end ss1 [FIC ATTACK ON TITAN] The Miracle of Destiny (Levi x Teresa) #คุณสามีของเทเรซ่า

ตอนที่ 34 : Chapter32:โลกของเธอและเขา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,692
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 168 ครั้ง
    24 ม.ค. 64

Chapter32:โลกของเธอและเขา


 

พวกเรามาถึงสถานที่ที่เป็นจุดหมายปลายทางแล้วความรู้สึกน่าขยะแขยงและขนหัวลุกจนแทบอยากจะอาเจียนออกมานี่พอจะเข้าใจได้ว่าเป็นเพราะศพที่หลงเหลือเน่าเฟะอยู่ภายในบ้านหลังนี้ทำให้กลิ่นเหม็นโชยขึ้นจมูกมา


 

สองขาก้าวเดินเข้าไปภายในบ้านและเลี่ยงจะเดินไปในทางที่เขอะเลือดที่แห้งกรังและศพบางคนที่นอนขวางทางอยู่แล้วแยกย้ายกันไปคนละห้องกับเขา


 

เจ้าของนาฬิกาอย่างเทเรซ่าเดินเข้ามาในห้องที่เต็มไปด้วยตู้หนังสือและโต๊ะทำงานขนาดกลางๆที่พอเดาได้ว่านี่คือห้องสำหรับทำงานมือบางจึงเลื่อนคลำหาลิ้นชักแล้วดึงมันออกพร้อมกับพบอัลบั้มรูปที่พอเปิดดูแล้วก็เริ่มชักแน่ใจว่าคาร์ลิสันบุคคลที่เธอกำลังตามหาและสงสัยเขาไม่ใช่คนที่โลกนี้อย่างแน่นอน


 

หลักฐานคือการมีรูปภาพที่ถูกล้างเก็บไว้อย่างดีและคมชัดที่นี่ไม่มีกล้องถ่ายรูปด้วยซ้ำเวลาจะเก็บเป็นความทรงจำหรือใช้ใบหน้าคนประกาศตามหาคนร้ายก็ใช้นักวาดรูปที่เหมือนจริงคอยวาดให้


 

เทเรซ่าเพ่งมองรูปดีๆก็มือสั่นเพราะแต่ละรูปเป็นรูปเธอที่ถูกแอบถ่ายเอาไว้ไม่ว่าจะตอนที่เธอเดินคนเดียวหรือยืนอยู่ที่ไหนก็ตามล้วนแต่มีรูปเธอทั้งสิ้นโดยที่ผ่านมาเธอไม่รู้ตัวเลยว่าโดนตามอยู่แบบนั้นจึงทิ้งรูปเหล่านั้นลงกับพื้นละหาของที่ต้องการต่อ


 

เป้าหมายของพวกเราในครั้งนี้คือการชิงยาต้นแบบสำหรับฟื้นฟูที่มาจากไขสันหลังไททันต่างหาก ถึงจะไม่รู้ว่าให้ชิงไปทำไมแต่ถ้าให้ฉันเดาในสิ่งที่ตัวฉันคิดอีกคนคือสักวันต้องได้เอาไปใช้กับใครสักคนแน่ ต้องเอามันมาแล้วเก็บรักษาไว้ให้ปลอดภัยที่สุด


 

และสิ่งที่เทเรซ่าพบหลังจากลิ้นชักชั้นถัดมาคือซองเอกสารสีน้ำตาลที่เมื่อเปิดออกมาก็เจอกับอักษรภาษาอังกฤษเต็มไปหมด


 

อ่านออกแค่บางคำเองมีแต่คำยากๆทั้งนั้นเลย...มีแผนภูมิกับกราฟด้วย เป็นงานวิจัยอะไรหรือเปล่านะ?


 

เก็บไว้ก่อนดีกว่า...


 

เทเรซ่าค้นหาทุกซอกทุกมุมแต่ก็ไม่เจออะไรอย่างที่ว่าเลยนึกว่าของแบบนี้จะเก็บไว้ในห้องทำงานซะอีกเพราะเป็นห้องส่วนตัวอะไรประมาณนี้


 

"เทเรซ่าข้างล่างไม่มีแต่มีทางไปชั้นใต้ดิน ข้างบนมีไรมั้ย"


 

เสียงทุ้มตะโกนดังมาจากทางด้านล่างคนตัวเล็กจึงเดินออกมาจากห้องชะเง้อมองลงบันไดมาแล้วเดินลงไปสมทบกับรีไวล์


 

"มีแต่ไม่ใช่ของที่พวกเราต้องการค่ะ เป็นเอกสารการวิจัยกับรูปแอบถ่าย"


 

เทเรซ่ายื่นมันไปทางรีไวล์ที่ยืนขมวดคิ้วเพราะอ่านภาษาของโลกเธอไม่ออกแต่เมื่อดูรูปพวกนี้ก็พอจะเข้าใจได้หน่อย เพราะถึงแม้ที่นี่จะไม่มีรูปถ่ายอย่างที่ว่าแต่เขาก็เคยเห็นมันจากห้องใต้ดินบ้านเอเลนที่เก็บความลับเอาไว้ว่าพ่อของเอเลนหรือที่เรียกกันว่าากริชา เยเกอร์เป็นคนมาจากนอกกำแพงและมีรูปที่ถูกถ่ายจากสิ่งที่เรียกกันว่ากล้องถ่ายรูปขึ้นเลยทำให้เขาพอคุ้นชินอยู่บ้าง


 

“โดนแอบถ่ายแล้วไม่รู้ตัวเลยเหรอ?”


 

“ก็ถ้ารู้จะโดนแอบถ่ายมั้ยล่ะ”


 

เทเรซ่ามองค้อนอีกฝ่ายก่อนจะเดินนำไปยังชั้นใต้ดินที่ข้างล่างเป็นห้องอะไรสักอย่างถูกล็อกไว้ด้วยประตูเหล็กกับโซ่คล้องเอาไว้ จึงเริ่มอารมณ์เสียเมื่อตัวเองไม่สามารถเข้าไปได้


 

“ถอยไป”


 

ฝ่ามือหนาดันคนตัวเล็กไปยืนอยู่ด้านหลังเขาแล้วใช้บางสิ่งสะเดาะกับตัวคล้องโซ่ออกแล้วดึงโซ่ทิ้ง คนตัวเล็กถอนหายใจมองเขาด้วยความอยากรู้ว่าอีกฝ่ายเตรียมอะไรมาบ้างถึงได้พร้อมขนาดนี้ในขณะที่ตัวเธอมีแค่มีดพกกับไฟแช็ค ก็จะให้ทำไงก็หัวหน้าบอกให้เธอพกแค่นี้นี่


 

“แต่เราจะพังประตูเข้าไปได้ไงกันคะ?”


 

“ก็เตะมันเข้าไปไงจะยากอะไร”


 

“บ้า คนที่ไหนพังประตูเหล็กได้ถามจริงขาหักพอดีหัวหน้า นี่เหล็กนะไม่ใช่ประตูไม้มันทำไม่ได้หรอก”


 

ฉันส่ายหน้าให้กับความเป็นไปไม่ได้กับสิ่งที่เขาคิดจะทำต่อให้แรงเยอะเหมือนยักษ์ก็พังประตูที่เป็นเหล็กไม่ได้หรอกมันเหลือเชื่อเกินไปถึงจะเป็นหัวหน้ารีไวล์ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นมนุษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดในมวลมนุษยชาติก็ทำไม่ได้หรอก ไม่อย่างนั้นคงต้องเรียกว่าสัตว์ประหลาดแล้ว


 

ปั่ก!


 

“ก็ฉันไง”


 

บานประตูถูกพังลงอย่างง่ายดายทั้งๆที่เป็นประตูเหล็ก คนตัวเล็กยืนตาไม่กะพริบเพราะอึ้งกับภาพที่เห็นตรงหน้า หัวหน้ารีไวล์ไม่ใช่คนแล้วต้องเรียกว่าสัตว์ประหลาดสิถึงจะถูก คนบ้าที่ไหนพังประตูเหล็กได้กัน


 

“หัวหน้า...น่ากลัว”


 

“มาเร็วๆเข้า”


 

รีไวล์กวักมือเรียกให้เข้าไปในห้องที่มีแต่กลิ่นยาและสารเคมีลอยคลุ้งอยู่เต็มอากาศจนน่าเวียนหัว ซ้ำยังมืดเพราะไร้แสงสว่างสำหรับนำทางยิ่งอยู่ชั้นใต้ดินด้วยยิ่งมืดเข้าไปกันใหญ่ เมื่อเดินเข้ามาในห้องจึงรีบเกาะแขนอีกฝ่ายที่ยืนกวาดสายตามองรอบๆห้องอยู่


 

“หัวหน้านี่มันไม่ปกติแล้ว บ้านคนที่ไหนจะมีห้องประหลาดๆแบบนี้อยู่ในบ้าน”


 

เทเรซ่าที่เริ่มปรับสายตาให้ชินกับความมืดเพราะไม่สามารถเปิดไฟฉายที่ตัวเองเตรียมมาได้พยายามสังเกตของรอบห้องเท่าที่จะเห็นได้แต่ก็แทบไม่รู้เลยว่าทางไหนเป็นทางไหนมีอะไรกีดขวางอยู่บ้างจนกระทั่งหลังเล็กพิงเข้ากับกำแพงและชนอะไรบางอย่างจึงเอื้อมมือคลำหยิบขึ้นมาก็พบว่าเป็นไฟฉายและลองเปิดดู แสงสว่างอันน้อยนิดที่แทบไม่ช่วยอะไรทำให้เทเรซ่าถอนหายใจอีกครั้ง


 

เสียชาติเกิดเป็นไฟฉายจริงๆ


 

“เทเรซ่าส่องไฟมาทางนี้หน่อย”


 

รีไวล์ดึงข้อมือเล็กให้ส่องไปยังมุมห้องเทเรซ่าเดินตามคนร่างแกร่งไปยังกล้าๆกลัวๆเพราะเธอรู้ว่ามันคืออะไรเธอเคยเล่นเกมพวกแนวสยองขวัญกับสืบสวนบ่อยไม่นึกว่าจะต้องมาเจอแบบนี้ในชีวิตจริงมันคือตู้เก็บศพจำนวนหลายตู้ที่ตั้งเด่นเป็นสง่ายังไงล่ะ


 

“หัวหน้าๆนี่มันตู้เก็บศพ”


 

“เออรู้แล้ว”


 

“กะ..ก็บอกเฉยๆ”


 

“เด็กน้อยกลัวอะไรล่ะเดินเกาะแน่นขนาดนี้ไม่มีอะไรหรอก”


 

ฝ่ามือหนาวางลงบนศีรษะพาเธอเดินเข้าไปใกล้ๆยิ่งกว่าเดิมถึงแม้เทเรซ่าจะเคยฆ่าคนหรือเห็นศพมาแล้วแต่ในบรรยากาศวังเวงและไม่รู้ว่าภายในห้องนี้มีอะไรบ้างทำให้เธอจินตนาการไปเองว่ามีอะไรแปลกๆอยู่ในห้องนี้


 

“เปิดนะ”


 

“เปิดทำไมไม่เหม็นแย่เหรอ!”


 

“ก็ไม่ได้อยากเปิดนักหรอกแต่บ้านคนที่ไหนมีตู้เก็บศพไว้ในบ้านตัวเองบ้างล่ะเอาออกมาจะได้รู้ไงว่าเป็นใคร”


 

เทเรซ่ายืนกลั้นหายใจมองตู้ที่ถูกดึงออกมาอย่างช้าๆเพราะเดี๋ยวพอดึงออกมารวดเดียวก็กลัวเทเรซ่าจะตกใจอีกเมื่อดึงออกมาจนสุดแล้วเทเรซ่าจึงถอนหายใจก่อนจะรีบปิดจมูกเหมือนเดิมเพราะกลัวกลิ่นเหม็น


 

“หัวหน้ารู้จักเขามั้ยคะ”


 

เทเรซ่าส่องไฟมองร่างขาวซีดของผู้ชายคนนึงที่ไม่หายใจแล้วก่อนที่รีไวล์จะส่ายหน้า


 

“เหอะ”


 

รีไวล์ไม่สนใจและเปิดตู้ถัดไปที่เหลือแต่ก็ไม่รู้จักใครเลยสักคนจนคนตัวเล็กขมวดคิ้วยุ่งเธอไม่เข้าใจว่าศพเหล่านี้คืออะไรและทำไมถูกเก็บเอาไว้โดยไม่เผาทิ้ง


 

หรือว่าจะเกี่ยวข้องการวิจัยอะไรหรือเปล่า?


 

“หัวหน้าช่างมันเถอะเราหาของของเราดีกว่า”


 

“เดี๋ยวก่อนศพพวกนี้โดนตัดแขนกับขาด้วยแต่ไม่เท่ากัน”


 

“เอ่อ…แล้วมันยังไงเหรอคะ”


 

“ดูดีๆคือมันโดนตัดขาดไปก็จริงแต่เหมือนมันกำลังงอกขึ้นมาใหม่แต่ไม่เสร็จ”


 

“หรือว่าจะเกี่ยวกับยาที่เรามาเอารึเปล่าคนพวกนี้อาจจะโดนทดลองก็ได้”


 

คนตัวเล็กสันนิษฐานซึ่งมันก็พอเป็นเหตุเป็นผลที่จะตอบข้อสงสัยนี้ได้ดีที่สุดแม้ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ก็ตามในตอนนี้


 

“ก็ไม่แน่”


 

รีไวล์เดินไปทางอื่นให้เทเรซ่าส่องไฟตามที่เขาเดินแต่ก็หาไม่เจอสักทีไม่ว่าจะค้นซอกไหนก็ตามเขาก็ไม่เจอมือหนาลูบใบหน้าตัวเองนวดขมับให้ผ่อนคลายขึ้นยิ่งอยู่ในนี้นานเท่าไหร่ก็รู้สึกปวดหัวยิ่งกว่าเดิมเพราะกลิ่นสารเคมีกับอะไรต่อมิอะไรไม่รู้เต็มห้องไปหมด


 

“หัวหน้าไหวรึเปล่าคะยังไม่หายป่วยดีด้วยพักก่อนดีมั้ยหัวหน้าไปยืนรอข้างหน้าเดี๋ยวหนูหาต่อเอง”


 

“ไม่เป็นไรเธอนั่นแหละไหวมั้ยถ้าไม่ไหวก็ไปรอด้านนอก”


 

“ไหวค่ะ”


 

คนตัวเล็กยืนกรานจะอยู่ต่อเขาก็ไม่ขัดศรัทธาหรอกเพราะถึงจะไล่ให้ไปรอด้านนอกเขาก็รู้อยู่ดีว่าเธอต้องไม่ไปแน่ๆ


 

“เดี๋ยว…ถ้าเกิดเธอหาคนเดียวได้มั้ยฉันจะขึ้นไปด้านบนคอยดูลาดเลา”


 

“เอ่อ…เอางั้นก็ได้ค่ะจะไม่หนีไปไหนใช่มั้ยคะ?”


 

“ไม่หนีจะหนีทำไมล่ะบ้ารึเปล่าแค่ขึ้นไปดูเฉยๆเพราะฉันว่าพวกเราคงไม่ได้มันมาแล้วกลับไปง่ายๆหรอก”


 

เทเรซ่าแค่แปลกใจที่อยู่ๆเขาก็ทิ้งเธอไว้แล้วขึ้นไปข้างบนคนเดียวแต่เมื่อฟังเหตุผลเธอก็เข้าใจแต่ก็อดใจคิดไม่ได้ว่าแล้วถ้าเกิดของที่พวกเขาตามหามันโดนเอาไปแล้วหรือไม่มีตั้งแต่แรกจะเป็นยังไง


 

“หัวหน้าแล้วถ้าเกิดมันไม่มีตั้งแต่แรกล่ะของที่เราตามหา”


 

“ถ้าไม่มีตัวเธอจะบอกให้ฉันมาทำไม?”


 

“หัวหน้าเรื่องที่ตัวหนูพูดมันอาจจะไม่ได้จริงทั้งหมดก็ได้”


 

"เธอไม่เชื่อในตัวเองรึไง"


 

"ก็ได้ หัวหน้าขึ้นไปดูลาดเลาด้านบนส่วนหนูจะหาตรงนี้ต่อเองบางทีพวกเราอาจจะยังหากันไม่ดี"


 

ฉันพยายามสงบสติอารมณ์ตัวเอง อาจจะเป็นเพราะไม่เคยชินกับการมาทำอะไรแบบนี้จึงถอดใจเอาง่ายๆหัวหน้ารีไวล์พยักหน้าแล้วเดินขึ้นไปทิ้งฉันไว้กับไฟฉายกระบอกเดียวฉันจึงกลับเข้าไปหาต่อแม้จะไม่รู้ว่าจะต้องหาจากที่ไหนก็ตาม


 

มันจะแบบเก็บไว้ในตู้เซฟหรือตู้นิรภัยเอาไว้รึเปล่านะของสำคัญขนาดนี้แต่ว่าในห้องนี้ไม่เห็นจะมีอะไรที่คล้ายกับของอย่างนั้นเลย


 

“โอ๊ย!”


 

ฉันสะดุดกับร่องพื้นมันเป็นโมเม้นที่น่าอายและดูโง่มากคล้ายๆกับคนเดินสะดุดขาตัวเองเลยยังดีนะที่ใส่กางเกงพอให้เดินได้ทะมัดทะแมงไม่งั้นถ้าใส่กระโปรงล่ะก็มีหวังไปเกี่ยวนู่นเกี่ยวนี่จนข้าวของล้มระเนระนาดแน่ๆเลย


 

“หืม?”


 

ฉันลองเคาะพื้นดูก็พบว่ามีบางส่วนที่ดูแปลกๆไปมันมีตรงส่วนนึงที่พอเคาะดูแล้วเสียงมันต่างจากตรงอื่นออกไปเสียงมันดูก้องๆมากกว่านี่อย่าบอกนะว่ามีอะไรอยู่ข้างล่างอีกน่ะในห้องใต้ดินมีห้องใต้ดินซ้อนกันอีกทีงี้เหรอลึกลับดีจริงๆ


 

แล้วมันเปิดลงไปยังไงกันล่ะ?


 

ฉันพยายามส่องไฟฉายดูและเจอกับร่องพื้นตรงที่ดูเหมือนจะเปิดไปจึงพยายามงัดขึ้นมาแต่มันก็ไม่มีแววว่าจะขยับเสียทีฉันแรงน้อยหรือว่ายังไงดันเนี่ยทำไมมันถึงเอาไม่ออก!


 

'เลื่อน'


 

เออใช่ถ้าเกิดลองเลื่อนแทนงัดขึ้นมามันอาจจะเปิดก็ได้ทำไมไม่คิดให้เร็วกว่านี้หว่ายัยโง่เทเรซ่าเอ๊ย


 

เอ๊ะ?เมื่อกี๊ฉันไม่ได้คิดออกเองนี่นามันมีเสียงในหัวดังขึ้นมาตั้งหาก…


 

แต่เสียงในหัวก็คือสิ่งที่เราคิดอยู่แล้วไม่ใช่เหรองงอะไรอะเทเรซ่า


 

ฉันลองเลื่อนมันดูก็รู้สึกว่ามันจะได้ผลเพราะมันขยับออกทีละน้อยแต่ว่ามันหนักมากเลยนะงัดป็ไม่ขึ้นพอเลื่อนก็เลื่อนออกได้แค่เซนเดียวอีกแต่ถ้าไม่พยายามเราจะมาถึงที่นี่ทำไมกันสู้หน่อยสิ


 

สำเร็จ!ฉันใช้เวลามันอยู่สักพักกว่าจะเลื่อนมันออกมาได้กลิ่นอายของความน่ากลัวที่อยู่ในชั้นใต้ดินของจริงนั้นมันรู้สึกน่ากลัวกว่าที่อยู่ตรงนี้เป็นล้านเท่าทำไมถึงมีอะไรเป็นความลับขนาดนี้ก็อยากจะถามอยู่เหมือนกันแต่ยาต้องอยู่ในนี้แน่ๆเพราะถ้าไม่ฉันก็จนปัญญาจะหาต่อแล้ว


 

ฉันเดินลงบันไดมาเรื่อยๆอย่างระแวงถ้าเกิดมีอะไรโผล่มาฉันต้องหัวใจวายตายแน่ๆมืดก็มืดยังเหม็นอีกต่างหากข้างบนก็มีศพคนนอนเกลื่อนอยู่มีตู้เก็บศพนี่ถ้าศพลุกขึ้นมาได้นี่บันเทิงเลยนะจะบอกให้


 

ฉันเดินมาจนเจอตู้กระจกใสที่ตั้งไว้และมียาจำนวนหลายขวดอยู่ทำไมบทจะเจอก็เจอง่ายจังแต่ปัญหาอยู่ตรงที่อันไหนคือยาที่เราต้องการกัน?


 

มีเป็นสิบขวดไม่เหมือนกันสักขวดแบบนี้จะรู้ได้ยังไงวะ?!


 

“โอ๊ยยยยยยกกลับไปทั้งตู้เลยได้มั้ยวะ!”


 

ไม่สิ…มีขวดนึงที่แปลกๆเป็นขวดที่ทำมาจากอลูมิเนียมต่างจากตัวอื่น


 

แต่ตู้ล็อคอย่างนี้คงต้องทุบกระจกทิ้งทางเดียวเท่านั้นจะให้เรียกหัวหน้ามาก็เสียเวลาเปล่าแต่ถ้าฉันทุบเองมันจะพังมั้ยเนี่ยแต่ของแบบต้องลองถูกมั้ย?


 

ฉันพยายามมองหาของแข็งๆมาทุบกระจกแต่ก็ไม่รู้จะใช้อะไรดีเพราะมันไม่มีอะไรใช้ได้สักอย่างจึงใช้กำปั้นทุบกระจกไปแต่ไม่เกิดกระทั่งแม้แต่รอยร้าวฉันจึงทุบมันไปเรื่อยๆจนเกิดเป็นรอยแตกทีละนิดพร้อมกับเลือดบนมือแต่ใครจะสนกันเล่ากระสุนเฉียดแขนมายังไม่เห็นตายเลยกับอีแค่เศษกระจกบาดมันจะสักเท่าไหร่กันเชียว!


 

เพล้ง!


 

“มือ..มือฉันเมื่อกี๊มันอะไรน่ะ”


 

ฉันมองกระจกที่แตกออกเป็นเสี่ยงๆด้วยมือของฉันที่มีอะไรขึ้นมาบนหลังมือเมื่อกี้นี้แถมยังทำลายกระจกทั้งบานได้ภายในพริบตาอีก


 

ช่างมันก่อนเถอะตอนนี้ยังไงก็รีบๆหยิบแล้วไปจากที่นี่ดีกว่ามันน่าขนลุกชะมัดฉันช่างใจอยู่สักพักว่าจะหยิบยาตัวไหนมาดีโดยเฉพาะชวดที่มันแปลกกว่าอันอื่นนี่มันล่อตาล่อใจให้หยิบไปมากแต่ถ้าไม่ใช่ขึ้นมาล่ะจะทำยังไง


 

มันได้มีขวดแบบนั้นอยู่แค่ขวดเดียวนี่พอหยิบออกมาแต่ยังมีซ่อนไว้ข้างในอีกตั้งหลายอันเขียนเป็นลำดับเลขแตกต่างกันไป


 

รู้แล้วว่าตัดสินใจยังไง


 

เอาแม่งไปหมดทุกขวดนี่แหละ

.

.

“หัวหน้า!นี่ดูสิหนูเจอยาแล้วแต่ไม่รู้อันไหนเป็นอันไหนก็เลยหยิบมันออกมาหมดเลยแฮะๆหัวหน้าต้องไม่เชื่อแน่ว่าหนูได้มายังไง”


 

เทเรซ่าเดินขึ้นบันไดมาอย่างเหนื่อยๆหอบหายใจแฮกแล้วหยิบขวดยาทั้งหลายจากกระเป๋าเสื้อคลุมออกมา


 

“มือเธอ?”


 

รีไวล์มองดูมือบางที่เต็มไปด้วยรอยเลือดก็ดึงเข้ามาดูใกล้แล้วมองคาดโทษเทเรซ่าที่ทำอะไรไม่รู้จักประมาณตัวเองให้ดี


 

“แผลเก่าก็ยังไม่หายดีนี่เธอไปทำอะไรมาอีก!”


 

“หนูแค่ทุบกระจกเอายาออกมาจากตู้เพราะมันล็อคไว้เองค่ะไม่เป็นไรหรอก”


 

เทเรซ่าไม่ได้บอกเขาทั้งหมดเรื่องที่เธอทุบกระจกแตกได้ไม่ใช่เพราะมือเธอเปล่าๆแต่มีบางอย่างขึ้นมาเป็นบนมือเธอทำให้พังกระจกแตกได้ละเอียดไม่เป็นชิ้นดี


 

“เดี๋ยวจะโดนตอนนี้พวกเราต้องรีบไปจากที่นี่พวกฮันซี่กำลังมาที่นี่”


 

รีไวล์ทำหน้าดุใส่ให้กับความแก่นดีดหน้าผากเธอเข้าไปหนึ่งทีก่อนจะหันหลังเดินนำออกจู่ๆเด็กสาวก็ร้องออกมาเสียงดังทักเขาทันที


 

“หมายความว่าหัวหน้าก็จะมาใช่มั้ยคะ?!”


 

ดวงตาฉายเป็นประกายวาววับทันทีเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใครที่กำลังจะมารีไวล์พลันเห็นสีหน้าดีใจก็รู้สึกเจ็บแปลบในใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกตอนอยู่กับเขาไม่เห็นเป็นแบบนี้บ้างเลย


 

“ก็..ต้องเป็นงั้นอยู่แล้ว”


 

เขาลืมไปว่าถึงตัวเขาเป็นคนเดียวกันก็เหมือนไม่ใช่ตัวเขากับเทเรซ่าก็ต้องคู่กันในโลกของตัวเองส่วนตัวเทเรซ่าในตอนนี้ก็ต้องคู่กับตัวเขาในโลกนี้ไม่ใช่เขาที่มาจากอนาคต…


 

ตอนนี้ถ้าไม่นับว่าเขาคือรีไวล์แอคเคอร์แมนที่มาจากอนาคตเขาก็เป็นแค่ผู้ชายคนนึงที่เป็นเหมือนกับมือที่สามหรือผู้ชายที่รักเธอแต่ไม่มีวันเอาเธอมาเป็นคนของตัวเองได้เพราะเธอมีอีกคนอยู่ในใจอยู่แล้ว


 

ที่เทเรซ่าดีกับเขาก็เพราะแค่สงสารเขาเท่านั้นแต่ไม่ได้รักเหมือนที่เธอรักเขาอีกคนนึงหรอกเขามันก็แค่..ตัวสำรองอะไรประมาณนั้นเท่านั้นแหละ


 

“ไม่ใช่จะมาแต่มาแล้วต่างหากทำไมไม่บอกเธอไปล่ะ”


 

เอ๊ะ?


 

ดวงตากลมสั่นไหวชะงักไปครู่นึงก่อนจะหันหลังกลับมาตามทิศทางของเสียงที่เธอได้ยินเจอกับร่างหนาที่คุ้นเคยยืนอยู่ในมุมมืด


 

“ไง”

-------------------------------------------------

อัพ50%


 

“แต่ว่า…ได้ยังไงกันคนอื่นล่ะมาที่นี่กันด้วยเหรอ?”


 

“มาแต่ไม่ได้อยู่ที่นี่แล้วฉันมาถึงก่อนพวกเธอตั้งนานและหลังจากนั้นก็เลยคิดจะกลับจนกระทั่งพวกเราเจอทหารกลุ่มนึงอยู่ระแวกนี้เลยแยกกันตามหาเพราะเดาว่าเป็นพวกของคาร์ลิสัน”


 

“แล้วทำไมหัวหน้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะรู้ได้ยังไงว่าหนูจะมาตอนไหน”


 

“ก็นั่นน่ะสิ”


 

รีไวล์เหลือบมองตัวเขาเองที่ยืนจ้องเขม็งเพราะไม่ได้กอดเทเรซ่าอยู่


 

“ฉันกลับมาที่นี่เพราะรู้สึกบางอย่างก็เลยกลับมาไม่รู้ว่าจะได้เจอเธอ”


 

“ส่วนฉันที่บอกจะขึ้นมาข้างบนก็เพราะรู้สึกแปลกๆเหมือนกันพอขึ้นมาก็เจอหมอนี่พอดี”


 

“งั้นเหรอ…เป็นเพราะเป็นคนเดียวกันเลยมีบางอย่างเชื่อมโยงกันอยู่สินะ”


 

“พวกเราไปกันเถอะขืนอยู่ที่นี่ต่อไปก็ต้องโดนเจอตัวแน่”


 

รีไวล์ที่มาจากอนาคตดึงข้อมือเล็กพาออกมาจากบ้านหลังใหญ่แล้วอุ้มขึ้นม้าตามมาด้วยหัวหน้ารีไวล์ที่เดินตามมาติดๆคอยขี่ม้าระวังหลังเอาไว้ให้


 

“แล้วหัวหน้าจะไม่กลับไปรวมกับทุกคนเหรอคะจะไม่ถูกสงสัยเหรอ”เทเรซ่าหันหลังตะโกนถาม


 

หัวหน้ารีไวล์ยิ้มในใจให้กับความเอาใจใส่และเป็นห่วงเขาเสมอทั้งที่สถานการณ์ตอนนี้คนที่โดนหมายหัวเป็นอันดับหนึ่งคือตัวเธอแท้ๆ


 

“เทเรซ่าเลือดกำเดาเธอไหล”


 

รีไวล์ที่คอยคุมบังเหียนม้านั่งอยู่ข้างหลังเธอกระซิบบอกใกล้ๆข้างหูด้วยความเป็นห่วงช่วงนี้เทเรซ่ามักป่วยออดๆแอดๆอยู่ตลอดเวลาพอเธอหายก็เป็นอีกเหมือนกับร่างกายอ่อนแอลงมากอย่างไร้สาเหตุ


 

“อ๊ะ!”


 

เทเรซ่าแตะของเหลวสีแดงที่เปื้อนจมูกก็รีบปฐมพยาบาลทันทีเธอเองก็รู้ตัวดีว่าร่างกายเธอไม่ได้แข็งแรงและมีแต่จะเริ่มอ่อนแอลงเรื่อยๆถึงจะเป็นอย่างนั้นก็ต้องท่องบอกกับตัวเองอยู่เสมอว่าห้ามเป็นอะไรไปเด็ดขาดในตอนนี้เพราะว่าไม่งั้นจะเป็นภาระให้หัวหน้ารีไวล์หนักขึ้นกว่าเดิม


 

แต่ว่าเดาไม่ออกเลยว่าจะทำยังไงต่อกันดี สิ่งที่ตัวเธอกำลังคิดอยู่นั้นคือการแลกอายุไขเพื่อกลับไปโลกของเธอเองแล้วลากคาร์ลิสันมาด้วย ทีนี้พวกหัวหน้ารีไวล์ก็จะได้ไม่ต้องมาปวดหัวเรื่องอื่นนอกจากเรื่องของไททัน แต่จนถึงป่านนี้ฉันก็ยังมีบางอย่างไม่เข้าอยู่ดี


 

ฉันไม่รู้เรื่องของคาร์ลิสันเลยแม้แต่น้อย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวฉันตอนนี้ทำไปเพื่ออะไรและกำลังทำอะไรลงไปกันแน่ ฉันเอายาและเอกสารมาแล้วยังไงต่อ ต้องเอาไปทำอะไรฉันก็ไม่รู้ด้วยซ้ำ เข้าใจใช่มั้ยเวลาต้องทำอะไรสักอย่างโดยที่เราไม่รู้ว่ามีจุดหมายอะไรมันน่าหงุดหงิดเพราะต้องคอยเดาเอาเองว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างต้องพยายามหาทางทำให้ตัวเองปลอดภัยและไม่ผิดพลาด


 

และที่สำคัญเจ้าหมอนั่น...เจ้าคาร์ลิสันน่ะ มีโอกาสให้ฆ่าตั้งเยอะแต่กลับไม่ฆ่าฉันทิ้งสักทีมัวแต่ทำเป็นไล่ต้อนให้ฉันหนีอยู่ได้ทั้งๆที่ฉันไม่มีปัญญาทำอะไรอยู่แล้วแท้ๆ ไม่รู้ว่าโง่หรือจริงๆแล้วตั้งใจกำลังทำอะไรบางอย่างกันแน่...


 

“มัวเหม่ออะไรอยู่”


 

“เปล่านี่ แค่มาถึงจนป่านนี้ยังสงสัยอยู่นิดหน่อยว่าตอนนี้พวกเรากำลังทำอะไรกันแน่”


 

เริ่มตั้งแต่พาหนีออกมาจากคุก เพราะขืนอยู่ต่อไปก็ต้องอยู่ไปตลอดชีวิต แต่หลังจากหนีมาได้ก็ต้องมาทำสิ่งที่ตัวฉันในอนาคตบอกโดยไม่บอกว่ามีเหตุผลอะไร


 

“ก็นั่นน่ะสิ พวกเรากำลังทำอะไรกันแน่”


 

“...”


 

“แต่อย่าลืมนะเทเรซ่า คนที่สั่งก็คือตัวเธอนั่นแหละ”


 

ใช่คนที่สั่งก็คือตัวฉันเอง...


 

บึ้ม!


 

แรงระเบิดจากทิศทางตรงไหนสักทางส่งผลทำให้พวกเราร่วงลงจากม้าและม่านควันที่บดบังทุกอย่างจนมองไม่เห็นทาง ฉันพยายามยันตัวเองลุกขึ้นมาด้วยสภาพทุลักทุเลกับเลือดกำเดาที่ไหลออกมามากกว่าเดิมและเช็คสภาพร่างกายก่อนจะพบว่าสร้อยนาฬิกาหายไป สายตากวาดมองซ้ายและขวาหาหัวหน้ารีไวล์ทั้งสองคนและนาฬิกา เสียงฝีเท้ารอบๆตัวจนนับไม่ถูกว่ามีถึงกี่คนเริ่มมีเสียงโวยวายของผู้คนที่ดูเหมือนว่าจะถูกจัดการลงโดยฝีมือของทั้งสอง


 

นั่นไงนาฬิกา...


 

ฉันพยายามเดินไปข้างหน้าเพื่อมองให้ชัดๆ หน้าปัดนาฬิกาเป็นรอยกระจกแตกร้าวและเข็มกำลังสั่นไปมาเหมือนกำลังรวนอยู่ ฉันถอนหายใจดังเฮือกใหญ่รู้สึกใจหายแปลกๆ ถ้าเกิดของแบบนี้ชำรุดขึ้นมามันจะส่งผลอะไรหรือเปล่านะ


 

“เทเรซ่าไหวมั้ย?”


 

จู่ๆก็มีมือมาแตะไหล่อย่างไม่รู้ตัวจึงสะดุ้งแรงหันกลับไปเจอกับใบหน้าของหัวหน้ารีไวล์แต่ก็ต้องมาแยกอีกว่าเป็นหัวหน้าคนไหน


 

“เอ่อ…ไหวค่ะ”


 

หัวหน้าคนนี้เป็นคนไหนกันนะ…คนที่มาด้วยใส่เสื้อสีดำงั้นแสดงว่าคนนี้ก็ต้องเป็นหัวหน้ารีไวล์ในปัจจุบันน่ะสิเพราะใส่เสื้อสีขาวและมีผ้าคลุมของทีมสำรวจด้วย


 

“เอาผ้าเช็ดหน้าไปเช็ดเลือดก่อนเธอเลือดกำเดาไหล”


 

รีไวล์หยิบผ้าเช็ดหน้าผืนสีขาวของตนเองส่งไปให้เด็กสาวคนตัวเล็กแล้วดึงเธอเข้ามาใกล้เพื่อไม่ให้เธอห่างไปไหนและคอยจัดการพวกคนอื่นที่เข้ามาใกล้เธอก่อนจะพาหาทางหนีให้เธอหลบอยู่ในซอกมุมอับและกำชับเธอว่าห้ามออกไปจากตรงนี้เด็ดขาด


 

“ห้ามหนีไปไหนจนกว่าฉันจะจัดการเสร็จ”


 

“ค่ะ”


 

ฉันพยักหน้ารับมองเขาที่ไกลออกไปก่อนจะหยิบนาฬิกาขึ้นมาเช็คอีกรอบนึงให้ตายสิอยู่ๆก็มีคนบุกมาทำร้ายคงจะเป็นพวกคาร์ลิสันสินะแต่ว่าเจ้าตัวจะอยู่ไหนกันล่ะ


 

“อย่าขยับเชียวนะ”


 

ใบมีดคมยาวจ่อที่คอของฉันจนรู้สึกได้ถึงกลิ่นเลือดไหลออกมาฉันเหลือบตามองหาบุคคลที่จ้องจะทำร้ายอยู่และเอ่ยชื่อออกมา


 

“มิคาสะ?”


 

ฉันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากมองสายตาของมิคาสะที่พร้อมจะฆ่าทักเมื่อไม่มีความลังเลแม้แต่น้อยขนาดใบมีดยังจ่อคอฉันเอาไว้เลยถ้าบาดลงมาลึกกว่านี้ได้ตายแน่


 

เหมือนกับหัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะความน่ากลัวของเธอน่ากลัวกว่าหัวหน้ารีไวล์อีกในตอนนี้เพราะเธอไม่ได้รู้จักเทเรซ่าดีพอเท่ากับรีไวล์จึงพร้อมจะกดคมมีดลงมาเพื่อตัดคอเทเรซ่าได้ทุกเมื่อถ้าเกิดเธอจำเป็นต้องทำ


 

“ฉันมีเหตุผล”


 

“ฉันก็มีหน้าที่เหมือนกัน”


 

“…”


 

“พวกเราบอกแล้วใช่มั้ยถ้าเธอทำผิดเมื่อไหร่พวกเราจะฆ่าเธอทิ้งซะไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดแต่ในเมื่อมันเป็นหน้าที่จะใช้ความรู้สึกส่วนตัวไม่ได้”


 

“น่าแปลกที่เธอพูดถึงเรื่องความรู้สึกส่วนตัว เห็นฉันเป็นเพื่อนด้วยเหรอ”


 

เทเรซ่าไม่ได้ตั้งใจจะปั่นประสาทมิคาสะแต่อยากรู้จริงๆถ้าเธอจะฆ่าทิ้งก็ทำไปได้ตั้งแต่เมื่อกี๊แล้วแท้ๆแต่ยังยืนพูดเฉยแล้วพล่ามขู่ไม่ลงมือทำสักทีจนเทเรซ่าอดคิดไม่ได้จริงๆว่ามิคาสะเองก็ไม่กล้าฆ่าเธอ


 

“ไอความคิดบ้าๆที่คิดเข้าข้างตัวเองนี่เก็บไว้ใช้กับหัวหน้ารีไวล์คนเดียวเองเถอะนะ ฉันไม่ได้พิศวาสในตัวเธอขนาดจะเห็นเธอเป็นเพื่อนสนิทขนาดนั้น”


 

“ก็ยังดีที่สักเสี้ยวนึงฉันยังเป็นเพื่อนเเธอ”


 

เทเรซ่าเผลอถอนหายใจด้วยความโล่งใจอย่างไม่ทันรู้ตัวไม่นึกว่าตัวเองจะคาดหวังคำตอบแบบนี้และยิ้มบางๆอย่างน้อยๆถึงคำพูดของมิคาสะจะดูกำกวมไปบ้าง แต่เพราะมีนิสัยคล้ายกับหัวหน้ารีไวล์จึงแปลความหมายได้ไม่ยากว่าจริงๆแล้วมิคาสะคิดอย่างไรกับเธอ


 

หญิงสาวเรือนผมสีดำลดดาบในมือลงชั่งใจตัวเองมองเทเรซ่าที่ถามอะไรเธอแปลกๆ มันรู้สึกแปลกๆที่เทเรซ่าพูดอย่างนั้นกับเธอ ยังไม่ได้พูดสักคำว่าเธอเห็นเทเรซ่าเป็นเพื่อน ก็พูดอยู่เมื่อนาทีที่แล้วว่าให้เก็บความคิดบ้าๆนั่นไปใช้กับหัวหน้ารีไวล์คนเดียวยังไม่ฟังอีก


 

“พวกที่กำลังสู้กับพวกเราอยู่คือพวกที่กำลังตามล่าเธอใช่มั้ย”


 

“ก็คงเป็นงั้น”


 

เทเรซ่าแหงนหน้ามองด้านบนที่มีพวกทหารกลุ่มอื่นกำลังใช้อุปกรณ์เคลื่อนย้ายสามมิติพุ่งมาทางนี้ ใบมีดคมจากมิคาสะจึงตวัดใส่พุ่งออกไปข้างหน้าฟันหัวทิ้งก่อนจะหันหลังกลับไปตามเสียงเพื่อฆ่าอีกคนที่บุกมาจากด้านหลังซะแต่ทว่ามีอีกคนจัดการเสียก่อนแล้ว


 

“หัวหน้า!”


 

ขาเรียวก้าวไปข้างหน้าอัตโนมัติเมื่อเห็นว่าเป็นใครแต่มิคาสะรั้งเอาไว้แล้วพูดขึ้นด้วยความสงสัย


 

“หัวหน้ารีไวล์ไม่ได้ใส่ชุดแบบนี้ คุณเป็นใคร?”


 

แย่แล้ว...มิคาสะไม่รู้เรื่องที่มีหัวหน้ารีไวล์สองคนนี่นา!


 

“ใช่เวลามาถามมั้ย ไม่เห็นรึไงว่ากำลังโดนเล่นงานอยู่”


 

“เอ่อ...ไว้ค่อยอธิบายนะมิคาสะ”


 

เทเรซ่าพยายามดึงแขนมิคาสะให้ลดดาบลงด้วยแรงทั้งหมดที่มี สองคนนี้นี่เหมือนกันเลยจะหัวหน้ารีไวล์หรือมิคาสะก็แรงเยอะเกินมนุษย์ทั้งคู่ ไม่มีทีท่าจะขยับเลยสักนิดเดียว


 

“ฉันบอกให้แกรีบพายัยนั่นออกมามัวทำอะไรอยู่...มิคาสะ?”


 

อะไรจะบังเอิญตรงกันขนาดนี้ หัวหน้ารีไวล์อีกคนดันมาตรงนี้เสียได้แบบนี้ก็เรื่องใหญ่กว่าเดิมแล้วสิ


 

“นี่มันอะไรกัน ทำไมถึงมีหัวหน้ารีไวล์สองคน...”


 

เทเรซ่าได้แต่ส่ายหน้าให้กับความวุ่นวายที่เกิดขึ้น เวลาแบบนี้นอกจากจะต้องคอยระมัดระวังตัวแล้วยังต้องมาคอยปวดหัวเรื่องนี้อีก


 

“ช่างมันก่อนเถอะพวกเราต้องหนีได้แล้วนะมิคาสะ”


 

ระเบิดลูกนึงพุ่งมาจากด้านบนมิคาสะไหวตัวทันจึงรีบดึงตัวเทเรซ่าเข้ามารวบตัวเอาไว้รีไวล์ทั้งคู่เห็นเช่นนั้นจึงพากันหลบเพราะเห็นว่าเทเรซ่าอยู่มิคาสะคงปลอดภัยแน่ๆหญิงสาวเรือนผมดำมองร่างเทเรซ่าที่อยู่ในอ้อมแขนเธอว่ายังอยู่ในสภาพดีหรือเปล่า


 

“มันไม่โดนพวกเราแต่คนอื่นๆอยู่ไหนกันน่ะ”


 

เทเรซ่ามองซากบ้านปรักหักพังไม่เป็นท่าและกำลังไฟลามควันโขมงไปรอบทั่วทุกทิศทางแต่ไม่ลืมจะกวาดสายตามองหาหัวหน้ารีไวล์ว่าเขาปลอดภัยดีรึเปล่าแม้จะรู้ว่าพวกเขาดูแลตัวเองได้ดีแต่ก็ยังเป็นห่วงเหมือนกัน


 

“พวกเขาไม่เป็นไรหรอก”


 

“เธอเข้าใจแล้วใช่มั้ยว่าเรื่องนี้พวกเธอไม่ควรเข้าไปยุ่งด้วยพวกเธอไม่ควรมาเหนื่อยเรื่องของฉันกับเรื่องไททันไปด้วยเพราะงั้นปล่อยฉันไปเถอะอยู่ให้ห่างจากฉันแล้วเจอจะปลอดภัย”


 

“ไม่มีที่ไหนปลอดภัยหรอกต่อให้ไม่มีเธอพวกเราก็ไม่ปลอดภัยจะเป็นเรื่องของใครแต่ถ้าพวกเราได้รับหน้าที่แล้วก็ต้องทำตาม”


 

“พูดยากจังแฮะ”


 

เทเรซ่าเหงื่อตกต่อให้โน้มน้าวมากเท่าไหร่อีกฝ่ายก็ไม่คิดจะปล่อยเธอไปเรื่องมันชักจะเลยเถิดแล้วนะเขตสโตนเฮสพังยับขนาดนี้ในระหว่างที่พวกเขามาที่นี่ทางเบื้องบนต้องสงสัยแน่ๆว่าพวกเขาทำอะไรถึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นและอีกเดี๋ยวต้องมีทหารคนอื่นๆตามมาสมทบด้วยแน่ๆ


 

“เงียบเถอะน่ะ”


 

“เธอก็ช่วยเลิกคิดอยากจะสู้สักทีจะได้มั้ยควันพวกนี้ขืนเธอบินสู้แล้วสูดควันไปด้วยเดี๋ยวก็ตายกันพอดี!”


 

“อยู่ตรงนี้มันก็ไม่ต่างกันนั่นแหละเดี๋ยวก็โดนรมควันตายหมดนี่หรอก!”


 

เทเรซ่ายอมมิคาสะและเดินตามหลังไปเพราะเธอบินไม่ได้เหมือนกับมิคาสะที่ใส่อุปกรณ์เคลื่อนย้ายสามมิติอยู่แจ่ก็นั่นแหละถึงมีก็ใช้ไม่เป็นอยู่ดีหัวหน้ารีไวล์ทั้งคู่ที่อยู่ทางอีกด้านนึงจึงรีบตามหลังเทเรซ่ามาระวังทางด้านหลังให้มีบางอย่างแปลกๆไปทหารที่พวกเขาถูกไล่ต้อนเมื่อกี๊หายไปไหนกันหมดแถมยังมีแต่ควันเต็มไปหมดจนสูดอากาศหายใจเข้าได้ไม่มาก


 

“ทำไมคนถึงนอนกันเกลื่อนพื้นเลยล่ะไม่เห็นมีร่องรอยต่อสู้สักหน่อย”


 

เทเรซ่าและมิคาสะพากันหยุดเดินมองผู้คนที่นอนเกลื่อนเต็มพื้นเหมือนกับสลบไป


 

“ปิดจมูกซะ”


 

เทเรซ่ายกมือปิดจมูกตามคำสั่งของรีไวล์ทันทีมิคาสะดึงผ้าพันคอผืนสีแดงขึ้นมาปิดจมูกมองไปรอบๆและพอจะเดาได้รวมถึงเทเรซ่าและคนอื่นๆก็ด้วย


 

นี่มันรมควันยาสลบชัดๆ…


 

“ฉันจะไปหาเอเลน หวังว่ากลับมาฉันจะได้คำอธิบายทั้งหมด”


 

มิคาสะวิ่งไกลออกไปเพื่อตามเอเลนและคนอื่นๆที่เหลือ ตอนนี้ก็เหลือเพียงแค่ทั้งสามคนเท่านั้นที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิม เทเรซ่ากระตุกคิ้วด้วยความหงุดหงิดเมื่อรู้สึกตัวได้ว่าเลือดกำเดากลับมาไหลอีกครั้ง รีไวล์ที่สังเกตที่คอเธอเป็นรอยแผลมีเลือดออกจึงถามพร้อมกับอาการเลือดกำเดาไหลของเธอด้วยความเป็นห่วง


 

“ยัยนั่นทำเหรอ”


 

“แค่ขู่เฉยๆไม่ใช่ความผิดมิคาสะหรอก เธอก็แค่ระแวง”


 

“แล้วเลือดกำเดาเธอล่ะ เธอไม่สบายหนักกว่าเดิมอีกแล้วเหรอ”


 

อะไร?อย่าบอกนะว่าที่ผ่านมาเธอก็ไม่สบายน่ะ”


 

หัวหน้ารีไวล์ถามขึ้น เขาจำได้ว่าก่อนจะเกิดเรื่องพาเทเรซ่าหนีออกจากคุกไปเธอก็ไม่สบายแต่ไม่นึกว่าเธอจะยังเป็นเช่นนี้อยู่


 

“ก็แค่ไม่สบายเฉยๆไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไรขนาดนั้นสักหน่อยค่ะ”


 

“แล้วไหวมั้ย”


 

“ไหวสิคะถึงไม่ไหวก็ต้อง---”


 

เทเรซ่ายังไม่ทันพูดจบก็หมอบต่ำลงและกลิ้งหนีตามแรงระเบิดที่อยู่ใกล้ตัวพวกเขาทั้งสามคนจึงกระจัดกระจายคนละทิศคนละทาง แต่นับว่าเธอเองก็เซนส์ดีใช่ย่อยที่หลบได้ทันเวลาถ้าเป็นคนทั่วไปป่านนี้คงนอนเละกันไปแล้ว เทเรซ่าพิงกับกำแพงหินนั่งหายใจรวยริน หัวใจเต้นแรงจนเกือบช็อคไปแล้วด้วยซ้ำสำหรับระเบิดลูกเมื่อกี๊มันใกล้เธอมากจนเธอเกือบคิดว่าตัวเองจะไม่รอดเสียแล้ว สำหรับคนที่ไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อนอย่างเทเรซ่าไม่ได้ใช้ชีวิตแบบเสี่ยงตายเหมือนกับพวกเขาทำให้เธอกลัวไม่น้อยจนรู้สึกตัวสั่นขยับไปไหนไม่ได้


 

และเพราะความเหนื่อยจึงสูดอากาศหายใจเข้าไปโดยลืมไปว่าเมืองนี้กำลังถูกรมควันไปด้วยยาสลบ


 

ดวงตากลมเริ่มรู้สึกหนักอึ้ง เปลือกตาค่อยๆปิดลงแต่เทเรซ่าก็พยายามตบหน้าตัวเองตั้งสติเอาไว้ปิดจมูกและหยิกตัวเอง ทำทุกวิถีทางที่จะไม่ให้ตัวเองหลับ จะหลับไม่ได้เด็ดขาด เพราะถ้าหลับคราวนี้อาจจะไม่ฟื้นอีกเลยก็ได้


 

ห้ามหลับนะ...


 

ถ้าหลับตอนนี้...


 

ทุกอย่างที่อุตส่าห์มาถึงที่นี่ก็ไม่มีประโยชน์น่ะสิ...


 

“แลกกับอายุขัยสักกี่ปีดี”


 

เดี๋ยว...


 

“หยุดนะ”


 

เทเรซ่าเบิกตาโตเมื่อนาฬิกากำลังเรืองแสงออกมา แต่ก็กระพริบดับไปจึงจ้องมองคนข้างหน้าด้วยสายตาที่พร่ามัวใกล้จะปิดตาลงทุกที ถึงจะมองหน้าไม่ชัดแต่ก็พอรู้ได้ว่าเสียงที่ได้ยินเป็นเสียงใคร


 

“คาร์ลิสัน...”


 

“กลับไปด้วยกันเป็นไง:)"


 

---------------------------------

อัพ100%


 

รีไวล์ที่พุ่งเข้ามาหมายจะฆ่าคนตรงหน้าให้รู้แล้วรู้รอดคาร์ลิสันกลับรับใบดาบของเขาเอาไว้ด้วยเพียงมือเดียวแม้จะโชกเลือดก็ตามก่อนที่ควันร้อนจะขึ้นบนมือหยาบของเขาและเข้าๆฟื้นฟูตัวเองขึ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์เหมือนกับไททันดาบเล่มยาวอีกข้างฟันเข้าที่หลังคอของคาร์ลิสันแต่รอบลำคอของเขามีผลึกแข็งขึ้นมาป้องกันไว้ทำให้ดาบฟันไม่เข้าและดาบหักกระเด็นไปทางอื่น


 

“ช่วยไม่ได้นะ ต่อให้นายจะเก่งมาจากไหนแต่ก็สู้คนที่มีพลังวิเศษไม่ได้หรอก”


 

เทเรซ่ากำลังสติเลือนรางลงไปทุกทีก็รู้สึกถึงบางอย่างในหัวที่กำลังระเบิดออกมาร่างกายรู้สึกกระตุกวูบและเหมือนถูกบีบรัดที่หัวใจไปพักนึงร่างกายของเธอตอนนี้ไม่มีเรี่ยวแรงจะลุกขึ้นยืนอีกแล้วแต่เหมือนกับมีอะไรกำลังทำให้เธอรู้สึกร้อนและหนาวในคราวเดียวกันอย่างหาคำตอบไม่ได้


 

อยากนอนหลับแล้ว


 

อยากกลับบ้าน…


 

เข็มนาฬิกาที่รีไวล์คอยสังเกตอยู่มาโดยตลอดว่ามันกำลังเดินถอยหลังกำลังชี้มาที่ยังอักษรโรมันตัวบนสุดหรือเลขสิบสองขาเล็กยันลุกขึ้นมาอย่างเก้ๆกังๆดึงแขนเสื้อของคาร์ลิสันอย่างอ่อนแรงเทเรซ่าตอนนี้กำลังสงสัยตัวเองว่ากำลังทำอะไรอยู่ตอนนี้ทำไมเธอถึงไม่รู้สึกอะไรในหัวตอนนี้ที่ขาวโพลนและว่างเปล่าสักน้อยนิดทั้งๆที่ตกอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่ขนาดนี้กันนะเพราะเธอไม่รู้อะไรเลยหรือเปล่าว่าต้องทำไปเพื่ออะไรถึงคิดว่าตอนนี้จะยังไงก็ได้


 

จะเป็นตายร้ายดีหรือถูกดึงกลับโลกตอนนี้ก็ได้ขอแค่ให้เธอได้พักผ่อนลง


 

ถ้าอย่างนั้นเธอจะสามารถพาคาร์ลิสันไปจากที่นี่พร้อมเธอเพื่อตัดปัญหาหยุดสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น/ด้หรือเปล่านะ


 

“หืม?”


 

คาร์ลิสันเหลือบตามองสะบัดแขนตัวเองจากเทเรซ่าทิ้งกระเด็นออกไปและเป็นรีไวล์อีกคนที่วิ่งเข้ามารับเธอเอาไว้ได้ทันเวลาพอดี


 

“มีรีไวล์ถึงสองคนเหรอ?”


 

คาร์ลิสันมีสีหน้าตกใจเล็กน้อยแต่ไม่ได้เหนือความคาดหมายที่เขาคิดไว้เท่าไหร่ถึงจะไม่รู้ว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นแต่มีรีไวล์ด้วยกันถึงสองคนก็ทำอะไรเขาไม่ได้อยู่ดี


 

เทเรซ่ามองฝ่ามือตัวเองที่เป็นคราบเลือดจากแผลที่ได้รับมาจากเศษกระจกตอนทุบตู้ยาตอนนั้นและมีผลึกแข็งขึ้นมาทำให้มือเธอสามารถทุบกระจกนั้นได้ถ้าตอนนี้เธอทำได้อีกเธอจะสร้างมันขึ้นมาเป็นอะไรสักอย่างตอนนี้พุ่งแทงกลางอกคาร์ลิสันหรือไม่ก็ทำให้นาฬิกาที่เขาอยากได้นักอยากได้หนาพังไปเลย


 

“นาฬิกานั่นถ้าทำลายทิ้งก็สิ้นเรื่องใช่มั้ย”


 

คาร์ลิสันยิ้มให้กับสภาพของเทเรซ่าดูย่ำแย่เอาการในตอนนี้กับรีไวล์ทั้งคู่ที่ไม่ยอมเริ่มโจมตีเขาสักทีเพราะกำลังรอคอยคำอธิบายจากคาร์ลิสันและทำตามเทเรซ่าว่าจะสั่งพวกเขาให้ทำยังไงต่อไปดี


 

“จะทำได้จริงๆเหรอถ้างั้นรีไวล์อีกคนก็ต้องกลับไปอยู่ในช่วงเวลาเดิมที่จากมาส่วนเธอก็ต้องอยู่ที่โลกนั้นคนเดียวไม่ใช่รึไง”


 

รีไวล์เองที่เป็นฝ่ายชะงักไปกลับโลกเดิมเขาจะอยู่กับใครในเมื่อทุกคนตายหมดแล้วเทเรซ่าเองก็ลังเลไม่แพ้กันเธอกลัวว่าถ้าเป็นอย่างนั้นจะไม่ได้เจอหัวหน้ารีไวล์อีกเป็นครั้งที่สองอีกอย่างเธอก็รู้ดีว่ารีไวล์อีกคนรู้สึกยังไง


 

“ไม่ใช่ว่าฉันจะเห็นแก่ตัวหรอกนะแต่เทเรซ่าเธอแน่ใจแล้วเหรอว่าทำลายของนั้นทิ้งเรื่องจะจบ”


 

“…”


 

เทเรซ่าเองก็ไม่รู้ผลลัพธ์เหมือนกันว่าถ้าทำอย่างนั้นแล้วจะเป็นอย่างไรต่อไปแต่ว่ามันก็ช่วยไม่ได้นี่ก็เธอไม่รู้อะไรเลย


 

และตอนนี้เองเธอก็จะหลับแล้วด้วย…


 

เปรี้ยง!


 

เสียงฟ้าผ่าดังขึ้นกลางเมืองพร้อมกับพื้นที่สั่นสะเทือนจนทำให้เทเรซ่าที่เกือบหลังลงแล้วสะดึ้งแรงจนแทบหายจากความง่วงด้วยฤทธิ์แก๊สยาสลบดวงตากลมเงยหน้ามองขึ้นไปเห็นร่างไททันขนาด15เมตรกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ก็รู้ทันทีว่าเป็นเอเลนแต่แปลงร่างกลางเมืองแบบนี้ชาวบ้านชาวเมืองจะตกใจแค่ไหนกันแล้วถ้าเบื้องบนถามว่าเกิดอะไรขึ้นจะตอบว่ายังไงล่ะ


 

“เอเลน…”


 

เทเรซ่าไม่ได้ดูผิดหรือเห็นภาพหลอนไปแต่อย่างใดแต่เอเลนง้างหมัดพุ่งเข้าใส่พวกเราโดยที่หัวหน้ารีไวล์ทั้งสองพาเธอหนีทันและทิ้งคาร์ลิสันเอาไว้ให้นอนตายอยู่ตรงนั้น


 

ตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วที่เขาก็ตายไปแล้วกลับมาตายอีกนี่ไม่ใช่เขาจริงๆแน่ๆเขาจะตายง่ายขนาดนี้เลยเหรอเป็นไปไม่ได้หรอก!


 

“หัวหน้ากับเทเรซ่าเป็นยังไงกันบ้างครับ!”


 

เอเลนรีบวิ่งลงมาหาเทเรซ่ากะพริบตาปริบๆเมื่อกี๊เขาไม่ได้แปลงร่างเป็นเไททันอยู่เหรอเธอสงสัยพร้อมกับหันไปดูที่ศพคาร์ลิสันอีกครั้ง


 

เขาตายเพราะโดนหอกสายฟ้าที่เอเลนพุ่งเข้าใส่ตายนี่…


 

แล้วทำไมเทเรซ่าถึงได้ยินเสียงฟ้าผ่ากับเห็นเอเลนแปลงร่างล่ะ?


 

“เดี๋ยวนะครับทำไมถึงมีหัวหน้ารีไวล์ถึงสองคนล่ะ…”


 

“เอเลนเมื่อกี๊นายไม่ได้แปลงร่างเหรอ?”เทเรซ่าดึงแขนเสื้อเอเลน


 

“ทำไม…ถึงมีหัวหน้าสองคน”


 

“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน”


 

รีไวล์ตบไหล่เอเลนที่ยืนอึ้งอยู่ก่อนจะมองดูศพคาร์ลิสันที่นอนแอ้งแม้งอยู่ตรงนั้นด้วยความไม่เข้าใจในขณะที่เทเรซ่ากำลังงุนงงสับสนในตัวเองว่าเมื่อกี๊เธอเห็นภาพหลอนหรืออะไรกันแน่?


 

“กลัวเหรอ?”


 

รีไวล์ที่เห็นเทเรซ่าหน้าซีดก็ลูบหัวปลอบด้วยความอ่อนโยน


 

เทเรซ่ามองเอเลนที่ถามเธอก็ตั้งสติแล้วมองเห็นเป็นหัวหน้ารีไวล์อีกครั้งเหมือนเธอกำลังหลอนอยู่เลยนี่มันอะไรกัน?


 

'กลัวเหรอ'


 

ไม่สิไม่ใช่…มีบางอย่างอยู่ในหัวของเธอเหมือนกับเป็นความทรงจำสักอย่างกำลังไหลแล่นเข้ามาทำให้เธอสับสน


 

“เทเรซ่า?”


 

‘เธอจะมากลัวอะไรเอาป่านนี้ในเมื่อเราไม่มีอะไรให้เสียแล้ว'


 

“เทเรซ่าเธอเป็นอะไร?”


 

'ถ้าเราทำให้มันดีขึ้นไม่ได้…’


 

“เทเรซ่า!”


 

'ก็พังมันให้ยับไปเลย'

.

.

‘มีนักโทษแหกคุก’’


 

เสียงทหารทั้งหน่วยดังขึ้นกำลังวุ่นวายหาตัวนักโทษที่แหกคุกหนีออกไปชายหนุ่มนัยน์ตาสีเขียวมรกตร่างสูงโปร่งไว้ผมยาวเหลือบมองทางด้านหลังที่มีคนตัวเล็กเดินตามหลังมาติดๆกำลังคอยระวังหลังให้อยู่รีบขึ้นหลังม้าพร้อมกับดึงเธอขึ้นมาด้วยและมุ่งหน้าเข้าสู่ป่าใหญ่ไปให้ไกลจากที่นี่ไปให้ไกลพอที่จะไม่มีใครหาพวกเขาเจอ


 

บ้านพักร้างที่ตั้งอยู่กลางป่าเป็นที่สำหรับพักพิงยามที่ต้องอาศัยอยู่ในป่าของพวกทหารถูกทั้งคู่เข้ามาเยือนและทิ้งม้าผูกไว้กับเสาข้างหน้าบ้านไม่ให้หนีไปไหนเอเลนปาดถอดเสื้อคลุมออกวางพาดไว้กับเก้าอี้แล้วนั่งลง


 

‘พลังไททันค้อนที่นายได้มาใหม่จากการชิงพลังตอนไปบุกฝั่งเกาะไรเนอร์นั่นเจ๋งดีนะ’


 

'แต่ฉันใช้มันไม่คล่องขืนเป็นแบบนี้ถ้าพวกนั้นกลับมาบุกพวกเรากลับก็ทำอะไรไม่ได้หรอก'


 

‘เอาตัวพวกเราให้รอดจากทหารที่นี่ก่อนเถอะ’


 

'ถ้าพวกทีมสำรวจหรือทหารหน้าไหนบุกมาพวกเราก็จะฆ่าทิ้งซะ'


 

'แบบนี้ดีแล้วเหรอ?’


 

‘คนพวกนั้นคิดว่าการเจรจากับศัตรูจะได้ผลทั้งๆที่ความเป็นจริงแล้วนั่นมันเป็นการกระทำที่โง่มากตราบใดที่พลังไททันยังอยู่บนโลกใบนี้ก็จะถูกส่งต่อให้รุ่นลูกและหลานไปเรื่อยๆไม่จบไม่สิ้นอยู่ดีถ้าพวกนั้นไม่ฟังเราก็ช่วยไม่ได้ที่ต้องฆ่าทิ้ง'


 

‘…'


 

‘ต่อให้ต้องเสียเพื่อนตัวเองแต่ถ้าเพื่อส่วนรวมและอนาคตก็ไม่เป็นไร'


 

'แต่นั่นเพื่อนนายเองเลยนะ'


 

‘ถ้าพวกนั้นไม่มาขวางฉันก็ไม่ฆ่าทิ้งหรอก’


 

'อย่าฆ่าหัวหน้ารีไวล์นะ'


 

‘แต่รายนั้นต้องคิดมาขวางฉันอยู่แล้วถ้าไม่อยากให้ฉันกำจัดเธอก็ขวางเขาไว้แทนสิ'


 

‘เอเลน…คำพูดคำจานายดูไม่เห็นใจเพื่อนหรือคนรอบตัวนายสักนิด'


 

‘ฉันเหรอไม่เห็นใจ?’


 

เทเรซ่าถอนหายใจให้กับความเย็นชาและไร้ความเห็นใจของเขาแต่จะว่าเขาคนเดียวก็ไม่ได้ในเมื่อเธอเองก็เป็นคนเห็นพ้องด้วยกับเขาและยอมตามเขามาถึงที่นี่


 

‘เพื่ออนาคตต่อให้ต้องเสียพวกพ้องมันก็คุ้มดีไม่ใช่รึไงคนรุ่นหลังที่เกิดมาก็ไม่ต้องพบเจอกับสัตว์ประหลาดหรือสงครามที่มีไททันนั่นมันเป็นสิ่งที่ใครก็ใฝ่ฝันไม่ใช่เหรอ?’


 

เพื่ออนาคต..ต่อให้ต้องเสียคนสำคัญแต่เพื่อส่วนรวมก็ไม่เป็นไร


 

‘เข้าใจแล้ว…'


 

‘กลัวเหรอ?’


 

‘ฉันแค่ไม่อยากเสียคนสำคัญไปอีก’


 

‘เธอจะมากลัวอะไรเอาป่านนี้ในเมื่อเราไม่มีอะไรให้เสียแล้ว'


 

'ก็เพื่อนๆทุกคนนายไม่ใช่รึไงที่เสียไปไม่ได้'


 

เทเรซ่าเริ่มงงกับเอเลนทั้งๆที่เอเลนควรจะกลัวที่จะเสียคนสำคัญอย่างเพื่อนๆที่เหลืออยู่ในตอนนี้แท้ๆแต่แววตากลับไม่มีความลังเลที่จะเลือกทิ้งเพื่อนเพื่อส่วนรวมเลยแม้แต่น้อย


 

‘หมายถึงกรณีที่เราไม่มีทางเลือกแล้วไงเราต้องทิ้งพวกนั้นเพื่อส่วนรวม'


 

‘มันจะดีจริงๆใช่มั้ย?’


 

'ถ้าเราทำให้มันดีขึ้นไม่ได้…’


 

'ก็พังมันให้ยับไปเลย'

.

.

เพราะโลกความเป็นจริงไม่ได้สวยงามและซับซ้อนยากเกินกว่าที่มนุษย์อย่างเราจะเข้าใจหรือเปล่าถึงทำให้พวกเราได้แต่ตั้งคำถามสงสัยกับมันทั้งๆที่ไม่สามารถหาคำตอบได้เหมือนกับไปถามว่าวันนี้จะกินอะไรดีต่อหน้าก้อนหินที่ตั้งวางไว้อยู่แล้ว และถ้าพวกเราหาคำตอบไม่ได้จะทำอย่างไรกับมันดี หาคำตอบต่อไป? หรือเลือกจะไม่ใส่ใจกับมันอีก?


 

นั่นสิถ้าเป็นคนอย่างฉันถ้าหาคำตอบไม่ได้จะทำยังไงต่อกันนะ?


 

ดวงตากลมโตค่อยๆเปิดกว้างอย่างช้าๆ ภาพที่ดูพล่ามัวจนมองไม่รู้อะไรเป็นอะไรค่อยๆชัดขึ้นมาทีละนิดจ้องเพดานที่คุ้นตาอย่างอ่อนเพลียและพยายามนึกเรียบเรียงเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเริ่มตั้งแต่แรกที่ตัวเองไปเขตสโตนเฮสและเจอเรื่องวุ่นวายต่างๆหลังจากนั้น...หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้างนะทำไมถึงนึกไม่ออกเลย


 

แล้วหัวหน้ารีไวล์ล่ะ?


 

ร่างเล็กลุกขึ้นพรวดจากเตียงนอนอย่างรวดเร็วเมื่อนึกถึงเขา แต่ทันใดนั้นเองก็รู้สึกถึงสิ่งหนักที่วางทับมือเธออยู่ เทเรซ่าก้มลงมองมือตัวเองก่อนจะพบว่าเขานอนอยู่ข้างๆเตียงเธอนี้เอง


 

อยู่เฝ้างั้นเหรอ?


 

มือเล็กค่อยๆเคลื่อนไปสัมผัสที่เรือนผมสีดำขลับเบาๆราวกับกลัวว่าเขาจะตื่นมองด้วยสายตาอ่อนโยนรู้สึกใจชื้นขึ้นมานิดหน่อยที่เห็นเขาไม่เป็นอะไร แต่รู้สึกโล่งใจอยู่ได้ไม่นานสายตาก็เลื่อนขึ้นมาหยุดอยู่กับรูปหน้าเตียงของเธอ


 

นั่นมันรูปเรานี่...


 

เทเรซ่ากวาดสายตามองรอบๆห้องที่ถึงแม้จะไม่ได้เปิดไฟแต่ก็พอจะมีแสงรำไรจากนอกหน้าต่างเข้ามาข้าวของในห้องกับกลิ่นอายบรรยากาศที่คุ้นเคยทั้งน้ำหอมกลิ่นผ้าห่มหมอนทุกอย่างล้วนแสดงให้เห็นว่าที่นี่คือห้องนอนของเธอเธอกับมาแล้ว…


 

ได้ยังไงกัน?


 

แล้วทำไมหัวหน้ารีไวล์ถึงอยู่ที่นี่ด้วย…


 

เกิดอะไรขึ้นกันแน่…


 

“เทเรซ่า”


 

เสียงแผ่วเบาดังมาจากคนที่นั่งหลับอยู่เทเรซ่ากำลังตกอยู่ในอาการช็อคจริงจังเรี่ยวแรงที่ไม่มีเหลืออยู่ทำให้เธอเกือบจะวูบไปอีกรอบแต่ความอยากรู้และเข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้มันมากเกินกว่าที่ตัวเธอเองจะยอมทิ้งตัวนอนลงไปเฉยๆมากกว่าอีกจึงเลือกไปเปิดโทรศัพท์ดู


 

แต่เดี๋ยวก่อน โทรศัพท์เรามันพังไปพร้อมกับตอนที่เราตกน้ำก่อนจะโผล่ไปอยู่ที่โลกนั้นไม่ใช่เหรอ?


 

เมื่อคิดได้ดังนั้นเทเรซ่าจึงแกะมือรีไวล์ออกเดินตรงไปยังโต๊ะหนังสือเปิดโน้ตบุ๊คขึ้นมาด้วยความร้อนใจ เพียงไม่กี่วินาทีหน้าจอก็สว่างขึ้นแสดงภาพหน้าจอและวันที่ขึ้นตรงแถบมุมล่าง


 

วันที่30/09/63


 

เดี๋ยวนะ...นี่มันหลังจากสองวันที่เราไปรับเกรดที่โรงเรียนและก่อนหน้านั้นสองวันหรือก็คือวันที่28เป็นวันเดียวกับวันที่เกิดอุบัติเหตุเราหายไปโผล่ที่อีกโลกนึงไม่ใช่รึไง?


 

แต่ว่าตอนที่อยู่โลกนั้นมันผ่านไปห้าเดือนแล้วนะทำไมที่นี่ถึงเพิ่งผ่านไปแค่สองวันเองล่ะ


 

นี่มันอะไรกันแน่?


 

ได้รับ134ข้อความใหม่


 

ข้อความค้างเพียบเลย...แต่ว่ายังไม่ตอบตอนนี้ดีกว่า


 

เทเรซ่าเม้มปากแน่นก้าวขาออกไปจากห้องอย่างเงียบๆเข้าห้องน้ำมองหน้าตัวเองผ่านกระจกที่ดูเหมือนจะโทรมลงไปเล็กน้อยจึงจัดการล้างหน้าล้างตาแปรงฟันให้สะอาดอาบน้ำแล้วถอนหายใจออกมาด้วยความหนักใจ


 

ถ้าเกิดหัวหน้ารีไวล์ตื่นจะทำหน้ายังไงกัน?


 

ทำไมเราถึงลากเขามาที่นี่ได้กันแล้ว…หัวหน้ารีไวล์อีกคนล่ะคาร์ลิสันด้วยเอเลนกับทุกๆคนล่ะ?


 

ทำไมเราถึงจำอะไรไม่ได้เลย


 

เราสร้างความเดือดร้อนอีกแล้วทำให้เขาต้องเดือดร้อนอีกแล้ว…


 

เทเรซ่าที่อาบน้ำเสร็จเดินออกมาแต่งตัวเช็ดผมให้แห้งหมาดๆเดินกลับเข้ามาในห้องนั่งเล่นลังเลใจว่าตัวเองควรจะเข้าไปปลุกเขาดีหรือไม่


 

เราไม่อยากสู้หน้าหัวหน้ารีไวล์เลยแม้แต่น้อยเพราะรู้สึกว่าตัวเองพามาเจอเรื่องแย่ๆและคอยสร้างปัญหาให้เขาตลอดเวลา ถ้าเกิดเขาต้องการหาทางกลับโลกเราเองก็ไม่รู้วิธีด้วยซ้ำว่าต้องทำยังไง อีกอย่างที่โลกนั้นเขามีหน้าที่เป็นของตัวเอง ไม่เหมือนกับเราอยู่แล้วที่ถึงจะมีชีวิตอยู่ที่นี่แล้วไปโผล่ที่โลกนู้นก็ไม่ได้มีปัญหาหรือผลกระทบตามมามากเท่าไหร่เพราะเราไม่ได้สำคัญเหมือนกับหัวหน้ารีไวล์ที่เป็นความหวังของทุกคนที่ใครๆต่างก็ต้องการ


 

เทเรซ่าเปิดประตูเข้าไปในห้องนอนอย่างช้าๆและปิดลงสนิทหย่นตัวนั่งลงกับเตียงนุ่ม จริงสิก่อนหน้าที่เราจะออกไปอาบน้ำหัวหน้ารีไวล์มีไข้ด้วยนี่


 

ว่าแล้วเทเรซ่าก็วนกลับออกไปข้างนอกพร้อมถือกะละมังน้ำกับผ้าขนหนูผืนเล็กขาวสะอาดเดินเข้ามาวางไว้บนหัวเตียง


 

เทเรซ่าบิดผ้าให้แห้งหมาดๆเช็ดลงบนใบหน้าคมที่นอนหลับสนิทอยู่ด้วยความตั้งใจ คนร่างแกร่งที่รู้สึกมีอะไรมาสัมผัสกับใบหน้าจึงค่อยๆลืมตาขึ้นอย่างช้าๆก่อนจะเอ่ยชื่อออกมาเธอออกมาเบาๆ


 

"ตื่นแล้วเหรอคะ?"


 

รีไวล์ไม่พูดอะไรแต่พยักหน้าให ้ดึงมือเธอที่ถือผ้าขนหนูผืนเล็กอยู่ออกห่างจากใบหน้าเขา เทเรซ่ารู้สึกใจเสียเล็กน้อยเมื่อถูกมองด้วยสายตาแปลกๆที่แม้แต่เธอก็ดูเขาไม่ออกจึงรู้สึกกระอักกระอ่วนอย่างบอกไม่ถูก


 

"ทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่"


 

"เรื่องนั้น..."


 

"เธอรู้มั้ยว่าก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง อยู่ๆทุกอย่างก็ดับวูบไปพอฉันตื่นมาก็อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ส่วนเธอก็ไม่ได้สติอีก"


 

"..."


 

"รู้มั้ยว่าเธอกำลังทำฉันเดือดร้อน"


 

ว่าแล้วเชียว...โดนดุจริงๆด้วย ถึงจะถูกกล่าวหาว่าผิดที่สร้างความเดือดร้อนแม้ไม่ได้ตั้งใจก็ตามแต่ก็อยากจะเข้าข้างตัวเองอยู่เหมือนกันว่าตัวเองไม่ได้ผิดเพราะไม่รู้อะไรเลยด้วยซ้ำ


 

ไม่ได้ตั้งใจให้เกิดเรื่องแบบนี้...


 

"ขอโทษค่ะ"


 

"เธอต้องพาฉันกลับโลก ไม่งั้นคนที่นั่นจะวุ่นวายแค่ไหนกันที่อยู่ๆก็หาฉันไม่เจอ"


 

"หนูจะพยายามค่ะ..."


 

"นานมั้ย"


 

"หนู...ไม่ทราบค่ะ"ร่างเล็กนั่งตัวลีบคอตกพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา


 

"ตะ..แต่ว่าหนูจะพยายามดูแลหัวหน้าให้ดีที่สุดเหมือนที่หัวหน้าเคยดูแลหนูตอนอยู่โลกนั้นนะคะ เพราะงั้นหัวหน้าอย่าเครียดมากนะคะ หัวหน้ากำลังมีไข้อยู่นะ"


 

"เธอคิดว่าคนอย่างฉันแค่ไข้ขึ้นจะเป็นอะไรรึไง?"


 

"นะ..หนูก็แค่เป็นห่วง ทำไมหัวหน้าต้องทำเสียงหงุดหงิดใส่กันด้วย หนูก็ไม่ได้อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นสักหน่อย หนูก็เครียดเหมือนกันนะเพราะต้องมาทำให้หัวหน้าเดือดร้อน ถ้าเกิดจะเอาแต่พูดจากแดกดันกันอย่างนี้ก็อย่าพูดเลยจะดีกว่า!"


 

"ได้ ไม่พูดก็ได้"


 

เทเรซ่ารู้ตัวดีว่ากำลังทำตัวงี่เง่าและใช้อารมณ์ใส่เขาอยู่ ซึ่งมันไม่เหมาะสมเลยที่เธอทำแบบนี้ใส่เขาที่เป็นผู้ใหญ่มากกว่าเธอ จึงเลือกที่จะทิ้งผ้าขนหนูลงกะละมังปล่อยให้เขาจัดการด้วยตัวเองแล้วเดินออกไปข้างนอกหลบอยู่มุมบันไดนั่งสงบสติอารมณ์อยู่ตรงนั้น


 

"เข้ามาในห้อง"


 

เทเรซ่ามองเขาแวบนึงก่อนจะหันกลับไปนั่งเขี่ยพื้นบันไดเล่นอย่างเงียบๆ รีไวล์เดินเข้าไปนั่งใกล้ๆคนตัวเล็กจึงเขยิบห่างออกจากเขา


 

"เมื่อกี๊ที่พาลไปน่ะไม่ได้ตั้งใจ"


 

"อือ"


 

"ฉันขอโทษ"


 

"หนูสร้างความเดือดร้อนให้ หัวหน้าก็ไม่ได้พูดผิดสักหน่อย"


 

รีไวล์มองร่างเล็กอย่างช่างใจ ความรู้สึกของเขามาสับสนไปหมด ทั้งโทษเธอทั้งๆที่รู้ว่าเธอก็ไม่ได้ตั้งใจให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ยิ่งเดิมทีเทเรซ่าเป็นคนคิดมากชอบโทษตัวเองเป็นเดิมทุนอยู่แล้วคงรู้สึกผิดอยู่แน่ๆ


 

"ก็ไม่ได้ขนาดนั้น"


 

"ทำไมหนูถึงชอบสร้างเรื่องให้ตลอดเลยนะ"


 

"เธอไม่ได้ตั้งใจ"


 

"เมื่อกี๊หัวหน้าเพิ่งโทษหนู"


 

รีไวล์ถึงกับไปต่อไม่เป็นเพราะเมื่อครู่นี้เขาเพิ่งโทษเทเรซ่าไปจริงๆ


 

"แต่ว่าหนูก็ทำให้หัวหน้าลำบากจริงๆนั่นแหละ ไม่ว่าจะเรื่องไหนหนูก็สร้างเรื่องให้หัวหน้าและทุกคนได้ตลอดเวลาเลย จะแก้ปัญหาก็ไม่ได้เพราะไม่รู้อะไรเลย จะหาคำตอบก็ไม่ได้เพราะถูกคุมตัวตลอดเวลา ถึงแม้ตอนนี้หนูจะไม่เป็นอย่างนั้นแล้ว แต่สุดท้ายตัวหนูก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี"


 

"เธอมันขี้คิดมาก"


 

"สารภาพสิว่าหัวหน้าเองก็เคยคิดกับหนูแบบนั้น คิดว่าหนูสร้างความเดือดร้อนให้ทั้งๆที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับหัวหน้าเลย"


 

อืม...เคยคิดแบบนั้นจริงๆนั่นแหละ เขาเคยคิดแบบนั้นมาตลอดหรือแม้กระทั่งตอนนี้ก็ตามแม้จะแค่จิตใต้สำนึกและแสดงออกว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรแต่ลึกๆเขาก็ยังแอบโทษเธออยู่ในใจ ทำไมเขาถึงคิดแบบนี้กันนะ


 

"แต่ว่า...ถึงจะไม่รู้อะไรเลยก็ตาม แต่ที่หัวหน้าหายมาโลกนี้อาจไม่มีผลกระทบอะไรก็ได้ ที่นี่น่ะเพิ่งผ่านไปแค่2วันเองหลังจากที่หนูประสบอุบัติเหตุ ทั้งๆที่โลกนั้นผ่านไป5เดือนแล้ว"


 

"เธอหลับไปสองวัน งั้นก็หมายความว่าถ้าไม่นับสองวันนี้เท่ากับเวลาที่นี่ไม่ได้ผ่านไปไหนเลย"


 

"หลับไปสองวันเหรอ...ถ้าเป็นอย่างนั้นก็คงเป็นอย่างที่หัวหน้าบอก งั้นการที่หัวหน้าจนกว่าจะหาทางได้ต่อจะให้เป็นเดือนๆที่โลกทางนั้นเวลาอาจจะไม่ผ่านไปไหนก็ได้"


 

"แต่พวกเราชะล่าใจไม่ได้ จะให้เวลาผ่านไปเปล่าๆแบบนี้ก็คงไม่มีอะไรคืบหน้าอยู่ดี"


 

"ขอโทษนะคะ จะพยายามให้เร็วที่สุดค่ะ แต่ว่าคงต้องใช้เวลานานอยู่ดีนั่นแหละ หนูยังเป็นนักเรียนอยู่แถมกำลังต้องเตรียมสอบเข้าที่เรียนในระดับสูงขึ้นไปอีกด้วย ถ้าหนูไม่เรียนก็จะไม่มีงานทำ มันเป็นอนาคตของหนู"


 

"...ดูเห็นแก่ตัวหรือเปล่าคะที่หนูเลือกตัวเองด้วยแทนที่จะทุ่มแรงช่วยหัวหน้าทั้งหมดเลย"


 

"มันเป็นสิทธิ์ของเธออยู่แล้วนี่ อีกอย่างถ้าเธอมีอนาคตมันก็ดีไม่ใช่รึไง"


 

"แต่..."


 

"แต่อะไรอีก ระหว่างนี้เธอก็แค่ดูแลฉันเหมือนที่ฉันดูแลเธอสิ"


 

"หนูทำอาหารไม่เป็นนะ"


 

"เดี๋ยวทำให้"


 

"หนูกันขโมยหรือเป็นหมาเฝ้าบ้านให้ไม่ได้หรอกนะถึงจะเป็นบ้านของตัวเอง"


 

"เธอมีใครอยู่ด้วยกันล่ะตอนนี้"


 

"หนูชอบไม่สบายบ่อยทำให้ต้องคอยดูแลบ่อยจนน่ารำคาญนะ"


 

"ฉันดูแลเธอได้"


 

"หนูขี้แยบ่อยนะ ตื่นมาร้องไห้กลางดึกบ่อยมากทนไหวเหรอ"


 

"เดี๋ยวคอยปลอบ"


 

เหมือนกับบรรยากาศมาคุเมื่อก่อนหน้าค่อยๆคลายลงเหลือเพียงความหนาวเหน็บที่ค่อยๆถูกฝังลงไปและแทนที่ด้วยความอบอุ่นจากคนตรงหน้า ถึงปากจะว่าร้ายชวนให้ทะเลาะมากแค่ไหนแต่ก็ยังคงเป็นที่พึ่งพิงให้ยามคับขันหรือยามที่ลำบากตลอดเวลา เป็นเหมือนกับความโชคดีที่ผ่านเข้ามาของกันและกันทั้งคู่เพื่อเกิดมาเพื่อคู่กัน ถึงจะโชคร้ายไปบ้างแต่เพราะอย่างนี้ความสัมพันธ์ของเขาจึงเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม


 

เรื่องราวของพวกเขาบางทีอาจจะเพิ่งเริ่มขึ้นในบทใหม่ก็ได้


 

จากบทแรกคือการพบเจอ


 

บทที่สองคือการทำความรู้จัก


 

บทที่สามคือการได้เริ่มใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน


 

ดูเหมือนเป็นความสัมพันธ์ที่ชวนสับสนและมึนงงว่าต้องเรียกมันว่าอะไร จะเรียกว่าแฟนก็ดูจะคันยุบยิบจักจี้ที่หัวใจหน่อย จะเรียกว่าสามีภรรยาก็ไม่ใช่ จะเรียกว่าความสัมพันธ์ที่คลุมเครือก็ถูกครึ่งผิดครึ่งอีกเพราะต่างคนต่างชัดเจนแล้วว่ารู้สึกยังไงเพียงแต่ไม่ได้เป็นอะไรกันแต่สบายใจที่ได้อยู่ด้วยกัน


 

ไม่ว่าจะในสถานะหรือฐานะใด ตราบใดที่เขายังคงอยู่ข้างเธอ จะเป็นอะไรก็ได้ขอแค่ได้อยู่กับเขา


 

"ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะหัวหน้ารีไวล์"


 

"ฉันต่างหากต้องพูดคำนั้น"


 

"ถึงโลกนี้จะไม่เหมือนที่หัวหน้าเคยอยู่เพราะมีอะไรที่หัวหน้าไม่รู้จักมากมายแต่สุดท้ายคนที่ดูแลหนูจริงๆก็เป็นหัวหน้าอยู่ดีไม่ใช่เหรอคะ เพราะหนูเด๋อทำอะไรไม่เป็นเลยนี่นา ซุ่มซ่ามแล้วยังติ๊งต๊องอีก"


 

"ขี้แยด้วย"


 

รีไวล์เสริมเข้าไป ข้อนี้ต้องขีดเส้นใต้เน้นย้ำสักสิบครั้ง เทเรซ่าหัวเราะแห้งๆเพราะเห็นด้วยกับที่เขาพูดก้มหน้าลงพลางคิดอะไรไปเรื่อยก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาถามเขา


 

"จะคอยปลอบหนูจริงๆใช่มั้ยคะ"


 

"ที่ผ่านมาก็เป็นฉันตลอดไม่ใช่รึไงที่คอยปลอบเธอ"


 

"แต่ก็เป็นคนเดียวกันที่ทำให้หนูร้องไห้ด้วยนะคะ"


 

"อืม รู้แล้ว จะพยายามทำตัวให้ดีกว่าเดิม"


 

"...หนูก็จะพยายามขี้แยให้น้อยลง ไม่งอแงค่ะ"


 

"งอแงมาเถอะ"


 

"???"


 

"เธอคนเดียวทำไมฉันจะปลอบไม่ได้"


 

เพราะว่าบ้านยังไม่ได้เปิดแอร์แน่ๆถึงรู้สึกร้อนแบบนี้ แต่ทำไมหน้ามันถึงร้อนผ่าวขึ้นมาเรื่อยๆกันนะ แถมดวงตาก็รู้สึกเหมือนมีน้ำตาคลอเบ้าจนใกล้จะไหลลงมาด้วย


 

"งอแงได้จริงๆเหรอ"


 

"แต่อย่าบ่อยมากละกัน ไม่ชอบน้ำตาเธอ"


 

"อื้อ"


 

เทเรซ่าไม่รู้จะพูดอะไรนอกจากรู้สึกซึ้งกับประโยคที่ดูเหมือนจะบอกรักอ้อมๆ ถึงจะไม่เคยได้ยินตรงๆจากเขาและถ้าเป็นคนอื่นอาจจะไม่เข้าใจหรือรู้สึกหงุดหงิดกับผู้ชายคนนี้ที่ชอบทำอะไรหรือพูดอะไรอ้อมค้อม แต่สำหรับคนอย่างเธอที่รู้จักเขาดีพอมันทำให้รู้ว่าทุกคำพูดของเขาถึงจะมีบ้างที่ไม่รู้เรื่องแต่ก็รู้ว่ามีค่ามากแค่ไหน


 

ตอนแรกนึกว่ารักผู้ชายคนนี้มากจนไม่รู้จะรักยังไงต่อแล้ว แต่ก็คิดผิดเพราะเธอกำลังรักผู้ชายคนนี้มากกว่าเดิมในทุกๆวัน


 

ชอบเขามาตั้งแต่ยังไม่เคยเจอเขาตัวจริง ชอบเขามาตั้งแต่ที่เขายังเป็นแค่ผู้ชายในอนิเมะคนนึง ก่อนจะมารักเขาในฐานะผู้ชายคนนึงจริงๆหลังจากที่ได้เจอเขาและยังรักเขามากกว่าเดิมอีก


 

ถึงจะเห็นใบหน้าผู้ชายคนนี้จนนับครั้งไม่ถ้วนหรืออยู่กับเขาพอที่จะมีภูมิต้านทานหรือเคยชินกับเขาแต่ไม่เลย


 

ทุกอย่างยังดูใหม่ไปหมด เหมือนกับยังเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน เธอเขินอายและใจเต้นให้กับเขาจนนับไม่ถ้วน รู้สึกว่าไม่เคยชินและไม่เคยพอสักครั้งในสัมผัสของเขา ไม่ว่าจะเป็นการลูบหัวหรือจับมือก็ตาม


 

บางทีก็อยากตั้งคำถามกับตัวเองเหมือนกันว่ารักเขามากเท่าไหน ก็น่าจะตอบว่าเท่านอกโลกไปเลยก็ได้


 

ก็เพราะนอกโลกคือจักรวาลที่ไม่มีที่สิ้นสุดและหาคำตอบไม่ได้นี่


 

รักเขาเท่าระยะอนันต์ของจักรวาลเลย


 

รักแค่เขาด้วย...


 

"แล้วก็อย่าจ้องฉันด้วยสายตาแบบนั้นบ่อยด้วย"


 

เรามองเขาด้วยสายตาแบบไหนกันนะ? ถึงจะไม่รู้แต่ที่กำลังรู้สึกอยู่ตอนนี้คือใบหน้ากำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้เราเรื่อยๆจนต้องหลับตาลงเมื่อรับรู้ถึงสัมผัสนุ่มแตะที่ริมฝีปากเบาๆ


 

"เพราะว่าฉันชอบจูบเธอ"


 

สายตาอบอุ่นและดวงตาคู่คมสีน้ำเงินจ้องเข้ามาในดวงตาตาของเธอและเคลื่อนไปจูบที่กลุ่มเส้นผมที่บังปิดหน้าผากของใบหน้าเล็กอย่างอ่อนโยน


 

มือบางเลื่อนขึ้นมาลูบสันกรามคมประคองแก้มของอีกฝ่ายโน้มใบหน้าเข้าไปหาเขาอย่างเขินอายแต่ก็อยากที่จะได้รับสัมผัสจากเขา


 

"หนูก็ชอบจูบเหมือนกัน"

 


 

-------------------------------

Talk With Writer

เปิดทวิตแล้วค่ะ


 


 


 


 


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 168 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

310 ความคิดเห็น

  1. #252 dolphinsaysmeow (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2564 / 08:35
    ชอบมาก สนุกมากๆคัลแงงง ไรท์มาต่อเร็วๆนะคะ
    #252
    0
  2. #184 jrnzp03 (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 26 มีนาคม 2563 / 10:51
    เนื้อเรื่องน่าติดตามมาก ๆ
    #184
    1
    • #184-1 Little_fg(จากตอนที่ 34)
      26 มีนาคม 2563 / 21:31
      ขอบคุณมากนะงับบ
      #184-1
  3. #164 wiepme (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2562 / 14:03

    อ๊ากกกกกกกกกก อ่านแล้วเขินนนน>///<

    #164
    1
  4. #163 night angle (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2562 / 12:00
    ไรท์!! มือสั่นไปหมดแล้วว เขินอ๊ะ!
    #163
    1
    • 13 มิถุนายน 2562 / 20:05

      พาร์ทต่อไปก็เดาๆได้เลยว่าจะเป็นไง เพราะปูทางมาให้ใช้ชีวิตดั่งคู่ชีวิตแล้ว >//<
      #163-1
  5. #160 Agnes_pp (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 09:06
    กิ้ะดดดดดดเ
    #160
    1
  6. #159 ChutimonPin (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2562 / 20:47
    ไปอ่านมาแล้ว ฟินมากกก อร้ายยย หัวหน้าา
    ก็ห้องมันไม่เก็บเสียง... *///*
    #159
    1
  7. #158 Agnes_pp (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2562 / 18:53
    ทวิตเเอคไม่ขึ้นน้า
    #158
    3
    • 14 พฤษภาคม 2562 / 18:56
      แงงเราเปิดเป็นพับลิคแล้วนะเป็นเพราะอะไรกัน เตงลองเสิร์ชอีกครั้งนะงับเดี๋ยวถ้าไม่ได้เราลองหาทางอื่น
      #158-1
    • 14 พฤษภาคม 2562 / 18:58
      อะเครงับ
      #158-3
  8. #157 นักอ่านเเสง(?) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2562 / 18:42
    หาทวิตไม่เจออ่ะคะไม่เคยเล่นเพิ่งมาสมัครเพื่ออ่านอันนี้โดยเฉพาะ5555
    #157
    1