ตอนที่ 27 : 27

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11041
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    15 ก.ค. 62

“มาร์ค ถ้าเราแต่งงานกันแล้ว จะมีลูกกี่คนดีคะ” ผู้หญิงใบหน้าสวยหวาน ผิวขาวจัด เอ่ยถามขึ้นอย่างมีความสุข แววตาเจิดจรัส ใบหน้าอิ่มเอิบ

“สักโหลดีมั้ย” เขาแกล้งแหย่

“บ้าน่ะสิ”

“ผมไหวนะ” เขาแหย่ต่อพลางส่งสายตาขี้เล่น

“คุณไหว แต่เอมี่ไม่ไหวนี่” เธอทำเสียงกระเง้ากระงอด แล้วสองหนุ่มสาวก็หัวร่อต่อกระซิกกันอย่างมีความสุขขณะนอนเล่นกันอยู่บนเตียงกว้าง

................................................

มรุตเดินเข้าไปสวมกอดคนรัก ขณะเธอกำลังยืนอยู่ตรงระเบียงของคอนโดมิเนียมหรู มองแสงสียามค่ำคืนอันสวยงามในกรุงเทพฯ

“มาร์คคะ เอมี่ตื่นเต้นจัง”

“ตื่นเต้นเรื่องอะไรครับผม” คนพูดแนบริมฝีปากกับขมับของผู้หญิงในอ้อมกอดอย่างรักใคร่

“ก็เรื่องแต่งงานไงคะ อีกเดือนหนึ่งเราก็จะแต่งงานกันแล้ว”

“ผมก็ตื่นเต้นเหมือนกัน”

“คุณเนี่ยนะตื่นเต้น ดูไม่เห็นออกเลย”

“ใครบอก ผมตื่นเต้นยิ่งกว่าเอมี่อีก” หน้าตาใส่อารมณ์เกินเหตุ จนอีกฝ่ายกลั้นยิ้มแทบไม่อยู่

“จริงเหรอ” ทำหน้าเหมือนไม่อยากเชื่อ แล้วทั้งสองก็หลุดหัวเราะพร้อมกัน

“โฮ่งๆ ๆ” เจ้าซันนี่ สุนัขพันธุ์โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ สีน้ำตาลแกมทอง เดินเข้ามานั่งอยู่ข้างๆ คนทั้งสองที่กำลังยืนกอดกันกลมดิก ส่งเสียงเห่าราวกับต้องการร่วมประสานเสียงหัวเราะอย่างมีความสุขด้วยกัน

“ว่าไง ซันนี่ มาเห่าเนี่ย รู้เหรอว่าเขาคุยอะไรกัน” เขาหันไปพูดกับเจ้าซันนี่ สุนัขแสนรักที่ทั้งสองพารอนแรมกลับมาจากอังกฤษ ก่อนยิ้มสดใสกับคนรักในอ้อมแขนอีกครั้ง

............................................

“เอมี่ เอมี่ ตื่นสิ” เขาเขย่าไหล่ร่างโชกเลือดที่นอนอยู่บนเตียงสีขาวในห้องฉุกเฉิน แต่ร่างนั้นแน่นิ่งสนิท

“มาร์ค ขอโทษจริงๆ เราพยามสุดความสามารถแล้ว เรายื้อชีวิตเธอไม่ได้จริงๆ” เสียงปลอบใจจากบุรุษในชุดขาว สวมแว่นท่าทางสุภาพ มองเพื่อนผู้กำลังสูญเสียคนรัก เข้าใจความรู้สึกอีกฝ่ายดี “มาร์ค” หมอหนุ่มเรียกเพื่อน แต่อีกฝ่ายไม่มีทีท่าจะรับรู้ ยังคงเขย่าไหล่ร่างแน่นิ่งไม่หยุดอย่างบ้าคลั่ง

“เอมี่ เอมี่” แววตาคมกล้าร้าวรานสุดจะประมาณได้

“คือ...เธอตั้งครรภ์อ่อนๆ ได้...สองอาทิตย์” หมอหนุ่มเอ่ยขึ้น มรุตอึ้งกับสิ่งที่ได้ยิน แทบไม่อาจควบคุมสติได้ พร่ำเรียกหญิงคนรักราวกับคนเสียสติ

“มาร์ค นายต้องมีสตินะ” หมอหนุ่มพูดปลอบและพยายามหยุดอีกฝ่าย แต่ก็ไม่อาจสู้แรงแห่งความบ้าคลั่งนั้นได้ ผู้ช่วยสองคนจึงต้องเข้ามาช่วยดึงตัวมรุตเอาไว้ ก่อนบุรุษพยาบาลจะเข็นร่างไร้วิญญาณออกไป

“เอมี่!” เขาร้องตะโกนก้อง ขณะบุรุษพยาบาลสองคนต้องช่วยดึงเอาไว้ เพราะมรุตวิ่งตามออกมานอกห้องจะวิ่งตามไป บุรุษทั้งสองนายรอจนเขาเริ่มควบคุมสติได้ จึงค่อยๆ ปล่อยมือ แล้วร่างสูงใหญ่ก็ทรุดลงกับพื้นตรงนั้น แผ่นหลังพิงกำแพง ซบหน้าลงกับสองมือของตัวเอง หัวใจบอบช้ำ ร้าวรานอย่างที่สุด


“เพล้ง!” เสียงของตกแตกดังแว่วมาจากในบ้าน หญิงสาวสะดุ้ง มองไปยังไข่ตุ๋นทันที เห็นหนูน้อยยังหลับสนิท มองนาฬิกา เที่ยงคืนกว่าแล้ว เกิดอะไรขึ้นกัน คิดจะเข้าไปดู แต่ก็สองจิตสองใจ ไม่อยากเข้าไปในบ้านตอนดึกๆ กลัวจะเจอเหตุการณ์แบบคืนนั้นอีก แต่สุดท้ายก็ทำใจไม่ได้

ปุณฑริกค่อยๆ แง้มประตู มองลอดเข้าไปในห้องรับแขกเป็นอันดับแรก เห็นไฟในห้องยังเปิดอยู่ หล่อนถอนหายใจเบาๆ เมื่อเห็นเขาหลับฟุบอยู่บนโซฟาในสภาพเดิม ยังอยู่ในชุดเมื่อตอนกลางวัน เสื้อยืดสีขาวกับกางเกงผ้ายืดสีเทาตัวหลวม

ใจหายวาบเมื่อเหลือบไปเห็นเศษแก้วแตกกระจายอยู่บนพื้นไม่ไกลจากโซฟาเบด เดาเอาว่าคงเป็นขวดไวน์ เพราะเห็นของเหลวสีแดงเข้มไหลเจิ่งนองกับซากปากขวดไวน์ เขาคงเมาจนเผลอปัดถูกขวดไวน์กระมัง หล่อนตัดสินใจเข้าไปเก็บเศษแก้วก่อน ไม่เช่นนั้นหากเขาตื่นขึ้นมาอาจเหยียบถูกจนบาดเท้าได้ ทีนี้คงได้เจ็บสองเด้งแน่ ทั้งเท้าแพลงและแก้วบาดอีก

ปุณฑริกตรงเข้าไปเก็บเศษแก้ว ทำความสะอาดจนแน่ใจว่าไม่มีเศษแก้วหลงเหลืออีก

อากาศในห้องไม่เย็นฉ่ำเหมือนทุกคืน สงสัยเขาคงปรับอุณหภูมิให้อุ่นขึ้น เลยคิดว่าคงไม่ต้องไปหยิบผ้าห่มมาห่มให้อีก...ในห้องไม่ได้เย็นมาก คงไม่เป็นไรหรอก...เหลือบมองเท้าข้างที่แพลงของเขาด้วยความเป็นห่วง ไม่แน่ใจว่าดีขึ้นหรือยัง แต่เมื่อตอนเย็นเห็นบวมพอสมควร

เสียงละเมองึมงำฟังไม่ได้ศัพท์ดังมาจากคนนอนเมาหลับอยู่บนโซฟา เลยหันไปมอง เห็นคิ้วเข้มขมวดเป็นปม ท่าทางดูกระสับกระส่าย คล้าย...คนกำลังฝันร้าย ใบหน้าแข็งกร้าวอยู่เสมอในยามตื่น บัดนี้ดูร้อนรนกระวนกระวาย

ปุณฑริกอยากเดินกลับออกไปเพื่อเข้านอน แต่ไม่รู้ทำไมสองขาจึงตรึงแน่นอยู่ตรงนั้น อาจเป็นเพราะคนห่ามๆ พูดจาห้วนๆ หน้าตายโส กำลังอยู่ในสภาพที่ดู...น่าสงสารอย่างบอกไม่ถูก จนความรู้สึกลึกๆ ภายในใจสั่นไหว แต่แล้วก็นึกสมเพชตัวเองอยู่ในใจ คนอย่างหล่อนจะมีหน้าไปสงสารใครได้ ด้วยเหตุนี้จึงหันหลังกลับ

“อย่าทิ้งผมไปนะ อย่า...ผมขอร้อง” เสียงงึมงำดังขึ้นอีกครั้ง และครั้งนี้หล่อนได้ยินชัดเจนทุกคำ ตกใจและไม่แน่ใจว่าเขาเรียกหล่อนหรือแค่ละเมอ ค่อยๆ หันไปช้าๆ ถอนหายใจอย่างโล่งอก เพราะดวงตาคมกล้ายังหลับสนิทเหมือนเดิม

“ผมขอโทษ” น้ำเสียงนั้นขาดเป็นห้วงแสดงถึงความปวดร้าวและอ้างว้างจนรู้สึกได้

หล่อนเดินเข้าไปหาเขาอย่างไม่รู้ตัว คุกเข่าลงข้างๆ ร่างที่นอนอยู่บนโซฟา สังเกตเห็นเหงื่อหยดเล็กๆ ผุดขึ้นตามไรผม...จะเป็นไข้หรือเปล่านะ...หล่อนคิดอย่างเป็นห่วง ลองอังหลังมือกับหน้าผากชื้นเหงื่อ รู้สึกอุ่นๆ แต่ไม่มาก คงไม่น่าจะเป็นไข้

เสียงงึมงำฟังไม่ได้ศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง เขาขยับมือข้างหนึ่งคล้ายกำลังไขว่คว้าบางสิ่ง หล่อนไม่รู้ว่าอะไรดลใจถึงได้ยื่นมือไปหามือที่ยื่นขึ้นมานั่น และแล้วมือแข็งแกร่งก็กำมือเล็กๆ ของหล่อนแน่น แน่นมากจนแทบประสานเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วก็ดึงมือเล็กๆ ไปแนบชิดอกด้านซ้ายของเขา...อีกครั้ง


ขอบคุณทุกกำลังใจค่ะ ^^

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

689 ความคิดเห็น