end ss1 [FIC ATTACK ON TITAN] The Miracle of Destiny (Levi x Teresa) #คุณสามีของเทเรซ่า

ตอนที่ 37 : Chapter35:ทางที่ดีที่สุดคือเราไม่ได้พบกัน 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,189
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 102 ครั้ง
    19 พ.ย. 63

Chapter35:ทางที่ดีที่สุดคือเราไม่ได้พบกัน

เอาไงดีนะ ชวนหรือไม่ชวน รึว่าจะช่างมันดี ใจนึงก็อยากพาหัวหน้าออกไปข้างนอกเพราะกลัวว่าเขาจะเบื่อหรืออึดอัดที่ต้องอยู่ภายในบ้าน แต่ใจนึงก็กลัวว่าถ้าชวนออกไปแล้วอาจจะทำให้หัวหน้าปรับตัวไม่ได้หรือหัวหน้าไม่ชอบก็ได้

เอาไงดีนะ?

"คิดอะไรอยู่?"

"อย่ามาไม่ให้ซุ่มให้เสียงสิคะ!"

"ก็เห็นนั่งคิ้วขมวดอยู่เลยถาม"

"หนู...หนูแค่อยากชวนหัวหน้าออกไปข้างนอกเพราะอยากไปเที่ยวกับหัวหน้าด้วยกันบ้าง อีกอย่างหนูกลัวหัวหน้าจะอุดอู้เพราะอยู่แต่ในบ้าน แต่ใจนึงก็กลัวว่าหัวหน้าจะปรับตัวไม่ได้หรือไม่อยากไป"

"ไปสิ"

"งั้นไปวันนี้เลยได้มั้ยคะ หนู..หนูไม่ได้ตื่นเต้นหรือรีบร้อนอะไรหรอกนะ ก็แค่นะไปซื้อของเข้าบ้านเฉยๆ"

"เธอตื่นเต้นกว่าฉันอีกเทเรซ่า คนที่มันต้องตื่นเต้นควรจะเป็นฉันไม่ใช่รึไง"

"แต่หนูกำลังจะเป็นคนพาเที่ยวนะ ถ้าเกิดพาหลงขึ้นมาพวกเราจะกลับบ้านกันยังไงคะ"

"ก็ไม่ต้องไปไกลมากไง"

"จริงด้วย! งั้นๆๆไปเปลี่ยนชุดกันนะคะ"

ฉันวิ่งโลดเต้นไปมาค้นหาชุดในตู้ตัวเองเลือกชุดที่ใส่ในวันนี้ทั้งเขาและฉัน ไม่นานนักพวกเราก็ออกมายืนที่หน้าบ้านแล้ว

"โทษนะ แต่เธอเต็มยศเลยนะ"

หัวหน้ารีไวล์มองชุดของฉันที่เลือกใส่เดรสสีขาวเปิดไหล่กว้างสวมสร้อยจี้หัวใจ แหวนประดับอีกสามวงบนนิ้วมือขวาและอีกหนึ่งวงบนมือซ้าย มัดหางม้าแบบลวกๆด้วยริบบิ้นสีขาวตัดกับแว่นดำบนหัวอีกที

"แฮะๆ"

"แค่ซื้อของไม่ใช่เหรอ"

"ซื้อของก็ต้องสวยค่ะ"

"แล้วทำไมต้องใส่หน้ากาก"

"หัวหน้ารู้มั้ยคะที่นี่ฝุ่นเยอะมากๆๆๆๆไม่เหมือนกับที่นั่นที่อากาศปลอดโปร่ง ถ้าเกิดไม่ใส่หน้ากากให้กรองฝุ่นเอาไว้จะไม่ดีต่อสุขภาพนะคะถึงร่างกายจะแข็งแรงก็ต้องป้องกันไว้ก่อน"

"แล้วทำไมต้องใส่ชุดนี้"

"สวยใช่มั้ยล่ะคะ"

"รุงรัง"

ก็ไม่ได้รุงรังขนาดนั้นสักหน่อยอะโธ่เอ๊ย น่ารักขนาดนี้ใส่อะไรใครก็มองว่าน่ารักหมดเเหละ เช้อออ

"เปิดไหล่อีก"

"ให้เปิดไหล่เพิ่มเหรอคะ"

"หมายถึงชุดนี่ก็เปิดไหล่อีก ไม่มีอะไรอย่างอื่นให้ใส่รึไง"

"แต่ว่าไหล่หนูสวยนะ"

"แล้วคนอื่นจำเป็นต้องเห็นเหรอ"

"แหน๊ เขาเรียกว่าหวงนะคะ พี่รีไวล์หวงน้องก้อยด้วยแหละ!"

"เปล่านี่"

"สบายใจเถอะค่ะคนอื่นก็ได้แค่มอง แต่คนนี้มองได้ทั้งตัวและหัวใจเลยนะคะ"

เขินจังในที่สุดก็ได้ใช้วลีเด็ดนี้กับคนอื่นบ้างเสียทีอยากพูดมานานแล้ว แถมได้พูดกับหัวหน้ารีไวล์ด้วย!

"ให้ตายสิ"

หัวหน้ารีไวล์ยีหัวให้ฉันเบาๆ ในขณะที่มองรถมี่แล่นผ่านไปมาด้วยความสนใจ

"มันเรียกว่ารถค่ะ คล้ายๆเวลานั่งรถม้าแต่อันนี้จะไม่มีม้าให้คอยบังคับ แต่ว่าหนูก็ชอบขี่ม้านะหมายถึงชอบซ้อนหัวหน้า เพราะขี่เองไม่เป็น"

"มันมีหลายแบบถ้าแบบนี้จะเป็นรถส่วนตัว ส่วนรถยาวๆใหญ่ๆนั่นเป็นรถสาธารณะคนขึ้นได้หลายคน ที่เป็นสองล้อก็เป็นรถส่วนตัวเหมือนกันแต่เป็นคนละแบบ"

"ว่าแต่หัวหน้าคะขออะไรสักอย่างได้มั้ยคะ"

"อะไร"

"ขอใช้โทรศัพท์ตัวเองถ่ายรูปหัวหน้าได้มั้ยคะ"

"อยู่บ้านเธอก็ถ่ายทุกวี่ทุกวันจะมาขออีกทำไม"

"แฮะๆเขินจังอุตส่าห์แอบนะเนี่ย"

ฉันหัวเราะให้พลางหยิบโทรศัพท์มือถือราคาค่อนข้างแพงแต่ไม่แพงถึงที่สุดเพราะไม่กล้าซื้อมาใช้ขึ้นมาถ่ายรูป ขืนซื้อแบบแพงหูฉี่แล้วอยู่ๆตกน้ำข้ามไปโลกนู้นโลกนี้อีกฉันจะร้องไห้ตายแล้วนะ ไม่คุ้มบอกเลย

"ว่าแต่ที่นี่มันร้อนไปมั้ย มันร้อนขนาดนี่เลยเหรอ"

"สุดๆไปเลยค่ะ อยู่นี่ไม่อาบน้ำเหมือนที่นั่นไม่ได้นะ เหนียวตัวตายพอดี"

"ทำไมมันร้อนขนาดนี้"

"เพราะว่ามีคนร้อนแรงอย่างหัวหน้าอยู่ด้วยแน่เลยค่ะ"

"ไร้สาระ"

"แต่น่ารักที่สุดในโลกของหัวหน้าเลยนะ"

"แด๊ดแด๋จริงๆ"

.

.

เมื่อมาถึงห้างสรรพสินค้าชื่อดังที่แทบจะเป็นบ้านหลังที่สองของฉันได้ก็รู้สึกตื่นเต้นแปลกๆราวกับไม่เคยมามาก่อน ประตูอัตโนมัติเลื่อนเปิดพร้อมกับฉันที่เดินจับมือนำหัวหน้ารีไวล์เข้ามาแวะที่ร้านชานมไข่มุกก่อนเป็นอันดับแรก

"เธอเข้ามาเธอกินเลยเหรอ"

"ใช่ค่ะ ต้องกินอะไรหวานๆก่อนเลยเป็นอันดับแรก"

ฉันจ่ายเงินให้และรับแก้วชานมมาอย่างรวดเร็วก่อนจะจับมือเขาพาเดินไปที่อื่น

"ผู้หญิงพวกนั้นจ้องฉันทำไม"

"ก็หัวหน้าหล่อเกินไป หนูถึงได้รีบพาออกมา หนูหวงเป็นนะ"

"เด็กขี้หวง"

"แต่คนอื่นก็ได้แต่มองเท่านั้นแหละเนอะ เพราะหัวหน้าสนใจแค่หนูคนเดียวนี่นา"

"แด๊ดแด๋"

ถึงอีกฝ่ายจะพูดอย่างนั้นแต่ก็โอบไหล่หยิกแก้มด้วยความเอ็นดูเพราะทำอะไรก็น่ารักไปหมดอยู่ดี

"หัวหน้าไม่ต้องตื่นเต้นนะคะ ถึงจะแตกต่างจากโลกนั้นแต่หนูจะตื่นเต้นแทนเองค่ะ"

"อีกอย่างนะหนูอยากให้หัวหน้าเป็นคนเลือกของขวัญให้หนูด้วย"

"ของขวัญใคร"

"ของหนูไง ให้หัวหน้าเลือกเพราะหนูจะไม่เลือกเอง อยากให้ของชิ้นนั้นเป็นหัวหน้าที่เลือกให้ เดือนหน้าวันเกิดหนู"

"วันเกิดเธอ?"

"ใช่ค่ะ วันที่17เดือน11"

"ก็อายุจะ18แล้วสิ"

"ถึงจะแก่ขึ้นก็คงไม่เท่าหัวหน้าหรอกค่ะ"

"เดี๋ยวนี้ล้อเหรอ"

หัวหน้ารีไวล์ตวัดตามองฉันที่ทำหน้ายียวนใส่เขาอยู่

"ก็ห่างจากหัวหน้าตั้ง17ปีนี่นา"

"แก่ก็ผัวเธอ"

"อย่าให้หนูต้องรื้อฟื้นนะ หัวหน้าเคยบอกหนูด้วยแหละว่าหนูจะหาสามีไม่ได้"

"ขอโทษด้วยละกันที่มาเป็นซะเอง"

ฉันหลุดขำหัวเราะจนท้องแข็งแต่ก็ต้องพยายามกลั้นไว้เพราะกลัวคนอื่นจะหันมามองแล้วหาว่าฉันบ้า แต่จะให้ทำยังไงได้ก็มันขำจริงๆอะ จะว่าไปก็ตลกดีที่คนที่เคยด่าในวันนั้นกลายมาเป็นคุณสามีในวันนี้เสียได้

"ถึงจะ..ถึงจะ55555"

"หายขำก่อนค่อยพูดละกัน"

ฉันจับไหล่เขาแน่นพยายามหยุดแล้วแต่มันไม่ได้จริงๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่นะที่ยิ้มได้ขนาดนี้ ตั้งแต่ใช้ชีวิตมานอกจากรอยยิ้มแบบนี้ตอนที่อยู่กับเพื่อนก็ไม่เคยมีอีกเลย คงจะเป็นครั้งแรกในรอบปีและครั้งแรกในชีวิตด้วยซ้ำที่ได้หัวเราะจนแทบหายใจไม่ทันแบบนี้

"ถึงจะเป็นแบบนั้น555...ถึงจะเป็นแบบนั้นแต่ก็อยู่ด้วยกันไปนานๆนะคะ"

"มันจะดีมากถ้าเธอไม่ขำ"

"ขอโทษค่ะ5555"

.

.

หลังจากฉันซื้อของเสร็จ ฉันก็เดินเล่นมาแวะร้านอาหารข้างนอกห้างสักแป๊บนึงก่อนจะสะดุดตากับร้านขายเครื่องประดับที่มีพวกสร้อยและแหวนจึงหยุดดูสักพักนึง

"หัวหน้าสนใจแหวนคู่มั้ยคะ ไม่ต้องใส่ก็ได้แค่เก็บไว้เป็นที่ระลึก"

"แล้วแต่"

"สลักชื่อฟรีด้วยนะคะ คุณลูกค้าสนใจมั้ยเอ่ย"

"สนค่ะ สนๆๆ"

"ถ้างั้นลองไซส์แหวนก่อนนะคะ จะสลักว่าอะไรคะ"

"วงเล็กสลักเป็น L-E-V-I ส่วนวงใหญ่เป็น T-E-R-E-S-A"

รอไม่นานแหวนทั้งสองวงก็ถูกสลักจนเสร็จ ฉันจ่ายเงินแล้วเดินออกมาหาม้านั่งที่ลานกว้างก่อนจะนั่งดูแหวนอย่างไม่วางตา

"สลับชื่อกันเหรอ"

"โอ๊ะ! รู้ด้วยเหรอคะ"

"ก็เธอชอบมานั่งเขียนชื่อฉันแล้วชี้ให้ดูว่าเขียนแบบนี้"

"ค่ะ แหวนวงหัวหน้าเป็นชื่อหนู ส่วนของหนูเป็นชื่อหัวหน้า จะได้เหมือนของคู่กันไง"

"ต้องสวมให้กันมั้ย"

"แบบนั้นจะดูเหมือนเราแต่งงานกันเลยนะคะ"

ถึงฉันจะพูดด้วยความประหลาดใจแต่รู้สึกว่าใบหน้าฉันมันหุบยิ้มไม่ลงจริงๆ

"แต่งมั้ยล่ะ"

"ไม่ได้...พูดเล่นเหมือนคราวก่อนใช่มั้ยคะ"

"ตอนนี้จะพูดเล่นทำไม ไม่แต่งก็ได้นะยังไงก็---"

ฉันรีบเอามือปิดปากเขาทันทีที่รู้ว่าเขาจะพูดอะไรออกมา ให้ตายสิคนคนนี้จะรุกแรงเกินไปแล้วนะ!

"เดี๋ยวคนอื่นก็ได้ยินหรอกค่ะ///"

"แต่งมั้ย"

"แต่งค่ะ"

เขาดึงมือของฉันเข้าไปหาพร้อมกับสวมแหวนให้อย่างช้าๆ มันเป็นอะไรที่เรียบง่ายและธรรมดามากๆแต่ฉันกลับชอบและใจเต้นแรงอย่างบอกไม่ถูก จะพูดไงดีนะ เพราะว่าเป็นเขาล่ะมั้งมันถึงพิเศษขนาดนี้

ฉันหยิบแหวนวงใหญ่กว่าสวมเขากลับพร้อมกับระบายยิ้มที่กว้างที่สุดในชีวิตในรอบ17ปีตั้งแต่เกิดมา ก่อนจะมีอะไรน่าตกใจมากกว่านี้เมื่อเขาจุมพิตที่หลังมือของฉัน

"หัวหน้าสุดแสนจะน่ารักมากๆเลยค่ะ!"

"เพ้อเจ้อไปเรื่อยจริงๆ"

"ตรงนี้จุ๊บหัวหน้าไม่ได้แย่จัง"

"ไว้ค่อยจูบที่บ้าน"

"จุ๊บ!"

"ไว้ทำทุกอย่างที่บ้านก็ได้"

หัวหน้ารีไวล์สุดแสนจะร้ายกาจและกร้าวใจที่สุดในโลกแล้ว!

.

.

"เมื่อยมั้ยคะ"

ฉันเข้าไปนวดไหล่อีกฝ่ายที่กำลังนั่งเช็ดผมอยู่อย่างเซ็กซี่ หัวหน้ารีไวล์พยักหน้าให้ก่อนจะปล่อยให้ฉันนวดต่อทั้งๆที่นวดไม่เป็น ก็แค่บีบๆเข้าที่ไหล่เขาเท่านั้นเอง

"แรงน้อยเหมือนตัวเลย"

"ฮึ่ม! จะทำไมล่ะ ก็คนตัวเล็กคนนี้แหละนะที่เป็นขวัญใจหัวหน้ารีไวล์"

รีไวล์หัวเราะออกมาเล็กน้อยก่อนจะดึงคนตัวเล็กเข้ามานั่งทับบนตักมองดูกระจกปลายเตียงว่าขนาดตัวเขากับเธอต่างกันมากแค่ไหน

"ถ้ามองจากด้านหลังฉันก็บังเธอมิดไม่เห็นตัวเธอเลย"

"หัวหน้าเป็นคุณหมีไง!"

"เหรอ แล้วเธอเป็นอะไร ลูกแมวรึเปล่า?"

"ใช่แล้วล่ะนะ ตัวเล็กน่ารักน่ากอดใครๆก็ต้องหลงรัก"

"คนอื่นก็ได้แต่มองเท่านั้นแหละ เพราะฉันไม่ให้เธอกอดใครนอกจากฉัน"

เทเรซ่าหัวเราะคิกคักหันมาจุ๊บเขาอย่างรวดเร็วส่งสายตาน่ารักให้ รีไวล์ลูบหัวเธอเบาๆรวบเส้นผมเธอไว้ด้านหลังโน้มลงมาจูบช้าๆ ถึงจะผ่านไปกี่ครั้งก็กล้าพูดได้เหมือนเดิมว่าใจเต้นแรงเหมือนครั้งแรกไม่มีผิด เพราะว่าเป็นหัวหน้ารีไวล์จะนานแค่ไหนก็ไม่มีวันเบื่อเลย

"จริงๆอยากพูดอะไรสักอย่างแต่เพราะว่าอยู่ข้างนอกเลยไม่ได้พูด"

"อะไรเหรอคะ"

"ขอบคุณที่เกิดมาเป็นความสุขให้ฉันอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ฉันรักคนอื่นก็จริงแต่ก็เป็นแค่มิตรภาพไม่เหมือนเธอที่ฉันรักในฐานะผู้หญิงคนนึง ฉันไม่ค่อยอยากมาพูดอะไรแบบนี้สักเท่าไหร่เพราะคิดว่าแค่การกระทำมันก็พอแล้ว แต่เพราะเธอขี้คิดมากฉันเลยอยากทำให้เธอมั่นใจทั้งคำพูดและการกระทำของฉัน ว่าฉันชอบเธอจริงๆ"

"ฉันอาจจะยังทำหน้าที่ในฐานะคนรักได้ยังไม่ดีเท่าไหร่เพราะฉันก็ไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อนนอกจากทำงานเป็นวันๆ อาจจะไม่เข้าใจบ้างในมุมมองของเธอแต่ฉันก็จะพยายามให้ดีที่สุด"

"ในฐานะคนรักแล้ว หัวหน้าดีที่สุดแล้วค่ะ หนูต่างหากที่ต้องพยายาม เพราะว่าหนูเป็นแค่เด็ก บางครั้งหนูใช้อารมณ์เป็นหลักมากกว่าเหตุผล บางทีหนูก็กลัวนิสัยเด็กๆกับนิสัยบางอย่างทำให้หัวหน้าผิดหวัง ลึกๆแล้วหนูค่อนข้างจะเป็นคนไม่ดีแต่ก็พยายามปรับตัวมาตลอดแต่ก็จะพยายามโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ดีเหมือนกับหัวหน้านะคะ"

"เธอโตกว่าที่ตัวเองคิดเสียอีก แค่นี้ก็มากพอแล้ว"

"บางครั้งหนูก็กลัวจะไม่น่ารักตลอดไป กลัวว่าสักวันจะเผลอเป็นคนไม่ดีจนทำให้หัวหน้าผิดหวังจัง"

"ไม่มีใครเป็นคนดีได้ตลอดเวลาหรอก ทุกคนก็เห็นแก่ตัวกันได้ทั้งนั้น มันอยู่ที่เราต่างหากว่าจะทำยังไงต่อไป"

จะกี่ครั้งเขาคนนี้ก็ยังคงเป็นคนที่ให้คำปรึกษาและเป็นกำลังใจให้ฉันเสมอมาจนนึกไม่ออกเลยว่าวันข้างหน้าถ้าไม่มีเขาฉันจะเป็นยังไง

"ขอบคุณเหมือนกันค่ะที่เกิดมาเป็นแสงสว่างให้กับหนู"

หน้าผากทั้งสองชนเข้าหากันเหมือนกับมีอะไรบางอย่างดึงดูด ฉันชอบทุกเวลาที่ได้อยู่ใกล้กับเขา รักเขามากเหมือนกับรักมาเป็นพันปีแล้ว รู้สึกผูกพันกับเขามากทั้งๆที่ความเป็นจริงพวกเราเพิ่งอยู่ได้กันมาได้ครึ่งปีเอง

"วันเกิดปีนี้มาทำพายกินด้วยกันนะคะ"

"ไม่เอาเค้กเหรอ"

"ไม่เอาค่ะอยากกินพาย"

ถ้าหากว่าวันเกิดในปีหน้าและปีต่อๆไปมีเขาตลอดไปก็คงจะดี

“ก็คือนี่เป็นชุดนักเรียนเธองั้นเหรอ” 

“อืม” 

รีไวล์มองคนตัวเล็กในชุดนักเรียนสีขาวถูกสวมทับด้วยกระโปรงยาวเกือบคลุมเข่าสีน้ำเงิน ใบหน้าที่ดูเบื่อหน่ายรวบผมหางม้าผูกโบว์อย่างเซ็งๆเพราะวันนี้เปิดเทอมวันแรกของภาคเรียนที่2 

“ใช่ชุดที่เจอกันตั้งแต่แรกเลยรึเปล่า” 

“ค่ะ” 

ทำไมเวลามันผ่านไปเร็วแบบนี้เนี่ย… 

อีกอย่างถ้าต้องไปเรียนก็ไม่ได้อยู่กับหัวหน้าน่ะสิ! 

“งอแงอยู่เหรอ” 

“อยากอยู่กับหัวหน้า” 

เด็กสาวทิ้งตัวลงกอดผู้เป็นสามีอย่างหมดเรี่ยวแรงร้องอแงไม่อยากไปโรงเรียนเหมือนเด็กอนุบาลไม่มีผิด แค่คิดว่าต้องเรียนคณิตก็อยากวิ่งกระโดดลงจากหน้าผาให้ตายไปเลยจะได้ไม่ต้องนั่งปวดหัวแบบที่เคยเป็นทุกคาบที่ต้องเรียน 

“เดี๋ยวสาย” 

“เห้อม” 

คนตัวเล็กถอนหายใจทิ้งตัวลงกับโซฟามองนาฬิกาที่เพิ่งจะหกโมงเช้า กินมื้อเช้าอย่างช้าๆไม่รีบเพราะตัวเองดันตื่นเช้าเกินไปเอง รีไวล์มองภรรยาตัวน้อยพลางคิดอะไรเรื่อยเปื่อย พอเห็นว่าใส่ชุดนักเรียนก็ยิ่งตอกย้ำว่าเมียเขาโคตรจะเด็กเลยในขณะที่เขาโตกว่าเธอจนแทบรุ่นพ่อ 

“มองอะไรเหรอคะ ชุดมันแปลกตาเหรอ?” 

“เปล่า เสื้อมันใหญ่กว่าตัวเธอไปหรือเปล่า” 

“อ๋อค่ะ เวลาใส่ก็เลยดูพองๆเพราะตัวหนูมันเล็กนิดเดียวเอง” 

“อืม” 

แต่สำหรับเขาใส่แบบนี้มันก็ดีเพราะการใส่ชุดตัวใหญ่กว่าตัวมันเลยไม่เห็นสัดส่วนอะไรสักอย่างบนร่างกาย 

“แต่จะว่าไปแล้วกระโปรงมันคับขึ้นหรือเปล่านะ” 

คนตัวเล็กเอี้ยวตัวปลดตะขอกระโปรงออกอย่างสงสัย แล้วเกี่ยวตะขอใหม่เพื่อทำให้หลวมขึ้น คงจะเป็นเพราะรีไวล์ที่ให้กินห้ามื้อต่อวัน แต่ถึงอย่างนั้นตัวก็ยังเล็กอยู่ดี เอวบางๆ โอบด้วยมือเดียวหิ้วไปไหนยังได้เลย 

“อย่าไปไหนให้ใครเขาฉุดเอาล่ะ ตัวยิ่งบางๆอยู่” 

“คะ? หนูไม่คิดว่าจะมีใครมาฉุดหนูหรอกค่ะ=_=” 

“อาจจะเป็นฉันก็ได้” 

ร่างแกร่งยืนคร่อมเธอแขนยันไว้ที่พนักพิง รีไวล์มองคนตัวเล็กที่พยายามผลักเขาออกด้วยแรงอันน้อยนิด เมื่อเห็นว่าเขาไม่ขยับจึงทำหน้าตึงนิ่งใส่ กัดไหล่เขาเหมือนลูกหมาตัวน้อยๆ 

“แต่ก่อนเป็นแมวตอนนี้เป็นหมาเหรอ” 

“เป็นลูกหัวหน้ามั้งคะ” 

“ไม่ได้ เพราะเธอเป็นเมียฉัน” 

ได้ยินคำนี้ทีไรมันทำเอาเขาหงุดหงิดขึ้นมาทุกที เทเรซ่าจะเป็นอะไรก็ได้สำหรับเขาที่ไม่ใช่ลูกหลานหรือน้องสาว ถึงจะเด็กกว่าแค่ไหนแต่ก็เป็นเมียเขาเท่านั้น 

“ฮึ่ม! หนูมันก็แค่เด็กตัวเล็กๆวัย17 ที่กำลังรักเรียน ตามหาชายในฝันอยู่ ยังโสดไร้คนข้างกาย คุณเป็นใครถึงมาพูดลอยๆแบบนี้” 

รีไวล์เขกหัวคนตัวเล็กเข้าให้ป้าบใหญ่เพราะกำลังกวนเขา ถึงจะรู้ว่าพูดเล่นๆแต่ยังไงคนตรงหน้าก็เป็นภรรยาตัวน้อยของเขาอยู่ดี 

“หนอยแน่ มาทำร้ายร่างกายกันแบบนี้ได้ยังไง เห็นแบบนี้หนูสู้คนนะ” 

เทเรซ่าลูบหัวตัวเอง กำหมัดต่อยเขากลับไปเบาๆ เพราะขืนต่อยแรงคนที่เจ็บก็คงเป็นตัวเธอเองเพราะกล้ามเนื้อเขาแน่นไปหมด รีไวล์ยีหัวเธอเล่นอย่างเอ็นดูเพราะเธอมักทำให้เขาอารมณ์ดีอยู่เสมอ อีกอย่างถ้าเขายิ่งชม ในแต่ละครั้งจะได้เห็นอะไรดีๆเสมอ 

“เก่งจัง ใครสอนให้สู้คนกัน” 

“หนูๆ หนูเอง เพราะว่าหนูเป็นสุดยอดคุณภรรยาตัวน้อยของหัวหน้ารีไวล์ไงล่ะ ต้องสู้ๆเหมือนหัวหน้า” 

“ฉันมีเมียด้วยเหรอ ถ้าฉันจำไม่ผิดฉันว่าฉันไม่มีนะ” 

“แล้วกัน ก็หนูนี่แหละนะคนที่ทำให้หัวใจดวงน้อยๆของหัวหน้าเต้นตึกตักได้” 

“จะได้แค่ไหนเชียว” 

“ได้ขนาดที่หัวหน้ายังต้องเอ่ยออกมาว่าอย่าไปน่ารักกับใครมากนะเพราะความน่ารักของหนูมันทำให้คนอื่นใจสั่นได้” 

“แล้วจะทำตามที่บอกมั้ย” 

“อยู่แล้วล่ะนะ หนูน่ะจะน่ารักแค่เศษหนึ่งส่วนสี่ต่อหน้าคนอื่นเท่านั้น” 

“ให้มันจริง” 

Teresa Part 

ฉันไม่ชินอะไรกันนะ สายตาของผู้คน หรือเพราะเป็นสถานที่ดูเหมือนจะคุ้นเคยแต่กลัยไม่คุ้นเคยกันแน่ ทั้งๆที่มันเป็นโรงเรียนที่อยู่มาเกือบหกปีแต่กลับเหมือนเป็นเด็กเพิ่งหัดเรียนไม่เคยเจอเพื่อนมาก่อน คงจะเป็นเพราะเราเคยอยู่อีกโลกมาตั้งเกือบครึ่งปีถึงเป็นแบบนี้ทั้งๆที่โลกนี้เพิ่งผ่านไปแค่เดือนเดียวหลังจากเกิดเหตุการณ์วันนั้น 

“โอ๊ย!” 

“โทษที เจ็บมั้ย” 

ฉันลูบหัวตัวเองที่โดนลูกบอลอัดใส่เมื่อกี๊ก่อนหันไปมองเพื่อนตัวเองที่เล่นบอลในห้อง บ้าบอจริง ทำไมไม่ลงไปเล่นด้านล่างกันนะ 

“อือ” 

มันเป็นแบบนี้ไปแล้วหลังจากที่ฉันเสียครอบครัวไป ทั้งพูดน้อย ทั้งไม่ด่ากลับเหมือนสมัยก่อน เหมือนทุกวันนี้ฉันมาโรงเรียนเพื่อฟังเสียงครูพูดอะไรก็ไม่รู้เข้าหู ทำการบ้าน ทำงาน แล้วก็กลับบ้านไปนอน เวลาว่างก็ไม่พูดจากับใครแล้วนั่งเสียบหูฟังแทนที่จะคุยกับเพื่อนเหมือนคนอื่นๆ 

“เลี้ยงขนมเอามั้ย” 

“ไม่เอาล่ะ เราจะกลับแล้ว” 

แต่ถึงอย่างนั้นตอนนี้ฉันก็มีคนให้รีบกลับไปหาที่บ้าน… 

“รีบกลับอะไรขนาดนั้น เขาก็บอกอยู่ว่าต้องประชุมกีฬาสีต่อ” 

ฉันถอนหายใจเพราะหลังจากเปิดเทอมก็ต้องเตรียมงานกีฬาสีทันที แล้วพวกที่ทำงานกันในห้องก็มีอยู่เพียงไม่กี่คน แล้วถ้าไม่ต้องเดาคนที่ต้องรับงานก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นฉันกับเพื่อนบางส่วนอีกเช่นเคย 

“ตามนี้นะ งบทั้งหมดจะใข้อะไรมาเบิกที่กู” 

“อืม” 

ฉันพยักหน้าตอบให้อย่างเบื่อหน่ายแล้วเก็บกระเป๋าเตรียมกลับบ้านก่อนจะถูกรั้งข้อมือด้วยเพื่อนผู้ชายที่มักจะชอบกวนแต่ก็พอพึ่งพาได้อยู่เวลาคับขัน 

“เย็นแล้วเดี๋ยวกลับพร้อมกัน” 

“ไม่เป็นไรแค่ข้ามสะพานไปรอตรงป้ายรถเมล์เอง” 

“ก็ทางเดียวกันอยู่แล้ว” 

“แต่ปกติเรากลับคนละเวลากันนะ มึงชอบเถลไถลไปเที่ยวอะ” 

“วันนี้ไม่ไป” 

“งั้นก็รีบๆหน่อย เราต้องกลับบ้านเร็วๆ” 

ฉันเร่งเพื่อนของตัวเอง ถึงจะพูดว่าเป็นเพื่อนแต่ก็ไม่ได้รู้สึกสนิทใจขนาดนั้น และถึงฉันจะมีกลุ่มเป็นของตัวเองในห้อง ก็ไม่เคยรู้สึกสนิทเท่ากับกลุ่มที่อยู่ด้วยกันตั้งแต่ม.ต้นเลยสักนิดเดียว 

ว่าแต่วันนี้มื้อเย็นหัวหน้าจะทำอะไรให้นะ? 

“เอียนเร็วๆหน่อยได้มั้ย” 

“เร่งเก่ง เห็นมั้ยว่ากูรูดซิปกระเป๋าไม่ได้” 

ฉันเดินไปรูดซิปกระเป๋าให้อย่าง่ายดายก่อนจะสะพายกระเป๋าเดินนำออกมา เอียนวิ่งตามมาติดๆก่อนจะขอกระเป๋าตัวเองคืนแล้วตีไหล่ฉัน 

“ว่าจะถามตั้งแต่เช้า ทำไมถึงดูเปลี่ยนไปเยอะจังวะ” 

“เราเหรอ ยังไง?” 

“แบบมึงดูดีขึ้นเยอะมากๆๆๆๆ มันก็ดีนะ แต่ก็รู้สึกว่ามีอย่างอื่นแปลกไปด้วย” 

“อย่างอื่น?” 

“มึงดูไม่ใช่มึง คือยังไงดีอะ แต่ก่อนมึงจะติ๊งต๊องใช่มั้ยล่ะ พอเสียครอบครัวไปกูก็เข้าใจว่ามึงคงเศร้าเป็นธรรมดาเลยไม่พูดไม่จากับใคร แต่พอมาคราวนี้มันแปลกอะ เมื่อกี๊มึงปฏิเสธที่จะรับงานส่วนหนึ่งไปด้วยทั้งๆที่ปกติมึงรับทุกงาน” 

“แล้วยังไง?” 

“แล้วยังไงน่ะเหรอ ก็ดูแปลกไปไง ปกติมึงปฏิเสธคนไม่เป็นนี่” 

“เอียน เราไม่ได้ปฏิเสธงานไหนเพื่อทำน้อยลงเลย ที่ปฏิเสธไม่ไปซื้อของเพราะเราไม่ว่าง นอกนั้นเราก็ทำทุกอย่างเองอยู่ดี” 

“อ๋อ เออใช่ แย่จัง” 

ฉันหันไปมองเขาแล้วขมวดคิ้วใส่ด้วยความสงสัย 

“อะไรที่ว่าแย่” 

“ก็มึงทำตัวโง่เหมือนเดิม” 

พอได้ยินดังนั้นฉันก็ยักไหล่ให้แล้วยิ้มมองทางม้าลายก่อนจะถูกจูงมือข้ามถนนและเดินขึ้นสะพานลอยอย่างที่ทำอยู่ทุกวัน ฉันรู้ว่าเขาหมายถึงอะไรแต่ฉันก็ไม่โกรธที่ถูกด่าอย่างนั้นเพราะมันเป็นความจริง 

“ใช่ โง่เหมือนเดิมเลย” 

“แล้วเมื่อไหร่จะเลิก” 

“เราก็สงสัยเหมือนกัน เมื่อไหร่จะเลิก” 

“ทำแบบนั้นในตอนนี้มันก็ไม่ช่วยอะไรหรอก” 

“แล้วยังไง จะให้เลิกตอนนี้มันก็ไม่ได้รึเปล่า” 

ฉันก้มมองลงไปข้างล่างสะพานลอยที่รถติดอยู่เหมือนทุกวันที่ผ่านมาก่อนจะเปลี่ยนมามองท้องฟ้าสีส้มที่ดวงอาทิตย์ใกล้จะลับฟ้าลง 

“ทำไมจะไม่ได้” 

“ช่างมันเถอะ ที่ผ่านมาเราก็ทนได้มาตลอด มึงไม่เห็นเหรอ” 

“มึงไม่ได้ทนได้ มึงแค่ต้องทน” 

“เอาเถอะน่า” 

“การที่มึงต้องเป็นคนดีตลอดเวลา ไม่ได้ทำให้ทุกคนรักมึงหรอกนะ”ขาฉันหยุดลงกลางทางเดินก่อนจะก้าวเดินต่อช้าๆ  

“รู้อยู่แล้ว” 

ใครๆเขาก็ต่างพากันพูดว่าฉันเป็นคนน่ารัก เอาใจใส่ผู้อื่น ชอบช่วยเหลือผู้อื่นตลอดเวลา ไม่เคยเห็นแก่ตัวแบบนี้ใครจะไม่ชอบกัน นั่นเป็นคำชมที่ฉันได้รับมาจากคนอื่นเสมอ 

ยิ่งอ่อนน้อมถ่อมตน แต่ไม่ถือตัว เข้าถึงง่าย เป็นคนเรียบร้อย ใครๆต่างก็พากันบอกว่าฉันจะเป็นที่รักของคนทุกคน และทุกคนจะมีความสุขถ้ามีคนแบบฉันอยู่ 

เพียงแค่อยู่นิ่งๆ ยิ้มรับทุกอย่างที่เข้ามา ไม่เคยปริปากบ่นหรือโวยวาย ทุกคนต่างก็พากันเข้าหาฉันเป็นว่าเล่น และยกย่องให้ฉันเป็นความน่ารักของโลกใบนี้ 

แต่ฉันกลับมองว่ามันน่าขนลุก 

ทำไมฉันจะต้องคอยช่วยคนอื่นตลอดเวลาทั้งๆที่ตัวเองต้องเหนื่อยเจียนตาย เมื่อเป็นคนดีมาตั้งแต่แรกก็จะต้องเป็นต่อไปอย่างช่วยไม่ได้ เพราะถ้าเลือกจะหันหลังแล้วเห็นแก่ตัวเพื่อตัวเอง ทุกสิ่งที่ทำมาจะสูญเปล่า 

แล้วผู้คนที่ชื่นชมฉันอยู่นั้นก็ใช่ว่าทุกคนจะรักหรือเอ็นดูในความดีฉันเสียหน่อย พวกเขาบางคนก็แค่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวหรือหวังบางอย่างจากฉันเท่านั้น 

และตัวฉันเองก็ไม่เคยเป็นคนดีที่ไม่หวังผลอย่างที่พวกเขาพูดกัน เพราะสิ่งที่ฉันต้องการไม่ใช่วัตถุที่จับต้องได้ แต่เป็นการซื้อใจผู้อื่นต่างหาก 

เมื่อเริ่มมีคนเห็นความดีของฉันมากขึ้นฉันก็จะกลายเป็นที่รักของทุกคน เหมือนกับคนที่ไม่มีอะไรให้น่านินทาหรือถูกเกลียดเลยแม้แต่น้อย เพราะพ่วงมาด้วยภาพลักษณ์ของเด็กสาวที่ยิ้มหวาน ขี้เล่น อ่อนโยน แต่ไม่ดูสร้างภาพจนเกินไป เข้าถึงได้ง่าย ช่วยเหลือทุกคนที่เข้ามาขอร้อง นั่นทำให้ทุกอย่างแทบจะเพอร์เฟ็ค 

ฉันค่อนข้างจะมั่นใจว่าเนื้อแท้ของตัวเองก็เป็นคนดี และเพราะเห็นว่าความดีนั้นจะทำให้ได้รับสิ่งตอบแทนกลับมาจึงพยายามไขว่คว้าหาเพิ่มมากขึ้น แต่สิ่งที่ได้รับกลับมานั้นมันว่างเปล่ามีเพียงความเหน็ดเหนื่อยไม่รู้จักจบกับความเสแสร้งของฉันที่ตกค้างเหลือไว้ 

ฉันจะเป็นคนแบบไหนให้พวกเขาก็ได้ตราบใดที่มันทำให้พวกเขาพึงพอใจ จนทำให้ฉันเริ่มจะสับสนในตัวเองว่าฉันคนไหนกันแน่ที่เป็นฉันจริงๆ 

แล้วทำไมฉันต้องมาพยายามทำดีกันด้วยนะ… 

ฉันที่เป็นคนดีอยู่แล้วทำไมต้องดิ้นรนจนตัวสั่นพยายามจนเกินตัวเพื่อให้คนอื่นทุกคนมารักด้วย? 

พูดถึงเรื่องไปโรงเรียนก็ยิ่งทำให้เครียดมากกว่าเดิม ไหนจะมีเรื่องเรียนต่อ เรื่องสอบ เรื่องหาเงิน เรื่องของหัวหน้า ถ้าขืนต้องทำทุกอย่างฉันต้องตายก่อนแน่ๆ 

จะต้องเลือกแล้วตัดบางอย่างทิ้งไป… 

แต่อะไรล่ะ อะไรที่ฉันจะตัดมันทิ้งได้ในเมื่อทุกอย่างมันก็สำคัญไปหมด 

ฉันเคยชอบฝน... 

แต่ตอนนี้ไม่ใช่... 

อีกแล้ว ตอนนี้ฟ้าครึ้มอีกแล้ว... 

ฉันกลัวไปหมดทุกอย่าง ยิ่งนานวันเข้าก็เริ่มเคยชินกับการตื่นมาพบหน้าเขาทุกเช้าบนเตียงนอน มีเขาอยู่ในชีวิตประจำวันและหวังไว้ว่าจะเป็นเช่นนี้ไปตลอดทั้งๆที่จริงตัวเองก็รู้แก่ใจว่ามันไม่มีอะไรคงอยู่กับเราตลอดไป 

พอคิดว่าถ้าสักวันต้องตื่นมาไม่มีเขา ฉันก็รับไม่ได้แล้ว 

ทำไมพอฟ้าครึ้มทีไรต้องคิดอะไรให้น่าหดหู่ใจด้วยนะ 

"..." 

เหมือนมาก... 

เหมือนราวกับเป็นคนคนเดียวกัน 

"สวัสดี" 

ฝนเริ่มตกลงมากระทบบนใบหน้าฉันทีละเล็กน้อยแต่ร่มในมือยังคงถูกถือเอาไว้โดยไม่คิดจะกางเพราะกำลังมองคนตรงหน้าที่รูปร่างและใบหน้าเหมือนกันไม่มีผิดกำลังมองตาอยู่ 

"ตะวันเริ่มจะลับฟ้าแล้วนะ" 

"มาคุยกันหน่อยเป็นไง?" 

"เธอคือ..." 

"ฉันก็คือเธอ เธอก็คือฉัน เราทั้งสองเป็นคนคนเดียวกัน" 

"ไหนหัวหน้าบอกว่าตัวเธอตายไปแล้วไง" 

"นั่นก็แค่ในมุมมองของเขารึเปล่า" 

ผู้หญิงตรงหน้าลูบที่ใบหูของตัวเองแล้วหยิบสร้อยนาฬิกาใต้เสื้อคลุมตัวยาวขึ้นมาโชว์ให้เห็นก่อนจะเก็บมันกลับไปไม่ให้คนรอบข้างที่เดินผ่านมาเห็น 

"ฟังนะ ไม่ว่าหัวหน้ารีไวล์จะเล่าอะไรให้เธอฟัง ลืมมันไปให้หมด" 

"หมายความว่าไง" 

"หมายความว่าเรื่องที่เขาเข้าใจมันอาจจะไม่ได้ถูกต้อง เพราะตัวฉันเองก็เพิ่งจะเข้าใจได้เหมือนกัน" 

"เข้าใจ...ว่าอะไร" 

"จักรวาลน่ะมันไม่มีที่สิ้นสุดใช่มั้ยล่ะ นั่นทำให้โลกคู่ขนานเองแตกออกเป็นเส้นๆหลายทางเลือกซึ่งเหมือนกับมีตัวเราเป็นร้อยๆได้ในช่วงเวลาเดียวกันหรือต่างกัน" 

"ทั้งนี้การกระทำของคนแต่ละคนในโลกนั้นๆจะไม่ส่งผลถึงคนเดียวกันในโลกอื่น" 

"หมายความว่าโลกของฉันที่ทุกคนตายหมดแล้ว ไม่ได้แปลว่าในโลกที่เธออยู่ตอนนี้ทุกคนจะตายด้วย" 

"แล้วนั่นก็หมายความว่าเราไม่จำเป็นต้องยุ่งแก่กันและกัน" 

"ทั้งคนที่อยู่คนละมิติกันและคนที่อยู่คนละโลกกัน เราก็แค่ต่างคนต่างอยู่" 

"เพราะฉะนั้น...อย่าไปยุ่งกับหัวหน้ารีไวล์เลยนะ" 

ฉันกำลังไม่เข้าใจว่านี่มันคืออะไร ผู้หญิงคนนี้กำลังพล่ามอะไรอยู่... 

"เธอกำลังจะพูดอะไร" 

"ที่ฉันส่งเธอไปที่นั่นตอนแรกก็เพราะคิดว่าถ้าเกิดได้กลับมาสักช่วงเวลาก่อนหน้านี้แล้วแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น จะทำให้ทุกคนไม่ตายได้" 

"แต่ว่ามันไม่ใช่" 

"ฉันไม่ได้ย้อนเวลากลับมา แต่แค่ข้ามมิติมาเจอคนที่เหมือนเธอก็เท่านั้นเอง" 

"ขอโทษด้วยนะที่ทำให้ต้องเจอเขา" 

"ทุกอย่างหลังจากนี้จะกลับเป็นเหมือนปกติ ฉันจะรับผิดชอบเอง" 

ร่มคันเล็กหล่นลงกับพื้นเหมือนกับรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป คำว่ากลับไปเป็นเหมือนปกตินั่นมันหมายความอย่างที่ฉันคิดหรือเปล่านะ 

อย่า... 

อย่าให้เป็นแบบนั้น 

"เธอจะทำอะไร" 

"ฉันจะย้อนเวลาพวกเขาเอง" 

"เขาจะกลับไปยังวันแรกก่อนเกิดเรื่องทั้งหมด จะกลับไปที่เดิมและไม่เคยเจอเธอ เรื่องของเธอจะไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตเขา" 

"ฉัน...ไม่อนุญาต" 

"แล้วเธอจะอยู่แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆงั้นรึไง ความจริงแล้วเธอก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขาด้วยซ้ำ ทำไมต้องไปทำให้เรื่องของพวกเขาเปลี่ยนไปด้วยล่ะ ให้มันเป็นไปอย่างที่เป็นโดยไม่มีเธอเถอะ" 

"เธอรู้ดีอยู่แล้วเทเรซ่าว่าตัวเธอเองจะเป็นตัวแปรทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปถ้าเกิดเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเขาและคนอื่นมากกว่านี้ มันจะทำให้เนื้อเรื่องและคนเปลี่ยนไปไม่เหมือนอย่างที่เป็น" 

"ลึกๆตัวเธอเองก็รู้ดีนี่ ว่าคนคนละโลกมันรักกันไม่ได้" 

"หยุดพูดนะ" 

“ฉันให้เวลาเธอ ถ้าเธอพร้อมเมื่อไหร่ก็มาหาฉัน” 

วันนี้มันหนักเกินไปแล้ว... 

ฉันกำลังจะเสียคนในชีวิตฉันไปอีกแล้วเหรอ? 

ถ้าเป็นแบบนั้นฉันจะเหลือใครบ้าง นอกจากต้องกลับไปตัวคนเดียวเหมือนกับเมื่อก่อน 

ฉันจะต้องหายไปจากความทรงจำเขา ในขณะที่ฉันเป็นฝ่ายจำได้เพียงคนเดียวอย่างนั้นเหรอ... 

ถ้าเกิดจะเป็นแบบนั้นทำไมไม่หายไปจากความทรงจำฉันด้วยล่ะ ทำไมต้องเป็นฉันที่ต้องจำและทนเจ็บปวดอยู่เดียว 

ฉันลบความทรงจำของตัวเองได้มั้ย... 

ถ้าเกิดรู้ว่าจะเป็นแบบนี้ฉันจะ... 

ฉันจะ... 

ฉันจะไม่เข้าใกล้มามากถึงเพียงนี้... 

หรือว่ามันก็ดีแล้วที่ครั้งนึงเคยรักกัน? 

อา...ปวดหัวจนแทบระเบิดเลย 

“แต่อย่านานมากนะ เพราะฉันเองก็ไม่รู้จะอยู่ได้ถึงเมื่อไหร่” 

“เธอไม่ใช่ผู้พิทักษ์นี่” 

เทเรซ่ายืนมองตัวเองที่เดินลับสายตาเธอไปพร้อมกับบุคคลที่เข้ามาใหม่ เธอมองร่างสูงชุดสีดำทั้งร่างกายถือร่มคันโตเดินเข้ามา  

“แต่ถึงยังไงก็เป็นคนเดียวกัน” 

“แค่ดวงจิตก็ถือว่าคนละดวง ถึงจะหน้าตาหรือนิสัยคล้ายกันแต่ถึงยังไงก็เป็นคนละคน” 

“คุณเป็นใคร” 

“อยากจะทำอะไรก็ทำ รีบทำให้มันจบๆไป แล้วหลังจากนั้นผมจะมารับนาฬิกานั่นคืน” 

“คุณเป็นคนดีหรือเปล่า?” 

“คนดีเหรอ?” 

เทเรซ่ามองอีกฝ่ายที่กำลังหันหลังเดินกลับแต่หยุดเดินแล้วหันกลับมา ร่มคันสีดำถูกหุบลง เสื้อโค้ทตัวยาวเริ่มเปียกชุ่มไปทั่วร่างกายพร้อมกับรอยยิ้มที่กคาดเดาไม่ออกว่าคิดอะไรอยู่ในใจ 

บนโลกใบนี้ไม่มีคนดีหรอก ทุกคนก็เป็นปีศาจกันทั้งนั้น” 

-------------------------------------------

Talk With Writer

สวัสดีค่ะทุกคนตอนนี้เหลืออีกตอนเดียวได้มั้งถึงจะจบภาคแรก ขอโทษที่หายไปนานเลยเกือบ3เดือน และคิดว่าภาค2ที่จะต่อก็คงต้องใช้เวลาเหมือนกัน เราอยากจะบอกว่าถึงจะเป็นฟิคไททันก็จริงแต่เป็นการอ้างอิงถึงเนื้อเรื่องบางส่วนกับตัวละครเท่านั้น โดยเฉพาะภาค2ที่เราจะเริ่มเรื่องของเทเรซ่าขึ้นและมันจะไม่ค่อยมีฟีลกู้ดแล้ว ใครที่อ่อนไหวแนะนำอย่าอ่านนะคะ และขอโทษอีกครั้งจริงๆที่แต่ละครั้งเราหายไปนานมากเพราะเราไม่ได้ว่างแต่งมากนักบางครั้งก็รู้สึกยังไม่อยากแต่งต่อ คือไม่ได้จะทิ้งนะแต่บางทีรู้สึกยังไม่พอใจก็ลบแล้วพิมพ์ใหม่เรื่อยๆ ไอเราก็รู้แหละว่าการทำแบบนี้จะทำให้้คนอ่านน้อยลง ก็ต้องขอบคุณจริงๆที่ยังมีคนรออ่านมาถึงตอนล่าสุดยู่ทุกวันนี้ ขอบคุณจริงๆนะคะ

ส่วนใครที่อยากอ่านพี่รีไวล์เหมือนกันแต่เบื่ออ่านซ้ำเรื่องนี้แนะนำให้ไปอ่านอีกเรื่องของเรานะคะ จะเป็นช่วงพาร์ทอดีตของรีไวล์และน้องเทเรซ่า แต่งเอาไว้โยงถึงเรื่องนี้ด้วย

.

.

(SP) The Miracle of Destiny

"ข้าไม่สนหรอกว่านางอายุเท่าไหร่ ขอเพียงแค่พ้นผู้เยาว์ก็พอ"

"นั่นแหละข่าวดีรีไวล์ เด็กนั่นอายุแค่16"

"อะไรนะ"

link: https://my.dek-d.com/ira-kk/writer/view.php?id=2031263

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 102 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

310 ความคิดเห็น

  1. #189 Happycat (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 6 เมษายน 2563 / 07:10
    เป็นกำลังใจค่ะ
    #189
    0
  2. #187 จดหมายราตรี (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 30 มีนาคม 2563 / 15:56
    ปวดตับเเน่ๆ
    #187
    0
  3. #177 Bam_TFboys (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 28 มกราคม 2563 / 00:21
    น่ารักเปนบ้าาา
    #177
    0