Pantasy Quest ภัยจากแดนไกล

ตอนที่ 19 : บทที่ 19 โจรกรรมยาน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 0
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    5 ก.ย. 62

ดาวโคเรนการ์ ณ วิหารโครุลาน

 

“พวกเธอจะขโมยยานกลับดาวงั้นเหรอ” พระธิดามณีตามีสีหน้าตื่นตะลึง “นั้นมันเป็นเรื่องที่มีความผิดร้ายแรงมากนะ”

“พวกเรารู้ค่ะ” หลิ่งตอบ “พวกเราเองก็ไม่อยากทำแบบนี้ แต่ท่านก็ลองคิดดูว่าแค่ของพวกนี้ มันไม่พอกับค่าตอบแทนที่พวกเราลงแรงทำด้วยซ้ำ”

“แล้วเทลเวอร์ก็เบียวอย่างหน้าไม่อายไม่ต่างจากพวกชอบเบียวค่าจ้างเหมือนคนอื่นเลย” น็อกกล่าว

“งั้นทุกครั้งที่พวกเธอโดนเบียวค่าจ้างพวกเธอก็จะขโมยของแบบนี้นั้นเรอะ”

 “ใช่” เรตอบ “นี้และวิธีเอาคืนพวกเบียวของพวกเรา”

“แต่แบบนั้นมันก็ไม่ต่างจากโจรนะ”

“แล้วไงละครับ” เรกล่าว “ท่านรู้ไหมบ้างคนก็ไม่ได้เลวแต่เกิดหรือนึกอยากจะขโมยของใครแต่แรก แต่เพราะโดนสังคมรังแกหรือเกิดมายากไร้โดยไม่มีใครคิดจะช่วยเหลือจนต้องใช้วิธีจนตรอกแบบนี้หรือไร้ไงละ”

“เรื่องนั้น” พระธิดามณีตานิ่งไป เธอพยายามคิดหาเหตุผลแต่ก็ต้องยอมรับว่าเหตุผลของเรนั้นก็จริง หลายคนที่ไม่ได้เกิดมามีพ่อแม่และต้องอยู่ขอทานเองก็มี และหากพวกเขาจวนตัวก็คงจะทำแบบนั้น “แต่ถ้าพวกเธอโดนจับขึ้นมาละ”

“แหกคุกไงละ” เรมกล่าว “เวลาศึกษาชางกรุง ผมจะจะอ่านเรื่องคุกก่อนเสมอเผื่อตอนโดนจับขึ้นมานี้และ”

“แต่.....เราจะลองคุยกับเทลเวอร์ดูอีกที่ดีกว่าไหม”

“น่าจะยากนะครับ ขนาดตาเฒ่าคนนั้นยังเชื่อและยอมตามเทลเวอร์ขนาดนั้น” น็อกกล่าว

พระธิดามณีตานิ่งเงียบไปอีกครั้ง ไม่มีเรื่องที่เธอจะทำอะไรให้ได้เลยเรอะ เธอจะได้แต่ปล่อยให้เด็กสี่คนนี้ต้องทำตัวเป็นโจรเพราะโดนเจ้าชายเอาเปรียบงั้นเหรอ

“ท่านไม่ต้องคิดมากหรอกค่ะพระธิดา” หลิ่งกล่าว “พวกเราทำมาเป็นร้อยครั้งแล้ว จะพลาดสักครั้งก็ไม่เป็นไรหรอก”

“เวลานั้นถ้าช่วยคุยให้ปล่อยตัวพวกเราก็คงดีนะ เพราะบ้างที่ก็ขี้เกลียดแหกคุกเหมือนกัน” เร กล่าว

“พวกเธอไม่กลัวว่าเราจะบอกเรื่องนี้กับคนอื่นเรอะ”

“บอกไม่บอก ก็มีค่าเท่ากันอยู่แล้ว” เรตอบ

เธอคงไม่สามารถทำอะไรได้

เมื่อเก็บของที่รับมาเรียบร้อยพวกเขาเดินออกมาจากห้องเก็บของ ก็เห็นเทลเวอร์ สังคาริน กูเรม จารารา นำทหารของล้อมห้องไว้ เทลเวอร์ไม่พอใจสุดที่เห็นพวกเรเดินออกมาจากห้องเก็บของ “พวกเจ้าบังอาจขู่พระธิดามณีตาเพื่อไปขโมยของ”

“ใช่บังอาจมาก” สังคารินโวยวายตาม

“เราพาพวกเขาเข้าไปเอง” พระธิดามณีตาขัดพยายามแก้ต่าง “เราตกลงกันแล้ว ว่าจะให้รางวัลพวกเขาเมื่อพวกเขาช่วยพาพวกเรามาถึงดาวโคเนรการ์สำเร็จ”

“แต่นั้นเป็นฝีมือของเจ้าชายเทลเวอร์ ไม่ใช่เจ้าพวกสัตว์ชั้นต่ำสี่ตัวนี้” สังคารินขัด “ทำไมท่านต้องไปดูแค่พวกสัตว์ชั้นต่ำ แทนที่จะเป็นเจ้าชายเทลเวอร์”

“ท่านสังคาริน” รมโมเดินเข้ามาขัดโดยมีศวอสกับโอพูตามมาด้วย “ท่านควรจะหยุดและใช่เหตุผลบ้าง และหากท่านอยากจะฟังเรื่องทั้งหมดในดาวสเป-ซอสละก็ ข้าก็ยินดีจะเล่าให้ตั้งแต่พวกเราตกลงไปในดวงดาวดวงนั้นเลยละ”

“โถ่ ๆ ท่านรมโม ท่านต้องโดนพวกสัตว์ชั้นต่ำพวกนี้ล้างสมองแน่ ๆ ”

“ใช่แล้ว ๆ ข้าเห็นมากับตาเลย พวกมันล้างสมองท่านทั้งสองและศวอสกับโอพูด้วยแน่” จาราราเสริมพยายามใส่ร้ายพวกเรให้ถึงที่สุด ส่วนเรพยายามนิ่งไว้ก่อนเพื่อจะรอดูการกุเรื่องอันเยอดเยี่ยมของเทลเวอร์กับจารารา

“เห็นไหมท่านรมโม ท่านต้องโดนล้างสมองอยู่แน่ ๆ มาเถอะ เราจะไปล้างคำสาปท่านกัน”

“ไร้สาระนะท่านสังคาริน”

พระธิดามณีตาเข้ามาขัดขึ้นมา “ท่านจะหน้ามืดฟังแต่ฝ่ายเดียวโดยไม่คิดให้ดีก่อนไม่ได้นะ”

สังคารินหน้าแดงกำหันมาตวาดใส่พวกเร “เจ้าพวกสัตว์ชั้นต่ำ พวกแกบังอาจล้างสมองพระธิดา”

“คำก็ว่าสัตว์ชั้นต่ำ สัตว์ชั้นต่ำอยู่นั้นและ” เรตะคอกกลับความโกรธเริ่มปรากฏให้เห็น

“บังอาจเป็นแค่สัตว์ชั้นต่ำ กล้ามาขัดข้างั้นเหรอ”

เร หลิ่ง น็อกและเรมพุ่งเข้าใส่สังคารินพร้อมกัน สังคารินตกใจกลัวรีบเข้าไปหลบหลังทหาร เหล่าทหารปลดอาวุธออกมาชี้ไปที่พวกเร เร หลิ่ง น็อกและเรมจ้องเขม็นใส่สังคาริน

“พวกมันจะฆ่าข้า พวกสัตว์ชั้นต่ำนั้น”

“จะฆ่าจริงแน่ ถ้าแกยังไม่หุบปากตาแก” น็อกกล่าวอย่างมีน้ำโห

“พวกเธอช่วยใจเย็นลงก่อนนะ” รมโมรีบเข้ามาห้าม “ถ้าเกิดการฆ่ากันขึ้นมาพวกเธอเดือดร้อนแน่”

“ใช่ เจ้า.....”

“ท่านสังคาริน” ศวอสแทรกขึ้นไม่ให้พวกเรเผลอทำเรื่องที่ไม่ควรทำ “ท่านเป็นถึงนักบวสแค่วิหารโคลุราน แต่ท่านกำลังแสดงกิริยาวาจาที่ไม่เหมาะสมเลย ท่านควรตั้งสติและมองอย่างเป็นกลาง”

“พอเถอะ” เรตระโกนออกมา “ค่าจ้างก็ได้แล้ว ก็ถือว่าหมดธุระที่นี้ ก็ได้เวลาลาขาดแล้ว น็อกช่วยหน่อย”  แล้วเรกับน็อกก็กระะทืบเท้าหนึ่งที่เกิดแรงสั่นสะเทือนจนทุกคน ๆ ล้มลงมีหลิ่งกับเรมยังยืนได้อยู่และทั้งสองช่วยประคองไม่ให้พระธิดามณีตากับรมโม ส่วนศวอสกับโอพูโชคดีที่พอจะเดาได้อยู่ว่าพวกเขาคิดจะทำอะไรสักอยากรีบหามุมหลบเกาะไว้ทัน แต่ตอนแรกศวอสคิดว่าจะมีการสู้กันเกิดขึ้น เร หลิ่ง น็อกและเรมเดินผ่านคนอื่น ๆ โดยไม่สนใจและยังมีเหยียบเท้าซ้ำโดยเฉพาะเทลเวอร์กับจารารา ตอนเรเดินผ่านศวอสเขาส่งกระดาษแผ่นพับให้ศวอส

“นี้อะไรนะเร” ศวอสถาม

“ข้อมูลหุ่นยนต์” เรตอบโดยไม่หันมามองแล้วเดินออกไป

“นั้นคือข้อมูลที่เราพอขุดมาได้” หลิ่งตอบเสริมแล้วเดินตามเรไป

“พวกเราตั้งใจจะสืบเรื่องนี้หลังกลับถึงดาวสเป-ซอส” น็อกกล่าวแล้วเดินตามหลิ่งไป

“ถ้าพวกท่านใจดีด้วยตามสืบหน่อยนะ” เรมกล่าวแล้วเดินปิดท้าย

“เดี่ยวสิ ตรงนั้นไม่มีทางลงนะ” โอพูกล่าว พวกเขารีบลุกขึ้นยืน เทลเวอร์ลุกขึ้นยืนและรีบวิ่งตามพวกเรพร้อมคนอื่น ๆ เร หลิ่ง น็อกและเรมกำลังยืนริมขอบวิหาร เตรียมตัวกระโดด

“อย่าโดดนะ” พระธิดามณีตารีบห้าม

“สงสัยจะเสียสติไปแล้วจริง ๆ ” สังคารินกล่าว

ทั้งสี่หันมองพวกเขาและกล่าวว่า “ลาก่อนลาขาด หวังว่าจะไม่ต้องมาเหยียบดาวที่ดีแต่สวยแต่ใจโคตรหยาบช้าแบบนี้อีก” แล้วพวกเขาก็กระโดดออกจากวิหารลงสู่แม่น้ำทันทีพร้อมกับตะโกนว่า “แด่วันพรุ่งนี้!!!” และร้องเสียงเฮออกมาดังกึกก้อง

พระธิดามองด้วยความแปลกใจรีบวิ่งตามไปดู เร หลิ่ง น็อกและเรมกำลังร่วงลงสู้แม่น้ำ พวกเขาหันหน้าลงอย่างมุงมั่นไม่กลัวว่ากำลังจะตกลงน้ำ แม้จะมียานบินผ่านพวกเขาก็จะทีบตัวหลบไปอีกทาง ชาวดาวโคเรนการ์เริ่มหันมามองด้วยความตื่นตะลึงที่มีคนกระโดดลงมาจากที่สูง พวกเขาหล่นลงมาจนจะถึงแม่น้ำแล้ว เรกับเรมเอียงตัวให้พื้นแตะ เท้าของพวกเขาห่อหุ่มน้ำเป็นรูปทรงกกระดานแล้วพุ่งตัวออกไปได้เหมือนกับเรือที่กำลังแล่นอยู่บนน้ำ ส่วนหลิ่งกางปีกสีเหลืองออกแล้วบินตามทั้งสองไป น็อกเอาเท้ามาประกบกันแล้วเท้าของเขาก็เหมือนเป็นดินที่เริ่มก่อรูปร่างเป็นกระดานโต้คลื่น น็อกพุ่งตัวออกตามหลังไป

“น่าจะรู้นะว่าพวกเขาไม่ทำอะไรโง่ ๆ แน่” โอพูกล่าว

“ก็ลืมนึกไปเลย” ศวอสกล่าวเสริม

“ยังไมพวกเขาก็ไม่ควรทำอะไรแบบนี้นะ” รมโมกล่าว

“หวังว่าพวกเขาจะปลอดภัย” พระธิดามณีตากล่าวด้วยความเป็นห่วง

“ข้าห่วงมากกว่าว่าพวกเขาจะกลับดาวของพวกเขายังไง”

“เรื่องนั้น พวกเขาคงมีแผนแล้วละ” ซึ่งพระธิดามรีตาเองก็รู้อยู่แล้วว่าพวกเขามีแผนอะไร

 

เมื่อใช้เวลาสักพักเร หลิ่ง น็อกและเรมก็มาถึงฝั่ง พวกเขาสำรวจรอบ ๆ ฝั่งที่พวกเขาขึ้นมา ตรงนี้ถนนยาวที่ฝั่งตรงข้ามเป็นเมืองที่เป็นตึกสูงสีขาวทรงสี่เหลี่ยมมีหน้าต่างสีด้านชั้นบนและสามด้านชั้นล่างมีประตูทรงสี่เหลี่ยม ตัวบ้านเรียงติดกกันเป็นแถวมีความสูงต่างระดับกัน มีพาหนะที่เป็นเหมือนเรือแคนนูนยาวติดปีกที่ท้ายเรือลอยไปมาเหมือนการสัญจรตามที่เรเข้า นี้คงเป็นพาหนะที่เรียกว่ายานรถของชาวกรุงสินะ ตรงนี้ยังมีเสาที่มีหลอดไฟปักอยู่บนหัวตั้งเรียงเป็นแถวระยะห่างกันประมาณสิบก้าว ผู้คนในนี้ส่วนใหญ่จะเป็นเผ่ามมนุษย์ เอลฟ์และคนแคระเป็นส่วนมาก แต่ก็ยังมีเผ่าอื่นที่เรไม่เคยเห็นอีกแต่ก็มีแค่ไม่กี่เผ่า สิ่งที่แรและคนอื่น ๆ รู้สึกเหมือนกันและเป็นความรู้สึกไม่ชอบเอาชะเลย ที่นี้ไม่มีสิ่งที่เป็นธรรมชาติบ้างเลย ตั้งแต่ยืนอยู่เขาไม่ร็สึกถึงพื้นดินเลย มีแต่เหล็ก อิฐกับปูน แม้แต่ต้นไม้ที่เอาไว้ดูดซับไอเสียก็ไม่มี เขาหันไปมองแม่น้ำก็ไม่เห็นิสิ่งมีชีวิตพวกปลาหรือสัตว์น้ำสักตัวเลย

“ไม่มีธรรมชาติเลยแฮะ” เรมกล่าวขึ้นมา

“พวกเราไม่เคยอยู่ที่แบบนี้ไงละ” เรกล่าว

“หาอาหารก่อนเถอะ” หลิ่งกล่าว

“เห็นด้วยเลย” น็อกกล่าว “ไม่รู้ต้องติดแง็กที่นี้เป็นเดือนไหม หาตุนไว้เยอะ ๆ เลย”

“เอาละเจ้าสี่ตาทำงานได้แล้ว” เรหันไปสั่งเรม

เรมจ้องตาเขม้นใส่เร “สั่งได้สั่งจังนะ”

“รีบหาเสบียงตุนเถอะน่า” เรกล่าว “ตกเย็นก็ได้เวลาเผ่นละ” แล้วเขาก็กางแผนที่ดาวโคเรนการ์ออกมาดู เมื่อใช้สายตามองไปทั่วแผนที่เพื่อหาท่ายานให้เจอก่อนแล้วหาจุดที่ตัวเองอยู่ก่อน เมื่อเจอทั้งสองจุดเขาก็ไล่อยู่แต่ละเส้นทางที่ผ่านร้านอาหารมากที่สุด ใจจริงเรมก็อยากใช้วิธีปีนข้างบนตึกมากกว่า แต่เพราะพวกเขายังไม่รู้แน่ชัดว่าดาวนี้มีระบบป้องกันแบบไหนบ้างและนี้คือครั้งแรกที่พวกเขามาที่ดาวกรุงแบบจริงจังครั้งแรกด้วย

เรมตัดสินใจใช้เส้นทางที่มีสถานที่เป็นเหมือนที่พักชั่วคราวเป็นทางผ่าน เพราะพวกเขายังต้องการที่พักผ่อนสำหรับพักผ่อนเพื่อรอตกเย็นสำหรับการเริ่มหาท่ายานและขโมยยานเพื่อเดินทางกลับดาวสเป-ซอส

แต่เนื่องจากเพื่อไม่ให้เป็นที่ผิดสังเกตเพราะแค่เผ่าพันธุ์พวกเขาก็ดูแตกต่างมาก ทุกคนที่ผ่านมาเห็นพวกเขาต่างจ้องมองด้วยความแปลกใจแกรมตกตะลึง บ้างคนถึงกับวิ่งหนีและมีเด็กร้อยไห้ด้วย พวกเขาจึงจะใช้วิธีขโมยอาหารจากร้านอาหารแทน พวกเขาตัดเรื่องขโมยเงินออกไปได้เลยเพราะไม่อยากให้เกิดความสงสัยว่าเผ่าแปลก ๆ นี้ทำไมถึงมีเงินแบบดาวนี้ได้ พวกเขาเดินผ่านทางยาวที่มีตึกบ้านเรือนติดกันเป็นแถวเหมือนขนมปังยัดไส้หนา ๆ โชคดีที่เรมเจอสถานที่พักฟรีสำหรับผู้ต้องการแค่พักไม่จัดปาตี้ เป็นตึกสูงสีฟ้ากว้างสี่เหลี่ยม พวกเขาเดินเข้าไปขอที่พักสำหรับสี่คน เจ้าของที่พักจ้องมองทั้งสี่ด้วยสีหน้าตื่นตะลึงคิดว่าตัวประหลาดบุกเข้ามาก่อนจะมอบกุญแจห้องพักให้ พวกเขาเดินขึ้นไปชั้นสองที่ห้องเลข 2-เอ661 เป็นห้องเล็ก ๆ มีหน้าต่างสองบ้าน ตู้เก็บของหนึ่งตู้ติดถัดจากกระจกกับเตียงคู่สองเตียงที่มุมห้อง พวกเขาเก็บของที่ขนมาบ้างส่วนไว้ที่ห้องและเริ่มแยกย้ายกันไปหาอาหารกัน เรกับเรมเดินต่อทางที่เดินมาแล้วก็เจอร้านแรก เป็นร้านที่หรูพอควรเป็นอาคารทรงห้าเหลี่ยมล้อมด้วยกำแพงหน้ามียาม เรกับเรมแปลงเป็นน้ำเกาะกำแพงคอยควบคุมตัวเองให้ไหลตามกำแพงไปจนถึงด้านใน ทั้งสองเห็นอาคารสูงมากมีประตูบ้านเดียวด้านหน้า ล้อมรอบไปด้วยเสาหินปูทรงพีรามิด มีทางเดินทำจากปูน ปูทางเดินจากประตูทางเขาด้านหน้ากำแพงโค้งจนถึงประตูเข้าตึก เรกับเรมคืนร่างแล้วไปซ่อนหลังเสาหินแลวหันไปมองรอบ ๆ ก็เจอกับท่อส่งน้ำ เรกับเรมแอบย่องเดินไปที่ท่อส่งน้ำแล้วแปลงเป็นน้ำและซึ่มเข้าไปในท่อส่งน้ำ ทั้งสองไหล่ไปตามทางของท่องที่ยาวมากอยู่ ทั้งสองใช่เวลาอยู่นานก็มาอยู่ภายในถังเก็บน้ำใส ๆ ในห้องนี้มีถังน้ำขนาดใหญ่เรียงเป็นแถวตรงยาวหลาย ๆ แถว ปลายหัวต้องกลางถึงมีท่อเชื่อมต่อไปสู่ชั้นบน เรกับเรมไหลลงล่างก็เห็นทางออกอยู่ที่สายจากก๊อกน้ำ ทั้งสองไหลออกมาและคืนร่างพร้อมกับมองไปรอบ ๆ อย่างละเอียด

“เราน่าจะลองไปต่ออีกหน่อยไหม” เรมถามเร

“อย่าดีกว่า แค่นี้ก็เสี่ยงมากพอแล้ว” เรตอบ

“ดีแล้วละที่ไม่ได้โผล่ห้องน้ำ”

สองพี่น้องเดินสำรวจห้องนี้เพื่อหาทางออก พวกเขาเจอประตูที่อยู่มุมกลางห้อง เรคอย ๆ เปิดประตูแล้วมองไปด้านข้าง เป็นทางเดินยาวซ้ายกัยขวา มีป้ายสองป้ายติดอยู่ ป้ายแรกอยู๋ด้านซ้ายเป็นรูปจานซามและซ้อนซ้อม อีกป้ายด้านขวาเป็นรูปถุงใส่อาหาร ทางนี้และ เรเดินนำเรมไปทางขวาคอย ๆ สังเกตรอบ ๆ เป็นระยะแล้วเจอบันไดขึ้นไปชั้นบน ทั้งสองคอย ๆ เดินขึ้นแล้วมองรอบ ๆ เผื่อเจอคนเดินผ่านหรือกล้องวงจรปิด ทั้งสองเดินมาถึงชั้นที่มีเป็นห้องกว้างมีประตูตั้งเรียงตามกำแพง ทั้งคิดสักพักแล้วตัดสินใจ เช้าที่ประตูด้านซ้ายมือสุด เมื่อเปิดประตูเข้าไปพวกเขาก็มองตาค้างกับห้องในนี้

มีอาหารอยู่เติมไปตู้หมด อาหารทุกอย่างถูกเก็บใส่ตู้ที่น่าจะเป็นตู้เย็นสูงใหญ่จนติดผนังข้างบน ตู้ติดกระจกใสจนมองเห็นภายในที่ถูกแบ่งเป็นหมวดหมู่ชัดเจน ทั้งเนื้อ หมู ไก่ ปลา เครื่องเทศ ผัก ผลไม้ อาหารสำเร็จรูป อาหารในบรรจุภัณฑ์แม้แต่น้ำ ทุกอย่างที่อยู่ในห้องนี้มีมากมายจนเขาอยากจะขนไปให้หมดเพื่อเอาไปแจกคนที่ดาวสเป-ซอสมาก

“เอาละรีบเอาไปเยอะ ๆ เลย” เรกับเรมรีบวิ่งหามุมหลบแล้วหยิบลูกโป่งสีดำออกมาเป้าจนใหญ่ จากนั้นพวกเขาก็คอยไล่ลมออกมา ตัวลูกโป่งแฟบลงแต่ยังมีขนาดใหญ่เท่าเดิม “แล้วเจอกันที่ด้านฟ้า”

“ไปยังไงละพี่”

“หาทางเองเหมือนที่ผ่านมา”

เรเดินย่องเบาเข้าไปในมุมเนื้อเป็นอันดับแรก เรียกว่าโชคดีจริง ๆ ที่ในห้องนี้ไม่มีคน เรเดินหยิบอาหารใส่ถุงลูกโป่งอย่างสบาย ๆ จนอยากจะฮับเพลงตามไปด้วยแต่เขาก็กลัวมีคนได้ยินเลยขอเงียบไวดีกว่า เรเดินไปหยิบอาหารต่อตั้งแต่โซนเนื้อ หมู ไก่ อาหารสำเร็จรูปและอาหารในบรรจุบรรจุภัณฑ์

“โอโห มีแต่เนื้อไม่มีผักเลยนะ” เรมผ่านมาเห็นกล่าว ในถุงของเขามีปลา ผัก ผลไม้ เครื่องเทศ น้ำและเนื้อเล็กน้อย

“ผักบ้านเราปลูกกินสบายน่า แต่เนื้อนี้หายากเหมือนหาแร่บริสุทย์นั้นและ”

“อืม.....ก็มีเหตุผลดี”

แล้วพวกเขาก็เสกคาถาหดตัวให้ถุงเก็บอาหารเล็กลงเท่าฝามือเก็บใส่กระเป้าไว้

“เอาละรีบเผ่น....”

ประตูเปิดออกกะทันหันสองพี่น้องรีบแปลงเป็นน้ำแล้วไหลหลบเข้ามุม ติดกำแพง คนงานที่ใส่ชุดผ้าคลุมยาวสีแดงจำนวนแปดสิบคนกำลังเดินมาหยิบวัตถุดิบสำหรับทำอาหารต่าง ๆ ออกไปคนละชิ้น แล้วมีคนใส่เสื้อสีเหลืองมาเดินเช็กแต่ละแถว เรคิดอะไรออกขึ้นมาทันที เมื่อคนตรวจผ่านเรไปเขาคืนร่างแล้วทุบท้ายทอยจนสงบ เรมคืนร่างมาจ้องมองเรด้วยสีหน้าตกใจ

“ทำอะไรเนี้ย” เรมกระชิบ

“ปลอมตัวเพื่อหาทางออกไงละไง” เรทุบให้เกิดเสียงนิดหน่อย

“ตรงนั้นเกิดอะไรขึ้นเหรอ” มีเสียงถามดังขึ้นมา เรเงียบไว้แล้วคนตรวจอีกคนก็เดินมาทางนี้ สองพี่น้องรีบแอบสุ่มก่อนที่เรมจะถามเรว่า

“แล้วจะออกไปทางไหนละ”

“แกไม่ชอบวิธีนี้แน่” เรตอบยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์

“หา...” เรมจ้องเรสายตาเชิงถามว่าพี่จะเล่นแผง ๆ ใช่ไหม

เมื่อคนตรวจอีกคนมาถึงเรกะชากหัวคนนั้นกระแทกพื้นแล้วทุบซ้ำอีกหนึ่งทีจนสลบ แล้วพวกเขาก็รีบหยิบเสื้อหาพวกเขามาใส่ทับ แต่ชุดมันใหญ่ล่วมเกินไปจนผ้าคลุมบังหน้าพวกเขา

“ถามจริงคิดว่าพวกนั้นจะดูไม่ออกเหรอ”

“ก็ไมได้ตั้งใจแอบนี้” เรกล่าวแบบสบาย ๆ

“หมายความว่าไง”

“ตรงนั้นเกิดอะไรขึ้น” เสียงคนตรวจดังขึ้นมาเข้าใกล้ทั้งสอง

เรหยิบธนูชี้ขึ้นฟ้าเสกธนูขึ้นสีขาวเข้มขึ้นมาแล้วยิงโดนไม่มีปี่มีขลุ่ย กำแพงข้างบนพังทลายลงมาจนเห็นท้องฟ้า คนตรวจคนอื่น ๆ รีบวิ่งมาดูกว่าเกิดอะไรขึ้น

“เรมคาถาลม” แล้วเรเสกลมขึ้นก่อนและกระโดดขึ้นไปเหยียบซ้ำที่ลม เรมรีบทำตามด้วยสีหน้าแตกตื่น ทั้งสองพุ่งขึ้นฟ้าด้วยความเร็วสูงจนมาถึงหลังคาร้านได้

“ทำเพื่ออะไรเนี้ยถ้าคิดจะหนีแบบนี้” เรมกล่าวแล้วกำลังจะดึงผ้าคลุมออก

“อย่าเรม” เรกล่าวอธิบาย รอบ ๆ พวกมันมีหุ่นยนต์ตัวกลม ๆ ติดใบพัดบนตัวหุ่นมีดวงตาสีแดงตรงกลางลอยมาล้อมพวกเขา ส่งเสียงวอดังไปทั่ว พร้อมกับชูปืนกระบอกกลมยาวที่อยู่ข้างล่างตัวหุ่นเล่งมาที่ทั้งสองคน

“เมื่อไรเนี้ย”

“การรักษาความปลอดภัยที่นี้เจ๋งดีแฮะ”

“ใช่เวลามาชมไหมเนี้ย”

“ประกาศถึงผู้บุกรุก” มีเสียงดังมาจากหุ่นยนต์จิ้ว “ยอมจำนวนแล้วเอาผ้าคลุมออกมาให้เราเห็นหน้าชะ”

“หนีลงน้ำ” เรกล่าวแล้วกระโดดไปฝั่งซ้ายมือที่มีแม่น้ำอยู่ เรมกระโดดตามแบบงง ๆ พร้อมกับปืนจำนวนมากยิงใส่พวกเขาทันที ทั้งสองดิ่งลงน้ำแตกกระจายแล้วรีบแปลงร่างเป็นน้ำและรีบว่ายขึ้นฝั่งทันที

 

หลิ่งกับน็อกเดินออกมาจากที่พักไปทางเดินยาวที่เติมไปด้วยตึกต่าง ๆ บดบังแดดให้ แต่ก็ไม่เห็นต้นไม้หรือธรรมชาติบ้างเลยเหมือนที่อื่น ๆ ตรงนี้มีคนเดินเยอะอยู่ดูแล้วน่าจะเป็นตลอดนัดเพราะมีตึกร้านค้าเติมไปหมด มีทั้งร้านขายของใช้ ร้านขายอาหาร ร้านขายเสื้อผ้า ร้านขายอาวุธ ร้านขายเพชร ร้านขายแผ่นซีดี ร้านขายหนังสือ ร้านขายอุปกรณ์กีฬา ร้านขายอะไหล่ แม้แต่ร้านขายของเวทย์มนต์เองก็มีเหมือนกัน ซึ่งมีพวกระเบิดเวทย์มนต์กับกระดาษเวทย์ที่เมื่อเขียนคาถาลงไปกระดาษก็จะแสดงผลรับของคาถานั้นแล้วไหม้หายไปทันที แน่นอนว่าคาถาแพงมากต้องแลกไข่สิบฟองขึ้นไปต่อหนึ่งแผ่น

“แยกกันดีกว่า” น็อกเสนอแผน

“อืม เจอกันริมทางนะ” หลิ่งตอบ แล้วทั้งสองก็แยกกันไปน็อกเดินไปมุมขวา ส่วนหลิ่งไปทางซ้าย

หลิ่งพยายามส่องดูของกินชิ้นเล็ก ๆ ไม่ใหญ่มากแล้วเพราะเธอชอพวกของกินที่ใช้มือทานได้สบายเหมาะกับการกินไปบินไปมาก หลิ่งเดินเข้าร้านที่มีการวางของเป็นชั้น ๆ แล้วมีมุมอับเยอะ เธอจะแอบเดินไปหยิบอาหารที่เล่งไว้ปล้วใช้คาถาย่อส่วนและเอาไปยัดใส่กระเป้า หลิ่งเดินไปร้านอื่น ๆ ต่อนอกจากอาหารก็เอาอย่างอื่นที่น่าจะมีประโยชน์ติดมาด้วย อย่างระเบิด ยารักษาโรค หนังสือที่พอมีจะประโยชน์และน่าสนใจ แน่นอนเธอขโมยแผ่นหนังที่เธอสนใจติดมาด้วย จนได้มาเติมกระเป้าหลิ่งออกเดินอย่างใจเย็นมารวมกับน็อกที่มุมตลาดแล้วทั้งสองก็เดินเลี่ยวขวาเดินตรงยาวต่อไปจนมาถึงสถานที่หนึ่ง ที่หลิ่งมองว่าเป็นสถานที่ ที่ดีที่สุดที่เธอเห็นมาในดาวดวงนี้ เป็นสนามหญ้ากว้าง มีต้นไม้ปลูกกระจายสวยงาม ดอกไม้ปลูกเป็นแถวเรียงกันตามประเภทของดอกไม้ มีพื้นปูเป็นทางเดินด้วยดินกับปูน ที่นี้มีหลานเผ่าพันธุ์เดินเล่น ชมต้นไม้และยังมีสัตว์ต่าง ๆ อยู่ในนี้ด้วย

“ที่นี้เองก็ยังมีธรรมชาติอยู่บ้างสินะ” หลิ่งกล่าว

“ดีจังเลยแฮะ” น็อกกล่าว “พวกเขาเดินเล่นกันหน่อยดีกว่า”

“ก็ดีหวังว่าจะไม่มีใครวิ่งหนีพวกเรานะ” หลิ่งเดินนำน็อกไปที่บริเวณดอกไม้ เด็ก ๆ ที่นี้และผู้ปกครองมองพวกเขาด้วยสายตาแปลกประหลาดในทันทีที่เห็นทั้งสอง

“ดีไม่พ้นเลยแฮะ” น็อกพึมพำ

“ช่างเถอะ”

จู่ ๆ ก็เกิดเสียงระเบิดขึ้น ทุก ๆ คนหันไปมองข้างบนก็เกิดมีควันลอยออกมาจากตึกสูงตึงหนึ่งและยังมีหุ่นยนต์ตัวกลม ๆ ปิดใบพัดกำลังล้อมคนสองคนที่สวมผ้าคลุมสีเหลืองทั้งตัวทำให้มองไม่เห็นหน้าตา ก่อนที่สองคนนั้นจะก็โดดจากที่สูงโดยไม่กลัวอะไร ทั้งสองดิ่งลงน้ำแล้วหายไปทันที

“อย่างบอกนะว่า” หลิ่งกับน็อกรีบวิ่งไปใกล้บริเวณนั้นทันที ทั้งสองวิ่งยาวไม่หยุดผ่านผู้คนที่เริ่มแตกตื่นที่จู่ ๆ หลิ่งกับน็อกก็วิ่งเฉย พวกเขามาถึงริมแม่น้ำก็เห็นเรกับเรมกำลังเผาผ้าคลุมสีเหลืองอยู่ “อะไรกันเนี้ย พวกนายโดนจับได้เหรอ”

“จับได้อะไรละ” เรมโวยวายขึ้นมา “แอบอยู่ดี ๆ พี่ก็ยิงธนูระเบิดหลังคาแล้วพาหนีลงจากที่สูงพร้อมกับกระสุนจำนวนมากตามหลังมาด้วยไงละ”

“อย่าบ่นมากน่า อย่างน้อยนี้ก็ทำให้เราไม่โดนเห็นตัวนะ” เรกล่าว

“อย่ามาทำเหมือนกับเป็นเรื่องปกติได้ไหม ก่อนจะทำอะไรก็ปรึกษากันก่อนสิ”

“ปรึกษาแล้วแกจะทำตามไหมละ”

“แนะ......ยังจะเถียงอีก”

“พวกนายสองคนพอเถอะน่า” หลิ่งกล่าว

“ใช้กับที่พักแล้วเตรียมตัวสำหรับคืนนี้ดีกว่า อย่าลืมดูแผนที่ละเจ้าสี่แต่”

“สั่งจังนะ” เรมโวยวาย

 

ทั้งสี่เดินทางกลับที่พักแล้วตรวจของที่ขโมยมา มีอาหารจำนวนมากและพวกระเบิดจำนวนหนึ่ง พวกเขาเริ่มกินอาหารแล้วให้เรมกลางแผนที่ออกแล้วหาท่าปล่อยยานที่ใกล้ที่สุดนั้นคือท่าปล่อยยานฮิริคุมะ จากนั้นเรมก็เปิดหนังสือเพื่อดูข้อมูลของท่าปล่อยยานฮิริคุมะ มีรายละเอียดและประวัติของท่าปล่อยยานกับแผนที่อยู่ในหนังสือ แต่ปัญหาคือไม่มีข้อมูลชนิดของยานอยู่ในนี้เลยนั้นจะทำให้พวกเขาเสียงเผลอขโมยยานที่อาจจะช้าและทำให้โดนจับได้ง่าย ๆ แน่

“แบบนี้แย่แน่” น็อกกล่าว “ไม่ต่างจากบุกเข้าไปเสี่ยงดวงเลย”

“ต้องยอมเปลี่ยนสถานที่” หลิ่งกล่าว “เรมพอมีท่าปล่อยยานไหนมีข้อมูลยานแน่นอนไหม”

“งั้นขอเวลาหาข้อมูลสักวันก่อนนะเจ้” เรมกล่าวหยิบหนังสือขึ้นมาดูข้อมูล “เพราะข้อมูลแบบนี้ต้องงมหานานอยู่นะ”

“ถ้าเปลี่ยนจากขโมยที่ท่าปล่อยยาน แต่ไปขโมยที่มียานดี ๆ แน่นอนดีกว่าไหมละ” เรกล่าว

“ที่ไหน” ทุกคนถาม

เรมองดูแผนที่แล้วชี้ไปที่จุด ๆ หนึ่งเมื่อทุกคนมองไปที่เรชี้ เรมมีสีหน้าชีกขาวขึ้นมาทันที สถานที่เรชี้ไปมันเขียนไว้ว่าฐานทัพชื่อไกเกนกา “แค่พวกเรามาที่นี้เจ้าชายบ้านั้นก็แทบจะเกลียดขี้หน้าพวกเราอยู่แล้วนะแต่นี้เล่นบุกฐานกองทัพ เจ้าชายนั้นไม่หาเรื่องพวกเราหนักเลยเหรอ”

“ก็แล้วจะทำไม” เรกล่าวน้ำเสียงสบาย ๆ “ยังไงเจ้าชายสติแตกนั้นก็หาเรื่องพวกเราตลอดอยู่แล้ว”

“นี้พี่ชอบหาเรื่องเจ้าชายใช่รึเปล่า”

“แล้วแกจะทำหน้าเคลียดไปทำไม”

“เคลียดสิ เรากำลังจะไปฝ่าดงกองทัพเลยนะ”

“เอาน่าเรม เราต้องพึ่งสมองในการจำของนายนะ” น็อกกล่าว

“ส่วนเรื่องลุยปล่อยให้เป็นหน้าที่พวกเราเอง” หลิ่งกล่าว

“จำข้อมูลฐานนี้ชะ” เรสั่ง “แล้วคืนนี้เราจะบุกกัน”

“ทั้งพี่ ทั้งเฮีย ทั้งเจ้ ใช้กันจังนะ ถ้าเป็นรุ่นพี่คาลิสก็ว่าไปอย่าง”

“พี่นะหลุดตำแหน่งไปแล้วไงละ” หลิ่งกล่าว

 

ตกเย็นเหล่าทีมทำภารกิจเขตสี่เริ่มเก็บของต่าง ๆ ใส่กระเป้า เรนำไข่สัตว์ภูติมาห่อผ้าทับสองชั้นเพื่อกันไข่แตกแล้วเอาใส่ไว้ลึกที่สุดเพื่อความปลอดภัยของไข่ เมื่อจัดเก็บของเรียบร้อยแล้วพวกเขาก็เริ่มออกเดินทางกันทันที พวกเขาออกเดินทางโดยให้เส้นทางที่ทึบปลอดคน ทางเดินมืดไฟส่องมาแทบไม่ถึง มีแสงจากดวงจันทร์ของที่นี้เท่านั้นที่ส่องลงมาที่นี้ช่วยให้พวกเขามองเห็นทางนิดหน่อยและเรมก็มองเห็นแผนที่บ้างเพราะพวกเขาไม่อยากใส่คาถาที่ช่วยส่องไปตอนนี้จนกว่าจะไกลจากตัวเมืองเพราะฐานทัพอยู่ไกลจากเมืองมากอยู่ พอพวกเขาเดินออกจากเมืองได้เรมก็เสกลูกไฟแสงลอยออกมาจากมือของเขาแล้วเดินนำทางทีมผ่านเส้นทางที่เป็นทุ่งหญ้ากว้างใหญ่มีต้นไม้ที่มีลำต้นสูง พวกเขาเดินต่อยาวไม่พักจนมาถึงฐานทัพไกเกนกา บนฟ้าของฐานมียานเล็กสองลำบินรอบ ๆ ฐานทัพเรคาดการได้เลยว่าต้องเป็นยามเฝ้าแน่ ๆ ตรงหน้าประตูมีทหารจำนวนสองคน ทั้งสองใส่หมวดเหล็กมีเขาติดแว่นกรอบกระจก ใส่เกราะหนักใหญ่มีไหล่ด้านขวา ไหล่ซ้ายติดกล้องทรงที่เหลี่ยมส่องไปรอบ ๆ ได้เอง มีดาบสียาวที่เอวด้ายซ้าย ถือปืนไรเฟิลสีขาว พวกนี้น่าจะเป็นยามแน่ ๆ

 “เรมตรวจดูรอบ ๆ ได้ไหม” เรสั่ง

“สักครู่” เรมเดินขึ้นไปบนต้นไม้แล้วเปลี่ยนปืนยาวของเขากล้องปืนไรเฟิลแล้วส่องไปที่ฐานทัพ พอเขาส่องสักพักเรมก็คงมารายงานว่า เขาเล่าส่วนต่าง ๆ ของฐานเท่าที่จะมองเห็นได้ ตัวฐานมีอาณาเขตกว้างล้อมรอบไปด้วยกำแพงหนามีตึกใหญ่อยู่ตรงศูนย์กลางของฐาน ด้านซ้ายของฐานมีโดมครึ่งวงกลมสูงสีดำมีแทบหลายสีน้ำเงินติดประตูบานหนึ่งด้านหน้าเรียงแถวจำนวนห้าโดม ด้ายซ้ายและด้ายขวามีตึกและอาคารต่าง ๆ ตั้งแต่อาคารที่ติดเสาอาการ หอคอยสูงมีไฟสีน้ำเงินส่องไปทั่วทั้งสี่ด้าน ด้านหลังเป็นจุดที่จอดยานพาหนะต่าง ๆ ตั้งแต่รถถัง มอเตอร์ไชค์ ยานอวกาศ เครื่องบินและเรือ

 “แล้วพวกหทารด้านในละ” เรขัด

“มีทหารยามข้างในหกคน ที่เสาที่หนึ่งคน ตรงที่เก็บยานมีสิบคน ที่โดมสิบคน ในตึกน่าจะมีคนยังไม่นอนเดาว่าประมาณสิบคน”

“ประมาณสามสิบเจ็ดคนสินะ” น็อกกล่าว “เยอะพอสมควรสำหรับการแอบขโมยยาน”

“ไม่แปลกสำหรับกองทัพนะ” หลิ่งกล่าว

“บุกถล่มง่ายกว่าจริง ๆ ” เรบ่นพึมพำ

“ขะบ้าเหรอ ไม่ได้มาระเบิดฐานนะพี่”

“แล้วสถานที่กว้างหรือแคบมากไหม”

“อืมทางไปโดมมันจะแคบ ๆ หน่อยแต่ด้านขวาที่เป็นตึกใหญ่เป็นทางกว้าง” เรมตอบ

“แต่ติดปัญหาอยู่หนึ่ง” เรกล่าว “นั้นคือตอนหนี”

“จริงด้วย เพราะพวกนั้นต้องตามมาหลังจากที่พวกเราหนีไปได้แน่” หลิ่งกล่าว นั้นคือปัญหาของพวกเขาที่ต้องหาทางรับมือ

 ทั้งสี่เงียบไปสักพัก เรก็ประกาศขึ้นมาว่า “ฉันนึกออกแล้ว”

“ฮืม....” เรมหันมาจ้องพี่ชายเพราะเขาต้องมีแผนที่ทำอะไรเกินเหตุแน่ ส่วนหลิ่งกับน็อกยิ้มเหมือนจะเดาใจออก

“นายจะบุกถล่มเหรอ”

“ไม่ขนาดนั้น แต่ก็ใกล้เคียง” เรหันมาถามเรมว่า “เรมนายมีระเบิดที่จะมีประติกิริยากับลมหรือน้ำไหม”

“มี” เรมตอบแล้วหยิบมาให้ดูจำนวนสิบก้อน “ทำไหมเหรอ”

“เราจะใช้ของพวกนี้และตัดกำลังพวกนั้นชะเลย”

“ยังไงอะ”

“คอยทำตามละกัน”

แล้วเรก็นำทีมไปใกล้ฐานทัพไกเกนกา พวกเขาเดินอ้อมหลังไปที่ดด้านข้างของฐานที่เป็นฝั่งที่มีตึกอยู่จำนวนมาก เรให้เรมส่องดูข้างบนเพื่อตรวจสอบว่ามีใครอยู่ตรงนั้นไหม เมื่อเห็นว่าปลอดคนพวกเขาก็ปืนข้ามกำแพงไปอีกฝั่งแล้วรีบหามุมหลบเพราะมีทหารสามคนเดินผ่านมา พวกเดขาคอย ๆ แอบเดินต่อไปเรื่อย ๆ จนมาถึงมุมที่ เรเดินนำไปหลบที่ตึกที่สูงที่สุดแล้วบอกแผนให้ฟังว่า “การปล้นครั้งนี้ยังไงพวกนั้นก็ห้องรู้ตัวตอนพวกเราเริ่มเปิดเครื่องยานเพราะฉะนั้นเรม”

เรมหันมามองเร

“เมื่อพวกเราหายานที่ดีเจอ นายเอาระเบิดไปวางใต้พาหนะที่เหลือให้หมด”

“นายจะระเบิดยานพวกนั้นทิ้งสินะ” หลิ่งกล่าว “เห็นด้วยเลย”

“แต่ถ้าโดนจับได้เมื่อไรก็ต้องแข่งกับเวลาแล้วละ” น็อกกล่าว

“โอเค นี้คอยดูเป็นแผนหน่อย” เรมกล่าว

ทั้งสี่รีบเดินกันต่อโดยรีบหนีจากแสงไฟที่หอคอยที่กำลังส่องมาทางนี้ จนมาถึงสถานที่จอดยานพาหนะ ด้านในมีทหารอยู่สี่คน เรมเปลี่ยนกระสุนปืนเป็นยาสลบแล้วยิงใส่ทหารโดนไปสามคน หลิ่งรีบวิ่งเข้าไปชกคนสุดท้ายให้สลบ เรกับน็อกรีบตามมาย้ายทหารเอาไปหลบที่มุมที่จอดยาน แล้วก็เริ่มหายานที่น่าจะเหมาะสำหรับเดินทางยาวหนึ่งวัน มียานอยู่สามแบบในนี้ เป็นยานทรงปลากระเบนขนาดใหญ่ ยานทรงกรวยยาวและยานขนาดใหญ่ทรงสามเหลี่ยม

“อันนี้และ” เรชี้ไปที่ยานทรงกรวยยาวที่มีขนาดใหญ่ที่สุด “ลงมือเลยเรม”

เรมคอย ๆ เดินแอบไปวางระเบิดตามยานลำอื่น ๆ และพาหนะขันต่าง ๆ แต่ก็เกิดปัญหาจนได้เพราะมีทหารสองคนเดินมาเห็นเข้า

“นั้นใครนะ”

               “แย่ละสิ”

               เรกับน็อกรีบวิ่งเข้าไปเตะที่ปืนของทหารคนนั้นแล้วต่อยเข้าไปที่หัว ก็มีเสียงปืนดังออกมาหนึ่งนัด เกิดเสียง วือ วือ ดังขึ้นมาพร้อมกับแสงไฟที่ส่องมาที่จอดยาน ทหารจำนวนมากเริ่มวิ่งมาที่นี้กันแล้ว

               “เรมรีบวางระเบิดให้ครบ เรนายรีบไปเปิดเครื่องชะพวกเราจะท่วงเวลาเอง” หลิ่งหยิบหน้าไม้คู่ขึ้นมาแล้วหยิบใส่ขากับแขนของทหารที่กำลังบุกเข้ามา มีหทารจำนวนหกนายที่โดนยิง น็อกยิงปืนใหญ่หนึ่งนัดโดนทหารไปสินายแล้วหยิบขวานกับดาบออกมาคอยโจมตีพวกทหารที่เข้ามาใกล้

               เรรีบวิ่งไปที่ยานแล้วหันไปมองรอบ ๆ ห้องก็เห็นเก้าอี้ที่นั่งมีสองที่กับที่ควบคุมยาน เรรีบนั่งแล้วสำรวจปุ่มที่คิดว่าจะเป็นปุ่มสำหรับเดินเครื่องยาน เรลองทดลองกดปุ่มอื่น ๆ เพื่อหาปุ่มที่น่าจะเป็นปุ่มเดินเครื่องยาน

               ทางด้านเรมหลังจากวางระเบิดหลบเขาหยิบปืนคู่ออกมาแล้วรีบวิ่งตามไปสมทบน็อกที่กำลังต้องรับมือทหารจำนวนมาก เรมวิ่งไปพร้อมกับยิงไปที่ขาของทหาร ทหารสามคนวิ่งโจมตีใส่เรม เรมกระโดดตีหลังกาลอยขึ้นฟ้าแล้วยิงใส่มือทหารทั้งสามคนแล้ววิ่งไปสมทบน็อก น็อกใช้พละกำลังอันมหาสารฟาดตีใส่ทหารครั้งละสามถึงสี่คน ก่อนจะกระกบอาวุธแล้วทุบพื้นเติมแรงพื้นตรงหน้าของน็อกเกิดรอยราวก่อนจะระเบิดกระจายออกเป็นวงกว้าง หลิ่งหยิบแมสคออกมาแล้วบินพุ่งเข้าใส่พร้อมฟาดตีใส่ทหารที่กำลังเสียการทรงตัวพร้อมกับใช้โล่ฟาดใส่ช่วยอีกแรง เธอปลดแมสคออกการเป็นลูกตุ่ม ใจจริงเธออยากจะใช้ไม้ตายแบบน็อกไม่ก็ของหนักแต่เพื่อไม่ให้เกิดการเสียหายมาเกิดไป หลิ่งเกาแมคสลูกแน่นจนหัวเหล้กเปล่งแสงสีทองเธทุบแมครลงพื้นเกิดคลื่นสีทองกระจายออกมาผลัดทหารจำนวนหนึ่งกระเด็นลอยออกไปไกล ๆ  หลิ่งทุบต่อเนื่องพร้อมกับหลบกระสุนปืนไปด้วย

               เรลองผิดลองถูกจนกดปุ่มโดนปุ่มเดินเครื่องจนได้ เขารีบวิ่งออกมาจากยานแล้วหยิบธนูออกมาแล้ว เขาเสกลูกศรแล้วยิงศรสีเทาใส่พื้นเกิดเป็นหมอกหนาขึ้นมา “รีบขึ้นมาเร็ว” เขาเรียกเพื่อน ๆ แล้วเสกธนูสีขาวที่มีประกายเหมือนประจุไฟฟ้าสีส้มเขายิงออกไปสามดอก เกิดระเบิดที่มีคลื่นลาวาลุกออกมาจากพื้นผลัดทหารที่มีไฟติดชุดน้ำนวนสามสิบเจ็ดนายกระเด็ดออกไป หลิ่ง น็อกและเรมรีบวิ่งขึ้น เรกับหลิ่งรีบวิ่งไปที่ขับเครื่องยานแล้วเริ่มขับยานให้ลอยขึ้น ส่วนเรมกับน็อกช่วยยิงสกัดไม่ให้มีทหารตามขึ้นมาได้ ยานเริ่มลอยขึ้นฟ้า เรขับบายให้สูงขึ้นระดับหนึ่งแล้วตะโกนบอก “เรมจุดระเบิดเลย”

               “จัดไป” เรมเสกน้ำจำนวนมากราดลงพื้นจนน้ำกระจายไปทั่วพื้นที่ฐานทัพ เกิดระเบิดสีฟ้าวงกว้างใต้ยานพาหนะแต่ละลำ พวกหทารรีบหนีตายหลบระเบิด

               “สำเร็จ” เรมกระโกนออกมา เขากับน็อกตามไปสมทบกับเรที่กำลังกดปุ่มปิดประตูยาน

               “แต่เละเทะน่าดูนะ” หลิ่งกล่าว “เจ้าชายนั้นโมโหหนักแน่”

               “เรื่องของหมอนั้นสิ” เรกล่าวแล้วขับยานออกจากดาวโคเรนการ์ได้สำเร็จ

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น