end ss1 [FIC ATTACK ON TITAN] The Miracle of Destiny (Levi x Teresa) #คุณสามีของเทเรซ่า

ตอนที่ 43 : Chapter39:ฉันคือเธอและเธอคือฉัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 294
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 37 ครั้ง
    19 พ.ย. 63

Chapter39:ฉันคือเธอและเธอคือฉัน

 

ถ้าฉันกลับไปใช้ชีวิตฉันจะทำอะไรได้บ้างนะ จะเป็นแค่คนไร้ความสามารถอยู่เหมือนเดิมหรือเปล่า ฉันจะช่วยใครได้จริงเหรอในเมื่อต่อให้มีพลังวิเศษขึ้นมาแต่ตัวฉันก็ยังคงเป็นแค่เด็กที่ไม่เอาไหนอยู่เหมือนเคย ถ้าฉันลุกขึ้นสู้ฉันจะทำมันสำเร็จจริงหรือเปล่า 

แต่เรื่องนั้นไม่มีใครรู้ ฉันรู้แค่ว่าตอนนี้ถ้าฉันหลับใหลไปตลอดกาลตั้งแต่ตอนนี้ฉันจะได้รับสิ่งที่ฉันฝันมาทั้งชีวิตคือการได้รับความสงบมา ไม่ต้องวุ่นวายและไม่ต้องคิดอะไรให้กังวลใจอีกแต่ในขณะเดียวกันหัวหน้ารีไวล์กลับยังต้องทนทุกข์ทรมานจากการเป็นทหารและแบกรับหน้าที่เอาไว้เห็นลูกน้องตายอยู่ซ้ำๆ แบบนั้นมันดีแล้วเหรอ 

ฉันต้องการให้เขาได้รับความรักจากอะไรก็ตามทั้งจากโลก สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่จะทำให้เขาได้ใช้ชีวิตที่แสนสงบและไม่ต้องสูญเสียใครไปอีก อยากจะให้เรื่องราววุ่นวายนี้นั้นจบลงไม่เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพราะฉันอยากให้คนที่ฉันรักได้ออกไปใช้ชีวิตเป็นของตัวเองสักที 

นั่นสิ ถึงแม้ตัวฉันจะต้องกลับไปดิ้นรนบนโลกอันโหดร้ายมันก็คงจะไม่เป็นไรหรอกเพราะอย่างน้อยๆบางทีฉันอาจจะเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของเขาได้แม้ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรก็ตามแต่ฉันจะใช้ชีวิตเฮงซวยบ้าๆนี่เป็นเพื่อนเขาเอง 

"ฉันจะช่วยเขายังไงได้บ้าง" 

"เรื่องนั้นเธอก็ต้องคิดเองสิ ฉันคือเธอนะถ้าเธอไม่คิดฉันจะรู้ได้ไงกัน" 

ฉันจะทำยังไงงั้นเหรอ ถ้าฉันมีพลังฉันจะสามารถช่วยทุกๆคนได้แล้วหลังจากจบเรื่องไททันบ้าๆนี่ฉันจะพาเขามาเริ่มชีวิตใหม่หรือไม่ก็กลับไปอยู่เคียงข้างเป็นความสุขให้เขาตลอดไปได้หรือเปล่านะ 

"ได้ ฉันจะช่วยเขา" 

. 

. 

"อัตราหัวใจเต้นเป็นปกติแต่ยังไม่ฟื้นเหมือนเดิมค่ะ" 

"ขอบใจมาก" 

หญิงสาวพยักหน้าให้พยาบาลที่เพิ่งเข้ามาตรวจออกไปก่อนจะหันกลับมามองร่างเด็กสาวที่นอนเป็นเจ้าหญิงนิทราอยู่บนเตียงมาเป็นเดือนกว่าแล้ว ชายหนุ่มอีกคนเปิดประตูเข้ามาในห้องยืนกอดอกมองสภาพร่างที่ตอนนี้ผอมจนแทบติดกระดูกไม่มีทีท่าว่าจะตื่นในเร็วๆนี้ เป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อจริงๆเพราะก่อนหน้านี้หัวใจหยุดเต้นมาถึงสองครั้งและหยุดหายใจไปแล้วแต่ก็ยังรอดมาได้ ถ้าไม่เรียกว่าดวงแข็งก็คงต้องเรียกว่าปาฏิหาริย์ชัดๆ 

"เดี๋ยวเธอก็ฟื้น" 

"ฉันแค่จะมาถามว่าจะออกไปข้างนอกมั้ย" 

"ไม่ล่ะฉันเมื่อยไปทั้งตัวขอนอนอยู่ที่นี่ดีกว่า นายนั่นแหละมาชวนแล้วตัวเองจะไปเหรอปกติก็ไม่ออกไปข้างนอกนี่" 

"โคดี้ให้มาชวนเป็นมารยาท" 

"คงไม่ได้ชวนตามเป็นมารยาทอย่างเดียวหรอกมั้ง นายมีอะไรก็พูดมาดีกว่า" 

"เธอจะฟื้นตอนไหน" 

"ถามเรื่องนี้มากี่รอบแล้ว" 

"อุตส่าห์เจอผู้พิทักษ์แต่ก็เป็นแค่เด็กตัวเล็กๆนอนนิ่งเป็นศพเนี่ยนะ" 

"ใครเขาจะตัวเป็นยักษ์เหมือนนายกันล่ะ" 

ชายหนุ่มตวัดตามองอีกฝ่ายที่ตัวเล็กกว่าเพียงไม่กี่เซนยืนประชดเขาอยู่ 

"ยังไงก็เถอะ นี่เจ้านั่นถ่อไปถึงที่นั่นเพื่อเอาตัวเธอมาแต่เธอเป็นแบบนี้คิดว่าฟื้นขึ้นมาจะทำอะไรได้สักแค่ไหนเชียว" 

"ใจร้อนจัง เธอเป็นแค่เด็กเองนะอย่าผลีผลามสิ" 

"ขอโทษแล้วกัน" 

ชายหนุ่มทิ้งตัวลงบนโซฟามุมห้องคอยเฝ้าคนที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็คตารางงานและแกะซองลูกอมเม็ดสีแดงเข้าปากไป 

"ยังเลิกไม่ได้อีกเหรอบุหรี่น่ะ" 

"ก็กำลังเลิกอยู่นี่ไงถึงกินของติ๊งต๊องพรรค์นี้อยู่น่ะ" 

"ลูกอมไม่ใช่ของติ๊งต๊องนะอย่าพูดแบบนี้" 

"เธอน่ะเลิกพูดมากแล้วจะไปไหนก็ไปได้แล้ว ไม่เห็นรึไงนี่มันห้องพักฟื้น" 

หญิงสาวยักไหล่แล้วเดินออกจากห้องไปทิ้งให้เขาเฝ้าคนเดียว ชายหนุ่มเช็คดูจอชีพจรพักนึงก่อนจะเล่นโทรศัพท์ต่อ เขาต้องคอยผลัดกันเฝ้าเพราะไม่รู้เธอจะฟื้นเมื่อไหร่และคงไม่ดีถ้าเกิดปล่อยให้เธอตื่นขึ้นมาอาละวาด ก่อนหน้าที่พวกเขาตามหาเธอและพบว่าอีกฝ่ายก็กำลังตามหาเธอเหมือนกันแถมพวกเขามาได้ทันในวินาทีสุดท้ายเพราะตอนที่ช่วยเธอเอาไว้ได้เธอก็ตายไปแล้วแต่ก็กลับฟื้นขึ้นมาอีกรอบพวกเขาจึงพยายามกันอย่างสุดความสามารถเพื่อรักษาเธอแต่อาการของเธอก็ไม่คงที่และมีพลังงานแผ่ออกมาจนข้าวของพังไปแล้วหลายครั้งจนเกือบทำร้ายหมอที่รักษาอีก 

ยุ่งยากจริง ฟื้นขึ้นมาก็ช่วยอะไรไม่ได้อยู่ดีถึงจะเป็นผู้พิทักษ์ก็เถอะ 

อัตราเต้นของหัวใจและความดันเริ่มเปลี่ยนไป เขาลุกขึ้นมาจากโซฟาตรงเข้ามาหาคนบนเตียงจับมือที่ซีดเซียวของเธอแล้วดูดเวทมนตร์ที่ไม่คงที่และเอ่อล้นของร่างกายเธอออกมา นี่ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรสำหรับพวกเขาอีกแล้วเพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอเป็นแบบนี้ เหมือนจะเป็นเพราะพลังของเธอตื่นแต่ยังไม่สามารถควบคุมมันได้จึงเป็นเช่นนี้ 

ชายหนุ่มปาดเลือดกำเดาที่ไหลเพราะร่างกายตัวเขาเดิมทีก็มีพลังเวทเยอะอยู่แล้วแต่ต้องดูดของคนอื่นเพิ่มเข้าไปอีกเพราะอีกฝ่ายควบคุมพลังเองไม่ได้ แม้มันจะไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่สำหรับเขาเพราะเขาสามารถจัดการมันเองได้แต่ก็ถือว่าเขาไม่ควรมาทำอะไรให้ร่างกายตัวเองเกิดผลกระทบเหมือนกัน

"เดือดร้อนฉันจริงๆ" 

. 

. 

นานเท่าไหร่แล้วนะที่ฉันอยู่ในความมืดแบบนี้ที่มีเพียงแค่ความทรงจำในอดีตฉายให้ดูตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิต ฉันตัดสินใจแล้วว่าจะกลับไปใช้ชีวิตแต่ทว่ามันกลับไม่ง่ายอย่างที่คิด ฉันต้องมาทนดูสิ่งแย่ๆที่เคยเจอมาแล้วเจ็บปวดซ้ำๆจนอยากจะหนีไปจากตรงนี้แต่ก็หนีไม่ได้และหนังม้วนนี้ก็ยังคงดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ 

"จะจบแล้ว" 

ฉันเหม่ออย่างไร้เลื่อนลอยบอกกับตัวเองเพราะฉากด้านหน้ากำลังดำเนินเข้ามาใกล้ถึงปัจจุบันเหมือนให้ทบทวนว่าตัวเองเคยพูดหรือทำอะไรไปบ้าง แม้กระทั่งฉันที่คุยกับตัวเองก็ยังปรากฎให้ฉันได้เห็นจนในที่สุดตอนจบของหนังเรื่องนี้ก็ค่อยมาใกล้และเหลือเพียงตัวฉันที่นั่งกอดเข่าอยู่ในเรื่องกับฉันตัวจริงที่กำลังทำอากัปกิริยาเดียวกัน 

"จบแล้วใช่มั้ย พอได้รึยัง" 

"เห็นอะไรจากชีวิตตัวเองบ้าง รู้สึกยังไงกัน" 

"ก็แค่รู้สึกว่าโลกใจร้ายกับฉันมากเกินไปแล้ว" 

"ใช่แล้ว"ฉันอีกคนค่อยๆลุกขึ้นเปลี่ยนจากชุดเดียวกับฉันเป็นชุดสีขาวยาวบางพลิ้วเหมือนนางฟ้าในเทพนิยายกรีกแต่กลับฉีกยิ้มออกมาอย่างน่ากลัวเต็มไปด้วยความเย็นชาและยากจะคาดเดาได้ เธอวางมือแตะที่แก้มแล้วประคองขึ้นมาให้สบตากับเธอแต่ฉันกลับไม่กล้า ฉันรู้สึกว่าตัวฉันอีกคนมันน่ากลัวเกินไปเพราะมันคือจิตวิญญาณแก่นแท้รวมไปถึงจิตใต้สำนึกฉันด้วย น่ากลัวเหลือเกิน 

"ทั้งถูกเหวี่ยงเรื่องร้ายๆเข้ามาก็ว่าแย่แล้ว ซ้ำยังจะมีคนหมายเอาชีวิตเพื่อเอาพลังที่เป็นของเรามาแล้วไปอีกเพียงเพราะความโลภของตัวเอง" 

"เธอ...เป็นใคร" 

ไม่ใช่...แม้ก่อนหน้านี้ที่คุยจะเป็นจิตใต้สำนึกฉันแต่ตอนนี้มันไม่ใช่ 

"พวกเราก็คือคนเดียวกันไง ยังจะถามอะไรอีก" 

"แววตาฉันไม่ได้เป็นแบบนี้" 

"จะไม่ใช่ได้ยังไงก็พวกเราคือคนคนเดียวกันเพียงแต่เจ้าคงไม่รู้ว่านี่คือเจ้าในภพอื่น ดวงจิตเดียวกันต่อให้เกิดกี่ชาติจิตก็ยังคงเป็นของเดิม แม้รูปร่างและหน้าตาจะเปลี่ยนไปยังไงข้าก็คือเจ้า" 

ตัวฉันในชาติที่แล้ว? 

"เจ้าคิดว่าข้าให้พลังเพราะอะไรกันเหรอ ข้าไม่ได้ให้เจ้ามีพลังเพียงเพราะช่วยเขาแต่เพื่อจัดการคนเหล่านั้นด้วยต่างหาก" 

"หมายถึง..." 

"ใครที่มันกล้ามามุ่งร้ายต่อพวกเราและคนที่เรารักจะต้องกำจัดมันทิ้งไปซะอย่าให้เหลือแม้แต่คนเดียว" 

ฉันสัมผัสได้ถึงความไม่พอใจและอารมณ์โกรธเคียดแค้นที่กำลังแทรกซึมเข้ามาในใจฉัน ฉันไม่รู้ว่าในอดีตเคยมีเรื่องทำนองเดียวกันเกิดขึ้นรึเปล่าเธอถึงพูดเช่นนั้นออกมา แต่ใบหน้าเธอที่นิ่งเหมือนกับฉันเวลาปกติกลับดูน่าขนลุกเพราะเมื่อจ้องเข้าไปในดวงตาคู่นั้นก็เหมือนรู้ทุกอย่างผ่านมัน 

ความทรงจำบางอย่างที่ไม่ปะติดปะต่อแล่นเข้ามาในหัวฉันยุ่งเหยิงไปหมดจนเชื่อมกันไม่ได้รู้เพียงแค่ว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกในชีวิตฉันที่เคยพบกับหัวหน้ารีไวล์แค่พวกเราเคยพบเมื่อนานมาแล้ว ได้ยินทั้งเสียงกรีดร้องและโอดครวญอย่างทรมาน ภาพตัดไปมาจนดูไม่รู้เรื่อง ในอกเริ่มบีบแน่นจนรู้สึกกำลังจะขาดใจตายทั้งที่นี่เป็นแค่วิญญาณฉันแต่เหมือนรับรู้ได้ถึงความเจ็บจริงจนเริ่มรู้สึกกำลังจะหมดสติในไม่ช้านี้ทั้งที่ยังไม่ทันถามอะไรต่อเลย 

รู้เพียงแต่ว่าฉันเข้าใจเธอ... 

"นี่เป็นคำสั่ง" 

"ฆ่ามันให้หมด" 

. 

. 

"เดือดร้อนฉันจริงๆ" 

"เฮือก!" 

ร่างเล็กบนเตียงลืมตาขึ้นมาจิกกับเตียงแน่นบิดด้วยความปวดร้าวไปทั้งตัวเหมือนมีอะไรกำลังไหลแล่นในตัวเธออยู่จนทรมานร่างกายและเจ็บไปทั่วทั้งตัวก่อนจะค่อยๆสงบร่างกายรู้สึกเบาโหวงขึ้น ดวงตาคู่กลมพยายามปรับสายตาให้ชินกับแสงสว่างกวาดสายตามองคนข้างเตียงด้วยความประหลาดใจเหมือนเห็นภาพทับซ้อนขึ้นมาเพราะหลอนไปเอง 

"หัวหน้า..." 

"ฟื้นแล้วเหรอ" 

"หัวหน้ารีไวล์" 

ชายหนุ่มขมวดคิ้ว เธอคงจะเพ้อหาถึงผู้ชายคนนั้นสินะคนที่อยู่กับเธอในตอนนั้นแต่จะบอกเธอยังไงดีว่าตายแล้วและก็ถูกเขาจัดทำหลุมศพให้แล้วด้วยเพราะเขาพอจะเดาออกว่าอาจเป็นคนสำคัญของเธอแน่ 

แต่ว่าถ้าบอกตอนนี้แล้วอาละวาดขึ้นมาคงเอาไม่อยู่รึเปล่านะ

เขากดเรียกหมอและพยาบาลให้เข้ามาและคอยคุมจากด้านหลังระแวงว่าเด็กสาวจะคุมพลังตัวเองไม่ได้แม้จะนิ่งไปแล้วก็ตามให้หมอตรวจอย่างว่าง่ายแต่สายตาจ้องมาที่เขาเหมือนต้องการจะพูดอะไรบางอย่างจึงรอให้คนอื่นออกไปก่อนแล้วอีกฝ่ายก็ถามก่อนทันที 

"คุณเป็นใคร นี่จับมาทดลองกันเหรอ" 

"อะไรของเธอ" 

"คุณใช่มั้ยที่เป็นคนไล่ล่าฉันจนเกิดเรื่องบ้าๆนี่ขึ้นมาน่ะ" 

"ไม่รู้ว่าเธอเข้าใจว่ายังไงแต่ฉันว่าเธอคงเข้าใจผิด พวกเราตามหาเธอและในขณะเดียวกันก็มีอีกฝ่ายที่ตามเธอด้วยแต่พวกเราไม่ได้ก่อเรื่องอะไรทั้งนั้นนอกจากช่วยเธอให้รอด" 

"ช่วยให้รอดแต่จะเชื่อได้ไงว่าไม่ได้หวังอะไรอย่างอื่น" 

"แน่นอนพวกเราหวัง ฉันไม่อ้อมค้อมหรอก" 

"เขาอยู่ไหน" 

"ผู้ชายที่อยู่กับเธอน่ะเหรอ เขาตายแล้วล่ะแต่ฉันเดาว่าน่าจะเกี่ยวข้องก็เลยจัดให้คนทำหลุมศพให้แล้ว" 

เมื่อเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องตอบตามความจริงแต่ถ้าอาละวาดขึ้นมาก็คงต้องว่ากันอีกที 

"เหรอ" 

เสียงแหบพร่าถามเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน ดวงตากลมโตก้มมองพื้นก่อนจะพยักหน้าให้ เธอไม่ได้อาละวาดหรือร้องไห้ฟูมฟายออกมาอย่างที่คิดเพราะเธอคิดว่าดีแล้วที่เขาคนนั้นได้พักสักที 

ไม่เป็นไร...หัวหน้ารีไวล์อีกคนเธอจะช่วยเขาให้ดีที่สุดเอง 

"กลับมาที่เรื่องของพวกเรา ฉันต้องการเธอเพื่อผลประโยชน์ของพวกเราและส่วนรวม---" 

"นี่" 

"อะไรอีก" 

"พูดเรื่องผลประโยชน์ทั้งที่คนเพิ่งฟื้นมางั้นเหรอ ไม่เกินไปหน่อยรึไง" 

"จะพูดตอนไหนมันก็เหมือนกันทั้งนั้น ไม่บอกเธอตอนนี้แล้วเดี๋ยวก็มาเข้าใจอะไรผิดหาว่าพวกเราก่อเรื่องอีก แค่อธิบายคร่าวๆเท่าน้้นแหละฉันไม่ได้ใจดำขนาดนั้น" 

"งั้นก็ได้ เอาสิ" 

"พวกเราคือกลุ่มที่คิดจะกำจัดคนที่คิดจะเปลี่ยนโลกใบนี้ด้วยการครองพลังเป็นของคนแค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแล้วควบคุมคนธรรมดาให้อยู่ใต้อำนาจของพวกเขา ดังนั้นเธอที่เป็นผู้พิทักษ์ควรจะมาช่วยเราเพราะเธอคงไม่เห็นด้วยเหมือนกันกับเรื่องแบบนี้" 

"อะไรทำให้ฉันคิดว่าฉันจะไม่เห็นด้วย" 

"เพราะเธอเป็นผู้พิทักษ์ไงเธอต้องเข้าข้างมนุษย์สิ ทุกคนควรจะมีสิทธิ์เท่าเทียมกันในการใช้ชีวิตไม่ใช่ให้ใครมาควบคุมหรือบงการต้องอยู่ใต้อำนาจของคนพวกนั้น" 

"พูดได้ดีแต่ฉันต้องการผลประโยชน์ให้ตัวเองด้วยค่ะ" 

ชายหนุ่มร่างกำยำมองเธอที่อยู่บนเตียงมองมาที่เขาอย่างกดดัน เป็นผู้หญิงที่ประหลาดจริงตื่นขึ้นมาร้องโวยวายอะไรสักแอะแต่กลับมานั่งต่อรองแล้วถามลองเชิงเขางั้นเหรอ 

"ว่ามาสิ" 

"ฉันเข้าใจว่าคุณอยากช่วยมนุษย์เพราะดูเหมือนคุณจะเป็นคนพิเศษที่ไม่ต้องการให้มีการแบ่งแยกกันเกิดขึ้น นับว่าเป็นเหตุผลที่ฟังแล้วน่าชื่นชมมากเลยค่ะและฉันก็เห็นด้วยแต่ถึงแบบนั้นฉันก็ต้องการความช่วยเหลือจากคุณเหมือนกัน" 

"เธอก็ว่ามาสักทีสิ" 

"คุณคงเชื่อเพราะคุณเองก็ไม่ใช่คนธรรมดา ฉันเคยไปยังอีกโลกนึงและมีคนรักอยู่ที่นั่นค่ะก่อนจะข้ามกลับมาที่โลกเดิมของฉันพร้อมกับเขาแถมยังมีตัวฉันและเขาอีกคนจากมิติอื่นมาด้วย และในท้ายที่สุดทั้งสองคนนั้นก็ตายไปส่วนเขาคนนั้นที่ฉันอาศัยอยู่ด้วยกันมาตลอดก็ถูกส่งกลับโลกเดิมไปด้วยฝีมือตัวฉันอีกคนเพราะคิดว่าคนละโลกมันรักกันไม่ได้ ทุกคนต่างก็มีหน้าที่และชีวิตที่ต้องไปใช้เป็นของตัวเองแต่ถึงอย่างนั้นสักวันฉันก็อยากจะพบเขาและช่วยเขาจากวงจรอุบาทว์ๆนั่นแต่ฉันไม่รู้ว่าต้องข้ามโลกไปยังไง" 

"เธอกำลังจะหมายความว่าต้องการความช่วยเหลือจากพวกเราให้หาทางข้ามไปยังโลกอื่นได้ใช่มั้ย" 

"ค่ะ ต้องการแบบนั้น" 

"มีคนที่พอรู้เรื่องพวกนี้อยู่บ้าง พวกเราจะช่วยตามที่เธอขอ" 

"แต่ถึงจะพูดแบบนั้นฉันก็คงช่วยอะไรพวกคุณมากไม่ได้หรอกนะคะ ให้ฉันไปสู้หรืออะไรแบบนั้นคงไม่ได้หรอก" 

"ใช่ ฉันก็ว่างั้นแหละแต่เธอต้องทำ" 

"อะไรนะ?" 

"มันไม่ยากหรอกฉันไม่ได้ให้เธอทำอะไรมากมายด้วยซ้ำ ถึงจะเป็นผู้พิทักษ์แต่สุดท้ายก็เป็นแค่มนุษย์ธรรมดาคนนึงเท่านั้นมีเจ็บตายได้เหมือนคนทั่วไป ที่ฉันต้องการคือยิ่งรวมคนได้มากมันก็ยิ่งได้เปรียบก็แค่นั้นถึงตอนแรกจะหวังให้เธอสู้ก็เถอะ แต่ตัวแค่นี้ฉันก็ไม่หวังอะไรแล้ว" 

"แล้วแบบนี้จะให้ฉันทำอะไรล่ะคะ" 

"พวกเรากำลังตามหาแหล่งพลังงานอยู่ ต้องหามันให้เจอก่อนพวกเขาจะเจอแล้วยึดเป็นของตัวเองใช้ตั้งตนเป็นใหญ่แล้วควบคุมคนอื่น" 

"ก็นั่นแหละค่ะจะให้ทำอะไรล่ะคะ" 

"หาแหล่งพลังงานนั้นให้พวกเราซะ" 

"คุณไม่รู้แล้วฉันจะไปรู้ได้ไงบ้าหรือเปล่า" 

"คนที่รู้มีแค่ผู้พิทักษ์" 

"แล้วผู้พิทักษ์ที่ว่ามันมีคนเดียวบนโลกรึไงคะ" 

"ใช่ เหลือเธอเป็นคนสุดท้ายแล้ว" 

เด็กสาวขมวดคิ้วรู้สึกพูดไม่ออกเพราะเพียงได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกว่ากำลังต้องแบกรับอะไรบางอย่างเอาไว้หนักอึ้งและล้มลงมาไม่ได้เด็ดขาด 

"เดี๋ยวค่ะ หาแล้วพวกคุณจะทำอะไรได้คะ" 

"เธอก็ผลึกมันซะอย่าให้ใครเอาไปใช้ได้" 

"ทำลายไม่ได้เหรอ มันน่าจะง่ายกว่ามั้ย" 

"มันคือสิ่งที่ทำให้โลกดำรงอยู่ได้เราจึงได้แค่ผลึกมันไม่ให้ใครนำไปใช้แต่พลังงานข้างในผลึกนั้นยังคงสมดุลให้โลกเหมือนเดิม" 

เทเรซ่าพยายามใช้สมองอย่างหนักเพื่อทำความเข้าใจกับสิ่งที่เขาพูด 

"แต่ถึงแบบนั้นฉันก็ไม่รู้ ฉันจะไปรู้ได้ไงกันคะเนี่ย" 

"ถ้ามันไม่ได้จริงก็ไม่เป็นไรพวกเราก็พยายามตามหาอยู่แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือเธอห้ามตกไปเป็นของคนพวกนั้น เพราะเธอคือคนสุดท้ายแล้วและถ้าพวกเขาได้พลังจากเธอไปเขาก็จะยิ่งแกร่งขึ้น" 

"ฉันดูเหมือนคนที่มีอะไรให้เอาไปได้ด้วยเหรอคะ" 

"เธออาจจะไม่รู้ว่าตัวเธอพลังเวทเยอะมากและเธอก็คุมมันไม่ได้ด้วย ระหว่างที่เธอพักฟื้นมาตลอดฉันต้องคอยดูดมันออกด้วยซ้ำเพื่อไม่ให้มันล้นมากเกินไปจนร่างกายเธอจะพังเอา" 

เทเรซ่ามองเขาด้วยความไม่ไว้ใจ แม้จะช่วยแต่เพราะความหวาดระแวงทำให้เธอกลัวว่าเขาคิดจะตลบหลังเธอหรือเปล่าแต่ก็ไม่กล้าถามออกไปเพราะเธอก็รู้สึกอีกใจว่าเขาคงไม่ใช่คนไม่ดีอะไร ช่างขัดแย้งกันอะไรขนาดนี้ 

"ยังไงก็ตามวันนี้ฉันรับเรื่องไม่ไหวแล้วค่ะ...ขอบคุณแล้วกันนะคะที่ช่วยฉัน" 

จะบ้าตายเหมือนหัวจะมึนตึ้บไปหมดเพราะฟังเรื่องราวจากเขา แม้จะยังไม่เข้าใจทั้งหมดแต่ก็เข้าใจว่าเราต้องสู้กับอีกฝ่ายแค่นั้นสั้นๆเลยเพื่อปกป้องแหล่งพลังงานไม่ให้ตกไปเป็นของใคร

"ก็ตามนั้น เดี๋ยวอาหารจะถูกจัดเข้ามาโดยพยาบาลของที่นี่ เรื่องที่อยู่และอาหารการกินพวกเราจะจัดการให้เอง" 

"ขอบคุณค่ะ" 

เจ็บคอจัง นี่ฝืนพูดยาวขนาดนี้มาได้ไงกันนะ เขาเองก็เหมือนกันที่ต้องมาทนอธิบายฉันยาวเหยียดขนาดนี้ยีงไม่ทันได้รู้จักชื่อเลยแต่ดูแล้วเขาคงจะเป็นคนที่มีอำนาจแน่ๆสำหรับที่นี่เพราะเขาดูมีภูมิฐานน่าเกรงขามและอีกๆหลายอย่างที่รู้สึกสัมผัสได้ ถ้าเป็นคนที่นี่ที่ไม่ใช่คนธรรมดากันพวกเขาจะต้องช่วยฉันได้แน่ 

"ว่าแต่คุณชื่ออะไรคะ" 

"ลีวาน" 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 37 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

310 ความคิดเห็น