หวานหวาม...My Sweet Sunshine (รีอัพ)

ตอนที่ 2 : บทที่ 1/2 มะนาว&ชาญ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10,674
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 170 ครั้ง
    6 ธ.ค. 60

          “ก็หนูพยายามเตือนคุณแล้ว คุณก็ยังลุกขึ้น”

                

               “ฉันไม่ได้จ้างเธอให้มาเถียงฉัน”


                ปณาลีเก็บปากเงียบ แต่แอบค้อนคนเอาแต่ใจระดับตัวพ่อตาขุ่น


                “โกรธหรือไง ถ้าทนไม่ได้ ก็ไปซะ”


                “ถ้าหนูไป แล้วใครจะดูแลคุณล่ะ” ตอนนี้พี่พยาบาลคนนั้นก็เดินทางกลับไปจังหวัดบ้านเกิดแล้วด้วย


                “นึกว่าฉันหาคนดูแลไม่ได้หรือไง ไปให้พ้นหน้าฉันเลยไป”


                “คุณใจเย็นก่อนได้มั้ย”


                “ไม่ต้องมาสั่งฉัน รำคาญ รีบไปได้แล้ว”


                ปณาลีโกรธ ลุกขึ้นและหันเดินออกไปจากบ้าน มิน่าล่ะ ถึงไม่มีใครอยากมาดูแลเขา เอาแต่ใจไร้เหตุผลแบบนี้นี่เอง ปู่กับย่าเธอ อย่างมากก็แค่หงุดหงิดบ่นไปเรื่อย แต่ไม่เคยไล่เธอหรือใครแบบนี้


                “อยากอยู่คนเดียวก็ตามใจ” เธอบ่นงึมงำขณะสวมรองเท้าสาน เดินจ้ำๆ ไปตามผืนทราย แต่เดินไปได้สิบกว่าก้าวก็หยุด หันมองไปยังบ้านพักสีขาว “บ้าเอ๊ย!” เธอเดินฉับๆ กลับไปใหม่


                ก็ใครจะทิ้งคนไข้ตาบอดที่เพิ่งเหยียบเศษแจกันได้ลงคอล่ะ แถมทั้งบ้านก็ไม่มีใคร มีแค่เขาคนเดียว เขาเพิ่งมองไม่เห็นได้ไม่นาน มาพักที่นี่ได้ไม่ถึงเดือน เขายังไม่ชินกับทุกอย่างรอบกาย เมื่อกี้ก็เดินชนโต๊ะ


                ปณาลีกลับเข้าไปในบ้านพักอีกครั้ง เห็นเขากำลังจะลุกขึ้นจากโซฟา เธอรีบเข้าไปประคองเขา


                “ทำไมยังไม่ไปอีก”


                “หนูจะทำแผลให้คุณก่อน”


                “ไม่ต้อง”


                “แต่คุณต้องทำแผล เลือดออกเยอะด้วย คุณนั่งก่อนนะ หนูไปเอาอุปกรณ์ปฐมพยาบาลก่อน” ปณาลีเลือกใช้น้ำเสียงประนีประนอมเท่าที่จะทำได้


                ชายหนุ่มยังหน้าบูดบึ้ง แต่ก็ยอมนั่งลง เธอโล่งใจ รีบไปเอาอุปกรณ์ปฐมพยาบาล มาทำแผลให้เขาอย่างเบามือจนเสร็จเรียบร้อย ตามด้วยเก็บเศษแจกันและทำความสะอาดอย่างรวดเร็วและเรียบร้อย เพราะกลัวคนใจร้อนจะรีบลุก จนได้เหยียบเศษแจกันอีกรอบ


                “หนูทำความสะอาดพื้นเสร็จแล้ว หนูขึ้นไปเอากระเป๋าเสื้อผ้าก่อนนะคะ”


                “ไปเอาทำไม”


                “ก็คุณให้หนูกลับไปนี่”


                “ฉันเปลี่ยนใจแล้ว”


                “คุณจะให้หนูทำงานเหรอ”


                เขาพยักหน้าตอบ ช่างเป็นคนลมเพลมพัดที่สุดเท่าที่เธอเคยเจอมา แต่ก็ดีใจที่เขาเปลี่ยนใจ เธออยากได้งานและเงิน แถมทำใจทิ้งคนตาบอดอยู่ตามลำพังไม่ได้ด้วย


                “ใกล้เที่ยงแล้ว คุณกินอะไรรึยัง”


                เขาส่ายหน้า


                “งั้นหนูไปทำอาหารให้นะ คุณอยากกินอะไร”


                “ราดหน้าทะเล”


                “หนูไปดูของสดในตู้เย็นก่อน”


                ปณาลีใช้เวลาไม่นานในการทำราดหน้าทะเล เธอพอมีฝีมือทำอาหารอยู่บ้าง เมื่อทำอาหารเสร็จ ก็ยกมาเสิร์ฟเขาที่โต๊ะอาหาร จับมือเขาไปที่ปลายช้อน เขาจึงตักเข้าปาก เธอลุ้นมาก ไม่รู้จะถูกปากเขาไหม


                “ไม่ได้เรื่อง”


                คนขี้หงุดหงิดวางช้อนส้อมลง


                ปณาลีหน้าเสีย “เอ่อ มันกินไม่ได้เลยเหรอคุณ”


                “ทำขวดเกลือหกลงไปหรือไง”


                “มันเค็มไปเหรอ” ปณาลีตกใจ รีบหยิบช้อนอีกคันมาตักชิม “ก็ไม่ได้เค็มอะไรซะหน่อย” เธอขยับปากไร้เสียง ค้อนคนเรื่องมากตาคว่ำ แต่ก็ต้องอดทนกันต่อไป


                “งั้นหนูไปทำให้ใหม่นะ”


                “ไม่ต้อง”


                “แต่คุณยังไม่กินมื้อเที่ยงเลย”


                “ฉันจะฝืนกินราดหน้ารสชาติไม่ได้เรื่องของเธอ” เขาหยิบช้อนส้อมขึ้นมาใหม่

(ต่อตรงนี้นะคะ)


ปณาลีหน้าเหลอ พยายามทำใจให้ชินกับอาการลมเพลมพัดของเขา ที่คาดว่าน่าจะมาจากความหงุดหงิดอย่างหนักหนาสาหัสกับการมองอะไรไม่เห็นอย่างกะทันหัน และไม่รู้จะมีโอกาสกลับมามองเห็นได้อีกไหม


                ความคิดสุดท้ายเปรียบเสมือนยันต์กันผีไม่ให้ปณาลีโกรธเขา ก็น่าเห็นใจเขาไม่น้อย ถ้าเธอเป็นเขา ก็อาจเป็นเหมือนเขาก็ได้ จู่ๆ ต้องมามองไม่เห็น ทำอะไรเองก็ลำบาก ต้องมีคนคอยดูแล


                ชายหนุ่มนั่งกินราดหน้าไปเงียบๆ...จนหมดจาน


                หญิงสาวยิ้ม ดีใจที่เขากินหมด จากนั้นก็ยกจานไปในล้างในครัว


                พอเดินออกมา เขาก็บอกว่าอยากไปเดินเล่นที่ชายหาด เธอก็พาเขาไป จับแขนเขาไว้ข้างหนึ่ง เพื่อนำเดินไปตามชายหาดที่เงียบสงบ ในวันที่แดดร่มลมตก


                “ฉันอยากนั่ง”


                ปณาลีประคองเขาให้นั่งลงที่ริมหาดด้วยกัน เขานั่งนิ่งๆ สูดกลิ่นอายทะเล มีไม้เท้าข้างกาย เธอนั่งมองทะเลอยู่ครู่หนึ่ง ก็ลองก่อปราสาททรายเล่นๆ อย่างไร้ความหวังและวี่แววว่าจะเป็นรูปเป็นร่าง


                “ทำอะไรอยู่”


                “ก่อปราสาททราย”


                “ปัญญาอ่อน”


                เธอตวัดค้อนเขา พยายามนับหนึ่งถึงสิบ ไม่อยากจะเถียงคนไม่มีเหตุผล ใจร้อน ปากเสีย ที่สำคัญเขาเป็นนายจ้างเธออยู่


                “โกรธเหรอ”


                “ก็มันน่าโกรธมั้ยล่ะ”


                “ฉันก็แค่พูดสิ่งที่ฉันรู้สึก หรือชอบฟังคนโกหก”


                “แต่เราไม่จำเป็นต้องพูดทุกเรื่องที่เรารู้สึกก็ได้นี่” ปณาลีโต้กลับอย่างใช้เหตุผล


                “อยู่บ้าน เถียงพ่อแม่เก่งแบบนี้รึเปล่า”


                หญิงสาวเบ้ปากใส่ พอเถียงเธอไม่ได้ ก็แถไปน้ำขุ่นๆ


                “อย่าทำหน้าแบบนั้น มันจะทำให้เธอดูขี้เหร่”


                เขาทำเหมือนมองเห็น


                “รู้ได้ไงว่าหนูทำหน้าแบบไหนอยู่”


                “ฉันรู้ก็แล้วกัน”


                “ก็แบบไหนล่ะ”


                “ก็ปากเบ้ๆ จนเกือบเบี้ยวเหมือนชายน้อยนั่นแหละ”


                ปณาลีหลุดยิ้มอย่างห้ามไม่ได้ เถียงไปเถียงมากลับขำเสียนี่ จะว่าไปเขาก็เป็นคนแอบตลกอยู่นะ “ชายน้อยบ้านทรายทองหรอ คุณดูด้วย?


                “ไม่ต้องดู ใครๆ ก็รู้จักชายน้อยทั้งนั้น สร้างมาไม่รู้กี่เวอร์ชัน ไม่เบื่อกันหรือไง” เขาพูดคล้ายบ่นกับตัวเองมากกว่า


                ปณาลีแอบขำกับความคิดเขาอีก จะว่าไปก็แอบเห็นด้วยกับเขาด้วยนะ


                “แล้วสร้างปราสาททรายไปถึงไหนล่ะ” เขาเปลี่ยนหัวข้อสนทนา


                เธอก้มมองกองทรายที่ดูไม่เป็นรูปเป็นร่าง เหมือนกองขยุกขยุยอะไรสักอย่าง “ได้พื้นมาหน่อยเดียว”


                “แล้วเมื่อไหร่จะเสร็จ”

                “สำหรับหนูคงจะนาน”


                “ทำไม”


                “ก็เคยลองทำมาหลายครั้ง ไม่สำเร็จสักที” ปณาลีบอกไปตามจริง และคาดว่าเขาคงหาเรื่องด่าเธอว่าห่วยแตก ไม่ได้เรื่อง


                “ลองบ่อยๆ ก็ทำได้เอง”


                ผิดคาด ครั้งนี้เขาไม่ซ้ำเติมเธอ แต่คงไว้ใจไม่ได้ ในเมื่อเขาเป็นคนลมเพลมพัด


                “ฉันอยากเข้าบ้านแล้ว” เขาเอ่ย

                ปณาลีประคองชายหนุ่มเดินกลับบ้านพักตากอากาศเงียบๆ มีเสียงคลื่นและสายลมคอยทักทายเป็นระยะ


พอตกเย็นหญิงสาวก็ทำข้าวผัดปูให้ เขากินโดยไม่บ่นอะไรอีก เขาดูหงุดหงิดน้อยลง ไม่พูดจากวนประสาทอะไรอีก

         

       ก่อนหน้านี้คงเป็นการรับน้องเธอกลายๆ กระมัง

 

**********

ปุกาดๆ ฮีหายบ้าแล้วจ้า หลังจากนี้ก็หวานกับหวามกัน อิอิ

 ขอบคุณที่ติดตามอ่านกัน ขอบคุณทุกโหวต ทุกคอมเมนต์ด้วยค่ะ 

                                                       พรุ่งนี้มาอัพต่อนะคะ ^^     


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 170 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,035 ความคิดเห็น

  1. #131 goldpaddy (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2560 / 14:18
    เดี๋ยวๆที่ทำตัวร้ายๆคือรับน้อง ?!
    #131
    0
  2. #113 panadda (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2560 / 12:05
    ชอบอ่ะผู้ชายปากร้าย
    #113
    0
  3. #72 Tudtu Sujaree (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2560 / 23:27
    อิอิอิ เฮีย เริ่ม พูดจา เป็นคนขึ้นมาแล้ว
    #72
    0
  4. #54 fsn (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2560 / 20:19
    แหม๋ ต้องให้กิน ตระกูลไข่ กับบะหมี่แห้งซะให้เข็ด แต่อะนะ เดี๋ยวนี้เค้ามีหลายรส หลายเส้น หลายยี่ห้อ หลายแพ็คเกจ แล้ว
    #54
    0
  5. #10 Kikyou (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2560 / 17:48
    พระเอกปากร้ายยย แต่ก็ชอบ (?)555
    #10
    1
  6. #9 sunisakakarndee (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2560 / 09:43
    น่ารักค๊าา รออ่านต่อ

    #9
    1
  7. #8 Kikyou (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2560 / 09:26
    ขำฮี พอเค้าจะไปนี่รีบรั้งตัวไว้55555 รออ่านต่อค่าาา
    #8
    3
    • #8-2 Moonlight_597(จากตอนที่ 2)
      21 กรกฎาคม 2560 / 09:18
      ขำพระเอกด่า55555555
      #8-2
    • #8-3 เชอริณ (อิสย่าห์)(จากตอนที่ 2)
      22 กรกฎาคม 2560 / 08:47
      55555555555
      #8-3