ปลาหลงฟ้า

ตอนที่ 37 : บท 37

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 706
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 23 ครั้ง
    22 มิ.ย. 61

หลังจากผ่านขั้นตอนการหั่นเป็นแผ่น อบแห้ง และทอด ด้วยเครื่องจักรของโรงงานและฝีมือของคนไม่กี่คน ในที่สุดข้าวเกรียบสาหร่ายสมุนไพรรสกะเพรา ตะไคร้ และอัญชันลอตแรกก็ออกมาให้ได้ชิมกัน และทุกคนต่างก็ฟันธงว่า ข้าวเกรียบสูตรใหม่นี้ต้องติดตลาดในไม่ช้าแน่

                ไพศาลยังเอาข้าวเกรียบไปให้คนงานอื่นๆ ได้ชิมกันด้วย แต่ละคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าอร่อยมาก

                อีกทั้ง น่านฟ้ายังทำเรื่องเซอร์ไพรส์ให้แก่มัศยา ด้วยการติดต่อกับห้างสรรพสินค้าชื่อดังสองแห่งไว้แล้วในการวางขายข้าวเกรียบสาหร่ายสมุนไพร

                เรื่องทั้งหมดนี้ทำให้นางวิภาอึ้ง ทึ่ง ซ้ำนัยน์ตาแสนดุยังเปี่ยมด้วยความหวังอย่างเห็นได้ชัด

                ในขณะเดียวกัน นายสุกิจก็หน้านิ่ว เมื่อได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวจากภูริช มิหนำซ้ำลูกน้องมือขวายังเอาข้าวเกรียบสาหร่ายสมุนไพรมาให้ชิมอีกต่างหาก และทันทีที่ชิมคำแรก ชายวัยกลางคนก็ปาข้าวเกรียบสาหร่ายสมุนไพรในมือทิ้งอย่างหัวเสีย

                “ไอ้น่านมันไปหาสูตรข้าวเกรียบสาหร่ายสมุนไพรมาได้ยังไง” นายสุกิจเค้นเสียงลอดไรฟัน

                “ก็จากยายป้าแก่ๆ คนนั้นที่ผมเล่าให้ท่านฟังก่อนหน้านี้ไงครับ”

                “ป้าแก่ๆ นั่นทำข้าวเกรียบอร่อยขนาดนี้เลยเรอะ” สุกิจถามอย่างไม่อยากเชื่อ

                “ผมก็แทบไม่อยากเชื่อเหมือนกันครับท่าน สงสัยเราจะดูเบาทางนั้นมากเกินไป เราจะทำยังไงกันต่อดีครับ ถ้ามันทำสำเร็จ แล้วมันจะไม่กระทบกับแผนการตลาดของข้าวเกรียบสาหร่ายมันฝรั่ง โอกิมิ ของเราหรือครับท่าน”

                สุกิจบดกรามแน่น หรี่ตาน้อยๆ “จะกลัวอะไร เรามีทีมที่ปรึกษาธุรกิจระดับมืออาชีพอย่างบริษัท เอ็นพีอาร์กรุ๊ป รับรองไอ้น่านไม่มีทางเอาชนะเราได้หรอก”

                ภูริชพยักหน้าและยิ้มมุมปากอย่างคล้อยตาม

                แล้วอีกสามชั่วโมงถัดมา สุกิจกับนายภูริช ก็มานั่งปรึกษากับหนุ่มหน้าเข้ม ผิวสองสีที่ชื่อปารณ หรือ เมเนจิงไดเร็กเตอร์ ของบริษัทเอ็นพีอาร์กรุ๊ป บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจและการตลาดชื่อดังติดอันดับหนึ่งในสิบของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ลูกค้าในมือเกินห้าสิบเปอร์เซ็นต์ เป็นบริษัทชั้นนำในต่างประเทศ ทั้ง ญี่ปุ่น ฮ่องกง และประเทศในแถบยุโรปอีกหลายประเทศ

                นายสุกิจก็เป็นหนึ่งในลูกค้าของบริษัทนี้ เขามีแผนรีแบรนด์ข้าวเกรียบมีโชคมานานแล้ว มาสบโอกาสก็ตอนพี่เขยของเขาเสียชีวิตไปเมื่อหลายเดือนก่อน

                เขาเตรียมจะโละข้าวเกรียบมีโชคทิ้ง และปลุกปั้นข้าวเกรียบสาหร่ายมันฝรั่งทอด โอกิมิโดยใช้บริการเรื่องการวางแผนการตลาดของบริษัทที่ปรึกษาอย่างเอ็นพีอาร์กรุ๊ป  

                หลังจากแม่บ้านได้นำเครื่องดื่มมาให้ และออกไปจากห้องรับรองลูกค้าระดับวีไอพี ปารณก็เอ่ยขึ้นว่า “วันนี้คุณสุกิจกับคุณภูริชคงมีธุระด่วน เลยมาหาผมถึงที่นี่”

                “ก็ไม่ถึงกับด่วน แต่ผมแค่อยากตัดไฟแต่ต้นลม” สุกิจตอบ

                “หมายถึงอะไรครับ” ปารณเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม

                “ตอนนี้เรามีปัญหานิดหน่อยครับ คุณเป้” คราวนี้ภูริชเป็นฝ่ายตอบ และเขาก็เล่าสรุปคร่าวๆ เกี่ยวกับแผนงานการกระตุ้นยอดขายข้าวเกรียบมีโชคของน่านฟ้าที่เหมือนจะไปได้สวยเกินไปสักหน่อย

                ผู้บริหารระดับสูงของเอ็นพีอาร์กรุ๊ป หรี่ตาอย่างครุ่นคิด “ลูกชายคุณโชคติดต่อเรื่องการวางขายสินค้าในห้างสรรพสินค้าใหญ่ ได้สองแห่งแล้วหรือครับ”

                “ครับ แถมรสชาติข้าวเกรียบสาหร่ายสมุนไพรก็...อร่อยมากด้วย” ภูริชตอบ

                “ไม่น่าเชื่อว่าคนไม่เอาไหนแบบนั้นจะทำงานได้รวดเร็วแบบนี้ อืม นี่คือที่คุณอยากจะตัดไฟแต่ต้นลมใช่มั้ย”

                สุกิจพยักหน้า “อีกสามเดือนผมก็จะเริ่มดำเนินการการผลิตข้าวเกรียบ โอกิมิและผมไม่อยากให้เกิดความผิดพลาดใดๆ ทั้งสิ้น”

                “แต่ทำไมจู่ๆ ลูกชายคุณโชคถึงลุกขึ้นมาบริหารงานอย่างเป็นเรื่องเป็นราวละครับ ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้เป็นแบบนี้”

                “ตรงจุดนี้ผมชะล่าใจไปหน่อย นายน่านขอเวลาสามเดือนเพื่อกระตุ้นยอดขายให้ได้ห้าสิบเปอร์เซ็นต์ ผมมองแล้วว่ายังไงก็ไม่มีทางเป็นไปได้ ก็เลยให้มันทำดู”

                “แปลว่าคุณน่านไม่ได้เหยาะแหยะอย่างที่เราคิดกันอย่างนั้นหรือเปล่า” ปารณถาม

                “ก็ไม่เชิง มันอาจจะท่าดีทีเหลวก็ได้ แต่ผมอยากป้องกันไว้ก่อน” สุกิจตอบ

                “แล้วพวกคุณอยากจะจัดการกับปัญหานี้ยังไงดีครับ”

                สุกิจหันสบตากับภูริช ลูกน้องมือขวาก็ทำหน้าที่ตอบทันที “เราอยากหาวิธีทำให้งานของคุณน่านสะดุด เพื่อลดความเชื่อมั่นของคุณวิภาและพนักงานคนอื่นที่มีต่อเขา”

                “และเพื่อป้องกันไม่ให้คุณน่านทำงานได้สำเร็จตั้งแต่เนิ่นๆ ” ปารณต่อให้อย่างรู้ใจ

                สุกิจยิ้มมุมปาก “ก็ประมาณนั้น”

                “แปลว่าพวกคุณก็กลัวลูกชายคุณโชคไม่น้อยเหมือนกัน”

                “เปล่า คนไม่เอาไหนอย่างนายน่านไม่มีอะไรน่ากลัวขนาดนั้น แต่ผมเป็นพวกชอบกันไว้ดีกว่าแก้”

                “สำหรับผม ถือเป็นแนวความคิดที่ชาญฉลาดมาก หัวใจสำคัญของการทำการตลาดให้สำเร็จอย่างสวยงามก็คือการไม่มีคู่แข่งเลย และวิธีการกำจัดคู่แข่งที่ดีที่สุดก็คือฆ่าให้ตายตั้งแต่เนิ่นๆ ” ปารณยิ้มเหี้ยมๆ ในแววตาอย่างเข้าใจ

                สุกิจยิ้มอย่างพอใจ ขณะสบประสานสายตากับอีกฝ่าย “ผมคิดไม่ผิดที่เลือกใช้บริการบริษัทนี้ ที่นี่เป็นมืออาชีพด้านการให้คำปรึกษาด้านธุรกิจจริงๆ ”

                “เราไม่มีทางทำให้ลูกค้าผิดหวังแน่นอน และอย่างแรกที่ผมอยากจะแนะนำก็คือ คุณต้องหาทางทำให้ข้าวเกรียบสาหร่ายสมุนไพรของคุณน่านเป็นหมันให้ได้ ไม่อย่างนั้นมันอาจส่งผลต่อข้าวเกรียบสาหร่ายมันฝรั่งทอด โอกิมิของพวกคุณแน่”

                “ถ้าอย่างนั้นเราแอบลักพาตัวยายป้านั่นดีมั้ยครับ ท่านสุกิจ รับรองงานมันสะดุดแน่” ภูริชเสนอทันที

                “แต่ผมไม่แนะนำวิธีนั้นนะ” ปารณเสนอขึ้น “เพราะคุณน่านจะรู้ทันทีว่าเป็นฝีมือกลั่นแกล้งของพวกคุณ แล้วการลักพาตัวก็ผิดกฎหมาย วิธีนี้จะสร้างปัญหาให้พวกเราทีหลัง”

                ทั้งสุกิจและภูริชพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “งั้นคุณพอมีไอเดียดีๆ มั้ย” สุกิจถาม

                ปารณเอนตัวพิงพนักโซฟา รอยยิ้มเจ้าเล่ห์เปื้อนดวงหน้า “คุณบอกว่าคุณน่านติดต่อเรื่องการวางสินค้าในห้างสรรพสินค้าได้สองแห่งแล้วใช่มั้ย ผมอยากให้เขาเสียเครดิตตั้งแต่แรกด้วยการส่งสินค้าลอตแรกให้คู่ค้าของเขาไม่ทัน และพวกคุณจะต้องทำให้เขาผลิตสินค้าส่งไม่ทัน ด้วยวิธีการที่แนบเนียนมากๆ อาทิเช่น เครื่องจักรในการผลิตข้าวเกรียบเสีย”

                ประกายวิบวับอย่างพึงพอใจผุดวาบในดวงตาของสุกิจและลูกน้องมือขวาของเขาทันที...

                “ผมคิดไม่ผิดจริงๆ ที่มาปรึกษาคุณ”

                “การฆ่าคู่แข่งของลูกค้าเป็นงานถนัดของเราอยู่แล้วครับ” ปารณตอบ ประกายในดวงตาวาววับไม่แพ้กัน

                ระหว่างนั้นปารณกดรับสายจากโทรศัพเคลื่อนที่ และสนทนากับปลายสายด้วยภาษาอังกฤษอยู่ครู่หนึ่ง พอกดวางสายก็เอ่ยขึ้นว่า “ขอโทษทีครับ มิสเตอร์คิน โทร. มาสั่งงานนิดหน่อย”

                “เจ้าของที่นี่ใช่มั้ยครับ” ภูริชถาม

                “ครับ มิสเตอร์คินเป็นซีอีโอของที่นี่ ท่านกำชับให้ผมดูแลลูกค้าอย่างคุณสุกิจให้ดีที่สุด”

                “มิสเตอร์คินรู้จักท่านสุกิจด้วยหรือครับ” ภูริชพูดแทรกขึ้น ท่าทางสอพลออย่างเห็นได้ชัด ส่วน

สุกิจยืดอกด้วยความภาคภูมิใจอย่างอัตโนมัติ

                “นักธุรกิจคนดังมีวิสัยทัศน์อย่างคุณสุกิจ ไม่มีใคร ไม่รู้จักหรอกครับ” ปารณเยินยอ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 23 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

23 ความคิดเห็น