ปลาหลงฟ้า

ตอนที่ 17 : บท 17

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 779
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 21 ครั้ง
    2 มิ.ย. 61

 

ด้านหน้าอาคารมีโชค การชุมนุมประท้วงของพนักงานเพื่อปลดน่านฟ้าจากประธานบริษัทและผลักดันให้นายสุกิจขึ้นดำรงตำแหน่งแทน ยังคงดำเนินไปอย่างเข้มเข้น

                เสียงประกาศจากแกนนำแต่ละคนผลัดกันดังผ่านโทรโข่ง ตามด้วยเสียงเฮและปรบมือของพนักงานด้านล่างเวที

                ตรงบริเวณหน้าประตูทางเข้าอาคารมีโชค นางวิภากำลังจับตาเหล่าแกนนำบนเวทีและม็อบพนักงานเป็นระยะ คิ้วที่ผ่านการสักถาวรมาผูกกันเป็นปมสามปมซ้อน สีหน้าของนางเคร่งเครียดยิ่งกว่าครั้งไหน แววตาเหมือนกำลังเฝ้ารอคอยบางสิ่งบางอย่าง

                “พวกเราต้องการให้คุณสุกิจมาเป็นประธานแทนคุณน่านใช่มั้ย” เสียงปลุกใจของนายภูริชดังก้องผ่านโทรโข่ง

                “ใช่” กลุ่มม็อบพนักงานพร้อมใจกันตะโกนตอบ

                “เราทุกคนต้องการคนมีความสามารถมาบริหารงาน”

                “เย้” เสียงตะโกนตอบประสานกันดังลั่นสอดรับกับเสียงปรบมือรัว

                แต่แล้วทุกคนในที่นั้นก็ต้องงุนงงและอึ้งงันไปเป็นทิวแถว เมื่อจู่ๆ น่านฟ้าก็โผล่มาจากไหนไม่ทราบ ก้าวอาดๆ ขึ้นเวทีที่มีแกนนำยืนรวมตัวกันอยู่สี่ห้าคน

                เสียงเฮ เจี๊ยวจ๊าว และอื้ออึง เงียบกริบในทันควัน

                น่านฟ้าที่วันนี้อยู่ในชุดทำงานเสื้อเชิ้ตสีขาวและกางกางขายาวสีเข้ม ดูสุภาพแปลกตาไปกว่าทุกครั้ง ตรงเข้าไปดึงโทรโข่งมาจากแกนนำคนหนึ่งที่ไม่ทันตั้งตัวหรือไม่ก็ยังคงเกรงใจน่านฟ้าในฐานะบุตรชายของประธานโชคก็เลยปล่อยมือจากโทรโข่งอย่างไม่อิดออด

                “สวัสดีครับทุกคน” น่านฟ้ากล่าวทักทายทุกคนผ่านโทรโข่ง แต่ทุกคนตอบกลับด้วยความเงียบกริบ และเขาก็คิดว่ายังดีที่คนเหล่านี้ไม่ได้ตอบเขากลับด้วยเสียงโห่ไล่ ปาขวดหรือกระป๋องเครื่องดื่มใส่เขา

                ทั้งแกนนำ กลุ่มม็อบพนักงาน และนางวิภา ล้วนจดสายตาไปยังชายหนุ่มเป็นตาเดียว ไม่เว้นแม้แต่นายสุกิจที่ซุ่มสังเกตการณ์อยู่ตรงหน้าต่างห้องทำงานบนชั้นสามของตัวเองอยู่เกือบตลอดทั้งวัน

                “คุณน่านคุณจะทำอะไรของคุณ” หลังจากตั้งตัวได้ ภูริชก็เอ่ยถาม

                “ผมแค่อยากพูดอะไรกับพนักงานของผมนิดหน่อย”

                “ไม่มีประโยชน์แล้ว คุณกำลังจะถูกปลดจากตำแหน่งประธาน” น้ำเสียงและแววตาของภูริชสื่อว่าความเกรงใจที่เคยมีแก่น่านฟ้าลดหายลงไปมากกว่าครึ่งหนึ่ง

                น่านฟ้าหรี่ตาน้อยๆ ขณะมองลูกน้องมือขวาของนายสุกิจ ประกายความแข็งกร้าวเด่นชัดในดวงตาของน่านฟ้า จนดูผิดแผกไปจากประธานมือใหม่แสนไม่เอาถ่านคนเดิม และสิ่งนี้ก็ทำให้นาย

ภูริชลดท่าทางอหังการลงเกือบครึ่ง

                “คือ ผมคิดว่าคุณน่านคงจะเข้าใจสถานการณ์น่ะครับ” นายภูริชใช้น้ำเสียงที่น่าฟังกว่าตอนแรก

                “ผมเข้าใจ แต่ผมก็แค่อยากจะขอเวลาไม่นานในการพูดคุยกับพนักงานพวกนี้ก็เท่านั้น หวังว่าคุณคงไม่ว่าอะไรนะ”

                ภูริชมีสีหน้าลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก็พยักหน้าอย่างเห็นได้ชัดว่าฝืนใจ

                น่านฟ้าหันมองพนักงานของบริษัทมีโชคร่วมสองร้อยกว่าชีวิตที่นั่งออกันอยู่ตรงหน้า “ผมอยากจะรบกวนเวลาของทุกคนเพียงไม่นาน เพราะผมมีอะไรบางอย่างจะพูดกับทุกคน ผมอยากจะขอโทษที่ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมอาจทำตัวไม่เหมาะสมกับการเป็นประธานบริษัท ทำให้ทุกคนผิดหวังในตัวผม ทั้งที่พ่อผมได้มอบหมายภารกิจสำคัญนี้ไว้ในมือผมด้วยความไว้วางใจ”

                บรรยากาศในขณะนั้นยังคงเงียบกริบ เพราะกลุ่มม็อบทุกคนกำลังตั้งอกตั้งใจฟังน่านฟ้า

                “ผมเข้าใจที่วันนี้ทุกคนมาร่วมตัวกันเพื่อปลดผมออกจากตำแหน่งประธานบริษัท และหนุนให้คุณสุกิจขึ้นมาเป็นประธานแทนผม ซึ่งผมรู้ว่าทุกคนทำแบบนี้เพราะทุกคนรักที่นี่ รักข้าวเกรียบมีโชค และรักประธานโชค แล้วถ้าจะมีคนผิด ก็คงเป็นผมเองที่ทำลายศรัทธาที่ทุกคนเคยมีให้พ่อผมและตัวผม ด้วยเหตุนี้วันนี้ผมเลยอยากจะขอโอกาสครั้งสุดท้าย”

                “โอกาสของคุณหมดไปแล้ว คุณจะขอโอกาสอะไรของคุณอีก คุณน่าน” ผู้จัดการแผนกการตลาดพูดแทรกขึ้น

                แต่น่านฟ้าไม่ได้หันไปตอบ เขายังคงจับจ้องกลุ่มพนักงานตรงหน้าไม่วางตา “ผมอยากจะขอให้ทุกคนให้โอกาสผมในการพิสูจน์ตัวเองอีกสักครั้ง”

                “พิสูจน์ยังไงของคุณ” ภูริชถามด้วยน้ำเสียงปรามาส

                “ถ้าผมสามารถกอบกู้สถานการณ์ที่ตกต่ำมาตลอดหลายปีของข้าวเกรียบมีโชค กระตุ้นยอดขายให้เพิ่มขึ้นได้ห้าสิบเปอร์เซ็นต์ภายในเวลาสามเดือน ผมอยากให้ทุกคนยอมรับผมในฐานะผู้บริหารคนใหม่ของที่นี่”

                สิ้นเสียงประกาศของน่านฟ้า เสียงอื้ออึงของพนักงานสองร้อยกว่าชีวิตก็ดังก้องขึ้น

                “ฝันกลางวันเปล่าวะ” ภูริชหันไปมองเพื่อนร่วมงานคนอื่นบนเวทีพลางยิ้มเยาะไปด้วยกัน ก่อนจะหันไปถามเย้ยต่อว่า “อย่าทำให้ตัวเองต้องขายขี้หน้าเลยดีกว่า ตอนนี้กลับลำยังทันนะครับ”

                “คงต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าใครจะขายขี้หน้ากันแน่” น่านฟ้าตอบท้าทายไม่แพ้กัน

                ภูริชชักสีหน้า “แล้วถ้าคุณทำไม่ได้ตามที่ประกาศไว้ล่ะ”

                “ผมก็จะยกตำแหน่งประธานให้กับน้าสุกิจอย่างไม่มีเงื่อนไข”
                เสียงพูดเซ็งแซ่ของพนักงานดังก้องขึ้นอีกครั้ง

                “ใช้เวลาสามเดือนพิสูจน์ตัวเอง กระตุ้นยอดขายห้าสิบเปอร์เซ็นต์ ปัญญาอ่อนชัดๆ ” ภูริชบ่นงึมงำ มองน่านฟ้าด้วยสายตาดูแคลน

                “ผมหวังว่าทุกคนคงจะยอมให้โอกาสผมอีกสักครั้ง อย่างน้อยก็เพื่อเห็นแก่พ่อผม” น่านฟ้าพยายามขอโอกาสจากทุกคนอย่างสุดความสามารถ

                พนักงานร่วมสองร้อยกว่าชีวิตหันมองหน้ากันอุตลุด สีหน้าแต่ละคนฟ้องถึงความลำบากใจในสถานการณ์ ซึ่งอย่างน้อยน่านฟ้าก็คิดว่านี่คือสัญญาณที่ไม่เลวร้ายนัก เพราะอย่างน้อยก็ยังไม่มีเสียงโห่

                แต่แล้วน่านฟ้าก็อยากจะปาโทรโข่งใส่ศีรษะนายภูริช เพราะแอบเห็นหมอนั่นขยิบตาให้กับพนักงานคนหนึ่งที่นั่งอยู่ในกลุ่มม็อบ แล้วไม่กี่วินาทีถัดมา พนักงานชายหนุ่มผิวคล้ำคนหนึ่ง ก็ชูมือขึ้น พร้อมกับตะโกนว่า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 21 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

23 ความคิดเห็น