ปลาหลงฟ้า

ตอนที่ 20 : บท 20

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 912
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 26 ครั้ง
    5 มิ.ย. 61

“ถ้าคุณถามจริงจัง ฉันก็จะตอบจริงจัง ฉันกับแม่ปรึกษากันแล้วว่าเราจะไม่มีทางหักหลังประธานโชคเด็ดขาด ไม่ว่าลูกชายของประธานโชคจะทำให้เราต้องสิ้นหวังขนาดไหนก็ตาม”

                “ตอบจริงจัง แต่ตบท้ายด้วยการแขวะผมจนเนื้อเหวอะเลยนะ” มาดหนุ่มยียวนกลับมาอีกครั้ง

                “ก็มันจริงมั้ยล่ะ”

                “คุณกับแม่จงรักภักดีต่อพ่อผมมากเลยนะ”

                “ไม่ใช่แค่ฉันกับแม่ พ่อฉันด้วย แต่พ่อเสียไปแล้ว พ่อกับแม่ฉันทำงานอยู่ที่นี่มาร่วมสามสิบปี ฉันก็ไม่เคยทำงานที่ไหนมาก่อน นอกจากที่นี่ ประธานโชคใจดีกับลูกน้องทุกคน พวกเราพ่อแม่ลูกไม่เคยลืมบุญคุณของท่าน” หล่อนอธิบาย

                ชายหนุ่มนิ่งมองอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “โอเค ผมเข้าใจล่ะ ถ้าอย่างนั้นเรามาเริ่มประชุมกันเลยดีกว่า”

                “ทั้งที่เรามีกันแค่สองคนเนี่ยนะ” จนถึงตอนนี้มัศยาก็ยังนึกไม่ออกว่าทั้งสองจะทำงานกันอย่างไร โดยมีกันแค่สองคน

                “ก็จะให้ทำยังไงล่ะ สองคนก็สองคน”

                “โอเค สองคนก็สองคน ถ้าอย่างนั้น คุณเรียกประชุม มีไอเดียอะไรหรือไง” มัศยาถาม

                “อืม ก่อนอื่นถ้าเราจะกอบกู้ยอดขายที่ตกต่ำของข้าวเกรียบมีโชค ผมอยากจะเสนอเรื่องการ

รีแบรนด์สินค้า” น่านฟ้าตอบ

                หญิงสาวขมวดคิ้ว  “รีแบรนด์ ปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของข้าวเกรียบมีโชคงั้นเหรอคะ”

                “ประมาณนั้น บอกตามตรง ภาพลักษณ์ของข้าวเกรียบมีโชคในตลาดตอนนี้เหมือนคนแก่ล้าหลังที่ตามโลกยุคใหม่ไม่ทัน นี่คือปัญหาใหญ่ที่เราต้องปรับปรุงโดยด่วน เราต้องสร้างภาพลักษณ์ให้สินค้าของเราใหม่ ภาพลักษณ์ที่สอดรับกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายของเรา”

                มัศยามองอีกฝ่ายอย่างไม่เชื่อสายตา “เป็นครั้งแรกที่คุณพูดจาเป็นเรื่องเป็นราวเลยนะเนี่ย”

                “นี่เจ๊ ผมซีเรียสนะ”

                “ฉันก็ซีเรียส งั้นคุณว่ามาเลยว่ามีแผนอะไร”

                น่านฟ้านิ่งเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนจะตอบว่า “ก่อนอื่นผมอยากจะเปลี่ยนชื่อแบรนด์มีโชคเป็นชื่ออื่น”

                “อะไรนะ! ” มัศยาโพล่งออกมาทันควัน ความไม่พอใจผุดวาบบนดวงหน้ารูปไข่

                “ทำไมต้องทำหน้าทำเสียงตกใจแบบนั้น” น่านฟ้าถามเสียงยานคางเล็กน้อย

                “ก็ตกใจสิ คุณคิดได้ไง เปลี่ยนแบรนด์มีโชคไปเป็นชื่ออื่น ข้าวเกรียบมีโชคอยู่ในตลาดมาร่วมสามสิบปีแล้ว จู่ๆ คุณจะเปลี่ยนชื่อ ก็เหมือนโละแบรนด์มีโชคทิ้ง เพื่อปั้นแบรนด์ใหม่ รับรองถ้าท่านประธานโชคยังอยู่ ท่านไม่มีทางเห็นด้วยกับความคิดนี้แน่”   

                ใครๆ ในบริษัทนี้ล้วนรู้กันดีว่า ประธานโชค ภาคภูมิใจในแบรนด์ข้าวเกรียบมีโชคสักเพียงไหน สิ่งนี้เปรียบเสมือนชีวิตจิตใจของท่าน บริษัทแห่งนี้ไม่ต่างจากบ้านหลังหนึ่งของท่าน ทั้งชีวิตของท่านใช้ชีวิตอยู่ในบริษัทมีโชคมากเสียยิ่งกว่าอยู่บ้านเสียอีก

                “ผมเข้าใจ แต่ช้าเร็วข้าวเกรียบมีโชคก็ต้องโดนเปลี่ยนชื่อแน่”

                มัศยานิ่วหน้า “คุณหมายความว่าไง ต้องโดนเปลี่ยนชื่อ ไม่มีใครจะเปลี่ยนชื่อมัน นอกจากคุณคนเดียว”

                น่านฟ้าถอนหายใจดังเฮือก “เชื่อผมสิ ถึงผมไม่เปลี่ยน คนอื่นก็เปลี่ยน”

                “อย่าบอกนะว่าคุณหมายถึงคุณสุกิจ”

                “ก็ประมาณนั้น”

                “ทำไมคุณถึงแน่ใจแบบนั้น” น้ำเสียงของมัศยายังเจือความไม่พอใจ ใครคิดจะเปลี่ยนชื่อแบรนด์มีโชค หล่อนไม่รู้ แต่ที่รู้ๆ คือ ตอนนี้คนที่คิดจะเปลี่ยน คือ บุตรชายของประธานโชค

                “ยอดขายของข้าวเกรียบมีโชคตกต่ำต่อเนื่องติดกันมาหลายปีแล้ว มาร์เก็ตแชร์ของเราโดนสแน็กยี่ห้ออื่นแย่งชิงไปเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ตอนนี้เราเป็นสแน็กตลาดโลคัล กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ของเราเป็นร้านค้าในซอยหรือไม่ก็ร้านโชห่วย โดยเฉพาะตามต่างจังหวัด แล้วถ้าเรายอมรับความจริงกัน ไม่ช้าก็เร็วสินค้าของเราก็จะค่อยๆ หายไปจากท้องตลาด ถ้าเรายังไม่ยอมลุกขึ้นมาทำอะไรจริงจัง”

                คำอธิบายอย่างจริงจังของน่านฟ้า ทำให้มัศยาจนด้วยเหตุผล สิ่งที่เขาพูดคือสถานการณ์ของข้าวเกรียบมีโชคในขณะนี้

                “แต่ก่อนท่านประธานโชคกับคุณวิชญะจะเสียชีวิต พวกเขาก็เตรียมแผนการตลาดเพื่อจะผลักดันข้าวเกรียบมีโชคให้ขึ้นสู่ตลาดบน และตั้งใจจะช่วงชิงมาร์เก็ตแชร์กลับมาให้ได้ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ภายในสองปี”

                “ผมเคยอ่านแผนการตลาดนั่นแล้ว”

                “คุณไปอ่านเมื่อไหร่” วันนี้คนไม่เอาไหนขยันทำเรื่องให้หล่อนเซอร์ไพรส์

                “จะอ่านเมื่อไหร่แล้วมันสำคัญตรงไหน แต่เอาเป็นว่าผมอ่านแล้วกัน”

                “แล้วคุณอ่านรู้เรื่องเหรอ” ไม่ได้คิดจะปรามาสเขา แค่พูดตามใจคิด เพราะคงยากที่จะเชื่อได้ว่า คนเหลวไหลอย่างเขาจะอ่านแผนการตลาดยาวเฟื้อยได้จนจบด้วยความเข้าใจ

                “เจ๊ ผมดูโง่มากนักหรือไง”

                “เปล่า แต่ฉันไม่คิดว่าคนเหลวไหลอย่างคุณจะอ่านแผนการตลาดเท่านั้นเอง” หล่อนตอบตรงๆ

                น่านฟ้าถอนหายใจอีกเฮือก “เอาเป็นว่าผมอ่านจบแล้วก็แล้วกัน”

                “แล้วทำไมคุณไม่ทำตามแผนการตลาดนั่น” มัศยาก็เคยเข้าประชุมมาหลายครั้งในฐานะที่อยู่ฝ่ายการตลาด และในแผนการตลาดเดิม ไม่มีการเปลี่ยนชื่อแบรนด์มีโชคแน่นอน

                “ผมคิดว่าแผนการตลาดพวกนั้นไม่สามารถกระตุ้นยอดขายให้ข้าวเกรียบมีโชคได้ อย่าว่าแต่ภายในสามเดือนเลย แม้แต่ภายในสามปี ก็ไม่เวิร์ก”

                “แผนการตลาดนั่น ฝ่ายการตลาดทั้งแผนกช่วยกันระดมสมองกันเป็นเดือนๆ เลยนะคุณ” มัศยาชักจะฉุน เพราะหล่อนก็มีส่วนในการช่วยคิดแผนการตลาดนั่น

                “เท่าที่ผมอ่าน ก็มีแค่การเปลี่ยนรูปลักษณ์แพ็กเกจจิงนั่นแหละที่เข้าท่าสุด นอกนั้นทำไปก็เสียเวลาเปล่า ทั้งเรื่องของแถมตุ๊กตาตุ๊กตุ่นในห่อขนม การแจกของให้ร้านค้าส่ง การจัดกิจกรรมร่วมกับตัวแทนจากร้านค้าส่ง การเป็นสปอนเซอร์ให้กับงานประเพณีตามจังหวัดต่างๆ อย่างเช่น ประเพณีแข่งขี่ควาย ปิดตาตีแตงโม หรือจับลูกหมู”

                “คุณอ่านแผนการตลาดละเอียดยิบเลยนะเนี่ย” หญิงสาวมองเขาอย่างไม่เชื่อ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 26 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

23 ความคิดเห็น