ตอนที่ 4 : 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11464
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 369 ครั้ง
    7 ธ.ค. 61

                เกือบไปแล้ว นี่จะเรียกว่าผ่านเหตุการณ์เฉียดตายมาก็ว่าได้ เมื่อสักครู่คิดว่าเขาจะบีบคอหล่อนตายคามือไปแล้วเสียอีก นึกๆ แล้วก็โกรธตัวเองที่ทั้งเปิ่นทั้งเป๋ออยู่บ่อยๆ ยังดีที่ไม่โดนไล่ออก แต่คงโดนคาดโทษเป็นแน่ ต้องระมัดระวังมากขึ้น แต่จะว่าไปก็เขานั่นแหละตัวต้นเหตุ ตะคอกอยู่ได้ หน้าก็ดุอย่างกับโกรธคนทั้งโลก ใครจะไม่ตกใจลนลานล่ะ

                ผืนฟ้ายังไม่มืดเสียทีเดียว แต่อีกสักพักคงจะมืดสนิท เพราะนี่หกโมงกว่าแล้ว ปุณฑริกเดินอ้อมไปทางหลังบ้าน เพราะจอดรถจักรยานเก่าซอมซ่อไว้ตรงนั้น หล่อนเดินผ่านต้นลีลาวดีสองต้นใหญ่ที่ออกดอกบานสะพรั่งเต็มต้น ตรงโคนต้นกลาดเกลื่อนด้วยดอกที่ร่วงหล่นลงมา ทุกดอกแย่งกันส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่ว

                หล่อนชอบกลิ่นและสีขาวนวลของดอกลีลาวดี ที่สำคัญดอกไม้ชนิดนี้ทำให้นึกถึงแม่ ท่านชื่อลีลาวดี เป็นผู้ตั้งชื่อลูกสาวว่าปุณฑริก แปลว่าดอกบัว ทั้งนี้เพื่อให้ลูกสาวมีชื่อแปลว่าดอกไม้เหมือนกับท่าน

                ปุณฑริกยังจำท่านได้อย่างไม่ลืมเลือน แม้ท่านจะจากไปตั้งแต่หล่อนอายุได้เพียงแปดขวบ...รวมระยะแล้วท่านก็จากโลกนี้ไปเป็นเวลาสิบสี่ปีแล้วสินะ...ท่านเป็นผู้หญิงที่งดงามมากคนหนึ่ง เพราะเป็นอดีตนางงามประจำจังหวัด ป้าอรพี่สาวแท้ๆ ของแม่บอกว่าท่านถ่ายทอดเค้าความงามบางส่วนให้ลูกสาวเพียงคนเดียว ตั้งแต่ดวงตากลมโต ริมฝีปากอิ่มได้รูป ใบหน้ารูปไข่

แกน่ะมันมีเค้าความสวยของแม่ แต่อย่ากระแดะเหมือนแม่แกซะล่ะ หล่อนยังจำถ้อยคำเยาะหยันแกมดูถูกเหล่านั้นได้ และอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมป้าถึงพูดเช่นนั้น เพราะเท่าที่จำได้ แม่ไม่มีทางเป็นอย่างที่ป้าบอก ท่านเป็นผู้หญิงอบอุ่น ใจดี และสุภาพเรียบร้อย

                ไอ้จมูกโด่งๆ นี่น่ะเหรอ แกมันได้มาจากพ่อ นี่ก็อีก ที่ป้าเคยบอกด้วยน้ำเสียงและแววตาเต็มไปด้วยความเกลียดชังจนหล่อนแปลกใจ

                ปุณฑริกไม่เคยเห็นพ่อเลย เพราะท่านจากไปด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ตั้งแต่หล่อนยังไม่ลืมตาดูโลก ไม่มีแม้แต่รูปสักใบ เพราะตั้งแต่แม่จากไป และป้าย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านที่หล่อนเคยอาศัยตั้งแต่เด็ก นับจากนั้นรูปถ่ายพ่อก็อันตรธานไปอย่างไร้สาเหตุ แต่พอจำรูปพ่อที่แม่เคยนำมาให้ดูได้รางๆ ท่านเป็นผู้ชายหล่อเหลาคนหนึ่ง แม่เคยบอกว่ารักพ่อมาก พ่อก็รักท่านมากด้วย แม่บอกว่าไม่เคยลืมผู้ชายที่แสนดีอย่างพ่อเลย จวบจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต

                ในวัยเด็กหล่อนใช้ชีวิตกับแม่เพียงสองคน แต่ก็เป็นช่วงชีวิตที่มีความสุขมาก ท่านเป็นคนใจดี จนกระทั่งเริ่มไม่สบายด้วยโรคมะเร็งลำไส้ กว่าจะตรวจพบก็เข้าสู่ระยะสุดท้ายแล้ว หลังจากนั้นสุขภาพท่านก็ทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว ต่อมาไม่นานท่านก็จากไปอย่างไม่มีวันกลับ

                ตอนเด็กๆ ครอบครัวหล่อนมีฐานะปานกลาง แม่มีร้านอาหารเล็กๆ แต่มีชื่ออยู่ในชะอำ ท่านเป็นคนมีฝีมือด้านการทำอาหาร ร้านอาหารของแม่แต่เดิมชื่อ ร้านปุณฑริก แต่เดี๋ยวนี้ร้านเปลี่ยนเป็นชื่ออื่นแล้ว หลังท่านจากไป ป้าอรกับลุงสุขสามีของป้าได้เข้าควบคุมกิจการ และเปลี่ยนชื่อเองเสร็จสรรพ

                สมัยก่อนปุณฑริกอาศัยอยู่ในบ้านไม้หลังงามแสนอบอุ่นกับแม่ ท่านบอกว่าพ่อทิ้งบ้านหลังนี้กับเงินสดไว้ให้ก้อนหนึ่ง ท่านเล่าด้วยว่า พ่อเป็นคนเก่ง เป็นสถาปนิกชื่อดัง ขยันทำงานเก็บเงินเพื่อครอบครัว และเมื่อบุพการีจากไปทั้งคู่ ป้ากับลุงก็บอกว่าบ้านหลังนั้นเป็นของพวกท่าน เพราะแม่ยืมเงินพวกท่านไป ดังนั้นต้องยึดบ้านกับทรัพย์สินทุกอย่างเพื่อใช้หนี้

                ตอนนั้นหล่อนยังเด็กนัก ได้แต่ร้องไห้เสียใจที่แม่จากไป ไม่เข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้น แต่ยังดีที่ป้ายอมรับเลี้ยงหล่อน แม้จะต้องทำงานทุกอย่างในบ้าน แต่อย่างน้อยก็มีบ้านให้ซุกหัวนอน  ได้เรียนหนังสือจนจบมัธยมปลาย ใจอยากจะเรียนต่อมหาวิทยาลัยเหมือนเพื่อนๆ แต่ป้าบอกว่าไม่มีเงินส่งเสีย จึงจำต้องรับสภาพ และเริ่มทำงานหาเงินตั้งแต่ตอนนั้น โดยเริ่มงานแรกเป็นพนักงานในร้านขายของแห่งหนึ่ง และต้องแบ่งเงินเดือนบางส่วนให้ป้าทุกเดือน

                แต่แล้วเมื่อหลายปีก่อนก็มีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น ทำให้ไม่อาจอาศัยในบ้านหลังนั้นได้อีกต่อไป เริ่มจากลุงสุขมีท่าทีแปลกๆ มักชอบแตะเนื้อต้องตัวในแบบที่ปุณฑริกไม่สบายใจอยู่บ่อยครั้ง ลุงมักฉวยโอกาสเวลาป้าเผลอหรือไม่อยู่บ้าน มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านเข้ามาในห้องนอนหล่อนกลางดึก ลูบคลำเนื้อตัวเพื่อจะปลุกปล้ำ หล่อนเห็นท่าไม่ดีจึงขัดขืนต่อสู้ จนในที่สุดป้าก็เข้ามาเพราะได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย

                ลุงบอกป้าว่าหล่อนให้ท่า ป้าก็เชื่อ ด่าว่าตบตีหลานสาว หาว่าหล่อนทำตัวร่านเหมือนแม่ ไม่ว่าจะอธิบายอย่างไร ป้าก็ไม่ฟัง สุดท้ายหล่อนจึงเก็บข้าวของแล้วย้ายออกไปหาเช่าห้องอยู่โดยป้าอรไม่ทักท้วงสักคำ

                ปุณฑริกใช้เวลาขี่จักรยานไม่ถึงยี่สิบนาทีก็ถึงบ้านเช่าไม้หลังเล็กที่อยู่หลังตลาดสด

หล่อนขมวดคิ้วเมื่อสังเกตเห็นอะไรบางอย่างผิดปกติ

                แม่เป๋อมาแล้ว เด็กน้อยตัวป้อม ผมหยิก วิ่งเข้ามาหา ตะโกนร้องอย่างดีอกดีใจ ด้านหลังมีเจ้าไข่ต้มวิ่งตามมาด้วย

                หล่อนอุ้มหนูน้อยขึ้นมา หอมแก้มยุ้ยๆ หนึ่งฟอด ว่าไงจ๊ะไข่ตุ๋น เกิดอะไรขึ้นเนี่ย ข้าวของเต็มไปหมดเลย ถามพลางมองข้าวของที่กองอยู่หน้าห้องเช่าอย่างแปลกใจ และเดินเข้าไปหาลิ้นจี่ที่นั่งซึมอยู่ตรงบันไดหน้าห้อง

                เกิดอะไรขึ้น ลิ้นจี่ ทำไมข้าวของพี่มันมากองแบบนี้ล่ะ


ขอบคุณสำหรับการติดตามค่า ^^

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 369 ครั้ง

689 ความคิดเห็น

  1. #174 Jellydolphin (@Jellydolphin) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:46
    ป้าอำมหิต
    #174
    0
  2. #52 rossukon2531 (@rossukon2531) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 มกราคม 2562 / 18:57
    น่าสงสาร
    #52
    0