หวานหวาม...My Sweet Sunshine (รีอัพ)

ตอนที่ 6 : บทที่ 3/2 ขอจูบหน่อย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10,384
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 147 ครั้ง
    6 ธ.ค. 60

          “คุณรู้ตลอดเหรอว่าคนดูแลคุณแต่งตัวยังไง” ปณาลีพาเขาไปนั่งที่เตียง


           “ไม่ รู้ของเธอคนเดียว”


              ถึงชายหนุ่มจะมองไม่เห็น แต่ก็ไม่แปลกที่เขาจะรู้ว่าเธอแต่งตัวอย่างไร ก็เผลอทีไร เขาเป็นฉวยโอกาสจับ แตะ ลูบ และคลำ


              เขาทอดมองมาด้วยสายตาโลมเลียม กวาดตามองเธอที่อยู่ในชุดเสื้อแขนกุดตัวหลวมสีขาวกับกางเกงยีนขาสั้น แถมเสื้อก็เปียกน้ำเป็นหย่อมๆ จนเห็นเงาเสื้อชั้นในสีดำรางๆ แล้วเชื่อไหมเขาทำเอาเธอเกือบจะยกมือขึ้นปิดบังทรวงอก ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่า เขามองไม่เห็น


              ขนาดตามองไม่เห็น สายตายังร้ายกาจขนาดนี้ นี่ถ้ามองเห็น แววตาเขาคงเปลื้องเสื้อผ้าผู้หญิงได้


              “เธอแต่งตัวแบบนี้ประจำรึเปล่า”


              เขายังไม่เลิกสนใจกับการแต่งตัวของเธอง่ายๆ


              “ก็เมืองไทยมันร้อน เขาแต่งแบบนี้กันเยอะแยะ ไม่เห็นแปลกนี่” 


              “นอกจากการแต่งตัว แล้วยังมีอะไรอีกรึเปล่า”


              “คุณหมายถึงอะไร”


              “ก็อย่างอื่นที่ทำให้เธอ...แซ่บ”

 

             ปณาลีก้มมองรอยสักรูปนกกางปีกเหนืออกซ้ายของตัวเองทันที “ไม่มี”


              “จริงอะ”


              “จะอยากรู้อะไรนักหนาคะ”


              “ก็มันน่าจะมีอะไรอีกนะ เธอไม่ใช่ผู้หญิงเรียบๆ แน่”


              เขาเดาถูกเผง เธอห่างไกลจากความเรียบร้อยมาแต่ไหนแต่ไร เธอเป็นสก๊อยประจำหมู่บ้านด้วย แล้วนอกจากสีผมเทาหม่นที่พ่อเธอสุดจะเกลียดกับรอยสักแล้ว เธอยังเจาะสะดือตอนอายุสิบหกด้วย แต่ถึงเธอจะแสบซ่าไปบ้าง เธอก็เป็นเด็กหัวดี ตั้งใจเรียนนะ อยู่ในระดับท็อปของชั้นเรียนมาตลอด


              “แต่ตอนนี้ถ้าคุณยังไม่เอามือออกจากสะโพกหนู คุณคงได้โดนตัดมือจริงๆ ล่ะ” ปณาลีแกล้งขู่คนเจ้าเล่ห์ ที่ชวนเธอคุยไป ก็ยังแต๊ะอั๋งกันได้ตลอด


              คนถูกขู่ยอมดึงมือกลับไปก็จริง แต่ยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี หาได้มีท่าทางกลัวคำขู่เธอสักนิด แต่เธอก็ไม่มีทางกล้าทำให้เขาเจ็บแม้สักนิดหรอก อย่างมากก็แค่ตีสักเพี๊ยะเบาๆ


              ก็ไม่รู้ทำไม ถึงได้ใจอ่อนกับเขานัก


              ซึ่งนั่นทำให้การรับมือความซุกซนของเขาช่างยากเย็นมากขึ้น


              ทุกครั้งที่สระผมให้เขา พอเผลอ เขาก็ชอบแอบลูบบั้นท้ายเธอ


              แต่จะว่าไปมันก็เพลินดีเหมือนกัน


              ปณาลีชะงักมือที่กำลังหั่นผัก ขณะอยู่ในห้องครัว ตกใจกับความคิดอุตรินั่น


              เธอไม่ควรปล่อยให้ความรู้สึกและความคิดไม่เข้าท่านั่นครอบงำมากเกินไป


              ปกติเธอเกลียดการโดนแต๊ะอั๋งจะตายไป อย่างหลานชายของแม่เลี้ยง มาบ้านเมื่อไร มีโอกาสก็ชอบหาทางแต๊ะอั๋งเธอ แต่เธอไม่ยอมง่ายๆ อีตานั่นมาบ้านที เธอก็แอบพกมีดคัตเตอร์ไว้ ถ้ามันมาป้วนเปี้ยนใกล้ๆ ก็เตรียมชูคัตเตอร์ขู่ ฝ่ายนั้นก็จะถอย


              เธอรังเกียจสัมผัสจากการแต๊ะอั๋งของหมอนั่นมาก หรือแม้แต่ผู้ชายคนไหนก็ตาม แต่ยกเว้นผู้ชายคนนี้


              แค่มาอยู่ที่นี่ไม่กี่สัปดาห์ เธอก็รู้สึกถึงความ...แรดเงียบของตัวเองที่เพิ่มดีกรีมากขึ้นทุกวัน


              คงไม่ใช่เพราะเธอแพ้ทางคนหล่อหรอกนะ


              เมื่อวานนี้ตอนสระผมให้เขาเสร็จ ขณะซับผมให้เขา จู่ๆ เขาก็รั้งเธอให้ลงมานั่งบนตักแกร่งของเขาหน้าตาเฉย


              เธอพยายามลุกขึ้น เขาก็กอดเอวไว้ เธอเลยหันไปเอ็ดว่าเขาจะทำอะไร


              เขายิ้มกวนโอ๊ย แต่ขอโทษ หล่อกระชากใจมาก


              ‘ขอจูบหน่อยสิ


              คนหื่นกามขอกันซึ่งๆ หน้า ด้วยการกระซิบที่ข้างหู


              ไม่ได้ เธอโพล่งปฏิเสธออกไปแบบไม่ต้องคิด ไม่มีทางที่เธอจะยอมให้เขาจูบเด็ดขาด แม้ตอนนั้นเธอจะใจสั่นมากสุดๆ


              แค่นิดเดียว เขาอ้อน                                                                                   


              ไม่ ให้ตายเถอะ ความหนักแน่นในน้ำเสียงเธอเบาบางลงเพื่อ?


              ‘งั้นก็นั่งกันแบบนี้ทั้งคืน


              คุณเอาแต่ใจ


              ‘เธอก็ดื้อ


              หนูดื้อเพราะไม่ยอมให้คุณจูบเนี่ยนะ


              แล้วฉันเอาแต่ใจเพราะแค่อยากจะจูบเธองั้นเหรอ


              เถียงกับคุณหนูแพ้ทุกที


              นั่นสิ เถียงไม่เห็นสนุก จูบกันดีกว่า สนุกกว่าตั้งเยอะ’ เขาก้มหน้าลงมา เธอรีบดันอกเขาไว้ ‘เธออยากลองจูบกับฉัน ฉันรู้


              หนูไม่ได้ลองจูบกับคุณซะหน่อย ปณาลีโพล่งปฏิเสธทันควัน


              โกหก


              เปล่า หนูไม่ได้โกหก เธอพยายามปั้นเสียงแข็ง แม้จะกำลังโกหกอยู่ก็ตาม


              ใช่ เธออยากลองจูบกับเขา หลายครั้งเธอเกิดความคิดพิเรนทร์แบบนี้ ยิ่งตอนมองริมฝีปากเขานานๆ ล่ะก็ เสร็จทุกที


              ‘อย่าบอกนะว่าเธอรังเกียจฉัน


              งั้นมั้ง’ เธอแกล้งตอบ


              เชื่อก็โง่ล่ะ

(ต่อตรงนี้นะคะ)

              ‘ก็ตามใจ’ ไม่แปลกที่ชายหนุ่มไม่เชื่อ ขนาดปณาลียังไม่เชื่อเลย ก็แม้แต่ขณะที่เธอกำลังนั่งบนตักเขา รับรู้ได้ถึงบางสิ่งที่เบียดแนบกับบั้นท้าย แต่เธอกลับหาได้รังเกียจรังงอนหรือขยะแขยงอย่างที่ควรจะเป็น แถมยังรู้สึกตื่นเต้นอีกต่างหาก

 

             โอเค ไม่จูบก็ไม่จูบ


              เชื่อไหม เธอแอบผิดหวัง


              ผิดหวังล่ะสิ


              เขาทำเหมือนเห็นสีหน้าเธออีกแล้ว


              ใครผิดหวังกัน ปณาลีลุกจากตักเขา และเขาก็ยอมปล่อยเธอแต่โดยดี เธอเลยรอดการโดนจูบไป


              เสียงไม้เท้ากระทบพื้น ทำให้ปณาลีรู้ว่าเขาเดินเข้ามาในครัว เขาเดินมาหยุดด้านหลังเธอ วางไม้เท้าพิงกับผนังห้อง โอบกอดเธอจากด้านหลัง


              เธอยิ้มอ่อนใจ “คุณแต๊ะอั๋งหนูอีกแล้ว”


              “แค่กอดก็ไม่ได้เหรอ ฉันสัญญาว่าจะไม่ทำอะไรมากกว่ากอด”


              “จะเชื่อได้มั้ยเนี่ย”


              “เชื่อได้สิ ฉันสัญญา” เขาชูนิ้วขึ้นสามนิ้ว


              สุดท้ายเธอก็ยอมให้ผู้ชายแปลกหน้าคนนี้กอด แถมเพลิดเพลินไปกับอ้อมกอดและสัมผัสแสนอบอุ่นของเขา


              ใช่ เขาทำให้เธอรู้สึกอบอุ่น


              ทั้งที่เธอเพิ่งรู้จักเขาไม่ถึงสามสัปดาห์เต็มดีด้วยซ้ำ


               อาจเป็นเพราะลึกๆ เธอโหยหาสิ่งนี้มาตลอด ปณาลีขาดแม่มาตั้งแต่เด็ก แม่หนีตามชู้ไปตั้งแต่เธออายุได้ไม่กี่ขวบ พ่อก็ไม่ค่อยไยดีเธอ เหตุเพราะเธอเป็นลูกของผู้หญิงใจง่าย ยังดีที่ยังมีปู่กับย่า แต่พอปู่กับย่าจากไป ชีวิตเธอก็เข้าสู่ยุคมืดอย่างสมบูรณ์แบบ


              เธอรู้สึกไม่เหลือใคร เหมือนอยู่ตัวคนเดียวในโลก ไม่มีใครให้พึ่งพิง แม้ว่าในบ้านจะมี พ่อ แม่เลี้ยง น้องชายกับน้องสาวต่างแม่ แต่เธอไม่เคยได้เป็นส่วนหนึ่งของพวกเขา แล้วพวกนั้นก็คิดว่าเธอเป็นส่วนเกิน แม้แต่พ่อ


              แต่เธอเข้มแข็งมากพอที่จะไม่แสดงความอ่อนแอออกมา แล้วเธอก็คิดว่าในโลกนี้มีคนที่น่าสงสารและต้องเผชิญชะตากรรมหนักหนากว่าเธอตั้งเยอะ


              ดีที่เธอชอบมองโลกในด้านบวกมากกว่าด้านลบ ไม่เอาเรื่องพวกนั้นมาเป็นสาระหรือดึงชีวิตตัวเองให้ตกต่ำ ด้วยการทำตัวเป็นเด็กมีปัญหา ติดยา ใจแตก ไม่เรียนหนังสือ ตรงกันข้าม เธอตั้งอกตั้งเรียนจนได้ทุนจากสถานศึกษาบ่อยครั้ง บ้าทำงานพิเศษเท่าที่จะทำได้ ถ้าบ้านมันน่าเบื่อนัก ก็ออกไปหาอะไรอย่างอื่นทำนอกบ้าน เครียดนัก ก็ออกไปเที่ยวกับเพื่อนให้มันสนุกสุดเหวี่ยง


              เพื่อนๆ มักบอกว่าชีวิตเธอเหมือนมีสองขั้ว ด้านหนึ่งเป็นเด็กรักเรียนหัวดี แต่อีกด้านเปรี้ยวแซ่บอย่าบอกใคร


              แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าหัวใจเธอจะบอบช้ำไม่เป็น


              “ตัวเธอหอมจัง อยากดมทั้งวัน” เขากระซิบข้างหูเธอ


              “หอมกลิ่นกับข้าวเนี่ยนะ”


              “ทุกกลิ่นบนตัวเธอก็หอมหมดแหละ”


              เขาปากหวานแบบนี้กับผู้หญิงทุกคนรึเปล่านะ ปณาลีนึกถามในใจ


              “แล้วทำอะไรอยู่”


              “ทำผัดซีอิ๊วให้คุณกิน”


              “แต่ฉันอยากกินเธอมากกว่า”


              เธอยิ้มบางๆ ชินกับวาจาแทะโลมของเขามากขึ้นเรื่อยๆ


              “ทะลึ่ง” เธอว่าเขาขำๆ


              เสียงเปิดประตูหน้าบ้าน ตามด้วยเสียงร้องทักทายของแม่บ้านดังขึ้น เขาจึงยอมถอยห่าง แม่บ้านหญิงวัยกลางคนเดินเข้ามาในครัวทักทายยิ้มแย้ม ปณาลียกมือไหว้อีกฝ่ายอย่างมีมารยาท


              ชายหนุ่มยอมไปนั่งรอที่โต๊ะอาหาร ไม่มานัวเนียใกล้ๆ เธอ พอทำผัดซีอิ๊วทะเลเสร็จ เธอก็นั่งกินกับเขาที่โต๊ะหินอ่อนข้างสระน้ำ เพื่อให้แม่บ้านทำความสะอาดอย่างสะดวก


              ทั้งสองคุยกันเรื่องสัพเพเหระ ว่าเธอและเขาชอบอะไร ไม่ชอบอะไร เคยไปเที่ยวไหนกันบ้าง และอีกหลายๆ เรื่อง ที่ช่างเหมือนคนรักกำลังนั่งคุยกัน แต่เธอสังเกตว่าเขาเลี่ยงที่จะพูดถึงเรื่องส่วนตัวของเขามากๆ อย่างเรื่องครอบครัว เช่นเดียวกับเธอที่ไม่ใคร่อยากจะเอ่ยถึงเรื่องครอบครัว ไม่ใช่อะไรหรอกนะ แค่เป็นสิ่งที่เธอไม่อยากจะเอ่ยถึงเท่าไร ถ้าเป็นไปได้ ก็อยากลืมๆ ไปด้วยซ้ำ


              “เธอเคยมีแฟนรึเปล่า” จังหวะหนึ่งเขาถามขึ้น


              “อืม เคย”


              “ใคร”


              “เป็นเพื่อนตอนชั้นมอปลาย”


              “หล่อเท่าฉันรึเปล่า”


**********

นางเอกเราเป็นสก๊อยนะจ๊าาาาาา
เรื่องนี้จะแบ่งเป็นสองโหมด ตอนนี้ยังอยู่ในโหมดแรก (อาจจะงงๆ สองคนนี้อะไรยังไง เหมือนคนอ่านค่อยๆ เรียนรู้กันไปพร้อมพระนางนะค้า)
ส่วนโหมดสองจะเป็นยังไงต้องติดตามกัน

                           ขอบคุณที่ติดตามอ่าน ขอบคุณทุกคอมเม้นต์ ทุกโหวตค่า     

พรุ่งนี้มาอัพต่อนะคะ 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 147 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,035 ความคิดเห็น

  1. #882 Sinny Chu (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2562 / 11:13
    คล่องมากจ้ะ ทั้งกิริยาวาจา นี่มันเสือชัดๆ
    #882
    0
  2. #117 panadda (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2560 / 12:51
    นั้นสิ พ่อคนปากหวานตาบอดจริงๆเปล่าค๊าา
    #117
    0
  3. #76 Tudtu Sujaree (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2560 / 23:43
    เเหม อิเฮีย เผลอไม่ได้ นัวเนีย ตลอดเวลา ทำอย่างกับมองเห็นเลย
    #76
    0
  4. #31 Kikyou (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2560 / 10:24
    พระเอกนี่แบบ55555ไม่มีใครเหมือนจริงๆ
    #31
    1
  5. #30 Kikyou (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2560 / 22:29
    เริ่มคิดเหมือนคอมเม้นคนอื่นค่ะ ตาบอดจริงป่ะนิ 55555555 มองขนาดนี้
    #30
    1
  6. #29 mukixixaz. (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2560 / 21:49
    ขอรออีบุ๊คเลยนะคะ ค้างงง????????????????
    #29
    1
  7. #28 Moonlight_597 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2560 / 10:06
    เริ่มจะไม่เชื่อแล้วนะว่าพระเอกตาบอด55555555
    #28
    1
  8. #27 saveeva (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2560 / 09:14
    เออพระเอกตาบอดจริงๆหรือค่ะ..ไม่อยากเชื่อ555
    #27
    1