end ss1 [FIC ATTACK ON TITAN] The Miracle of Destiny (Levi x Teresa) #คุณสามีของเทเรซ่า

ตอนที่ 4 : Chapter3:จดหมายที่ไม่มีชื่อผู้ส่ง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,427
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 394 ครั้ง
    14 ธ.ค. 63

Chapter3:จดหมายที่ไม่มีชื่อผู้ส่ง

 

“เทเรซ่าหัวหน้าให้มาตามขึ้นไปบนห้องน่ะ” 

เอเลนลงมาจากบันไดและเรียกฉันที่กำลังล้างจานเหลืออยู่อีกเพียงไม่กี่ใบก็จะเสร็จจึงพยักหน้าและรีบเร็วขึ้นเพราะกลัวจะโดนหัวหน้ารีไวล์บ่น 

ว่าแต่หัวหน้ารีไวล์จะเรียกฉันทำไมนะ ร้อยวันพันปีไม่เคยคิดจะเรียกฉันทำไมวันนี้ถึงเรียกกัน หรือว่าฉันทำงานพลาดงั้นเหรอ 

ฉันรีบก้าวขึ้นบันไดอย่างเร่งรีบและมาหยุดอยู่หน้าประตูห้องที่ปิดเอาไว้แล้วเคาะสักสองสามทีก่อนจะได้ยืนเสียงตอบรับกลับมาเป็นเชิงอนุญาตว่าให้เข้าไปได้ 

ฮือ…จะเข้าไปดีมั้ยนะ ฉันจะโดนทำโทษหรือถูกดุอะไรมั้ย หรือว่าเขาอาจจะไม่พอใจอะไรสักอย่างแล้วเรียกฉันมาด่าแน่ๆ เลยทำยังไงดี! 

“เคาะแล้วก็เปิดเข้ามาไม่ใช่มายืนรอให้คนเขาออกมาเปิด ประตูมันไม่ได้ล็อค” 

ฉันถอยหลังออกทันทีที่ประตูถูกเปิดออกมาพร้อมคนตรงหน้าที่ชักสีหน้าหงุดหงิดใส่และดึงแขนฉันเข้ามาหาตัวเขา ไม่เห็นโรแมนติกเหมือนในหนังเลยเจ็บก็เจ็บจนเหมือนกับแขนแทบขาดแถมยังโดนมองตาขวางใส่อีก 

“คือหัวหน้ามีอะไรหรือเปล่าคะ” 

ฉันโดนลากเข้ามาในห้องของเขาที่ทั้งเป็นระเบียบ สะอาด และเรียบร้อยแน่นอนว่าเป็นฝีมือของเขาแน่ๆ ที่จัดการทำความสะอาดได้ขั้นเทพและไร้ที่ติขนาดนี้ แต่ว่าฉันก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าเขาเรียกฉันมาทำไมกัน 

“หรือว่าหนูทำอะไรผิดไปรึเปล่าคะ” 

“ก็เปล่านี่ อย่าร้อนตัวสิ” 

แล้วแบบนี้เขามีอะไรจะพูดกันแน่เนี่ย 

“สรุปว่าหัวหน้าเรียกหนูขึ้นมาทำไมเหรอคะ?” ฉันเอียงคอถามด้วยความสงสัย 

“หรือว่าหัวหน้าจะพาออกไปข้างนอกเหรอคะ!” 

“บ้ารึไง เรื่องอะไรฉันจะพาเธอออกไปข้างนอกด้วย” 

เทเรซ่าที่ได้ยินเช่นนั้นก็หน้าหงอยลงทันที เขาเมื่อเห็นเช่นนั้นจึงถามเธอที่ยืนเม้มปากทำหน้าผิดหวังอยู่ด้วยความสนใจ 

“อยากไป?” 

“อยากไปค่ะ! แต่หัวหน้ารีไวล์คงไม่ให้ไปสินะคะ” 

เห็นสีหน้าตาลุกวาวตอนบอกว่าอยากไปเขาก็นึกขึ้นได้ว่าจะออกไปซื้อชาดำที่เขาชอบในเมืองเพราะมันใกล้จะหมดเต็มทีแล้ว ก็ถ้าเกิดไปพร้อมเขาก็คงไม่เป็นไร 

“ตามมาสิ” 

“เอ๊ะ? หมายความว่าจะพาหนูไปข้างนอกด้วยเหรอคะ” 

“ฉันจะออกไปซื้อชา อยากไปก็ตามมา” 

. 

. 

นี่เป็นครั้งแรกของฉันที่ได้ขี่ม้าจริงๆ แบบนี้โดยมีหัวหน้ารีไวล์คอยควบม้าไว้ให้ มัน..มันตื่นเต้นและรู้สึกหน้าร้อนขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ลมหายใจที่รดรินอยู่ตรงต้นคอมันจักจี้และทำให้ใจเต้นแรงเมื่อได้อยู่ใกล้ชิดเขาถึงขนาดนี้ ฉันแอบหันหลังไปมองเขา สายตาจับจ้องไปที่ใบหน้าคมเข้มและดูดีแม้จะอายุสามสิบต้นๆ แล้วก็ตาม ที่สำคัญฉันต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ ที่ชอบกลิ่นตัวของเขา ถ้าเขารู้เข้าต้องด่าฉันว่าโรคจิตแน่เลย 

สายลมที่พัดผ่านขึ้นมาตีหน้าและสัมผัสกับผิวฉันทำให้รู้สึกหนาวนิดหน่อยเพราะฉันเป็นคนขี้หนาวแต่ในขณะเดียวกันฉันก็ขี้ร้อนง่ายด้วยเหมือนกัน ที่นี่อากาศดีนะค่อนข้างไปทางเย็นด้วยฉันเลยยังไม่ค่อยชินนักแต่ถามว่าชอบมั้ยก็นี่ล่ะอากาศที่ฉันต้องการเลย 

“หัวหน้าคะขี่ม้ายากหรือเปล่า” 

“ก็ถ้าฝึกก็ขี่ได้” 

ฉันถามว่ายากหรือไม่ยากต่างหาก! รู้อยู่แล้วน่ะว่าของแบบนี้ถ้าฝึกไปเรื่อยๆ ก็ขี่ได้ 

“เธอไม่เคยขี่ม้ามาก่อนรึไง” 

ฉันส่ายหน้าแทนคำตอบให้ อยู่ที่นั่นมีแต่ขึ้นรถไฟฟ้า รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ หรือขึ้นBTSไรงี้ จะว่าไปก็ชอบBTSมากเลยนะเพลงเขาเพราะมากผู้ชายก็หล่อทุกคน 

คนละBTSมั้ยล่ะ… 

“ถึงแล้ว” 

เขาหยุดม้าให้นิ่งสนิทและลงจากอานม้ามาพร้อมกับอุ้มฉันจนลอยลงมาจนขาแตะพื้นได้อย่างปลอดภัย การโดนหัวหน้ารีไวล์แตะเนื้อต้องตัวและอุ้มแบบนี้นี่มันดีต่อใจมากๆ เลยนะชอบที่สุดเลย! 

ได้มาเดินกันในตลาดกันแค่สองคนด้วย ถ้าไม่นับว่าต้องมาซื้อยาก็เหมือนเดทดีๆ นี่เอง ถึงหัวหน้ารีไวล์จะไม่คิดงั้นก็เถอะแต่ว่าฉันนับว่ามันเป็นเดทจะได้มั้ยนะ? 

หัวหน้ารีไวล์ผูกม้าไว้กับต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งเพื่อกันไม่ให้เจ้าม้าตัวใหญ่หายไปไหนก่อนจะเดินนำเข้าตลาดไป ที่ตลาดนี่มันให้กลิ่นอายคล้ายๆ กับที่โลกฉันอยู่เลยเพียงแต่ความโหวกเหวกโวยวายของที่นี่แทบไม่มีเลยด้วยซ้ำแต่คนที่อยู่พลุกพล่านตามทางเดินมันวุ่นวายนักจริงๆ 

ข้างๆ มีทั้งแผงขายผักและปลาน้ำจืด บางร้านก็อบขนมปังขายหรืแไม่ก็ขายของจิปาถะแตกต่างออกกันไป แล้วว่าแต่ที่นี่จะมีร้านขนมอร่อยๆ ให้กินหรือเปล่านะ? 

“เอ๊ะ?” 

ไม่รู้ว่าฉันเดินเพลินไปหรือเปล่าแต่พาจะมองหาหัวหน้ารีไวล์อีกทีฉันก็หาเขาไม่เจอแล้ว เขาเดินไปไหนกันแล้วฉันอยู่ส่วนไหนของที่นี่กันเนี่ย เป็นแบบนี้ฉันจะทำยังไงดีที่นี่ไม่มีจุดประชาสัมพันธ์เด็กหายเหมือนในห้างสักหน่อย 

“หลบๆ ๆ ๆ เกะกะทางจริงไม่เห็นรึไงว่าคนเขาจะทำมาหากินน่ะ” 

ฉันตัวเซไปตามแรงกระแทกของคุณลุงที่แบกลังใหญ่ๆ ผ่านมาก่อนจะก้มลงขอโทษและหันมองทุกรอบทิศทางเพื่อหาหัวหน้ารีไวล์ 

“โอ๊ย!” 

“เธอนี่มันคลาดสายตาไม่ได้เลยจริงๆ” 

มือใหญ่กระชากตัวเทเรซ่ามาชนกับแผงอกตัวเองและเลื่อนมาจับที่มือนิ่มของเจ้าตัวที่ยืนเอ๋อไม่รู้เรื่องอะไรอยู่ คนตัวเล็กหันหน้ามาสบตากับเขาก่อนจะรีบถอยกรูดอีกทีและโดนเขาดึงเข้ามาอีกรอบ 

“มันจะชนคนอื่นแหกตาดูบ้าง” 

“ขอโทษค่ะ หนูแค่ตื่นเต้นไปหน่อย” 

“แล้วอย่าปล่อยมือฉันล่ะ” 

ฉันกะพริบตาปริบๆ และเลื่อนสายตาลงมามองมือของฉันที่ถูกจับตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ หวา..อย่างนี้เขาก็รู้หมดสิว่าฉันกำลังตื่นเต้นอยู่เพราะมือของฉันมันเย็นเฉียบและชุ่มไปด้วยเหงื่อ และตอนนี้ฉันกำลังโดนเขาจับมืออยู่มันต้องเย็นขึ้นกว่าเดิมแน่ๆ 

“เดี๋ยวหนูจะเดินตามไม่ห่างหัวหน้าเลยค่ะแต่ว่าปล่อยมือหนูเถอะนะคะ” 

“รังเกียจรึไง” 

“เปล่านะคะหนูไม่ได้รังเกียจก็แค่..ก็แค่…ไม่ชินเฉยค่ะ” 

“ไร้สาระ” 

รีไวล์ดึงตัวเทเรซ่าให้เดินตามข้างๆ เขาแต่เพราะเขาเดินเร็วกว่าเธอเป็นเท่าตัวคนตัวเล็กจึงตามไม่ทันเมื่อเห็นดังนั้นเขาจึงปรับจังหวะการเดินเพื่อก้าวเท้าให้เธอเดินตามเขาได้ก่อนจะทำหน้าหงุดหงิดใส่ 

คนอะไรจะเดินช้าขนาดนี้… 

“หัวหน้าเป็นคนใส่ใจรายละเอียดดีจัง” 

“อะไรของเธอ?” 

“ก็แบบว่าหนูเดินตามหัวหน้าไม่ทัน หัวหน้าก็เลยเดินให้ช้าลงเพื่อตามหนูแทนใช่มั้ยล่ะคะ สุภาพบุรุษสุดๆ” 

“พูดบ้าอะไร ที่ฉันเดินช้าเพราะฉันคอยกวาดสายตาดูร้านข้างทางต่างหาก” 

“อ้าวเหรอคะ” 

หน้าแตกอีกแล้วเทเรซ่า แล้วทำไมอยู่ๆ ถึงกล้าพูดมากขนาดนี้เนี่ยรู้ทั้งรู้ว่าหัวหน้ารำคาญก็ยังจะทำให้เขารำคาญเพิ่มอีก 

“ร้านที่หัวหน้าจะซื้อชาดำอยู่ไหนเหรอคะ” 

“เธอจะถามอะไรนักหนา เดินตามมาก็สิ้นเรื่อง” 

“หนูแค่อยากคุยกับหัวหน้านี่คะ” 

“จะให้ฉันบอกอีกกี่ครั้งว่าฉันไม่ชอบคุยกับคนแปลกหน้า” 

“แล้วหนูจะเป็นคนแปลกหน้าของหัวหน้าไปได้ตลอดชีวิตเลยเหรอคะ” 

“ก็คงงั้น” 

อารมณ์ฉันตอนนี้มันเหมือนคนอยากงอนแต่ต้องหายเองชัดๆ เพราะอีกฝ่ายเขาไม่แคร์หรือสนใจด้วย หัวหน้ารีไวล์เย็นชากว่าที่คิดไว้เสียอีก ถ้าเกิดไม่เป็นฝ่ายเอ่ยปากพูดก่อนเขาก็จะไม่พูด แต่พอพูดก็ชอบทำร้ายจิตใจคนอื่นอีก 

จริงๆ หัวหน้ารีไวล์เป็นคนนิสัยดีนะ แต่ฉันก็ต้องเข้าใจด้วยว่าที่เขาเป็นแบบนี้หรือไม่ค่อยอยากมาเสวนากับฉันนักเป็นเพราะฉันเป็นคนไม่น่าไว้วางใจมาจากที่อื่นและถูกมองว่าสติฟั่นเฟือนอีกด้วย ดีแค่ไหนแล้วที่เขาไม่ได้รังเกียจแล้วจิกหัวใส่อะไรแบบนั้น 

“ฉันบอกว่าก็คงงั้น” 

“???” 

เมื่อกี๊เขาหมายความว่ายังไงเหรอ หรือว่าเขาไม่ได้พูดกับฉันแต่ว่าเราก็เดินกันแค่สองคนนี่นาก็แสดงว่าพูดกับฉันน่ะสิแล้วเขาต้องการจะสื่ออะไรกัน 

“ถึงร้านแล้ว” 

พวกเราหยุดตรงหน้าร้านชาที่พอก้าวไปในร้านแล้วกลิ่นแรกที่โชยแตะจมูกเลยคือกลิ่นของใบชาต่างๆ หลากหลายชนิดที่ถึงจะแยกไม่ถูกแต่มันก็หอมเอามากๆ เลย จริงๆ แล้วฉันก็ชอบกินชาดำเหมือนกันนะแต่ว่าไม่ได้ชอบเท่าหัวหน้ารีไวล์ขนาดนั้นถ้าเกิดเป็นชานมไข่มุกก็ว่าไปอย่าง 

คิดถึง…ชานมไข่มุกจัง 

“มัวยืนเหม่ออะไรอยู่ ไปได้แล้ว” 

“หัวหน้าซื้อเสร็จแล้วเหรอคะ ทำไมเร็วจัง” 

“ฉันไม่ชอบทำอะไรชักช้า” 

เหมือนโดนแซะเรื่องที่ฉันเดินช้าเลยแฮะ… 

พวกเราเดินกันมาเรื่อยๆ โดยที่ฉันได้ของกลับมาคือหนังยางสำหรับมัดผมและริบบิ้นสองเส้น การเดินกับหัวหน้ารีไวล์นี่มันยากกว่าที่คิดอีกแฮะจะอยู่เงียบๆ ก็อึดอัดจะชวนคุยก็โดนด่าว่าน่ารำคาญอีกเหนื่อยใจจัง 

“พี่ๆ พี่สาวฮะ มีคนฝากจดหมายมาให้เขาบอกว่าเป็นญาติพี่อะฮะ” 

“หืม?” 

จู่ๆ ก็มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งวิ่งมาแล้วดึงแขนเสื้อฉันเอาไว้พร้อมกับยื่นจดหมายฉบับนึงมาทางฉันแต่ก็ถูกหัวหน้ารีไวล์ริบไปไว้ในมือก่อนจะไล่เด็กคนนั้นไปและไม่ยอมให้จดหมายฉบับนั้นแก่ฉัน 

“กลับ” 

“ไม่เปิดมันอ่านก่อนล่ะคะน่าสงสัยออกแบบนี้มันค้างคาใจหนูนะคะ” 

“ฉันอ่านเอง” 

รีไวล์เปิดซองจดหมายและหยิบกระดาษเก่าๆ ที่มีรอยเปื้อนเลือดเก่าๆ ติดอยู่ แต่เขาไม่สามารถอ่านออกได้นี่มันภาษาของอะไรกัน เขาไม่เคยเห็นมันมาก่อนสักนิด 

“หนูอยากอ่านบ้าง” 

ฉันเผลอดึงกระดาษออกจากมือของเขาอย่างเสียมารยาทและกวาดสายตาไล่อ่านตั้งแต่บรรทัดแรกยันบรรทัดสุดท้าย นี่มันภาษาของโลกฉันชัดๆ คนที่จะเขียนภาษาแบบนี้ได้ก็ต้องเป็นคนที่มาจากที่เดียวกันกับฉันแต่ทำไมดูเหมือนว่าจะไม่ใช่พวกเดียวกันนะ 

'ทำไมถึงยังไม่ตายอีก' 

รู้ได้ยังไงกันว่าเกิดอะไรขึ้นกับฉัน? 

“เธออ่านมันออกเหรอ” 

“อ่านออกสิก็นี่เป็นภาษาของโลกหนู” 

เอาจริงๆ ถึงตอนนี้รีไวล์ยังคงคิดว่าเธอเพี้ยนอยู่ด้วยซ้ำ เขาคิดว่าเธอเป็นคนนอกกำแพงส่วนนี่ก็เป็นภาษาของเธอที่มีแค่คนพวกเดียวกับเธอเท่านั้นที่สามารถอ่านได้แต่เธอก็ยังเพ้อเจ้อพูดกับเขาว่ามาจากต่างโลกอีก 

“กลับกันเลยเถอะค่ะ” 

“ก็คงต้องเป็นงั้นอยู่แล้ว” 

. 

. 

“ถึงจะเป็นภาษาที่หนูเข้าใจแต่หนูก็อ่านไม่ออกหรอกนะคะว่ามันแปลว่าอะไรเพราะลายมือมันเละยังกับไก่เขี่ย” 

“ตอนเธอเอาจดหมายไปอ่านเธอหน้าซีด ถ้าอ่านไม่ออกจะทำหน้าอย่างนั้นทำไม” 

“ก็แค่ตกใจที่มีจดหมายส่งมาถึงหนูแล้วพอเปิดอ่านเห็นเป็นภาษาเดียวกันกับที่หนูใช้ เป็นหัวหน้าจะไม่ตกใจหน่อยเหรอคะ” 

“ถ้าเธออ่านมันไม่ออกเพราะลายมือเละจริงเธอจะรู้ได้ว่ามันคือภาษาของเธอ” 

ฉันเถียงจนโดนเขาต้อนจนมุม อุตส่าห์ตีหน้าซื่อและเนียนที่สุดแล้วนะแต่ก็ยังหัวหน้ารีไวล์จับได้ ลืมคิดเรื่องนี้ไปเสียสนิทเลยถ้าเกิดฉันอ่านไม่ออกจริงจะรู้ได้ยังไงกันว่ามันเป็นภาษาของโลกฉัน 

“เธอเถียงฉันไม่ได้เพราะจริงๆ เธออ่านมันออก” 

รีไวล์มองเทเรซ่าที่ดูนิ่งเกินกว่าเหตุและเม้มปากแน่นราวกับกำลังปิดบังอะไรบางอย่างไว้อยู่ มือไม้ที่อยู่ไม่นิ่งกำกระโปรงแน่นแบบนั้นมีหรือเขาจะดูไม่ออกว่าเธอกำลังกลัวเขาอยู่ 

“มันเป็นเรื่องส่วนตัวนี่คะ ทำไมหนูต้องบอกหัวหน้าด้วย” 

“เธออยู่ที่นี่ในฐานะอะไรลืมแล้วเหรอ คิดว่าในสถานะแบบนี้เธอมีสิทธิความเป็นส่วนตัวกันด้วยรึไง?” 

“ก็ถึงพูดไปก็ไม่มีใครเชื่อหนูอยู่แล้วทำไมต้องพูดกันด้วยล่ะคะ” 

"ถ้าเธอลองพูดมาก็จะพิจารณาอีก” 

ฉันลังเลใจอยู่สักพัก นี่ฉันไม่ได้ถูกกดดันแค่เขาอยู่คนเดียวนะแต่ทุกคนก็นั่งหันมามองฉันเป็นทางเดียวกันอีกด้วย แต่ก็นั่นสินะถ้าเกิดเรามั่นคงและยืนยันว่าทุกเรื่องที่เราพูดเป็นเรื่องจริงต่อไปเรื่อยๆ สักวันทุกคนอาจจะเชื่อก็ได้ 

“ในจดหมายเขียนไว้ว่าทำไมหนูถึงยังไม่ตายค่ะ ก่อนมาอยู่ที่นี่หนูประสบอุบัติเหตุมาจนเกือบตายแต่ก็รอดมาได้ รู้สึกตัวอีกทีก็ฟื้นขึ้นมาเจอทุกคนที่นี่ คาดว่าคนที่ส่งจดหมายมาน่าจะเป็นคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ตอนนั้นน่ะค่ะ” 

“เดี๋ยวก่อนนะครับ ถ้าเกิดว่าเป็นอย่างนั้นก็หมายความว่ามีคนอื่นนอกจากเธอมาที่นี่ด้วยไม่ใช่เหรอ” 

อาร์มินที่นั่งฟังฉันอย่างตั้งใจพูดแทรกขึ้นมา ที่เขาพูดก็ถูกนะถ้าเป็นแบบนี้แล้วนั่นก็แสดงว่ามีใครบางคนนอกจากฉันที่มาจากที่อื่นเหมือนกัน และแน่นอนว่าเขาต้องเกี่ยวข้องอะไรกับฉันแน่ 

“ใช่ คงเป็นอย่างนั้นหมายความว่ามีคนนอกอยู่ในนี้อีกนอกจากฉันและต้องคอยดูอย่างใกล้ๆ แน่ไม่งั้นจะรู้ได้ยังไงกันว่าฉันอยู่ไหน” 

“พวกเราจะเชื่อได้แค่ไหนว่าในจดหมายนั่นเขียนแบบนั้นจริง ไม่ใช่เธอกุเรื่องขึ้นมาเอง” หัวหน้ารีไวล์ถาม 

“ก็ถ้าไม่มีใครเชื่อ หนูก็ไม่รู้จะพิสูจน์ยังไงแล้วค่ะ” 

. 

. 

สารภาพตามตรงว่าเรื่องจดหมายนั่นทำให้ฉันคิดมากและรู้สึกกังวลอย่างบอกไม่ถูก ซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่อให้พยายามทำให้ทุกคนเชื่อใจยังไงก็ไม่มีใครเชื่อสักทีจนรู้สึกท้อแท้ 

ใบหน้าใสมุดลงใต้ผมห่มผืนบางหวังให้ความอบอุ่นจะช่วยกล่อมให้เธอนอนได้หลับบ้าง 

รู้สึกเจ็บที่ก้นกับศีรษะเหมือนกันนะเนี่ยก่อนหน้านี้ที่เล่นตัวไม่ยอมบอกก็โดนหัวหน้ารีไวล์เหวี่ยงลงกับพื้นกระแทกศีรษะลงกับกำแพง นี่ฉันเป็นผู้หญิงนะถึงจะเป็นนักโทษก็น่าจะเห็นใจกันหน่อยบ้าง 

เสียงฝีเท้าเดินย่องเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ฉันจึงหลับตาลงแกล้งทำเป็นหลับสนิท ทันใดนั้นประตูกรงเหล็กก็ถูกเปิดมาพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่เดินมาหยุดตรงหน้า 

“ฉันรู้ว่าเธอยังไม่หลับ” 

“กำลังจะนอนค่ะ” 

พอได้ยินเสียงแรกที่เป็นของหัวหน้ารีไวล์หัวใจก็เริ่มเต้นแรงและอุ่นใจขึ้นมาเล็กน้อย ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรการที่เขาอุตส่าห์เดินลงมาถึงที่นี่ฉันก็ดีใจจนบอกไม่ถูกแล้ว 

“หัวหน้ามีอะไรหรือเปล่าคะ?” 

“แค่อยากรู้ว่าเรื่องที่เธอเล่ามากกว่านี้” 

“ไหนบอกไม่เชื่อกันไงคะ” 

ฉันยันตัวลุกขึ้นมาจากเตียงแข็งแล้วนั่งด้วยความงัวเงีย ถึงจะนอนไม่หลับแต่ก็รู้สึกง่วงตลอดเวลาเลยแฮะ 

“ฉันบอกแล้วไงว่าจะไปพิจารณาที่หลังเอง” 

“เรื่องประสบอุบัติเหตุน่ะเหรอคะ หนูก็ไม่รู้เหมือนกันเพราะภาพมันตัดไปเลยรู้ตัวอีกทีก็ตื่นมาพบกับทุกคนก็แค่นั้นเองค่ะ อีกอย่างถึงมีอะไรมากกว่านั้นเล่าไปก็ไม่มีใครเชื่ออยู่นี่คะ” 

รีไวล์เหลือบดวงตาของเธอยืนนิ่งอย่างใช้ความคิด ดวงตาของเธอไม่ได้โกหกแต่เขาก็ปักใจเชื่อไม่ได้จริงๆ ว่าที่พูดนั้นไม่ได้แต่งเรื่องขึ้นมาเอง 

“ก็รู้ว่ามันเชื่อยากแต่ถ้าเกิดหนูเป็นศัตรูจริงคงไม่ยอมให้ถูกจับได้ตั้งแต่แรกแล้วนอนอยู่ในคุกทุกวันหรอกนะคะ อีกอย่างหนูสู้ไม่เป็นด้วยซ้ำแต่จีบมีดหั่นผักได้ก็ดีใจแค่ไหนแล้วค่ะ” 

“พรุ่งนี้มาหาฉันที่ห้อง” 

“ทำไมเหรอคะ?” 

“ก็พรุ่งนี้อยู่ไม่ได้ไปทำงานไหน นี่เป็นโอกาสดีที่ฉันจะคอยจับตาดูพฤติกรรมเธออย่างใกล้ชิด” 

ทำไมอยู่ๆ หน้าฉันก็เห่อร้อนขึ้นมากันเนี่ย เพราะเขินที่เขาพูดเหรอหรือเขินที่เขาชวนเธอเข้าห้องกัน นี่ถ้าเป็นพระเอกนิยายหรือละครหลังข่าวต้องพาไปทำอะไรแน่ๆ เลย แต่ยัยบ้าเอ๊ย! ก็รู้อยู่ว่าหัวหน้ารีไวล์ไม่ใช่คนแบบนั้นแล้วฉันจะคาดหวังหรือจินตนาการเพ้อฝันไกลไปทำไม 

“แล้วก็แผลตรงหน้าผากที่โดนฉันกระแทกกับกำแพงคงไม่เป็นไรหรอกนะแผลแค่นั้น” 

“แผลแค่นั้นแต่มันเจ็บมากเลยนะคะ หน้าเละกว่าเดิมอีก” 

“นี่ยังไม่เข้าใจอีกรึไง” 

“???” 

ฉันจับรอยแผลตรงหน้าผากของตัวเองและเอียงคอสงสัยกับคำถามของหัวหน้ารีไวล์ ก็รู้อยู่หรอกนะว่าหัวหน้ารีไวล์เป็นคนพูดอะไรเข้าใจได้ยากแค่ก็ไม่นึกว่าจะพูดไม่รู้เรื่องขนาดนี้ 

“การที่ฉันมาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบอย่างนี้มันหมายความว่าฉันก็ไม่ได้เกลียดขี้หน้าเธออะไรมากนักยังไงล่ะ” 

“ฉันแค่รำคาญตอนเธอทำหน้าสลดเวลาฉันด่า อย่าคิดว่าฉันจะไร้เหตุผลเกลียดขี้หน้าเธอเพียงเพราะเธอเป็นคนนอกล่ะ” 

“เอ่อ…” 

เหมือนจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจแฮะ แต่ฟังแล้วรู้สึกดีขึ้นมาแบบแปลกๆจัง 

“คนเราได้รับโอกาสกันได้ขึ้นอยู่กับว่าเธอประพฤติตัวยังไง” 

“ปกติแล้วหัวหน้าดูไม่ใช่คนไว้ใจใครง่ายๆ ไม่ใช่เหรอคะทำไมถึงดูใจดีกับหนูกันล่ะคะ?” 

“เพราะว่าเธอมันเด๋อไง” 

เด๋อ…ฉันไปเด๋อด๋าใส่เขาตอนไหนกันไม่เห็นรู้เรื่องเลย หัวหน้ารีไวล์โมเมเองรึเปล่า! 

“หนูไม่ได้เด๋อนะ ไม่สิถึงหนูจะเป็นอย่างนั้นแล้วมันเกี่ยวอะไรกันล่ะคะ” 

“ก็แค่ลองคิดดูเล่นๆ ว่าถ้าเป็นศัตรูจริงจะส่งคนที่ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง ซุ่มซ่าม หรือไร้เรี่ยวแรงแบบนี้มาเหรอ” 

ถึงจะเหมือนโดนด่าอยู่นิดหน่อยแต่ก็ช่างมันเถอะแบบนี้แสดงว่าเขาเองก็เริ่มเชื่อใจขึ้นทีละนิดอย่างนี้สินะฉันเข้าใจถูกรึเปล่า? 

“ขอบคุณนะคะ” 

ใบหน้าหวานเคลือบยิ้มบางๆ ออกมา รีไวล์ได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วไม่เข้าใจว่าเธอขอบคุณอะไรเขากัน อ่อ…หรือว่าจะขอบคุณที่เขาไม่ได้อคติเธอนักกัน ถ้าเรื่องแค่นี้ไม่เห็นจะมีอะไรให้น่าขอบคุณตรงไหนเลย ก็แค่พูดไปตามที่เห็นว่ายัยเด็กนี่มันเซ่อซ่าขนาดไหนก็เท่านั้นเอง 

“หัวหน้ารีไวล์นี่ใจดีเหมือนที่คิดไว้จริงๆ ด้วย” 

“ฉันไม่เคยบอกว่าตัวเองใจดี” 

“แต่การกระทำหัวหน้ามันก็บอกไม่ใช่เหรอคะว่าจริงๆ แล้วหัวหน้าใจดีมาก” 

“ถึงจริงๆ จะดุก็ตาม” 

เสียงหวานแผ่วเบาลงเล็กน้อยหวังไม่ให้คนตัวหนาได้ยืนสิ่งที่เธอพูดแต่ดูเหมือนเขาจะได้ยินตั้งแต่ต้นจนจบประโยคเลยด้วยซ้ำจึงเขกหัวเธอเข้าไปหนึ่งที 

“อย่าลืมล่ะพรุ่งนี้มาหาด้วย” 

"รับทราบค่ะหัวหน้ารีไวล์" 

"แล้วก็" 

เขาเว้นช่วงทิ้งไว้พักหนึ่ง ฉันจึงเอียงคอถามว่าเขาจะพูดอะไร 

"ราตรีสวัสดิ์" 

รอยยิ้มบางๆที่ยิ้มออกมาอย่างเป็นธรรมชาติเต็มไปด้วยความบริสุทธิ์และไร้เดียงสาของใบหน้ามนเผยออกมา แม้จะรู้ว่าเขาไม่ได้ชอบเธอเท่าไหร่นักแต่ก็เป็นสัญญาณอีกหนึ่งอย่างที่ทำให้เธอรู้สึกได้ว่าเขาเว้นระยะห่างจากเธอน้อยลงแล้ว 

"หัวหน้าเองก็ฝันดีนะคะ" 

ให้ตายสิ...ใจเต้นแรงไม่หยุดเลยเทเรซ่า 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 394 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

310 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 5 พฤษภาคม 2564 / 20:24
    เธอ เราว่าเราเป็นคนเดียวแน่เลย เห็นคำว่าบีทีเอสไม่ได้ ฉกฮาๆของเมเบอร์ในวงมันจะลอยมาทันที555
    #310
    0
  2. #176 pndjl (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 มกราคม 2563 / 14:32
    อ่านช่วงหลัง นี่ขำไม่หยุดเลย555
    #176
    0
  3. #120 Natsu484-- (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 มีนาคม 2562 / 19:43
    สงสัยจะเมนส์มา555
    #120
    1
  4. #62 super_kk (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2561 / 22:11
    หนังยางรัดข้าวแกง55555555555555
    #62
    0
  5. #24 srtomimika (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2561 / 01:20
    รีไวล์ มีความเป็นห่วงเทเรซ่าจ้าาา //เขินนน. ≧∇≦
    #24
    1