Pantasy Quest ภัยจากแดนไกล

ตอนที่ 15 : บทที่ 15 การเจรจาแลกเปลี่ยน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 0
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    3 ก.ย. 62


ดาวสเป-ซอส ณ เขตคา-เควสสี่

 

เมื่อเมอเชนรสขับรานเลื่อนมาถึงเขตสี่ ทุกคนในเขตพากันออกมาตอนรับพวกเขาและมองดูยานขนาดใหญ่ แต่ความตื่นเต้นเปลี่ยนเป็นความตื่นตะลึงในทันทีเมื่อพวกเขาไม่ให้พวกเร พอสอบถามก็ทราบว่าพวกเขากำลังรับมือเพชรฆาตรปีกไหม ทุกคนเริ่มเป็นห่วงยืนรออยู่หน้าเขตหวังว่าพวกเรจะรอดกลับมาที่เขต

               แต่เมื่อยืนรอได้สักพักพวกเขาเริ่มรู้สึกแย่โดยเฉพาะพระธิดามณีตา ถ้าหากพวกเขาเป็นอะไรขึ้นมา นั้นเท่ากับเป็นความผิดของเธอ เป็นเธอเองที่ขอร้องให้พวกเขาทำอะไรเสี่ยง ๆ แบบนี้ ถ้าพวกเขาเกิดบาดเจ็บหนักหรือผ่านขึ้นมาละ นั้นจะเป็นตราบาปของเธอไปตลอดชีวิต

               “ไม่ต้องห่วงหรอกครับ” เมอเชนรสกล่าว “พวกเขาเอาตัวรอดเก่งพอตัวอยู่แล้ว”

               “แต่ถ้าเกิดพวกเขาพลาดละ” พระธิดามณีตาถาม

               “ดีชะอีก” เทลเวอร์ขัด “จะได้หมดตัวปัญหา”

               พระธิดามณีตาและคนอื่น ๆ ไม่ชอบใจคำพูดนี้มาก ทุกคนหันมาจ้องเทลเวอร์ด้วยความรังเกียจ เทลเวอร์รีบหลบข้าง ๆ กูเลม

               “ดูนั้นสิ” รมโมชี้ไปข้างหน้า

               “นั้นพวกเขาละ” เมอเชนรสกล่าว

               ทุกคนรีบวิ่งไปตอนรับพวกเรที่กำลังขี่เรนเนอร์มาถึงที่เขตสี ทุกคนพากันปรบมือและโฮ่ร้องชื่นชมที่พวกเขาสามารถรอดมาได้ มีเทลเวอร์กับจาราราที่ไม่ชอบ

               “ไอ้พวกบ้าเอย” เมอเชนรสกล่าว “เขตอื่นจะเหม็นหน้าเราหนักอีกเป็นกองเลยละ”

               “พวกนี้บ้าบิ่นจริง ๆ ” โอพูกล่าวแล้วเล่าว่าพวกเขารอดมาได้ยังไงกัน

               “นั้น น่าเหลือเชื่อมาก” รมโมกล่าว

               “เราเองก็ไม่คิดว่าจะมาติดร่างแห่มาเจอเรื่องแบบนี้ด้วย” ศวอสกล่าว “ต้องยอมรับว่าพวกเธอรับมือได้ดีมาก”

               “พวกเราเจอแบบนี้ทุกวันครับ” เรมกล่าวแล้วมองเรนเนอร์ของเขาในสภาพที่เลอเทอะและเสียหายหนัก “ซ่อมเยอะสุด ๆ เลยวันนี้”

               “เอาน่าอย่างน้อยก็ได้พักชะที่” หลิ่งกล่าว “จะได้อาบน้ำแล้ว”

               “แล้วที่พักพวกข้าละ” เทลเวอร์กล่าวแทรก “พวกเจ้าจงไปจัดเตรียมที่นอนของข้าชะ”

               “เทลเวอร์ พวกเขาพึ่งเหนื่อยร่ามา ให้พวกเขาพักก่อนเถอะ” ศวอสกล่าวไม่เห็นด้วยที่จู่ ๆ เทลเวอร์ออกมาสั่งกับผู้มีพระคุณแบบนี้

               “ใช่ ท่านจะไม่ให้พวกเขาพักเลยหรือไงกัน ท่านควรจะเห็นใจพวกเด็ก ๆ บ้างนะ” โอพูช่วยเสริม

               “โห......เดียวนี้เห็นใจพวกมันแล้วงั้นเหรอ” เทลเวอร์กล่าว

               “ไม่เห็นต้องเห็นใจพวกมันเลยนี้” จารารากล่าว

               “จารารา” รมโมขัด “นี้มันเป็นการกระทำที่น่ารังเกลียดของผู้มาเยื่อน ท่านน่าจะดูมารยาทตรงนั้นนะ”

               “มารยาทกับพวกตัวประหลาดนะเหรอ น่าขันสิ้นดี” เทลเวอร์ช่วยเสริม ตอนนี้คนรอบ ๆ เริ่มแสดงสีหน้าเกลียดช่างเทลเวอร์กับจาราราชัดเจน “เราเป็นชาวกรุง ชาวนอกอย่างพวกเจ้าจะมาเท่าเทียมกันเหรอ”

               “เทลเวอร์” พระธิดามณีตาขัด “นี้ไม่ใช่เวลามาทำอะไรแบบนี้ชักนิด”

               “พอเถอะค่ะ” หลิ่งขัด “เรื่องที่นอนเตรียมไว้ให้แล้วค่ะ”

               “อะไรนะ” พระธิดามณีตาถาม “ตั้งแต่เมื่อไรกัน”

               “ตั้งแต่ตอนเที่ยงที่พวก...ท่านมาแล้วค่ะ” หลิ่งตอบเลี่ยงการเรียกชื่อจริงพระธิดา “พักที่ชั้นสี่ได้เลยยค่ะนั้นนะห้องนอนของพวกเขาเอง”

               “ดีมากเจ้าทาส” เทลเวอร์กล่าวแล้วเดินนำกูเลมกับจารารากับที่พักทันที

               “น่าเกลียดสิ้นดี” โอพูกล่าวไม่พอใจเมื่อเทลเวอร์เดินจากไป “นี้ละเหรอเจ้าชาย”

               “ดูพวกเธอไม่รู้สึกทุกข์หรือโกรธเลยนะ” โอพูถามพวกเร

               “พวกเราโกรธอยู่แล้ว” เรกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “แต่ก็รู้วิธีรับมือคนแบบนี้นะ”

               “เราเจอมาหลายแบบเลยละ หาได้ตามทั่วไปกับพวกลูกค้าจอมเอาเปรียบ” น็อกกล่าว

               “นี้ ๆ ” เด็กคนหนึ่งมาถามพวกเขา “แล้วพวกพี่จะทำยังไงกับยานลำนี้เหรอค่ะ”

               “ก็ซ่อมให้พวกเขาไง” เรมตอบให้ “เราจะได้ส่งพวกเขากลับบ้าน”

               “แล้วระหว่างนั้นพวกเราขอไปดูข้างในได้ไหมครับ” เด็กอีกคนถาม

               “ได้สิอีก” เรมกล่าวกับเด็ก “ระหว่างนั้นก็อย่าทำเลอะเทอะ”

               “ขอพวกเราเข้าไปดูได้ไหมฮะ”

               “แต่ต้องพรุ่งนี้นะ” หลิ่งกล่าว “วันนี้ขอพวกพี่พักก่อนนะแล้วเดี่ยวพรุ่งนี้จะพามาดูนะ”

               “ครับ/ค่ะ”

               แล้วพวกเขาก็แยกย้ายกลับที่พักของตัวเอง

 

               วันต่อมาเร หลิ่ง น็อกและเรมต้องตื่นเช้าตรู่เพราะต้องทำความสะอาดที่พัก อาวุธและของอื่น ๆ ยกใหญ่ทุก ๆ อาทิตย์และยังต้องเตรียมอาหารสำหรับแขกที่เพิ่มมาถึงเจ็ดคน เรจัดการทำความสะอาดอาวุธ เรนเนอร์และของอื่น ๆ หลิ่งทำหน้าที่ทำความสะอาดที่พักกับเมอเชนรส น็อกคอยสักผ้า ส่วนเรมวุ่นวายกับการเร่งทำอาหารเช้าและยังต้องเจอการเอาแต่อยากกินที่ตัวเองชอบของเทลเวอร์และตำหนิอาหารที่เรมทำนั้นเป็นของไม่มีคุณภาพและไม่ครบโภชนาการโดยที่เขาไม่ยอมช่วยทำเลย เรมต้องเก็บอาการไม่ให้ปาไข่เจียวที่ตอนนี้ราดซอสพริกเรียบร้อยแล้วใส่หน้าเทลเวอร์ที่กำลังนั่งที่โต๊ะและสั่งเขาไม่หยุดชะที่แต่ต้องทำเวลาเพื่อที่เช้าวันนี้จะมีเวลาซ่อมเรนเนอร์ให้เสร็จก่อนจะรับงาน

               เมื่อทานอาหารเช้าเสร็จ พวกเขารีบลงมาซ่อนเรนเนอร์และทำความสะอาดส่วนที่เหลือต่อทั้งหกคันที่มีสองขันที่ต้องเปลี่ยนอะไหล่จำนวนมาก อีกสี่ขันที่ต้องซ่อมชิ้นส่วนที่หลวม ๆ เรและคนอื่น ๆ ตัดสินใจเปลี่ยนอะไหล่ชิ้นที่หลวมมากและเก่าเพื่อตัดปัญหาความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นกระทันหันและเขาไม่รู้ว่าพ่อจะมารับหุ่นยนต์เมื่อไร เมื่อคืนก็เจอศึกหนักมายังไงพวกเขาก็ควรทำการซ่อมแซมของจำเป็นให้เรียบร้อยก่อนจะรับงานของวันนี้เมื่อที่จะได้ไม่มีอะไรมาทำให้การทำงานวันนี้สะดุด โชคยังดีที่ศวอสกับโอพูเสนอที่จะช่วยรวมทั้งพระธิดามณีตากับรมโมด้วย แต่เนื่องจากพระธิดามณีตาไม่เคยทำอะไรบบนี้มาก่อน เรจึงให้พระธิดามณีตากับรมโมคอยเช็ดทำความสะอาดอุปกรณ์พวกของเล็กน้อยกับของที่ไม่มีอะไรมากมาย ส่วนศวอสกับโอพูคอยช่วยซ่อมเรนเนอร์และทำความสะอาดอาวุธ

               เมื่อจัดการซ่อมแซมจนเหลือแค่ทำความสะอาดส่วนที่เหลือ เมอเชนเรนก็ออกไปรับงานโดยให้เรมกับน็อกคอบทำงาน เรทำความสะอาดส่วนที่เหลือต่อ ส่วนหลิ่งพาพระธิดามณีตาและรมโมที่อยากจะออกไปทำความรู้จักที่นี้มากขึ้นโดยมีศวอสกับโอพูตามไปด้วย

               หลิ่งพาพระธิดามาเดินเล่นที่ตลาดเพื่อจะแวะดูของที่เริ่มหมดแล้วในที่พักทั้งน้ำยาล้างจาน ฟองน้ำห่อแห้งสำหรับทำให้ผ้าแห้งไว ในระหว่างที่เดินพวกเด็ก ๆ และคนอื่น ๆ ก็มาคุย ถามกับพระธิดาทั้งจะอยู่นานไหม ที่กรุงมีสภาพเป็นอยู่แบบไหน มีต้นไม้เยอะไหม ชาวกรุงกินอะไรบ้าง มีสัตว์น่ารักบ้างไหม

               “สัตว์น่ารักงั้นเหรอ” โอพูถาม “เธอถามแบบว่า ที่นี้ไม่มีพวกตัวน่ารักเลยนะ”

               “พวกตัวน่ารักชอบอยู่ในเขตสีเขียวค่ะ” เด็กหญิงคนหนึ่งตอบ

               “แต่ทำไมพวกเธอถึงมาอาศัยอยู่ในเขตละ” พระธิดามณีตาถาม

               “ก็พ่อแม่พวกเราทำงานที่นี้ค่ะ”

               “เป็นอย่างงั้นเองเหรอ” พระธิดามณีตากล่าว “ไม่คิดจะย้ายกลับไปที่ป่าเหรอจ๊ะ”

               “อยากอยู่ค่ะแต่” เด็กหญิงกล่าว “ป่าของพวกเราไม่ได้อุดมสมบูรณ์มากค่ะ ทำให้ต้องพึ่งอาหารจากการล่าสัตว์และที่อื่นช่วยค่ะ ไม่งั้นพวกเราอดตายแน่”

               “งั้นเธอก็แทบไม่ได้กลับบ้านเลยเหรอ”

               “พวกกลับบ้านเดือนละสองครั้งค่ะ” เด็กหญิงตอบ

               “เธอไม่คิดจะย้ายไปดาวงดวงอื่นบ้างเหรอ” รมโมถาม

               “ไม่ได้หรอกค่ะ” เด็กหญิงกล่าว “พวกเราไม่มียานดี ๆ สักลำ ต่อให้มีที่นี้ก็คือดาวของพวกเราค่ะ หนูและพวกพี่หลิ่งเองพยายามจนทำให้ที่นี้เป็นเขตที่ดีที่สุดเขตหนึ่งได้ จะยอมทิ้งลงไปไม่ได้หรอกค่ะ”

               หลิ่งลูบหัวเด็กหญิงแล้วกล่าว “และเป็นเขตที่น่ามั่นไส้ที่สุดด้วย”

               “แม้มันจะลำบากมากนะเหรอ” พระธิดามณีตาถาม

               “ถึงจะลำบากมาก” หลิ่งตอบแทนให้ “ก็ต้องพยายามให้ถึงที่สุดค่ะ”

               แล้วพวกเขาก็ออกเดินไปรอบ ๆ ตลาดต่อ แต่ในใจของพระธิดาได้แต่คิดถึงเรื่องที่พึ่งได้คุยกันที่ผ่านมาเธอคิดว่าเธอสามารถแก้ไขเรื่องต่าง ๆ ได้ตลอดทั้งความลำบาก ความอดอยาก การแบ่งชนชั้น ที่เธอคิดว่าเธอกำลังช่วยชาวนอกได้ทุกดวงดาว แต่ความจริงแล้วเธอก็แค่ช่วยชาวนอกที่อยู่ในเขตดาวของชาวกรุงแค่นั้น แต่กับชาวนอกในเขตสีแดงที่ถูกบอกว่าเป็นดาวอันตราย แต่ความจริงแล้วกลับเป็นว่าชาวนอกในเขตสีแดงคือกลุ่มชาวนอกที่ลำบากที่สุดและเธอปล่อยปะละเลยมาตลอด

               “ท่านคิดมากเรื่องอะไรหรือขอรับพระธิดา” ศวอสถาม

               “เรื่องของชาวดาวดวงนี้นะ” พระธิดามณีตาตอบ

               “ท่านกังวลเรื่องที่เราพึ่งคุยกันสินะ” หลิ่งถาม

               “ใช่” พระธิดามณีตาตอบ “เราปล่อยปะละเลยมากที่ให้พวกเธอลำบากขนาดนี้ ทั้งที่เป็นน่าที่ของเราที่ควรช่วยเหลือพวกเธอ”

               “โธ่พระธิดา ท่านอย่าคิดมากสิครับ” รมโมกล่าว

               “จริงด้วย” โอพูกล่าว

               “แต่พวกเขาหวังพึ่งให้เราช่วยนะ” พระธิดามณีตากล่าว

               “เออ.....คือ.....” หลิ่งกล่าวอ่ำอึ่ง

               “มีอะไรเหรอ” ศวอสถามหลิ่ง

               “ตอนนี้...แบบว่า.....ฉันไม่อยากพูดให้เสียความรู้สึกเลย ยิ่งถ้าเรหรือน็อกอยู่ด้วยคงโมโหแน่”

               “หมายความว่าไงกัน” ศวอสถาม

               “พูดมาเถอะหลิ่ง” พระธิดามณีตาขอร้อง “เราต้องการทราบจากใจจริงของชาวดาวอื่น”

               หลิ่งพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “คือ........ตอนนี้ไม่มีใครหวังพึ่งท่านแล้วละค่ะ เรื่องราวของท่านตอนนี้เป็นแค่เรื่องตลกไปแล้วละ”

               “ว่ายังไงนะ” รมโมอุทานโมโหจัด “พวกท่านกล้ากล่าวเสีย ๆ กับความหวังดีที่จะช่วยเหลือชาวนอกของท่านพระธิดาได้ยังไงกัน”

               “ท่านคอยเดินทางช่วยชาวนอกตลอดเลยนะ” โอพูเสริม

               “ใจเย็นก่อนทั้งสองคน” ศวอสขัด

               หลิ่งไม่มีที่ท่าโมโหเธอยังนิ่งเฉยแล้วกล่าวว่าต่อ “ก็แค่ชาวนอกที่อยู่ในเขตกรุงนี้น่า”

               “นั้น...นั้น...นั้นเพราะว่า” รมโมพยายามหาคำพูดแก้ต่างแต่นึกไม่ออก

               “อย่าได้ปฏิเสธความจริงข้อนี้เลยท่านรมโม” พระธิดามณีตากล่าวแทรก “เราไม่ได้ช่วยเหลือชาวนอกอย่างทั่วถึงอย่างที่เราเข้าใจ แต่เราปล่อยปะละเลยผู้ลำบากจริงเอาไว้โดยไม่เคยใยดีเลย” แล้วพระธิดาก็ถอนสายบัวให้กับหลิ่ง “เราต้องขอโทษด้วย”

               “อย่าคิดมากเลยค่ะพระธิดา” หลิ่งกล่าว “เพราะในที่สุดตอนนี้ท่านก็มาที่นี้แล้ว และฉันเชื่อค่ะว่าหลังจากท่านเห็นสภาพของดาวดวงนี้ท่านจะต้องมาช่วยเหลือดาวดวงอื่นในเขตนอกกฎหมายที่ห่างไกลแน่นอน”

               “ขอบคุณมากหลิ่งที่เชื่อในตัวเรา”

              

               เรซ่อมของเสร็จในอีกชั่วโมงหนึ่ง แล้วมาดูยานของตัวเอง เรเอาชิ้นส่วนของยานที่เละและชิ้นส่วนที่เสียหายหนังจากยานรูปทรงปลาที่ขนมาจะเอามารวมกับซากชิ้นส่วนที่เขายังไม่ได้ซ่อมมากองรวมกันแล้วนั่งขัดแยกชิ้นส่วนที่เละจนใช้ไม่ได้เอาไปขาย แล้วเอาที่ยังดีพอเอามาทำประโยชน์ได้เก็บไว้ ในระหว่างที่ขัดแยกทำให้เรทราบว่าชิ้นส่วนยานของชาวกรุงนั้นไม่คอยมีเวทย์มนต์อยู่ในชิ้นส่วนเท่าไร ส่วนใหญ่จะมีส่วนประกอบของแร่เหล็กทั่ว ๆ ไปส่วนที่เป็นเวทย์มนต์ที่เรลองทั้งดม เลียและสัมผัสก็รู้สึกใช้มือสัมผัสลมเบา ๆ กับพื้นที่เรียบมาก ไม่ร้อน ไม่เย็นหรือมีผิวที่เคลื่อนไหวเป็นคลื่นทะเล เรจึงสรุปได้ว่าพวกเขาใช้เวทย์มนต์เทียมในการสร้างขึ้นมา เรไม่ทราบเท่าไรว่าชาวกรุงทำเวทย์มนต์เทียงยังไงกัน

               “นั้นเจ้าทำอะไรอยู่มิทราบ” เทลเวอร์ลงมาข้างล่างจ้องมองเรด้วยความสงสัยที่เห็นเขากำลังทำอะไรแปลก ๆ กับชิ้นส่วนยาน ข้าง ๆ เขา กูเลมกับจาราราเองก็ตามลงมา พวกเขากังเดินสำรวจรอบ ๆ ห้องนี้อยู่ที่มีสภาพเหมือนที่ทิ้งขยะเศษเหล็ก

“นี้คิดจะขโมยรึไงกัน” จาราราโวยวายทันที

               “แค่อยากรู้ว่าชิ้นส่วนทำมาจากอะไรแค่นั้นและ”

               “ไม่เชื่อ เจ้าจะไปรู้อะไรกัน”

               “แลวท่าทางที่ดูจะไร้การศึกษานั้นอีก” กูเลมเสริม เทลเวอร์ยิ้มอย่างมีชัยที่วันนี้เขาสามารถโต้เรได้

               แต่เรกลับนิ่งเฉยแล้วกล่าวว่า “แค่อยากรู้ว่าเจ้าชิ้นส่วนนี้จะมีเวทย์มนต์อะไรบ้างแค่นั้นและ” แล้วหันมานั่งแยกชิ้นส่วนต่อ

               “สกปรกสิ้นดี” เทลเวอร์กล่าวด้วยความไม่พอใจที่เห็นเรเลียชิ้นส่วน “หิวรึไงกัน”

               “เป็นหนึ่งในวิธีตรวจหาเวทย์มนต์นะของพวกเรา” เรกล่าวแล้วดมชิ้นส่วนต่อ กลิ่นจางมาก “นี้สินะเวทย์มนต์เทียม”

               “เขาเรียกเวทย์มนต์บริสุทธิ์” เทลเวอร์แก้ “ส่วนของพวกแกมันคือเวทย์มนต์ปนเปื้อนหรือเวทย์มนตืสกปรก”

               “พูดจริงอะ” เรกล่าวติดตลก

               “จริงสิพวกเราใช้เวทย์มนต์บริสุทย์ไม่มีธาตุเจือกปน ไม่เหมือนของพวกเจ้าที่ใช่เวทย์มนต์สกปรกปนเปื้อนธาตุทำให้ก่อเกิดเวทย์มนต์ที่มีธาตุแทรกแชนใช้งานไม่ได้” จารารากล่าวข่มด้วยความภาคภูมิใจ

               แต่เรกับยิ้มและหัวเราะในรับคอ เพราะตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจอะไรหลาย ๆ อย่าง ทั้งรูปแบบเวทย์มนต์ของชาวกรุง โดยเฉพาะเหตุที่ยานของเขาบินได้ไม่นานพอนับว่าเป็นการได้ข้อมูลที่ดีมากเลย

               “ยิ้มอะไรของแก” เทลเวอร์กล่าวด้วยความไม่พอใจ

               “ยิ้มให้กับตัวเองนะท่านอย่าใส่ใจเลย” เรกล่าวแล้วแยกชิ้นส่วนต่อ

               “ท่าจะบ้า”

               “นี้อะไรเนี้ย” กูเลมถามยานที่ยังไม่สมบูรณ์ของเร

“ยานของผมเอง” เรตอบ

“ยานของแกงั้นเหรอตลกดีนะ” เทลเวอร์พูดถากถราน “ไม่มีวัน มันเป็นไม่ได้”

“ขอเหตุผลหน่อยสิ” เรกล่าวท่า

“เพราะพวกแกไม่มีทางสร้างยานได้ไงละ”

เมื่อได้ยินคำตอบเรระเบิดหัวเราะออกมา

“ขำอะไรไม่ทราบ” จาราราถาม

“ไม่มีอะไร แค่ขำกับความคิดของเจ้าชายแบบนี้แค่นั้นและ”

เทลเวอร์โมโหจัดทุบโต๊ะเติมแรงจ้องเรด้วยความโกรธจัด แต่เรยังยิ้มต่อแล้วกล่าวว่า “ถามจริงท่านเป็นเจ้าชายเพราะได้ความสามารถหรือแค่มีสายเลือดราชากันแน่”

“อย่าบังอาจมาพูดจากดูถูกแบบนี้กับข้า” เทลเวอร์กล่าว “ข้าคือบุตรโดยตรงของไลย์เนอร์แห่งดาวไลย์ ดวงดาวศักธิ์สิทยิ์แห่งแสงที่ผู้คนต่างบูชา”

“ตลกดีนะ” เรกล่าว “ไม่ชอบให้ใครมาดูถูกแต่กับดูถูกคนอื่นเนี้ยนะ แล้วก็ไอ้ประโยชน์ท้าย ๆ นั้นไม่ต้องพูดก็ได้นะไม่อยากรู้”

“สามห้าว” เทลเวอร์ทุบโต๊ะอีกที่ สีหน้าบูดบึ่ง

“เจ้าคนต่ำช้า” จาราราโวยวายไม่พอใจ ส่วนกูเลมมีสีหน้าโกรธมากขึ้น

“พี่!!!!!!!!!!!!!!!!!!!” เรมวิ่งลงมาข้างล่างสีหน้าแตกตื่น “ลูกค้ามารับหุ่นแล้ว”

“มาชะที่แฮะ” เรแล้วแล้วเดินตามเรมขึ้นไปข้างบน

“รับหุ่นอะไรกัน” เทลเวอร์กล่าวไม่พอใจ

“แล้วแกจะโวยวายทำไมแค่ลูกค้ามานะ” เรไม่สนใจแล้วหันไปถามเรม

“คือ.....พี่ไปดูเองละกัน”

เรเดินขึ้นไปข้างบนมาถึงที่พวกเขาตั้งหุ่นยนต์ทั้งสองตัวและยานที่ขนมาเมื่อคืนเอาไว้ที่ตอนนี้เติมไปด้วยผู้คนและเด็ก ๆ จากป่าอัลเลไลย์ ภูเขาไทเพนและเมืองลอยฟ้าฮาบีริงที่ตอนนี้กำลังล้อมมุงดูยานกับหุ่นยนต์ทั้งสองตัวด้วยความตื่นเต้นโดยมีน็อกและเมอเชนรสพยายามควบคุมฝูงชนที่หลังไหล่อยากจะเข้ามาดูใกล้ ๆ ยานกับหุ่นยนต์ทั้งสองตัว เรมองด้วยความอึ่งที่คนอื่น ๆ จากเขตอื่นยอมเดินทางมาเจตสี่โดยเฉพาะคนจากเมืองลอยฟ้าฮาบีริงที่ยอมลงมาถึงเขตสี่เมื่อได้ดูหุ่นยนต์กับยานพวกนี้

“นี้มันอะไรเนี้ย” เรกล่าว

“เขาคิดว่าพวกเราจัดพิพิธพันธ์มั่ง” เรมกล่าว

“แกเคยเห็นด้วยเหรอ”

“ในหนังสือไง”

“นี้มันอะไรกันเนี้ย” หลิ่งที่กลับมาพร้อมกับพระธิดามณีตา รมโม ศวอสและโอพู

“พวกนี้ใครกัน” รมโมถาม

“เออ....พ่อกับแม่และญาติพวกเราในหมู่บ้านของพวกเราเองครับ” เรมกล่าว

“ไงเร” บาบาน่ากับเด็กหกคนเดินมาหาพวกเขา “ฝีมือไม่เลวเลยนี้”

“พวกพี่เก่งจังเลย” เด็กคนหนึ่งกล่าวชม

“ก็ไม่คิดว่าจะทำได้หรอกนะ” เรกล่าว “ทำลายทิ้งง่ายกว่าอีก”

“ร้ายจริง ๆ ไอ้ลูกชาย” เรียมกับจ้อยและอัลฟิตามมาสมทบ

“พวกลูกทำได้เยี่ยมมากเลยละ” จ้อยกล่าวชม

“พวกรุ่นพี่เก่งจริง ๆ ค่ะ” อัลฟิกล่าวชมบ้าง

“แล้วยานนั้นละอะไรกัน” บาบานาถาม

“ยานของแขกจากดาวชาวกรุงนะค่ะ” หลิ่งตอบให้

“เอ้..พวกพี่สาวเป็นชาวกรุงงั้นเหรอ” เด็กหันไปทักทายพระธิดามณีตาบ้าง ส่วนหลิ่งกับน็อกก็แยกไปหาครอบครัวตัวเอง พวกเขาเริ่มถามสาระทุกข์สุขดิบตามภาษาทั้งดาวที่พระธิดาจากมาจากไหน

“เท่ากับว่าแกทำงานหนึ่งได้สองเลยสินะ” เรียมกล่าว “แถมได้มาสมบูรณ์ทั้งสองตัวด้วย”

“อย่ายิ้มเลยครับพ่อ เพราะค่าจ้างผมต้องคุ้มไม่งั้นไม่ส่งมอบให้แน่” เรกล่าว

“รู้แล้วน่าไม่ต้องห่วงหรอก”

“โห.......พวกเขาทำได้จริงด้วย” เฟลตะโกนดังมาจากข้างหลังก่อนจะลากอัลฟิเข้าไปดูใกล้ ๆ ด้วย

“น่าเสียดายนะฉันน่าจะอยู่ร่วมด้วย” โฟรกล่าวมาทักทายเร ทั้งสองยิ้มให้กัน

“เดี่ยวนี้ไม่ติดพี่ชายแล้วเหรอ” เรถามโฟร

“ดีแล้วละ” โฟรตอบ “เฟลควรจะมีเพื่อนวัยเดียวกันบ้าง”

“เอาละงั้นพ่อไปตามหัวหน้ามาคุยกับลูกแปบหนึ่งนะ” เรียมกล่าวแล้วเดินเข้าไปในฝูงมุมดู

“ยากน่าดูสินะ” โพรกล่าว

“ถ้าไม่ยากมากฉันไม่ทวงค่าจ้างหนักแน่” เรกล่าวแล้วถามโฟรต่อว่า “นายอยากจะกลับมาทำงานที่เขตไหม”

“อยากสิ” โพรตอบ “แต่ฉันไม่อยากทิ้งเฟลกับปูไว้หรอก ระหว่างครอบครัวกับความฝัน ยังไงครอบครังต้องมาก่อน”

“ก็ถูกของนายเพื่อน” เรกล่าว “ได้แต่หวังว่าจะมีวันที่พวกเราจะกลับมารวมทีมกันอีกครั้ง”

“เช่นกันคู่หู” โฟรกล่าวแล้วทั้งสองก็เอากำปั่นชนกัน

“พวกเธอทำได้ยอดเยี่ยมมาก” เสียงชายคนหนึ่งกล่าวกับเร เขาเป็นชายร่างสูงกำย่ำผิวสีแดง มีเขาตรงกลาง ผมดำดกหนา มีหางยาว สวมชุมผ้าคลุมยาวสีขาว เขาคือหัวหน้าเรียมชื่ออัลกูลา เรอชีมา คนที่เร อยากจะอยู่ห่าง ๆ ที่สุด เขาชอบสั่งงานขอร้องให้เขตสี่ช่วยงานอยู่บ่อย ๆ แต่กับให้ค่าจ้างที่เอาเปรียบมาก ๆ จนเรกับทีมต้องบุกไปทวงค่าจ้างที่เหมาะสมบ่อยจนเขาไม่อยากรับงานจากอัลกูลาอีก “น่าทึ่งมากที่พวกเธอเอามาได้สองตัวเลย”

“ผมก็ไม่คิดแบบว่าจะทำแบบนั้นได้” เรตอบ

“แต่ถ้าโฟรรวมด้วยพวกเธอต้องทำได้สมบูรณ์แบบแน่”

“อย่ามาหย่อกันดีกว่าครับ ผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เลย” โฟรขัด เขาไม่ยอมการหย่อแบบนี้เลย

               “มาคุณเรื่องค่าจ้างกันดีกว่าครับ” เรกล่าวเพื่อรีบ ๆ จบเรื่องงานนี้

               “ได้สิ” อัลกูลากล่าวแล้วคิดสักพักก่อนกล่าวต่อว่า “ฉันมาคิดดูแล้วจะเป็นอะไรไหมถ้าจะขอหุ่นยนต์อีกตัวไปด้วย”

               เรคิดไว้แล้วว่าต้องมาขอแบบนี้ เขาเตรียมคำตอบไว้แล้ว “เสียใจด้วย แต่อีกตัวมีคนขอส่วนแขนไว้แล้ว”

               “ว่าไงนะ” รากูลาอุทานมีสีหน้าโกรธออกมาแต่ก็กลับมายิ้มแย้ม “ใครกันเหรอ”

               “คุณโมเทโร ช่างขายเหล็กของที่นี้นะ” เรกล่าว “และเราจะเอาชิ้นที่เหลือไปพัฒนาชิ้นอาวุธของพวกเราด้วย”

               “เธอไม่ควรส่งมอบขอบแบบนี้ให้กับพวกคนในเขตนะ” อัลกูลากล่าว “มันควรส่งมอบให้กองป้องกันตัวเอง”

               “แต่ที่เขตก็ต้องดูแลตัวเองนะครับ” เรกล่าวพยายามพูดให้สุภาพที่สุด “และตามข้อตกลง คุณต้องการแค่ตัวเดียวเท่านั้นด้วย แล้วพวกคุณจะเอาไปเยอะทำไมกันละในเมื่อต้องการแค่เอาไว้ตรวจสอบที่มาของเจ้าพวกนี้”       

               “เร เธอควรคิดให้ดีหน่อยนะ ชิ้นส่วนของพวกมันจะช่วยเราพัฒนาอาวุธของกองกำลังป้องกันตัวเองเหมือนกันนะ” อัลกูลากล่าว ตอนนี้เรเริ่มสังเกตเห็นคิ้วของเขาเดิมแน่นขึ้น

“ยังคุยกันไม่เสร็จเหรอครับหัวหน้า” เรียมเดินเข้ามาหาพวกเขา

“อ้า....เรียมคุณมาได้จังหวะพอดีเลย คุณช่วยคุยกับลูกชายของคุณหน่อยสิ” อัลกูลาอธิบายเรื่องที่พวกเขาคุณกันอยู่

“เออ......เรื่องนี้ผมไม่คิดว่าจะช่วยท่านได้ครับ” เรียมกล่าว อยากจะบอกเหลือเกินว่าหัวหน้าของเขทำเรไม่พอใจมานานแล้ว

“ทำไมละคุณเป็นพ่อของเขานะ”

“เฮ้อ........เรยังไงแกก็ยอมให้เรื่องจบ...”

“ผมขอยืนยันคำเดิม” เรกล่าว “พ่อไม่ต้องพยายามหรอก”

อัลกูลาเริ่มไม่พอใจหนักขึ้น เขาหันไปทางโพรแล้วกล่าวว่า “โฟรเธอเคยอยู่เขตสี่เธอน่าจะเข้าใจนะ”

“เข้าใจครับ” โฟรตอบ เขาส่งยิ้มให้เรแล้วตอบว่า “ชะนั้นหุ่นยนต์อีกตัวเขตสี่ก็ควรเก็บไว้เอาชิ้นส่วนพวกมันไปพัฒนาอย่างอื่นต่อจะดีที่สุด”

ตอนนี้เองที่อัลกูลาระเบิดความโกรธออกมาเขาตะคอกใส่เรกับโฟรว่า “สุดท้ายพวกเธอก็พวกเดียวกัน เธอลองคิดสิ ถ้ากองกำลังรักษาตัวเองไม่มีอาวุธดี ๆ ใช้แล้วเธอจะรับมือภัยจากดาวอื่นยังไง”

“ก็ไม่เห็นเป็นไรนี้ ปกติผมก็เห็นพวกคุณดูแลตัวเองมากกว่าดูแลพวกเราไม่ใช่รึไงกัน” เรตอบทันที เรียมเริ่มหน้าเปลี่ยนเป็นสีเทา อัลกูลาหน้าแดงขึ้นกำลังจะพูดโต้แต่เรขัดก่อนว่า “ผมไม่เคยเห็นพวกคุณจะมาปกป้องพวกเราด้วยซ้ำ”

“ถ้าเธอไม่รู้อะไรเลยฉันจะบอกให้ พวกเราดูแลไปทั่วเขตหนึ่งถึงแปด”

“แต่ก็ไม่เห็นจะปกป้องพวกเราเวลาเกิดเรื่องเลยนี้ เมื่อกับตอนพวกหุ่นยนต์บุกมา แทนที่พวกคุณจะส่งลูกน้องพวกคุณลงมาช่วยเหลือ แต่กับจ้างคนจากเขตสี่ที่มีแค่สี่คนให้เอาหุ่นยนต์ไปให้พวกคุณงั้นเหรอ”

“แต่เราก็จ่ายให้พวกเธอ”

เรยิ้มด้วยความเอือมละอาก่อนจะตอบว่า “นั้นไม่เกี่ยวเลยว่าคุณจะจ่ายผมทำไร แต่คุณทำกับพวกเขาเป็นแค่เครื่องมือแค่นั้น”

“มันจะมากเกินไปแล้วนะ” อัลกูลาตะคอกกลับไม่พอใจ

เรียมอ้าปากเหวอมองด้วยความกลัวว่าจะเกิดเรื่องขึ้น

“มาสรุปดีกว่าว่าคุณจะเอาไหมละ” เรกล่าวตัดบท “ถ้าไม่เอาตามนี้ก็เชิญกลับไปได้เลย”

อัลกูลาพ่มลมออกทางจมูกก่อนจะดีดนิ้วที่หนึ่ง กลุ่มคนในชุดผ้าคลุทสีขาวหกคนก็เดินมาหาเขา “เอาหุ่นยนต์สีแดงหนึ่งกลับไปที่ฐาน” เขาสั่ง แล้วกลุ่มคนในชุดผ้าคลุมสีขาวก็เดินไปที่หุ่นยนต์ตัวสีแดงแล้วช่วยกันเสกคาถายกแล้วขนหุ่นยนต์ไป อัลกูลาหันมาจ้องเรอย่างไม่พอใจแล้วแล้วหันไปสั่งให้ลูกน้องอีกสองคนวางตะกร้าที่ใส่อาหารและของใช้จำนวนมากเอาไว้ก่อนจะเดินออกไปจากตรงนี้

“ให้ตายสิ แกนี้กล้ามากเลยนะ” เรียมกล่าว “แกจะทำพ่อตกงานรู้ไหม”

“ไม่ถึงขั้นนั้นหรอกน่า” เรกล่าว

“เอาเถอะจบด้วยดีก็โอเคแล้วละ”

“เสียดายนะที่ฉันไมได้อยู่ตรงนั้นด้วย” โฟรกล่าว

“เฮอะถ้านายกับรุ่นพี่อยู่ละก็ป้านนี้เจ้าสองตัวนั้นเป็นชิ้น ๆ ไปแล้ว” เรกล่าว

“แล้วเรื่องยานนั้นละ” เรียมถาม

“ยานของชาวกรุงนะครับพ่อ” แล้วเรก็อธิบายที่มาของยานกับชาวกรุงที่หลงมาที่นี้และเรื่องที่ถูกว่าจ้างให้ซ่อมยานให้

“อย่างงี้เอง แถมเป็นระดับเจ้าชายชะด้วย” เรียมกล่าว

“เจ้าชายใครกันเรอะ” จ้อยเดินมาถามพร้อมเรม อัลฟิและเฟล พวกเขาเดินมาหลบฝูงชนที่กำลังมุงดูยานกันอย่างสนองสนใจ

“ก็คนนั้นไง” เรชี้ไปที่เจ้าชายเทลเวอร์ เขายืนอยู่กับกูเรมและจาราราสีหน้าบูดบึงมาก

“ตายจริงเจ้าชายจริงเหรอเนี้ย” จ้อยแสดงสีหน้าแปลกใจ

“ผมก็ไม่คิดอย่างงั้นเหมือนกันครับ” เรมกล่าว

“ดูนิสัยไม่ดีเลย คิดอย่างงั้นไหมอัล” เฟลกล่าว

“ดูน่ากลัวนะ” อัลฟิเห็นด้วย

“ใช่ไหมละ”

“อัลงั้นเหรอ” เรมกล่าวกับเฟล “นี้พวกเธอสนิทกันขนาดไหนเนี้ย”

“ติดเป็นกาวเลยมั่ง” โฟรกล่าวติดตลก “แยกกันยากเลยนี้”

“ไม่ติดพี่แต่ติดเพื่อนแทนสินะ”

“โธ่แซวหนูอยู่ได้” เฟลเริ่มไม่พอใจสีหน้าหงุดหงิด

“พวกเขาแค่แซวเล่นนะเฟล” อัลฟิกล่าว

“แล้วก็มีเรื่องจะบอกครับ” เรกล่าว “อยากให้ปิดเป็นความลับด้วยรู้กันแค่นี้นะ”

“เรื่องอะไร” โฟรถาม

เรกล่าวโดยลดเสียงให้เบาลง “พระธิดามณีตาอยู่ที่นี้ด้วย”

“อะไรนะ” จ้อยอุทานออกมาก่อนจะรีบปิดปากตัวเอง เรียม โฟร อัลฟิและเฟลเองก็เกือบจะอุทานตามด้วย

“พี่จะดีเหรอที่บอกเรื่องนี้ให้พ่อกับแม่รู้นะ” เรมถามสีหน้าเริ่มวิตก

“อย่าน้อยมีคนอื่นที่ไว้ใจได้รู้ด้วยก็ดีนะกว่ารู้กันแค่นี้” เรกล่าว

“นายอยากให้มีคนช่วยดูพระธิดาสินะ” โฟรกล่าว “ให้ฉันเดาต้องมีคนคิดร้ายต่อท่านใช่ไหม”

“ใช่” เรกล่าวแล้วเริ่มเล่าถึงเหตุผลที่พระธิดามาถึงที่นี้ได้เพราะอะไรโดยมีเรมช่วยอธิบายเพิ่มเติม

“หมายความว่าท่านถูกเจ้าหุ่นแบบนั้นโจมตีด้วยงั้นเหรอ” เรียมกล่าวสีหน้าขุนคิด

“นี้มันแปลก ๆ แล้วนะ” จ้อยกล่าว “เจ้าคนส่งมันมามีเป้าหมายอะไรกันแน่”

“คิดว่าทั้งสองอย่างละครับ” เรตอบ “นั้นคือสังหารพระธิดากับบุกชาวนอก”

“จริงด้วยค่ะ” อัลฟิเห็นด้วย “พระองค์กำลังเจอแบบที่ฉันเจอนะ”

“ให้ตายสิ” เรียมหัวเสียหนักขึ้นขยี้ผมตัวเองแรง ๆ “นี้มันจะเรื่องเยอะไปแล้วนะ”

“อย่าคิดมากนะครับพ่อ” เรกล่าว “เดี่ยวพอเราส่งพระธิดาเสร็จพระองค์ก็ปลอดภัยและ”

“ดี ได้หมดปัญหาไปหนึ่ง” เรียมกล่าวต่อ “แต่พวกแกก็เตรียมตัวสำหรับเดนเจอร์สเตงเนอร์โซนด้วยนะอีกสองวันนี้ก็จะถึงวันประลองแล้ว

“หาจริงอะ” เรมอุทานออกมาเดนเจอร์สเตงเนอร์โซนคือการประลองของดาวสเป-ซอสที่จะจัดทุก ๆ หนึ่งปี “ใกล้ถึงแล้วเหรอเนี้ย”

“เฮ้.......จริงด้วยสิ” เฟลกล่วา “เฮ้อ.....ปีนี้หวังว่าเราจะชนะไหมค่ะพี่”

โฟลสายหน้าแล้วตอบว่า “อย่าให้พี่เดาเลย ปีที่แล้วพี่กับเรผ่านโดนน็อกที่เผลอจนแพ้ไป”

“งือแล้วอย่างนี้หนูต้องแข่งกับอัลด้วยสินะ” เฟลหันมากล่าวกับอัลฟิ “นี้อัลจะมาอยู่ฝ่ายฉันไหมละ”

“ฉันจะเป็นตัวท่วงเปล่านะ ตอนอยู่คณะเร่ร่อนฉันไม่เคยลงสนามเดนเจอร์สเตงเนอร์โซนเลย”

“ไม่เป็นไร ๆ มาสนุกด้วยกันก็ดีนะ แข่งกันสนุก ๆ ” เฟลพยายามต่อ

“อืม.........ก็ได้”

“ไชโย” เฟลกระโกนดีใจแล้วกระโดดคอใส่อัลฟิ

โฟรมองภาพตรงหน้าแล้วยิ้มออกมา อย่างน้อยตอนนี้น้องสาวชองเขาก็มีเพื่อนจนได้ นี้พอจะเป้นเหตุผลให้เขาหมดห่วงและกลับมาเป็นนักทำภารกิจที่เขตสี่ได้ไหมนะ


นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น