ปลาหลงฟ้า

ตอนที่ 13 : บท 13

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 799
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    29 พ.ค. 61

เสียงประกาศผ่านโทรโข่งดังก้องอยู่บนเวทีที่ตั้งอยู่ด้านหน้าอาคารบริษัทมีโชค ป้ายผ้าสีขาวขนาดใหญ่ติดไว้ระหว่างเสาสองต้น เขียนด้วยตัวหนังสือสีน้ำเงินว่า

                อนาคตของข้าวเกรียบมีโชคควรอยู่ในมือคนมีความสามารถ เราอยากให้ท่านสุกิจเป็นประธานบริษัท

                นายภูริช หรือ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดของบริษัท ถือโทรโข่งเพื่อทำหน้าที่เป็นแกนนำปลุกระดมกลุ่มพนักงานที่มารวมตัวกันอยู่ด้านล่างเวทีร่วมสองร้อยกว่าคน

                “พวกเรารักข้าวเกรียบมีโชค เราต้องการให้ท่านสุกิจดำรงตำแหน่งประธานบริษัทใช่มั้ย” หนุ่มร่างท้วมเล็กน้อยใช้น้ำเสียงปลุกเร้า

                “ใช่” เสียงตอบจากกลุ่มพนักงานดังสวนกลับมา

                “เราไม่อยากให้ข้าวเกรียบมีโชคอยู่ในมือของคนไร้ความสามารถ จริงมั้ยพวกเรา”

                “จริง” กลุ่มพนักงานตอบกลับอย่างรู้คิว

                เสียงกลุ่มม็อบดังอื้ออึงมาตั้งแต่ช่วงเช้า โดยมีภูริช เป็นแกนนำหลัก สร้างความปั่นป่วนให้บริษัทมาเกือบทั้งวัน พนักงานเกือบทั้งหมดรวมตัวกันหยุดงาน หลังจากกลุ่มนายภูริชและลูกน้องหว่านล้อมและกวาดต้อนให้มารวมตัวกันประท้วงที่ด้านหน้าบริษัท

                มัศยายืนเฝ้าสังเกตการณ์ด้วยสีหน้าตึงเครียดอยู่ไม่ห่างจากลุ่มม็อบพนักงาน และเห็นไพศาลนั่งรวมอยู่กับกลุ่มพนักงาน ก็กวักมือและร้องเรียก “ไอ้ต๋อง ไอ้ต๋อง”

                ไพศาลเหลียวซ้ายแลขวาอยู่ชั่วครู่ เห็นมัศยายืนหลบอยู่ใต้กันสาดของบริเวณที่จอดรถของผู้บริหาร “เจ๊ มานี่เร็ว” เขากวักมือและร้องเรียกอย่างกระตือรือร้น

                แต่หญิงสาวก็กวักมือและร้องเรียกกลับอีกครั้ง สุดท้ายไพศาลก็เลยลุกขึ้น แยกตัวจากกลุ่มม็อบพนักงาน เพื่อวิ่งซอยเท้าไปหาอีกฝ่าย

                “เจ๊หยี ไม่ไปรวมกับกลุ่มม็อบเหรอ” ไพศาลถาม

                “ไม่ล่ะ” มัศยาส่ายหน้า หัวคิ้วพุ่งชนราวกับผูกเป็นปม

                “ทำไมล่ะเจ๊”

                “แกจะให้ฉันหักหลังประธานโชคหรือไง”

                “โห เจ๊ ใครว่าหักหลัง ถ้าให้คุณน่านเป็นประธานบริษัท มีหวังบริษัทได้เจ๊งกะบ๊งแน่ แบบนั้นประธานโชคไม่ยิ่งช้ำใจเหรอเจ๊”

                “จะว่าไป ก็จริงของแก” มัศยางึมงำเสียงเศร้า สีหน้าและแววตาแสนสับสน

                “เห็นมั้ยล่ะเจ๊ พี่ภูริชบอกว่า ตอนนี้ หุ้นส่วนคนอื่นๆ หัวหน้าทุกแผนกของบริษัทก็สนับสนุนคุณ

สุกิจให้ขึ้นเป็นประธาน ผมว่านี่เป็นทางรอดเดียวของบริษัทเรา”

                “จริงเหรอไอ้ต๋อง” หญิงสาวมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นอีกหลายเท่าตัว

                “จริงสิเจ๊ ตอนนี้เห็นว่าเขากำลังล็อบบี้คุณวิภากันอยู่”

                “พี่ภูริชหนุนคุณสุกิจเต็มที่เลยนะ” มัศยาหันมองไปยังหัวหน้าของหล่อน ที่ทำหน้าที่แกนนำพนักงานอย่างเข้มข้น

                “แหงสิ พี่ภูริชมือขวาคุณสุกิจนี่เจ๊”

                “แล้วงานนี้คุณวิภาจะว่ายังไงวะเนี่ย”

                “ผมว่าไม่มีใครมีทางเลือกแล้ว ก็ดูคุณน่านสิ เหลวไหลขนาดนั้น ขืนให้ขึ้นแท่นประธานผู้บริหาร บริษัทก็คงไปไม่รอด อย่างน้อยให้คุณสุกิจขึ้นมาบริหารก็ยังดีซะกว่า” ไพศาลโอนเอนไปทางนายสุกิจเต็มพิกัด

                “แล้วทำไมคุณวิภาไม่ขึ้นบริหารเองเลยนะ”

                “เจ๊ก็รู้ เอาเข้าจริง คุณวิภาก็ทำแค่หน้าที่หลังบ้านให้ท่านประธานโชค ไม่เคยมาดูเรื่องงานบริหารซะหน่อย ก็มีแต่ประธานโชค คุณวิชญะ แล้วก็คุณสุกิจนั่นแหละที่เป็นผู้บริหารตัวจริงของที่นี่”

                “ฉันรู้ข้อนั้น แต่ตอนนี้ถ้าคุณวิภาไม่ขึ้นแท่นผู้บริหารไปก่อน ตำแหน่งก็คงได้ตกไปอยู่ในมือของคุณสุกิจ แล้วคำขอครั้งสุดท้ายของประธานโชคล่ะจะทำยังไง” มัศยายังคงกังวลในคำขอครั้งสุดท้ายของประธานโชค แม้ว่าน่านฟ้าจะไม่เอาถ่านเสียจนน่าเขี่ยเขาทิ้งจากตำแหน่งประธานก็ตาม

                “พี่ภูริชบอกว่าหุ้นส่วนส่วนใหญ่ก็โอนเอนมาทางคุณสุกิจอยู่ดี ถึงแม้จะให้คุณวิภาขึ้นแท่นประธานแทนคุณน่าน” ไพศาลรายงานอย่างรู้ลึกรู้ดี

                “แล้วฉันควรจะทำยังไงดี” มัศยาเกาศีรษะแกรกๆ อย่างไม่รู้จะทำอย่างไร

                “เจ๊ก็มาร่วมกับม็อบไง ตอนนี้ใครๆ ก็อยากให้คุณสุกิจเป็นผู้บริหารทั้งนั้นแหละ”

                “แต่...ฉันไม่อยากหักหลังประธานโชค”

                ไพศาลถอนหายใจดังเฮือก “เจ๊ อย่าคิดมาก หักหลังที่ไหน ก็อย่างที่บอกพวกเรากำลังยื้อข้าวเกรียบมีโชคไว้ต่างหาก คุณสุกิจเป็นความหวังเดียวของเขา ทุกคนเชื่อมั่นในตัวเขา”

                “แต่พวกเราจะไม่ให้โอกาสคุณน่านเลยเหรอ” แม้จะแย้งไปเช่นนั้น แต่มัศยาเองก็แทบไม่เหลือความเชื่อมั่นใดๆ ในตัวน่านฟ้า ผู้ชายคนนี้เหลวไหลไม่เอาถ่านเกินไป

                “แล้วคุณน่านของเจ๊ตอนนี้ไปอยู่ที่ไหน ผมไม่เห็นหน้าตั้งแต่เช้าแล้ว”

                “จะเห็นได้ยังไงล่ะ ยังไม่โผล่มาทำงานเลยตั้งแต่เช้า” มัศยาเสยผมอย่างระอา

                “เห็นมั้ยล่ะ แบบนี้ใครจะฝากความหวังได้ เฮ้ย นั่นไง รถคุณน่านขับเข้ามาแล้ว สงสัยจะเพิ่งมา” ช่วงท้ายประโยค ไพศาลชี้ไปยังรถบีเอ็มดับบลิวสีน้ำเงินของน่านฟ้าที่เคลื่อนผ่านประตูหน้าบริษัท และกำลังแล่นมาจอดยังที่จอดรถของผู้บริหาร

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

23 ความคิดเห็น

  1. #6 fsn (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2561 / 19:05

    ปาฏิหาร์ยให้เฮียทำงาน จะเป็นยังไงนะ

    #6
    0