[Short Fic ปรมาจารย์ลัทธิมาร : #ซีเฉิง] -ล้มหมอนนอนเสื่อ-

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 123 Views

  • 3 Comments

  • 3 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    123

    Overall
    123

แนะนำเรื่องแบบย่อๆ

แข็งแรงดั่งม้าศึก เหตุใดจึงป่วยได้เล่า?


ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
Short Fic ปรมาจารย์ลัทธิมาร 

{หลานซีเฉิน x เจียงหวั่นอิ๋น}

-ล้มหมอนนอนเสื่อ-


"เหตุใดจึงป่วย? ดูแลตนเองได้แค่นี้งั้นรึ"

"ข้าผิดไปแล้ว"

"ท่านเป็นของข้า โปรดรักษาตัว"







**********************
เรื่องแรกเลยค่ะ ลองอ่านดูนะ ><

เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 18 พ.ค. 62 / 15:45

บันทึกเป็น Favorite



{หลานซีเฉิน x เจียงหวั่นอิ๋น}

ล้มหมอนนอนเสื่อ

            

          ฝีเท้าแผ่วเบาทว่ามั่นคงเดินเรื่อยเฉื่อยไปตามบันไดที่นำพาขึ้นสู่ขุนเขา แม้จะเดินผ่านมาแล้วหลายสิบขั้นแต่จังหวะการหายใจของเขายังคงปกติ ตามกรอบใบหน้าหาได้มีเม็ดเหงื่อผุดพรายเพราะได้สายลมที่คอยพัดมาเป็นระลอกช่วยบรรเทาความร้อน อีกทั้งอากาศใกล้ค่ำก็เย็นสบาย เขาเร่งความเร็วฝีเท้าอีกนิดเพื่อให้ตนไปถึงจุดหมายทันเวลาปิดประตูทางเข้าของวิหารเซียนสกุลหลานที่มีกฎเคร่งครัดยากจะละเมิด

ซุ้มประตูทางเข้าปรากฏตรงหน้าเมื่อเดินขึ้นมาสุดทางบันได เขาถอนหายใจเล็กน้อยอย่างโล่งอกที่มาถึงทันเวลาปิดประตู จากนั้นจึงยืดอกปรับกิริยาท่าทางให้สง่างามแล้วเดินผ่านซุ้มประตูเข้าไปในแดนที่ทุกคนล้วนสวมอาภรณ์สีสาวพิสุทธิ์ ทำให้คนในอาภรณ์สีม่วงอย่างเขาเป็นจุดเด่นและจุดสนใจทันที การมาเยือนแบบนาน ๆ ครั้งซ้ำยังไม่บอกกล่าวล่วงหน้าของประมุขสกุลเจียงทำให้เหล่าศิษย์สกุลหลานต่างเลิ่กลั่ก แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ลืมค้อมศีรษะคารวะตามมารยาทที่ถูกฝึกมาเป็นอย่างดีจนซึมเข้าสู่สายเลือด

“ประมุขเจียง”

หลานซือจุย ศิษย์สกุลหลานที่เจียงเฉิงคุ้นหน้าคุ้นตาดีค้อมศีรษะคาระเขาเมื่อปะหน้ากันที่ทางเข้าเรือนพักของประมุขหลาน หลานซีเฉิน

หากจะถามว่าทำไมคนนอกสกุลอย่างเจียงเฉิงถึงเดินลอยชายเข้ามาถึงที่นี่ได้? นั่นก็เพราะสำหรับประมุขหลานแล้ว เขาไม่ได้เป็นแค่ประมุขเจียงยังไงล่ะ

“ประมุขหลานล่ะ”

เจียงเฉิงพยักหน้ารับการคารวะจากผู้น้อยแล้วถามถึงคนที่ทำให้เขาต้องถ่อมาถึงอวิ๋นเซินปู้จื้อฉู่แห่งนี้

“พักผ่อนอยู่ในเรือนขอรับ”

“อาการเขาเป็นอย่างไรบ้าง”

“มีไข้สูงขอรับ เพิ่งดื่มยาไปเมื่อครู่ ตกดึกอาการคงดีขึ้นขอรับ”

เจียงเฉิงรับฟังนิ่ง ๆ แต่ในใจนั้นขุ่นข้องไปแปดส่วนแล้ว รู้สึกคันไม้คันมืออยากซัดคนไม่ดูแลตัวเองเสียจริง เมื่อเช้าสายข่าวของเขารายงานว่าหลานซีเฉินล้มป่วย คราแรกนึกว่าแค่ป่วยไข้ธรรมดา แต่ที่ไหนได้ถึงกับล้มหมอนนอนเสื่อ ทำให้เขาต้องรีบสะสางงานแล้วรุดมากูซูแบบไม่หยุดพักที่ใด ส่วนหนึ่งในส่วนมากนั้นเขารู้สึกเป็นห่วง และอีกส่วนน้อยคือต้องการมาฟังจากปากของเจ้าตัวเองว่าไปทำอีท่าไหนถึงล้มป่วยได้ ทั้งที่ร่างกายก็แข็งแรงดั่งม้าศึก

“อืม ข้าเข้าไปได้ใช่หรือไม่”

แม้จะรู้คำตอบและสิทธิ์ของตนเองในที่แห่งนี้ดีอยู่แล้ว แต่เจียงเฉิงก็ยังถามเพื่อความแน่ใจรวมถึงถามตามมารยาท ท่าทางที่เด็กหนุ่มตรงหน้าก็ระบายรอยยิ้มน้อย ๆ ก่อนตอบ

“แน่นอนขอรับ เชิญประมุขเจียงขอรับ”

ซือจุยเบี่ยงตัวหลบทางแล้วค้อมศีรษะผายมือเชื้อเชิญตามคำกล่าว เจียงเฉิงเหลือบสายตามองเด็กหนุ่มมารยาทงามเล็กน้อยก่อนจะก้าวเท้าเดินเข้าไปในเรือนที่แม้เขามาไม่บ่อยนักแต่ก็พอจะจำอะไร ๆ ได้บ้าง

เขาเดินตามสัญชาตญาณตนเองมาจนกระทั่งหยุดอยู่หน้าห้องหนึ่งซึ่งคาดว่าเป็นห้องนอน ประตูที่ปิดอยู่ทำให้เขายืนชั่งใจอยู่พักหนึ่งว่าควรเคาะหรือไม่ หากตามมารยาทก็ควรจะเคาะ แต่ถ้าเคาะก็เกรงว่าอาจจะไปรบกวนเวลาพักผ่อนของเจ้าของห้องได้ สุดท้ายจึงเลือกเคาะเบา ๆ ชนิดเงี่ยหูฟังก็ยังไม่อยากจะได้ยิน แต่มันก็ทำให้เขาพอจะย้อนได้ว่า เคาะแล้วแต่ท่านไม่ได้ยิน ยามเจ้าของห้องถามว่าทำไมไม่เคาะประตูก่อนในกรณีที่อีกฝ่ายยังไม่หลับ

ภายในห้องที่จัดตกแต่งเรียบง่าย กลิ่นกำยานหอมเย็นลอยอวลในอากาศชวนให้รู้สึกผ่อนคลาย ความมืดหลังดวงตะวันตกดินถูกปัดเป่าโดยแสงจากตะเกียงมุมห้อง คาดว่าหลานซือจุยคงจุดทิ้งไว้ก่อนออกไป เผื่อเจ้าของห้องตื่นมากลางค่ำกลางคืนจะได้มองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างกระจ่าง ไม่ต้องงมหาเพ่งมองใต้ความมืด

เจียงเฉิงปิดประตูเบา ๆ แล้วก้าวเท้าเดินเข้าใกล้เตียงที่ตั้งอยู่ชิดริมผนังด้านในอย่างเงียบเชียบ หลานซีเฉินกำลังนอนเหยียดยาวอยู่บนนั้น สองมือวางข้างลำตัวอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ใบหน้าซีดเซียวริมฝีปากแห้งผาก คิ้วเรียวที่ขมวดน้อย ๆ นั่นบ่งบอกได้ว่าเจ้าตัวหลับอย่างไม่สบายตัวนัก

ผู้มาเยือนทิ้งตัวนั่งลงที่ขอบเตียงและใช้หลังมือแตะเบา ๆ ที่ข้างแก้มคนป่วย สัมผัสร้อนผิดปกติของร่างกายทำให้เขาถอนหายใจออกมาสายหนึ่ง ก่อนจะหยิบผ้าที่วางประคบอยู่บนหน้าผากอีกฝ่ายจนร้อนไปหมดมาชุบน้ำบิดให้หมาดแล้ววางกลับไปที่เดิม จังหวะนั้นเองสายตาก็พลันเห็นสิ่งที่ทำให้เขาขมวดคิ้วฉับ

อยากจะบ้าตายกับสกุลนี้แม้แต่นอนป่วยก็ยังผูกผ้าคาดหน้าผาก!

เขายื่นมือไปหวังจะช้อนศีรษะหลานซีเฉินขึ้นเพื่อแก้ปมผ้าคาดหน้าผากด้านหลัง ทว่าเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสกับเส้นผมสีดำขลับคนที่นอนหลับตาอยู่ก็คว้าข้อมือเขาหมับ ทำเอาเจียงเฉิงสะดุ้งโหยงตกใจจะชักมือกลับ แต่อีกฝ่ายก็ยึดข้อมือเขาไว้แน่นพร้อมเสียงแหบแห้งที่ตวาดถาม

“ผู้ใด!

เจียงเฉิงกะพริบตาสองทีเรียกสติ ผ่อนคลายร่างกายที่แข็งเกร็งเพราะความตกใจเมื่อครู่ ขณะที่คนป่วยก็พยายามจะลืมตามองว่าผู้บุกรุกเป็นใคร

“ข้าเอง เจียงเฉิง”

“อาเฉิงรึ?”

ทันทีที่หลานซีเฉินฝืนเปิดเปลือกตาอันหนักอึ้งขึ้นมาได้อย่างยากลำบาก ตรงหน้าก็ปรากฏภาพของชายหนุ่มร่างโปร่งในอาภรณ์สีม่วงคุ้นตาที่นั่งอยู่ด้านข้าง และกำลังมองลงมาด้วยสายตาเป็นห่วง

“เป็นเจ้าจริงหรือ?”

คนป่วยถามเสียงแหบแห้ง ดวงตาเหม่อมองมาราวกับกำลังเพ้อ เจียงเฉิงมุ่นคิ้วนิดอดแขวะไม่ได้

“นั่งเป็นตัวเป็นตนอยู่นี่ ไม่ใช่ข้ามั้ง”

น้ำเสียงไม่สบอารมณ์ที่ได้ยินทำให้หลานซีเฉินคลี่ยิ้มน้อย ๆ พลางคิดในใจ วาจาเช่นนี้ย่อมเป็นอาเฉิงแน่นอน เขาไอออกมาสองสามทีแล้วจึงถามต่อด้วยความเป็นห่วง

“เดินทางมาไกล เหนื่อยหรือไม่”

“เหนื่อย”

หลานซีเฉินนึกขำกับคำตอบตรงไปตรงมาของประมุขเจียง เขาปล่อยมือจากข้อมือที่จับไว้อยู่เมื่อรู้สึกถึงแรงดึงขัดขืนเบา ๆ

“ท่านนอนพักเถอะ มัวแต่คุยกับข้าเดี๋ยวไข้ก็ไม่ลดเสียที”

“แต่ข้าอยากคุยกับเจ้า

“นอน”

เสียงที่กดต่ำอย่างเข้มดุไม่ต่างจากสายตาที่ใช้มองมาทำให้คนป่วยยอมสงบปากสงบคำ แต่ก็ยังลืมตามองคนข้างกายจนโดนเจ้าตัวถลึงตาใส่

“หลับตา แล้วก็หลับไปเลย หายดีเมื่อไหร่จะคุยกับข้าทั้งวันก็ย่อมได้”

“เจ้าพูดแล้วนะอาเฉิง”

“นี่!

เจียงเฉิงขมวดคิ้วเอ่ยคำอย่างรำคาญระคนขัดใจพลางทำสีหน้าราวกับจะเอาเรื่อง หลานซีเฉินจึงรีบหลับตานอนหนีความผิดทันที ได้ยินเสียงคนข้างกายถอนหายใจหนัก ๆ ทีหนึ่ง ครู่ต่อมาก็รู้สึกว่าศีรษะของตนถูกมือหนึ่งช้อนประคองขึ้นแผ่วเบา ตามด้วยอีกมือที่ขยับยุกยิกอยู่หลังศีรษะคล้ายกับกำลังคลายปมผ้าคาดหน้าผากที่เขาไม่ได้ถอดออก และคนดูแลเขาอย่างหลานซือจุยก็คงจะไม่กล้าถอดออกให้ มันถึงได้อยู่บนหน้าผากเขามาจนถึงบัดนี้

“เสียงแหบฟังไม่ค่อยจะได้ศัพท์ก็ยังจะขยันพูด”

เสียงบ่นพึมพำอย่างจงใจให้ได้ยินของเจียงเฉิงทำให้หลานซีเฉินเผยยิ้มขำแต่ก็ไม่กล้าลืมตามองท้าทายอำนาจมืด ศีรษะเขาถูกประคองวางลงบนหมอนอีกครั้งหลังจากผู้มีสิทธิ์แตะต้องผ้าคาดหน้าผากของเขาปลดมันออกไปได้แล้ว ตามด้วยกวานที่ถูกถอดออกเป็นลำดับต่อมาทำให้คนป่วยรู้สึกสบายศีรษะขึ้น

หลังจากจัดการปลดนู้นถอดนี่ให้คนป่วยได้สบายตัวมากขึ้นเสร็จแล้ว เจียงเฉิงก็กวาดสายตามองสอดส่องรอบห้องเพื่อหาที่นอนให้ตนเองในค่ำคืนนี้ ซึ่งก็เหมือนจะไม่มีที่ไหนมุมไหนเหมาะไปกว่าพื้น นั่นจึงทำให้เขาผินหน้ามองเตียงอย่างชั่งใจ แน่นอนละว่าเขาไม่ยอมหลับฟุบกับข้างเตียงแน่ ๆ ไอ้ที่เขามองน่ะคือพื้นที่ว่างด้านในข้าง ๆ คนป่วยต่างหาก

จากอวิ๋นเมิ่งมากูซูระยะทางไม่ใช่ใกล้ ๆ และเขาก็รีบรุดมาแบบไม่หยุดพัก แน่นอนว่าต้องทั้งเหนื่อยทั้งเพลีย จะนอนหลับพักผ่อนทั้งทีก็อยากจะนอนบนเตียงอุ่นนุ่มสบาย ๆ แต่ก็ติดว่าบนเตียงดันมีคนป่วยนอนอยู่ ไม่ใช่ว่าเขากลัวหลานซีเฉินจะลุกขึ้นมาปลุกปล้ำกันกลางค่ำกลางคืนหรอก ป่วยไข้อยู่แบบนี้ลองพลิกขึ้นมาคร่อมกันสิ พ่อจะซัดให้ร่วง ที่เขาเป็นกังวลคือกลัวจะติดไข้จากอีกฝ่ายต่างหาก เขาป่วยไม่ได้หรอกนะ งานการยังกองรอเขาอยู่ที่อวิ๋นเมิ่งเป็นภูเขาเลากา!

ชั่งใจอยู่นานสุดท้ายเจียงเฉิงก็เลือกที่จะลุกไปอาบน้ำก่อน () แม้จะเป็นถึงประมุขสกุลเจียงแต่การเตรียมน้ำอาบเองก็ไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรง ที่แห่งนี้มิใช่ถิ่นเขา จะเรียกใช้คนก็เกรงใจ สิ่งใดที่ทำเองได้ก็ทำเองจะดีกว่า เขาใช้เวลาไม่นานในการอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าซึ่งเป็นเสื้อผ้าของเขาเองที่หลานซีเฉินแอบหยิบมาจากอวิ๋นเมิ่งโดยไม่บอกกล่าว ทำเอาเจียงเฉิงนึกว่าผีหลอกที่อยู่ดี ๆ เสื้อผ้าก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย ถามใครก็ไม่มีใครรู้เห็น กระทั่งผู้ร้ายยอมสารภาพตอนไปหากันแล้วได้ยินเขาบ่นว่าเสื้อผ้าหายให้ฟังนั่นแหละ โดยอีกฝ่ายให้เหตุผลของการ (ขโมย) หยิบเสื้อผ้าผู้อื่นไปว่าเผื่อยามใดเขามาค้างที่นี่จะได้มีชุดผลัดเปลี่ยน ซึ่งแน่นอนว่าที่เรือนของเจียงเฉิงเองก็มีเสื้อผ้าของหลานซีเฉินอยู่สองสามชุดเหมือนกัน โดยที่เจ้าตัวเป็นคนเอาไปทิ้งไว้เองกับมือ หึ

นอกจากเว่ยอู๋เซี่ยนพี่ชายต่างสายเลือดของเขาแล้ว ผู้ชายที่น่าตีที่สุดก็หลานซีเฉินเนี่ยแหละ!

จัดการตนเองให้อยู่ในสภาพพร้อมนอนเรียบร้อย เจียงเฉิงก็มายืนมองพื้นสลับกับเตียงอยู่พักหนึ่งอย่างคนตกลงกับตัวเองไม่ได้ว่าจะเอาอย่างไรกับชีวิตต่อดี พื้นก็แข็ง เตียงก็กลัวติดไข้ อยากจะหาไม้สั้นไม้ยาวมาจับให้รู้แล้วรู้รอด แต่อึดใจต่อมาเขาก็ตัดสินใจเดินไปหาผ้ามาปูบนพื้นห่างจากเตียงระยะหนึ่ง เผื่อหลานซีเฉินตื่นมากลางดึกแล้วอยากลุกเดินไปไหนเขาจะได้ไม่โดนเหยียบแข้งขาหัก แม้จะเป็นไปได้ยากแต่ก็กันไว้ดีกว่าแก้

ปุบ!

เจียงเฉิงวางหมอนที่หยิบมาจากบนเตียงวางลงบนผ้าปูพลางทิ้งตัวลงนั่ง สลัดผ้าห่มให้คลี่คลุมตนเองแล้วล้มตัวลงนอนหนุนหมอน หลับตาลงพักผ่อน เหตุผลที่เขาเลือกนอนพื้นนอกจากกลัวติดไข้หลานซีเฉินแล้ว อีกเหตุหนึ่งก็คือเขานอนดิ้น ในหนึ่งคืนพลิกตัวไม่ต่ำกว่าแปดครั้ง ซึ่งเขาไม่รู้ตัวหรอก คนที่รู้ตัวคือคนที่เคยนอนด้วยกันอย่างหลานซีเฉินเป็นคนบอก หากเขาไปนอนพลิกไปพลิกมาบนเตียงมีหวังคนป่วยข้าง ๆ ไม่ต้องนอนกันพอดี เช่นนั้นเขาจึงเลือกนอนพื้นแข็ง ๆ นี่ ถึงอย่างไรเขาก็เป็นบุรุษนอนที่ไหนก็ได้ทั้งนั้นแหละ

.

.

.

50% 

ขอลงเท่านี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวมาต่อออออ ><

ปล. คนที่น่าตีกว่าหลานซีเฉินก็ไรท์เนี่ยแหละ ชอตฟิคแล้วยังจะตัดอัปอีก!! -*- //ตบมัน!!!

ปลล. คนที่หลงมาอ่านติชมได้นะคะ ถ้าติก่อนมาอัปต่อไรท์สามารถแก้ให้ได้ค่ะ นี่เป็นฟิคปรมาจารย์ฯ เรื่องแรกที่แต่ง ผิดพลาดตรงไหนต้องขอโทษด้วยค่าาา >< แต่งยากม๊ากกก 



ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ กลิ้งกุกกุก จากทั้งหมด 4 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

3 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 19 พฤษภาคม 2562 / 23:00

    รออยู่นะจ้ะ ชอบภาษามากเลยอ่านไปยิ้มไป

    #3
    1
    • 20 พฤษภาคม 2562 / 10:19
      ขอบคุณค่าาา รอหน่อยน้าาาา เดี๋ยวมียิ้มกว่านี้แน่นอน ขอเวลาไรท์หน่อย แฮ่ๆ
      #3-1
  2. #2 ถังหูลู่
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2562 / 15:58

    รอค่า^ ^

    #2
    1
    • 18 พฤษภาคม 2562 / 21:23
      ขอบคุณค่าาา >< ไม่นานเกินรอแน่นอน
      #2-1
  3. #1 CHECK224 (@Pear224) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2562 / 09:57
    เดี๊ยวสิๆๆๆๆๆๆๆๆจะตัดอย่างนี้ไม่ได้น้าาค้างอะ
    #1
    1
    • #1-1 Ririn (@ireneadler) (จากตอนที่ 1)
      18 พฤษภาคม 2562 / 10:33
      งุ้ย พอดีมีเหตุให้ต้องอัป 50% ก่อนค่ะ แล้วจะรีบมาต่อน้าาา ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและคอมเมนต์จ้า ><
      #1-1