Pantasy Quest ภัยจากแดนไกล

ตอนที่ 23 : บทที่ 23 เป้าหมายที่ต้องไป

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 0
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    6 ก.ย. 62

ห้วงอวกาศ ณ เส้นทางสู่ดาวมุสตาไฮย์

 

เรกับครอบครัวถูกขังอยู่ในห้องสีเหลี่ยมเล็ก ๆ สีเขียวมีกระจกกลม ๆ มองออกไปข้างนอกแค่ด้านหลังห้อง มีประตูที่ติดกระจกกลมอีกด้านหนึ่ง พื้นนิ่มแปลก ๆ น่าจะทำมาจากวัตถุที่เบาไร้น้ำหนัก มีเครื่องกลม ๆ สีน้ำเงินเหมือนลูกแก้วติดอยู่ด้านบนที่เรคิดว่าน่าจะเป็นเครื่องที่ใช้สร้างแรงโน้มถ้วง

พวกเขาโดนหมัดมือเอาไว้ ส่วนปุรุกับปุมุโดนจับขังอยู่ในกรง สัมภาระที่เรกับเรมเอามาด้วยรวมทั้งไข่สัตว์ภูติโดนเอาเก็บไว้ห้องถัดไปจากห้องขัง

ตอนนี้เรควรจะคิดว่าตอนนี้ครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้าดีไหม เมื่อจู่ ๆ แม่ของเขาก็บอกว่าอัลฟิคือน้องสาวบุญธรรมชองเขา เรียมเองก็พุ่งทราบตอนโดนขังและอยากฟังคำอธิบายอยู่พอดี

“หนูลูกสาวบุญธรรมเหรอค่ะ”

“ใช่จ๊ะอัลฟิ”

“เดี่ยวนะ เมื่อไรกัน” เรมถาม

“ยังจำตอนคณะเร่ร่อนของเรเนียได้ไหมละ

“หมายถึงน้าเรเนียใช่ไหมค่ะ” อัลฟิถาม

               “ใช่จ๊ะ” จ้อยตอบ

“เรเนีย” เรียมคิดสักพัก “ที่รัก คุณหมายถึงเพื่อนคุณจากคณะเร่ร่อนงั้นเหรอ นี้คุณไปรับเด็กมาจากพวกคณะเร่ร่อนงั้นเหรอ”

“ก็ใช่นะสิ” จ้อยกล่าว

“แต่การจะรับรองบุตรบุญธรรมต้องมีคนยืนยันในครอบครัวสองคนนี้น่า” เรมกล่าว

“อีกคนก็คือบาบาน่าเรม” จ้อยตอบ “แม่ให้บาบาน่าช่วยจัดการเรื่องนี้อีกที่”

“คุณให้บาบาน่ามาช่วยงั้นเหรอ” เรียมกล่าวไม่พอใจ “ที่รักทำไมคุณไม่คุยกับผมเรื่องนี้ก่อนจะไปรับเด็กคนอื่นมา”

“ให้คุยกับคุณเหรอ” จ้อยตอบกลับ “แล้วคุณเคยอยู่คุยด้วยไหมละ กว่าคุณจะกลับบ้านก็เย็นแล้ว ฉันก็ต้องดูแลเด็ก ๆ ทั้งสอน กินข้าว อาบน้ำ แล้วเรก็หลับยากกว่าคุณอีก กว่าเรจะหลับคุณก็หลับก่อนลูกแล้ว”

“โดนขุดวัยเด็กชะงั้น” เรบ่นพิมพำ ส่วนเรมกับอัลฟิหัวเราะ

“ก็....ก็...คุณก็รู้นี้งานผมมันต้องตรวจตราให้ดีและยังไกลบ้านอีกต่างหาก”

“ตรวจตราให้ดีงั้นเหรอ แล้วครอบครัวคุณละไม่คิดจะมาดูแลบ้างหรือไง คุณเอาแต่ทำงาน วันหยุดก็ไม่คอยอยู่กับลูก เอาแต่ไปตกปลากับเพื่อนอยู่นั้นและ”

“ที่รัก นั้นมันเมื่อก่อนนะ” เรียมกล่าวแก้ตัว

“ใช่สิ นั้นมันเมื่อก่อนเพราะตอนนี้เด็ก ๆ โตแล้วและแถบไม่อยู่บ้านเพราะคุณ”

“นี้ความผิดผมเหรอ”

“หยุดทะเลาะกันเถอะค่ะ” อัลฟิพยายามห้ามปรามไม่ให้ทั้งสองเหรอทะเลาะกันต่อ

“ใช่แล้วที่รัก อย่าให้ลูกสาวของเราที่พึ่งได้มาเจอพ่อแม่บุญธรรมต้องมาเห็นภาพแบบนี้เลย”

“ยอมรับ...หนูเหรอค่ะ” อัลฟิถามขึ้นมา “จะยอมรับหนูเป็นลูกสาวเหรอค่ะ”

“แน่นอนอัลฟิ” เรียมตอบ “มันก็ไม่เสียหายจริงไหมถ้าเราจะรับลูกมาเป็นคนในครอบครัว”

“แม่ยินดีตอนรับลูกจ๊ะ” จ้อยกล่าว

“ถ้างั้นเออ....” อัลฟิอึดอัดนิดหน่อยแล้วกล่าวขึ้นมา “พ่อค่ะ แม่ค่ะ” เธอหันไปถามเรกับเรม “ทั้งสองคนก็พี่สินะค่ะ”

“อืม” เรพยักหน้า “ยินดีตอนรับน้องสาว”

“อืม....อืม...” เรมกล่าวอำอึ่ง “เช่นกันอัลฟิ”

“ดีจังเลย” แล้วอัลฟิก็ยิ้มออกมา

“แล้วอย่างแรกที่ลูกต้องทำคืออยู่บ้านช่วยงานแม่ที่บ้าน” เรียมกล่าว

“เอ้.............ทำไมละค่ะ” อัลฟิคัดค้าน “หนูเองก็อยากเป็นนักทำภารกิจเหมือนพี่ ๆ นะค่ะ”

เรียมอ่ำอึ่งนิดหน่อยหันไปมองจ้อยที่จ้องเขม้นใส่เขา “ก็....ช่วยพ่อหน่อยเถอะ อีกอย่างแม่ก็อยู่คนเดียวด้วย ลูกก็อยู่เป็นเพื่อนแม่เถอะนะ พ่อขอละ”

“แต่ว่า”

“พ่อขอละ ตอนเรมไปเขตสี่ แม่งอนพ่อไปเป็นอาทิตย์เลย”

“แล้วมันสมควรไหมละ” จ้อยกล่าว “คุณเอาแต่ให้ท้าย ทั้งที่ฉันก็ขอไว้แท้ ๆ ”

“คุณก็เห็นนี้ที่รัก ว่าเรมยิงปืนเก่งนะ” เรียมเถียงกลับ

“แล้วมันใช่เรื่องไหมที่คุณจะมาแอบอนุญาติอะไรแบบนี้โดยไม่บอกอะไรฉันนะ” จ้อยเริ่มโวยวายหนัก

“บอกคุณแล้วคุณจะยอมเรอะ” เรียมพยายามโต้

“อ้อเหรอ ถ้าคุณยอมบอกดี ๆ ไม่ใช่มาพูดเองเออเองให้ท้ายลูกโดยไม่บอกกันนะ”

“ก็เพราะผมไม่เคยเถียงชนะเลยคุณไงละ ผมถึงไม่กล้าบอก”

“โห........เหตุผลฟังขั้นมาเลยนะเรียม”

“เดี่ยวก็ชินเองละ” เรมกระชิบกับอัลฟิ

“ค่ะพี่” อัลฟิพยักหน้าเข้าใจ

ตอนนั้นเองมีทหารคนหนึ่งเขามาเขาเล่งปืนมาที่จ้อย “เฮ้ย....เงียบ ๆ หน่อย ทนฟังมานานแล้วนะ ยินดีด้วยนะไอ้ตัวคราบบ่อโคลนแต่ช่วยดูสถานะของแกบ้าง”

“อย่าบังอาจมาเรียกเมียฉันแบบนี้นะโว้ย”

ตอนนั้นเองเรกระชากเชือกที่มัดอยู่ขาดแลวชกใส่ทหารคนนั้นแล้วต่อด้วยเรมเอาหัวกระแทรกที่ท้อง เรปิดท้ายด้วยเตะก้านคอใส่จนทหารคนนั้นสลบไป

“นี้...นี้ลูกทำได้ไงเนี้ย”เรียมถาม

“เก่งกว่าคุณเยอะเลยละ”

“เลิกถามก่อนเถอะน่า” เรหยิบปืนยาวของทหารส่งให้เรม ส่วนปืนพกเขาเก็บไว้ แล้วส่งดาบให้เรียม “พ่อดูแลแม่กับอัลฟิและสองตัวนั้นด้วยนะครับ”

“ลูกจะทำอะไรนะ” เรียมถาม

“ปล้นยาน” เรกล่าว “ไปเรม”

“พี่ค่ะ” อัลฟิเรียกทั้งสอง เรกับเรมหันมามอง “ระวังตัวด้วยนะค่ะ”

“อืม ไว้ใจได้เลย” เรกับเรมออกจากห้องไปเห็นทางเดินสั้น ๆ สีขาวที่มีสรรพาระของพวกเขาอยู่ มีประตูบานหนึ่งตรงมุมห้อง และทหารสี่คน พวกเขาหันมาจ้องเรกับเรมด้วยความตกตะลึงแล้วหันแนมายิงพวกเขา เรกับเรมวิ่งหลบกระสุนแล้วยิงปืใส่มือของพวกทหารทั้งสี่คนต่อด้วยเข้าไปเตะใส่หน้าทหารของคนข้างหน้า เรใช้ปลายปืนทุบใส่หน้าของหทารอีกสองคนก่อนจะกระกระทืบซ้ำทั้งสี่คนจนสลบ แล้วเปิดประตูเข้าไปในห้องควบคุมที่มีกระจกตรงหน้าหนึ่งบานกับแผงควบคุมยานที่มีทหารสองคนกำลังขับยานอยู่ที่ตอนนี้หันมามองเห็นทั้งสองแล้ว “เกิดอะ.....พวกแกมัน!!!

เรกับเรมกระโดดเข้าไปใช้ปืนทุบใส่คนขับสองคนนั้นจนสลบทันที แล้วพวกเขาก็ช่วยกันจับพวกทหารขังไว้ในห้องขัง พวกเขาปล่อยปุรุกับปุมุออกมาและยึดอาวุธมาทั้งหมด ทั้งสองออกมากระโดดโลดเต้นดีใจไปทั่วยาน

“อย่าไปแทะสายไฟละ พ่อกับแม่และอัลฟิพักอยู่ตรงนี้ก่อนละกันนะครับ” เรกล่าว

“ค่ะพี่” อัลฟิตอบ

“แล้วลูกสองคนละ” เรียมถาม

“ขับยานกลับไปสมทบพวกรุ่นพี่ครับ” เรตอบ “เรมช่วยขับหน่อย”

“มีอะไรที่ลูกทำไม่ได้บ้างเนี้ย”

“ทำตัวดี ๆ มั้งครับ” เรกล่าวติดตลก

เรกับเรมเดินไปที่ห้องคนขับโดยเรมนั่งที่ตำแหน่งผู้ช่วยด้านขวา ส่วนเรนั่งขับที่ตัวขับเคลื่อนหลักด้านซ้าย พอขับไปได้สักพักเรก็หันมาถามเรมว่า “อกหักขนาดนั้นเลยเหรอ”

เรมสะดุ้งหันมาถามเร “อกหัก....อกหักอะไรของพี่” เขากล่าวอย่างร้อนรน

“ฉันดูก็รู้แล้วว่าแกนะชอบอัลฟิ” เรกล่าวขึ้นมา

“จะบ้าเหรอ พี่ชายที่ไหนจะกล้าชอบน้องสาวตัวเองกัน”

“แล้วก่อนหน้าที่จะรู้ละ” เรมพยายามเถียงกลับแต่เรก็พูดขึ้นว่า “สีหน้าแกมันบ่งบอกมานานแล้วไอ้น้องชาย ไม่ต้องห่วงฉันช่วยปิดเรื่องนี้ให้ได้น่า”

เรมถอนหายใจ ไม่ใช้เพราะโล่งอก แต่รู้สึกได้ปลดปล่อยสิ่งที่เก็บไว้ในใจมานานบ้าง

“แล้วตั้งแต่เมื่อไร” เรถามต่อ

“ตั้งแต่ตอนพาเธอมาอยู่กับเราหรือเรียกว่าพาเธอกลับมาบ้านก็ได้” เรมตอบแล้วกล่าวต่อว่า “ความจริงผมตั้งใจจะบอกความรู้สึกหลังช่วยเธอเสร็จแล้วละ แต่พอมาเจอแบบนี้แล้วก็....”

“อัลฟิชอบแบบนี้สินะ” เรตอบให้

“ใช่ เธอดูมีความสุขดีที่มีครอบครัว” เรมกล่าว

“ฉันเข้าใจ” เรกล่าว “พวกเราเองก็ไม่รู้ว่าแม่จะรับเด็กจากคณะเร่ร่อนมาเป็นน้องสาวบุตรธรรมนี้ แล้วอะไรจะบังเอิญที่เราไปเจออัลฟิพอดี”

พวกเขาเงียบกันไปสักพักเรก็กล่าวต่อว่า “แต่ยังไงเธอก็เป็นน้องสาวบุตรธรรม ชะนั้นในอนาคตนายอาจมีสิทธิ์ตรงนั้นอยู่ก็ได้”

“ขอบคุณนะพี่ชายที่ให้กำลังใจ” เรมกล่าว

พวกเขาขับยานต่ออีกสักพักก็เกิดเสียงแจ้งเตือนขึ้น เรหันไปมองที่หน้าจอยาน ส่วนเรียม จ้อย อัลฟิ ปุรุและปุมุรีบวิ่งเข้ามาในห้องนี้ “เกิดอะไรขึ้นนะเร”

“โดนตามครับ” เรตอบแล้วหันมองจอที่แสดงตำแหน่งรอบ ๆ ของยาน มียานเล็กสองลำทรงสามเหลี่ยม มีปีกยาวจรดหลังและยานใหญ่ทรงสี่เหลี่ยมยาวติดไอพ่นสองท้ออีกลำหนึ่งตามหลังพวกเขามา “เรม ดูว่ามีปุ่มอะไรเกี่ยวกับอาวุธไหม”

ตอนนั้นเองมีเสยงของคาลิสดังมาจากในตัวยาน “ฮาโหล ฮาโหล เรนายนึดยานได้ยัง”

“นั้นเสียงคาลิสนี้” จ้อยกล่าว

“เออ.....นี้มันการสื่อสารระยะไกลนี้”

“ลำโพลน่าจะอยู่ตรงกลางที่นั่งลองหาดู” เสียงคาลิสดังมาอีกครั้ง

เรสำรวจที่นั่งตรงกลาง ก็เจอของที่เหมือนโทรศัพท์บ้านสีขาว แต่มีหน้าจอดิจิตอลแสดงตัวเลขที่น่าจะเป้นพิกัดอยู่ เรหยิบตัวโทรออกมาแล้วพูดใส่ “นี้เร ได้ยินไหม”

“ชัดแจ๋วเลย” คาลิสตอบ

ทุกคนในยานโล่งอกที่ยังปลอดภัยอยู่

“นึกแล้วว่านายต้องปล้นยานได้แน่” คาลิสตอบ

“ฝีมือล้วน ๆ ” เรตอบ

“แล้วอีกสองลำนั้นใครครับเหรอ” เรมถามบ้าง

“หลิ่งกับโฟร” คาลิสตอบ “ยานลำนี้ใหญ่พอจะเก็บยานทั้งสามลำนั้นได้ พวกนายขับมาจอดในยานแล้วคอยคุยกันดีกว่า”

“ได้เลย” เรตอบ

แล้วยานของเขากับอีกสองลำท่หลิ่งกับโฟรขับก็ขับไปด้านหลังยานที่คาลิสขับ ด้านหลังเปิดออกเลยให้เห็นลานโล่ง พวกเขาผลัดจอดยานลง โดยเริ่มจากโฟรก่อนต่อด้วยหลิ่งและเร พวกเขาลงมาทักทายกัน

“ยังขับได้นี้เพื่อน” เรกล่าวชนหมัดพร้อมกับส่งยิ้มให้โฟร

“นายก็ยังเก่งเรื่องปล้นเหมือนเคย” โฟรกล่าว

“ถ้าเรื่องทำลาย พวกนายชมฉันได้นะ”

“น่าภูมิใจจังเลย” เรียมกล่าว

“แม่ควรจะดีใจไหมเร” จ้อยกล่าว

“ไงพวก” น็อกกับคาลิสและเฟลเดินมาหาพวกเขา “โรคเกลียดคำว่ายอมคนนี้ไม่หายสินะ”

“ฉันบอกแล้วไงหมอนี้มันเป็นพวกเกลียดเขาว่าแพ้”

“อัลฟิ” เฟลวิ่งเข้ามากอดอัลฟิแล้วตรวจเช็กร่างกายของอัลฟิ “พวกนั้นทำอะไรเธอไหม เจ็บตรงไหนเปล่า”

อัลฟิสายหน้า “ฉันสบายดี ไม่เป็นไรหรอก”

“เอ้........เธอยิ้มแย้มจัง เจออะไรดี ๆ เหรอ”

“เออ....คือ” แล้วพวกเขาก็เล่าเรื่องที่จ้อยรับอัลฟิเป็นลูกบุตรธรรม ทำทุกคนอึ้งกันมาก ๆ

“จริงเหรอ” เฟลร้องด้วยความดีใจ “งั้นพวกเราก็คงได้อยู่ด้วยกันแล้วสินะ”

“อืม” อัลฟิพยักหน้า “ฉันดีใจมากเลยละ”

“ให้ตายสิอะไรจะบังเอิญขนาดนั้นเนี้ย” หลิ่งกล่าว

“ดีใจด้วยเพื่อน” โฟรกล่าว

“ดีใจสำหรับการที่ครอบครัวพวกนายกลับมานะ” แล้วคาลิสก็ส่งอาวุธของเรกับเรมคืนให้ ทั้งสองรับมาเก็บไว้ “เอาละต่อไปก็เรื่องที่พวกเราจะทำกันต่อ”

“ผบ.ทีลเด็ด” เรกล่าว “ต้องไปหยุดเขาสินะ”

“ใช่” คาลิส “อย่างแรกเราต้องส่งพวกคุณกลับดาวสเป-ซอสก่อน”

“อย่าดีกว่าคาลิส” เรียมกล่าว “รู้อย่างนี้ ฉันก็ไม่อยากอยู่เฉย ชะงั้นพวกเราก็จะไปหมดนี้และ”

“จะเอางั้นแน่เหรอครับ” คาลิสถาม

“พวกเราคงไม่อยากอยู่เฉย ๆ แน่” จ้อยกล่าว

“ก็ได้ งั้นตามมาเลย” คาลิสเดินนำทุกคนเขาไปในห้องขับ จากนั้นเขาก็หยิบหนังสือสมุดจด หนังและเอกสารข้อมูลต่าง ๆ ที่เขารวบรวมมาทั้งหมดกองด้วยกัน “ก่อนอื่นก็เรื่องอาวุธของผบ.ทีลเด็ดที่จะใช้โจมตีพวกเรา” คาลิสหยิบหนังสือเล่มสีน้ำเงินหนึ่งเล่ม เอกสารขนาดเอสี่สามแผ่นและเอสามหนึ่งแผ่น เขากางแผ่นเอสามออก ในนั้นมีรูปวาดดินสอที่เป็นเหมือนเครื่องจักร วงกลมใหญ่ตรงกลาง มีแทนกลมตรงกลางวงกลมกับฐานสี่เหลี่ยมติดอยู่ ๆ วงกลม ด้านนอกมีวงแหวนสองวงรอบ ๆ เครื่องจักรอันนั้น ในภาพยังมีป้อมปืนอยู่ตามมุมต่าง ๆ ของเครื่องจักน มีชื่อเขียนไว้มุมบนซ้ายกระดาษว่า “ฐานทัพอวกาศลูน่า มูลเทียร่า

“ฐานทัพงั้นเหรอ” เรียมอุทานออกมา “ถ้างั้นขนาดมันก็ต้องใหญ่มากแน่”

“แล้วทีลเด็ดจะเอานี้มาเล่นงานพวกเราได้ไงกันค่ะพี่”

คาลิสหยิบกระดาษเอกสี่ทั้งสามแผ่นออกมาให้ทุกคนดู ในนั้นคาลิสจดอาวุธทุกชิ้นที่อยู่ในฐานนั้น ทั้งปืนใหญ่ยิงระเบิด ปืนเลเชอร์ ปืนต่อต้าน และที่ทำพวกเขากลัวสุดคือสิ่งที่คาลิสชี้ให้ดู มันมีชื่อว่าปืนใหญ่แห่งการกัดกิน เรอ่านความสามารถของในนั้นมีใจความว่า ปืนใหญ่แห่งการกัดกินจะทำการดูดกลืนเวทย์มนต์และขจัดสิ่งไร้เวทย์มนต์ให้หายไป และยังสามารถยิงลำแสงเวทย์มนต์ที่สามารถทำลายดาวดวงหนึ่งหรือกองทัพห้ากองทัพได้แต่เป็นอาวุธที่ต้องใช้พลังเวทย์มนต์อย่างมหาสาร ทำให้การยิงหนึ่งครั้งต้องใช้เวลารวบรวมเวทย์มนต์ใหม่อย่างยาวนาน แต่จำเป็นต้องเป็นเวทย์มนต์แท้เท่านั้น เวทย์มนต์เทียมไม่สามารถจะใช้ยิงได้และอาจทำให้ปืนใหญ่แห่งการกัดกินเสียหาย

“นี้สินะเหตุผลที่พวกมันต้องส่งหุ่นยนต์มาดูดกลืนทรัพย์กรเวทย์มนต์ของชาวนอก” เรกล่าว

“ถ้ารวมจากเรื่องที่พวกนายปะทะกับพวกมันมาด้วยก็ต้องเรียกว่าใช่ละนะ” คาลิสตอบ

“งั้นโรงงานที่พวกเราพึ่งระเบิดทิ้งไปนั้นละ” น็อกถาม “พวกมันตั้งไว้ทำไม”

“พวกนายทำลายไปเรียบร้อยแล้วสินะ” เรถาม

“ใช่” หลิ่งตอบ “ไม่เหลือซากแล้ว”

“เรื่องที่น็อกพูดน่าคิด” โฟรกล่าว “โรงงานนั้นมีน่าที่ทำอะไรเหรอครับรุ่นพี่”

 “พวกมันตั้งใจเอาทรัพย์ธรรมชาติที่มีในดาวส่งกลับไปที่มุสตาไฮย์” คาลิสตอบ

“และส่งไปเป็นพลังงานให้ฐานนี้สินะ” เรมกล่าว “แสดงว่าพวกมันลงมือมานานแล้วแน่ ๆ ”

“แล้วมีใครพอจะคิดอะไรอย่างหนึ่งออกไหม” เรียมมาขึ้นมา เขารู้สึกได้เลยว่าการเข้าไปแทรกหกคนนี้ในขณะกำลังคุยแผนอยู่นั้นยากมาก “ถ้าพวกมันเตรียมการแบบนี้มาพักหนึ่งแล้ว จะส่งหุ่นยนต์มาทำไมอีก”

“แสดงว่าพวกมันไม่ได้มีเป้าหมายแค่ชาวนอก” เรกล่าว “ถ้าแผนของทีลเด็ดเริ่มต้นเมื่อไรจะมีชาวกรุงบ้างคนไม่เห็นด้วยโดยเฉพาะ....”

แล้วทั้งหกคนก็ตะโกนออกมาพร้อมกัน “พระธิดามณีตา!!!!!

“พระธิดามณีตางั้นเหรอ” จ้อยกล่าว

“พระองค์เกี่ยวข้องได้ไงกันเหรอค่ะ” อัลฟิถาม

“จำได้ไหม พระองค์เองก็โดนหุ่นยนต์พวกนี้โจมตีมาจนตกมาดาวสเป-ซอส” เรมกล่าว

“และพระองค์ก็เป็นชาวกรุงดี ๆ คนหนึ่งถ้าทีลเด็ดคิดจะทำบ้า ๆ แบบนี้ละก็ พระองค์ไม่ยอมปล่อยให้ทีลเด็ดทำแน่” เรกล่าวอธิบาย “เลยส่งหุ่นยนต์สั่งเก็บพระองค์ชะ”

“พ่อก็ไม่เข้าใจอยู่ดี” เรียมกล่าว “ถ้างั้นจะส่งพวกมันมาโจมตีพวกเราทำไม”

“หรือพวกนั้นตั้งใจให้พวกเราสับสนเล่นค่ะ” เฟลเสนอ

“นั้นและเป็นไปได้ที่สุด” โฟรกล่าว “ถ้าพวกเราไม่มีข้อมูลตรงนี้พวกเราก็จะเอาแต่เพ่งเล่งไปที่หุ่นยนต์จนลืมนึกถึงโรงงานจอมปลอมนั้น เป็นแผนการเบี่ยงความสนใจสิ่งเล็ก ๆ แทนที่จะเป็นตัวการหลักไงละ”

“ใช่แล้ว” คาลิสตอบ “ผบ.ทีลเด็ดส่งหุ่นยนต์มาแค่เพื่อเรียกความสนใจและเก็บส่วนอื่นไปด้วย แต่เพราะโดนพวกเราขัดก่อนเลยเปลี่ยนแผนให้ไวขึ้น”

“งั้นต่อไปก็คือดาวดวงแรกที่ผบ.ทีลเด็ดจะโจมตีดาวดวงแรกหรือดวงไหน” น็อกกล่าว

“ต้องเอาข้อมูลที่ได้มาวิเคาระห์อีกที” คาลิสกล่าวแล้วหยิบสมุดที่เขาจดไว้ออกมา “น่าจะมีอะไรสักอย่างในนี้ช่วยบอกเป้าหมายแรกของทีลเด็ดได้ เรมนายหาข้อมูลดู เอาอันที่มันดูน่าสงสัยที่สุด”

เรมรับสมุดจดของคาลิสมาดู ข้อมูลต่างที่คาลิสจดมามีตั้งแต่รูปแบบอาวุธของชาวกรุง เผ่า พาหนะของชาวกรุง ไม่มีหน้าไหนบ่งบอกเลยว่าเป็นตัวชี้ว่านั้นคือเป้าหมายของทีลเด็ด

“ไม่เจอเหรอค่ะพี่” อัลฟิถาม

“ข้อมูลพวกนี้ไม่มีตรงไหนบ่งบอกเลย หน้านี้ก็มีแต่ตัวเลข.....เดียวนะตัวเลขเหรอ” เรมหันไปจ้องมองหน้าที่มีจดชุดตัวเลขต่าง ๆ เรียงลำดับไว้ เมื่อเขาเพ่งดูดี ๆ ก็รู้สึกคุ้น ๆ แปลก ๆ  “ลูกพี่ มีหนังสือเกี่ยวกับดวงดาวของชาวกรุงไหนคครับ”

“นี้เลย” คาลิสส่งหนังสือเล่มหนึ่งที่เขียนว่า “ข้อมูลดวงดาวต่าง ๆ

เรมเปิดหนังสือแล้วเพ่งมองไปที่สมุดจด เขาทำแบบน้ำไปหกรอบแล้วร้องออกมา “เจอแล้ว”

“แกแน่ใจนะเจ้าสี่ตา” เรถาม

“อย่างน้อยถ้าคนไม่ใช้สายหนอนหนังสือคงไม่แน่ใจ” เรมกล่าว “แต่ผมแน่ใจมาก ชุดตัวเลขหน้านี้คือเลขรหัสดวงดาวที่พวกกรุงใช้เวลาส่งของไปดาวต่าง ๆ ” เรมกล่าวแล้วชี้ไปที่หน้าที่เขาเปิดไว้แล้วเปิดสมุดกดที่มีชุดตัวเลยเรียงลำดับไว้อยู่ “และนี้คือดาวทั้งหมดที่ทีลเด็ดจะโจมตี เดาว่าเป้าหมายแรกคือดาวดวงนี้ซึ่งอยู่ในดวงแรกในสมุดจด”

พวกเขาหันไปดูดาวที่เรมชี้คือดาวอีฟ “ที่สำคัญ นี้คือดาวของพระธิดามณีตาด้วย”

“เจ้านั้นตั้งใจจะกำจัดคนที่คิดจะช่วยชาวนอก” หลิ่งกล่าว “แล้วมาเก็บชาวนอกต่อนี้เอง”

“พระธิดาไม่ยอมแน่ถ้าใครคิดจะมาทำเรื่องแบบนี้” จ้อยกล่าวขึ้นมา “เราต้องรีบไปเตือนพระองค์นะ”

“เราจะไปดาวอีฟหรอ” เรมถาม “แต่ที่นั้นไกลมากเลยนะ”

“ยังมีอีกวิธีหนึ่ง” คาลิสกล่าว “เราจะไปดาวอเมยาไท ดาวนั้นเป็นที่อยู่ของพวกไซ-เมจ ถ้าเราบอกเรื่องนี้ให้พวกนั้นรู้ พวกเขาอาจจะยอมมาช่วยและเตรียมตัวก่อนทีลเด็ดจะลงมือก็ได้

“แข่งกับเวลาสุดสินะ” เรกล่าว “โชคยังดีที่เรายังพอมีไซ-เมจที่คุยกันได้อยู่บ้าง”

“งั้นก็ต้องพึ่งพวกนายสองคนแล้วละ” คาลิสกล่าว “เร โฟร พวกนายสองขับยานไปดาวอเนมาไทให้เร็วที่สุด ฉันจะตั้งพิกัดให้ เรมนายศึกษาหนังสือที่ฉันขโมยมานี้เท่าที่ทำได้น่าจะมีข้อมูลจำเป็นสำหรับงานนี้อยู่ น็อกกับหลิ่ง พวกเธอกับพี่คอยศึกษาอาวุธนี้เพื่อวิธีทำลายฐานนี้ ส่วนคุณเรียมกับคนอื่นก็ช่วยกันคนละอย่างเท่าที่ได้แล้วกันนะครับ”

“ได้เลยคาลิส”

แล้วจากนั้นพวกเขาก็เริ่มแบ่งงานกันตามที่คาลิสบอก เรกับโฟรนั่งขับยาน ส่วนเรม อัลฟิ เฟลและจ้อยช่วยกันศึกษาหนังสือที่คาลิสเอามาด้วย ส่วนคาลิส หลิ่ง น็อกและเรียมช่วยกันศึกษาฐานทัพอวกาศลูน่า มูเทียร่า

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น