ปลาหลงฟ้า

ตอนที่ 30 : บท 30

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 725
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    15 มิ.ย. 61

หล่อนเม้มริมฝีปากแน่น เมื่อโดนปรามาส และคนอย่างเจ๊หยี จะไม่ยอมเสียยี่ห้อถึกและอึดง่ายๆ หรอก เอาล่ะ คืนนี้เป็นไงเป็นกัน ตายเป็นตาย “ฉันก็แค่บ่นไปอย่างนั้นแหละ งานนี้ลุยถึงไหนถึงกันอยู่แล้ว”

“ก็ดี งั้นเราไปนอนพักกันที่รถแล้วกัน” เขาเสนอ

“ถ้าจะให้ป้าใจอ่อน เราก็ต้องนอนมันตรงนี้แหละ ให้ป้าเห็นว่าเรามีความตั้งใจกันขนาดไหน” คราวนี้หล่อนเป็นฝ่ายเสนอ

“เอางั้นเลยเหรอ” เขามองมาอย่างไม่แน่ใจ

“ไม่แน่จริงล่ะสิ ถ้าไม่ไหวก็บอกมา ฉันเข้าใจ” หล่อนปรามาสกลับทันควันเมื่อสบโอกาส

“ใครบอกไม่ไหว นอนตรงนี้ก็ตรงนี้ เจ๊อย่าโวยวายขอกลับไปนอนที่รถก่อนแล้วกัน”

“ไม่มีทาง ระดับฉัน ทรหดอยู่แล้ว”

เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ของน่านฟ้าดังขึ้น สาวสวยหุ่นนางแบบโทร. มาตามเขานั่นเอง และเขาก็ต้องอธิบายให้เธอฟังอยู่ตั้งเกือบยี่สิบนาที กว่าเธอจะยอมเข้าใจว่าคืนนี้เขาไปหาเธอไม่ได้ ส่วนมัศยาก็ต้องโทร. บอกมารดาถึงสาเหตุที่หล่อนต้องมานอนค้างอยู่หน้าบ้านหญิงสูงวัยอารมณ์ร้ายกับน่านฟ้า

นอกจากมารดาจะไม่ทักท้วงสักนิดที่หล่อนมานอนค้างอ้างแรมกับชายหนุ่ม ยังสนับสนุนให้หล่อนปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จและยังสั่งให้ดูแลน่านฟ้าให้ดี เพราะเขาไม่น่าจะคุ้นเคยกับชีวิตที่ยากลำบาก กำชับนักกำชับหนาว่าต้องคอยปัดยุงให้คุณชายเล็กของนางด้วย

มัศยาวางสายด้วยความงงงัน ไม่รู้ว่าระหว่างหล่อนกับน่านฟ้า ใครเป็นลูกของมารดากันแน่  

จากนั้นก็กดโทร. หาสินธุ แต่สายก็ไม่ว่าง “ทำไมสายไม่ว่างนะ” หล่อนบ่นงึมงำ

“แฟนไม่รับสายเหรอ” ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆ ถาม

“โทร. ไม่ติดต่างหาก สงสัยแบตฯ จะหมดมั้ง สินธุงานยุ่ง เขาทำงานหนักมาก”

“งานยุ่งหรือติดสาว”

มัศยาค้อนควักใส่เขา “สินธุเขาเป็นคนดี คุณอย่าเอามาตรฐานตัวเองมาวัดคนอื่น”

“โอเคๆ แฟนเจ๊เป็นคนดีก็เป็นคนดี แล้วคบกันมานานหรือยัง”

“สี่ปี”

“แล้วพ่อปลาไหลของเจ๊อายุเท่าไหร่” น่านฟ้ายังไม่เลิกแหย่

“จะปากหาเรื่องไปถึงไหน” หล่อนแว้ดใส่คนปากเสียเบาๆ

“ล้อเล่น สรุปแล้วเขาอายุเท่าไหร่ แล้วแพลนจะแต่งงานกันหรือยัง เจ๊ก็อายุไม่น้อยแล้วนี่”

“สินธุอายุ 32 เราแพลนกันว่าจะแต่งงานกันภายในปีสองปีนี้แหละ” มัศยาตอบอย่างมั่นอกมั่นใจ

“ก็ดูให้ดีๆ ละกันเจ๊”

หล่อนหันไปปั้นหน้ายักษ์ใส่น่านฟ้า ทำเสียงฮึ่มๆ ใส่

“ผมแซวเล่น อย่าเพิ่งของขึ้น เจ๊จะสละโสด ผมก็ต้องยินดีด้วยอยู่แล้ว” น่านฟ้าตอบเสียงรัว

“เลิกแซวเรื่องนี้ได้แล้ว เดี๋ยวฉันโมโหจนอั้นไม่อยู่ คงได้เป็นฆาตกร มาคุยเรื่องป้ามะลิดีกว่า ทำไมป้าแกเป็นคนอารมณ์ประหลาดแบบนี้ ชวนไปทำงานด้วย ไม่ชอบก็ปฏิเสธดีๆ ก็ได้ ทำไมต้องไล่เราแบบนี้”

“คนที่แนะนำผมให้รู้จักป้ามะลิเล่าว่าเมื่อก่อนป้าไม่ได้เป็นแบบนี้หรอก แต่เหตุการณ์บางอย่างทำให้ป้ากลายเป็นคนไม่ไว้ใจใครสักคน ยิ่งคนแปลกหน้ามาใหม่ ป้าจะยิ่งระแวงมาก” น่านฟ้าตอบ

“ป้าเจอเหตุการณ์อะไรเหรอ” หล่อนถามอย่างกังขา

“ก็...ตอนสาวๆ ป้าเคยโดนผู้ชายหลอก พอป้าท้อง ผู้ชายคนนั้นก็ทิ้งไป ป้าก็เลยกลายเป็นซิงเกิลมัม เลี้ยงลูกสาวคนเดียว แล้วตอนลูกสาวป้าอายุสิบหกหรือสิบเจ็ด ก็มีหนุ่มกรุงเทพฯ มาติดพัน แล้วไม่นานลูกสาวป้าก็หนีตามผู้ชายคนนั้นไป ป้าก็เลยต้องอยู่คนเดียวนับตั้งแต่นั้นมา” น่านฟ้าเล่า

มัศยาพยักหน้าอย่างเข้าอกเข้าใจ “เรื่องมันเป็นแบบนี้นี่เอง จริงๆ ก็น่าเห็นใจป้ามะลินะ เจอเรื่องแบบนี้ เป็นใครๆ ก็ต้องขี้ระแวงกันบ้าง ป้าคงคิดว่าเราจะมาหลอกเอาผลประโยชน์จากป้า นี่ถ้าคุณเล่าให้ฉันฟังตั้งแต่แรก ฉันก็คงไม่ชวนป้าออกไปโต้งๆ แบบนั้นหรอก”

“ผมก็ไม่ทันคิดนี่นา”

“เป็นความผิดของคุณนั่นแหละ ไม่งั้นเราคงไม่ต้องมานั่งตบยุงอยู่กลางสวนแบบนี้หรอก” มัศยาบ่นไปก็ตบยุงแปะๆ ไป ตามด้วยหาวอีกสองสามหวอด ความง่วงงุนเริ่มคืบคลานเข้าหา

“งั้นผมจะไถ่โทษด้วยการให้เจ๊นอนหนุนไหล่ทั้งคืนแทนแล้วกัน แบบนี้พอจะไถ่โทษได้มั้ย”

หญิงสาวหันมองเขาด้วยรอยยิ้มแห่งความพึงพอใจ “ค่อยยังชั่วหน่อย อย่างน้อยคุณก็ยังมีสำนึกและน้ำใจให้ฉันยืมหัวไหล่ ฉันง่วงจะตายอยู่แล้ว” พูดจบก็หาวอีกหวอด

ชายหนุ่มยิ้มขำ “นี่เจ๊ ไม่รู้สึกเคอะเขินสักนิดบ้างหรือไง ผมเสนอไหล่ให้หนุน ก็ไม่ปฏิเสธกันเลย”

“แล้วทำไมฉันต้องปฏิเสธ ต้องเคอะเขินด้วยไม่ทราบ”

“อ้าว อย่างน้อยเจ๊ก็เป็นผู้หญิง ผมเป็นผู้ชายนะ นอนหนุนไหล่กันแบบนี้ผู้หญิงที่ไหนก็ต้องเขินกันบ้างทั้งนั้นแหละ”

“นั่นมันผู้หญิงคนอื่น แต่ไม่ใช่เจ๊หยี อีกอย่างฉันอาจจะเขินผู้ชายคนไหนก็ได้แต่ยกเว้นคุณ”

“ทำไม ผมแตกต่างจากผู้ชายคนอื่นยังไง”

“เปล่า แค่เวลาอยู่กับคุณ ฉันไม่รู้สึกเหมือนอยู่กับผู้ชาย แต่รู้สึกเหมือนอยู่กับเด็กไม่รู้จักโตสักคน”

“เหมือนที่เวลาผมอยู่กับเจ๊ ไม่เคยรู้สึกว่าอยู่กับผู้หญิง แต่รู้สึกเหมือนอยู่กับป้าทุกที” น่านฟ้าสวนกลับยิ้มๆ

หล่อนปรายตาค้อน “นั่นแหละคือเหตุผลที่เราไม่มีอะไรต้องเขินกันไง เพราะเราสองคนไม่มีทางจูนกันติด หรือสปาร์กกันได้เลย เราเหมือนของสองอย่างที่ไม่มีวันเข้าคู่กันได้”

“ก็จริง ของสองอย่างที่ไม่มีวันเข้าคู่กันได้ อืม เหมือนปลาที่ไม่มีทางคู่กับฟ้าได้อะไรประมาณนั้นหรือเปล่า เพราะปลาต้องคู่กับน้ำ ฟ้าก็ต้องคู่กับนก”

มัศยาขมวดคิ้ว “อะไร ปลาไม่มีทางคู่กับฟ้า”

“ก็ชื่อเจ๊ มัศยา แปลว่าปลาไม่ใช่เหรอ” เขาตอบ

                “เอ่อ จริงแฮะ คุณนี่เข้าใจเปรียบเทียบนะ” มัศยาพูดจบก็หาว ตามด้วยเอียงศีรษะหนุนหัวไหล่ของเขา ง่วงจนตาแทบจะปิด “มัศยา กับ น่านฟ้า คุณกับฉันอย่าคู่กันก็ถูกแล้ว ปลาอยู่ในน้ำก็ดีแล้ว ส่วนฟ้าก็ไปตามหานกซะไป เพราะคุณก็ไม่ใช่สเปกฉัน ส่วนฉันก็ไม่ใช่สเปกคุณ อยู่ด้วยกันก็กัดกันทุกที”

                “ใช่ เจ๊ไม่ใช่สเปกผมเลย เจ๊อวบเกินนางแบบไปหน่อย ทั้งถึกและอึด ไม่ไหว แต่เจ๊แน่ใจเหรอว่าผมไม่ใช่สเปกเจ๊ ส่วนใหญ่ผู้หญิงชอบผมทั้งนั้นเลยนะ” น่านฟ้าแกล้งแหย่ นัยน์ตายิ้มพรายอย่างขี้เล่น

                แต่รอแล้วรอเล่า ก็ปราศจากเสียงแว้ดๆ จากอีกฝ่าย นอกจากเสียงลมหายใจดังเป็นจังหวะอย่างต่อเนื่อง เมื่อหลุบตามอง ก็เห็นว่าหญิงสาวนอนหนุนศีรษะกับไหล่เขา หลับตาพริ้มอย่างมีความสุข

                “หลับง่ายจังวะ” น่านฟ้าพึมพำและยิ้มบางๆ  และเคลิ้มหลับตามหลังไปติดๆ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

23 ความคิดเห็น