปืนยาวรูปแบบไรเฟิลไว้ ส่องระยะไกล หลิ่งอยู่ในชุดสีดำยาว กางเกงขาสั้น ใส่เกราะที่ขา รองเท้าเหล็กติดมีดเธอมีโล่สีขาวมีตราโล่เป็นนกกางปีสีแดง ที่ติดอาวุธอยู่ด้านหลังโล่เป็นเมคสเหล็ก เธอถือหน้าไม้คู่ไว้เตรียมตัว ส่วนน็อกสวมชุดเสื้อกล้ามสีดำด้วยทับเสื้อใหญ่สีเทา กางเกงยาขาวสีน้ำตาล เขาเก็บดาบยาวอันใหญ่และขวานยักษ์สีแดงเอาไว้ด้านด้านหลังและถือปืนใหญ่กระบอกกลมยาวสีเทาเอาไว้เตรียมตัวรับมือเช่นกัน

พวกเขาใช้เวลานานพักหนึ่งก็ผ่านหุบเขาไทเพนตั้งชื่อตามเผ่าไทเพน เรมเรียกหันทุกคนหันไปมองภูเขาบ้านเกิดของพ่อและของน็อก เป็นกลุ่มภูเขาสีแดงอ่อนที่มีเนื้อที่เยอะมาก ทุกคนจะสร้างบ้านเป็นทรงที่กลมกลืนกับภูเขา ชาวเมืองจะมีทั้งที่เป็นผิวดำและผิวขาว ส่วนใหญ่พวกเขาจะทำงานเก็บแร่หินมาขายและสิ่งของจากก้อนหิน น็อกมองด้วยความดีใจที่ได้อยู่ใกล้บ้านอีกครั้ง

พวกเขาผ่านหุบเขาไทเพนไป ผ่านไปนานสองชั่วโมงก็ยังไม่เจออะไรหรือสิ่งที่จะเป็นอันตรายต่อพวกเขา เรเริ่มคิดว่าครั้งนี้น่าจะไม่เกิดเรื่องอะไร แต่จากประสบการณ์แล้วพวกเขาต้องเตรียมรับมือเรื่องร้ายแน่ ๆ แค่ไม่รู้ว่ามันจะมาตอนขาไปหรือขากลับแค่ไหน ครั้งหนึ่งที่พวกเขาส่งของจากเขตสี่ไปเขตยี่สิห้า ตอนเดินทางขนส่งทุกอย่างผ่านไปอย่างราบรื่นด้วยดี แต่พอเดินทางกลับพวกเขาถูกหนอนพิภพยี่สิบตัวโผล่มาเล่นงานพวกเขา ทั้งสี่แทบจะวิ่งหนีตายกันอลหม่านสุดชีวิตเพราะตอนนั้นไม่ได้ขี่สแปนเนอร์มาด้วย

เรคิดเรื่องนี้ก็อดนึกว่าโชคดีจริง ๆ ที่ตอนนั้นพวกเขาไม่โดนหนอนพิภพเล่นงานและวิ่งหนีรอดมาได้จนถึงเขตสี่อย่างปฎิหารจนพวกเขาอยากจะเลี้ยงฉลองสักมือในคืนนั้นมาก

จู่เรมก็ร้องออกมาว่า “พี่ เจ้ เฮียพบการเคลื่อนไหวด้านซ้าย” เรมกล่าวแล้วส่องไปรอบ ๆ เพื่อดูว่ายังมีทางอื่นอีกไหมแล้วเรมก็ทำสีหน้าตื่นตะลึงในทันที เพราะรอบ ๆ ด้านหลังพวกเขามีฝูงของไทโรเรียกำลังตรงมาที่พวกเขา ไทโรเรียเป็นสัตว์ตัวไม่ใหญ่สีน้ำตาลสี่ขาเหมือนยี่ราฟและคอยาว หัวยืดยาวมีเขายาว ฟันแหลมขนาดเล็กทั่วปาก ดวงตาสีเหลือง ร่างกายนั้นเป็นหนังหุ้มกระดูกแต่วิ่งเร็วมาก กีบเท้ายังมีกรงเล็บสี่ชี้ก “โดนล้อมชะแล้ว”

“พวกมันตามมาหาอาหารแน่” น็อกเล็งปืนรอไว้ ตอนนี้พวกเขาเริ่มเห็นฝูงไทโรเรียจำนวนมากกำลังวิ่งไล่ใส่กองคาราวาน เร หลิ่งและเรมเริ่มยิงไล่พวกไทโรเรีย แม้จะยิงโดนไปหลายตัวแต่ตัวอื่น ๆ ก็ยังตามมาอย่างไม่กลัวตายเลย น็อกยิงระเบิดใส่กลางวง ไทโรเรียสิบหัวกระเด็นลอยขึ้นฟ้าจะแรงระเบิดสีแดง แต่พวกมันก็ยังตามไม่หยุดชะที

“แบบนี้มีจ่าฝูงแน่” หลิ่งกล่าว ฝูงไทโรเรียขนาดใหญ่ที่โดนเล่นงานขนาดนี้แล้วยังไม่ยอมหนีมักจะมีตัวที่เป็นจ้าฝูงเสมอ และนั้นหมายความว่าพวกเขาเจอปัญหาใหญ่เข้าแล้วไงละ “เรม พยายามหาตัวจ้าฝูงให้เจอ น็อกพยายามไล่พวกที่อยู่ระยะไกลไว้ เรช่วยฉันจัดการตัวที่อยู่ข้างหน้าที่”

“ไม่ต้องบอกก็รู้น่า” เรยิงธนูเวทย์มนต์โจมตีต่อเนื่องไปที่ขาของไทโรเรียสามตัว พวกมันกลิ้งล้มชนกันเองแต่พวกที่เหลือก็กระโดดหลบเพื่อนของมันและตามล่าพวกเขาต่อ

“พวกเราพอช่วยอะไรได้ไหมครับ” คนแคระหันมาถามพวกเขา

“ขับต่ออย่าออกนอกเส้นทาง” หลิ่งกล่าวแล้วยิงหน้าไม้ออกไปหกนัดโดนไทเรียสามตัว มันเยอะมากและยังตามไม่หยุดจนเข้ามาใกล้พวกเขามากขึ้น หลิ่งเก็บหน้าไม้และหยิบเมคสออกมาตีไทโรเรีย กระเด็ดออกไปสี่ตัว แล้วทุบหัวมันอีกที่หนึ่ง ต่อด้วยเอาโล่กระแทกใส่ตัวด้านซ้าย เรเองก็เก็บธนูแล้วหยิบหอกคู่สองด้านออกมากแล้วฟันใส่ไทโรเรียไอได้สามตัวก่อนจะดึงหอกออกมาเป็นสองอันแล้วตวัดขึ้นที่หนึ่งกลายเป็นเคียวคู่สองมือ และฟันเขียวไล่ตัวที่อยู่ด้านขวาได้ห้าตัวแล้วทีบหัวตัวที่กำลังเกาะรถกองคาราวาน น็อกเก็บปืนของเขาแล้วปลดดาบกับขวานมาโจมตีใส่ไทโรเรียที่กระโดนใส่พวกเขาใช้ปายขวานตีเจ้าตัวที่กระโดดมาสองตัวแล้วเตะใส่อีกหนึ่งตัวแล้วฟันดาบใส่ตัวที่ลงมาถึงรถ

เรมยังใช้ปืนยาวยิงช่วยเพื่อจัดการตัวที่อยู่ในระยะไกลและส่องหาจ้าฝูงไปด้วย

“เรมเจอตัวจ้าฝูงยัง” น็อกกระโกนถามและเตะก้านคอใส่ไทโรเรียตัวด้ายขวา

“ยังเลยเฮีย” เรมกล่าว “งานงอกแล้วไง ตรงกลางมาตั้งยี่สิบตัวแนะ”

“สงสัยชอบของหนัก” หลิ่งกระตุกเมคสของเธอที่หนึ่ง ตัวหัวเหล็กลอยออกมาพร้อมกับมีโซ่ติดมาด้วย หลิ่งปล่อยเวทย์ธาตุไฟฟ้าและลมออกมาส่งไปที่หัวเหล็กแล้วเหวี่ยงไปรอบ ๆ จนเจ้ายี่สิบตัวนั้นโผล่มา เธอเหวี่ยงเมคสใส่กลุ่มนั้น เมื่อหัวเหล็กกระทบพื้นก็เกิดระเบิดขนาดใหญ่ประกายไฟฟ้าและแรงลมที่รุนแรงรอบตัวกระจายออกมา ทั้งยี่สิบหัวและอีกสิบสองตัวกระเด็ดกระจัดกระจายหายไปครึ่ง

“โห....เจ้ยังโหดสมเป็นเจ้เลย”

“ลืมแล้วเหรอ ดาวนี้มันเถื่อน ไม่แน่จริงอยู่ไม่ได้”

ส่วนน็อกนำอาวุธมาประกบกันพร้อมกับมีหินก้อนเล็ก ๆ หลายก้อนลอยออกมา จากนั้นหินเหล่านั้นก็มีเปลวไฟลุกออกมา น็อกตะหวัดอาวุธออกไป ลูกไฟจำนวนมหาสารกระจายออกไปกระแทกใส่พวกไทโรเรียไปสิบสองตัว ส่วนเรมบันจุเวทย์มนต์ลงไปที่กระสุนหลายครั้งแล้วยิ่งออก กระสุนกระจายออกแล้วเลี้ยวโค้งไปเองแบบมิสสายล็อกเป้าไปโดนส่วนขาไทโรเรียแปดตัว เรเสกธนูเวทย์มน์สีเหลืองที่มีปีกติดอยู่ด้านท้ายออกมาแล้วยิงไปสามลูก ลูกธนูนั้นเมื่อปักลงไปขาของไทโรเรีย มันก็จะแตกออกเป็นลูกธนูที่เล็กขึ้นแล้วเปลี่ยนไปชนเป้าหมายอื่นต่อจนแตกออกห้าครั้งก็สลายหายไป ไทโรเรียสิบห้าตัวล้มลงไปเพราะลูกธนูของเร แต่ถึงแม้พวกเขาจะใช้เวทย์มนต์เคลียร์ไทโรเรียไปได้มากเท่าไร มันก็ดูจะไปจบสิ้น ตอนนั้นที่เรมร้องออกมาว่า

“เจอแล้วตัวจ้าฝูงอยู่หน้าเลย มีบริวารล้อมอยู่ประมาณยี่สิบตัวเลยละ”

ไทโรเรียตัวที่ใหญ่กว่ามีสามเขาและร่างกายที่ตัวมีเนื้อหนังกว่าพร้อมด้วยบริวารอีกยี่สิบตัวกำลังตรงมาหาพวกเขาด้วยความโกรธเกรี่ยว

“หลิ่งเปิดทางให้ที” เรบอก

หลิ่งควงเมคสโซ่ขึ้นบนอากาศ พร้อมกับเกิดคลื่นไฟฟ้าอยู่รอบวงเหวี่ยงของเมคสและก่อตัวหนาขึ้นเรื่อย ๆ จนมีคลื่นไฟฟ้าสีเหลืองวนอยู่ภายในในวงเหวี่ยงเมคส จากนั้นหลิ่งก็เหวี่ยงลงไปข้างหน้ากระแสไฟฟ้าระเบิดกระจายไปข้างหน้าเกิดประกายไฟฟ้าเส้นสีเหลืองกระเบิดพุ่งออกไปข้างหน้าเรื่อย ๆ ฝูงไทโรเรียกระเด็นกระจายออกไปหลายตัวจนโดยตัวจ้าฝูง แต่มันยังตั้งตัวได้และวิ่งมาหาพวกเขาต่อ

“ทำไมพวกโฮรีนอสถึงใช้ไฟฟ้าได้ข้องจัง” น็อกกล่าว

เรเก็บอาวุธแล้วหยิบธนูออกมา จากนั้นเขาก็กระโดดไปเหยียบไทโรเรียตัวอื่น ๆ ใช้มันเป็นทาง เขาเขากระโดดไปเหลือ ๆ โดยมีเรมคอยยิ่งตัวที่กระโจนใส่เขา เรกระโดดไปข้างหน้าต่อไปจนมาใกล้จ้าฝูง จ้าฝูงที่เห็นเรแล้ว มันควิดใส่เขาในทันที เรกระโดดออกจากไทโรเทียที่เขาขี่อยู่ แล้วสามารถเกาะที่เขาของจ้าฝูงได้ มันดิ้นอย่างแรงเพื่อสะบัดอีกฝ่ายให้หลุด เรพยายามประคองไว้แล้วเอาธนูฟาดไปที่หัวของตัวจ้าฝูงแล้ว ตัวจ้าฝูงหัวสะดุ้งขึ้น เรปล่อยมือเพื่อให้ตัวเองลอยขึ้นมาแล้วเกาะที่หัวของจ้าฝูงได้ จากพยายามประคองไม่ให้ตกจากจ้าฝูงจนสามารถยืนบนตัวของจ้าฝูงได้ เขาเสกธนูสีส้มขนาดใหญ่ออกมาแล้วเล่งมาที่หัวของจ้าฝูง “ขอโทษนะพวก” เรยิงธนูออกไปแล้วกระโดดออกเติมแรง ธนูสีแดงระเบิดใส่ไทโรเรียจ้าฝูงเติม ๆ เกิดควันไฟสีส้ม เรให้แรงระเบิดส่งให้ตัวเขาลอยไปไกลขึ้น แล้วเสกธนูที่เทาออกมายิ่งไปที่รถคาราวาน ตอนที่ธนูลอยไปปักก็มีเส้นสีเทาติดกับธนูมาด้วยแล้วเส้นสีเทานั้นติดอยู่กับธนูของเรแล้วมันก็ดึงเรมาถึงที่รถคาราวานอย่างปลอดภัยทันที พวกเขาหันไปมองตัวจ้าฝูงที่ตอนนี้ร้องโอดครวนออกมาเสียงดังแล้ววิ่งนี้กลับไปอีกทางพร้อมกับตัวลูก ๆ วิ่งตามจ้าฝูงของมันไป

ทั้งสี่ถอนหายใจด้วยความโล่งอกที่รอดมาได้และหวังว่าจะไม่มีตัวอะไรบุกมาโจมตีพวกเขาอีก

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น