เสน่หาพยัคฆินทร์

ตอนที่ 14 : พรหมลิขิต (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,532
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 36 ครั้ง
    12 พ.ค. 62



“ยายเกรซ!


เสียงเรียกชื่อตัวเองที่ดังราวกับฟ้าผ่าทำให้เกสรีทำคอย่น รู้ทันทีว่าเรื่องที่พยายามปิดบังคงจะไม่เป็นความลับอีกแล้ว สิงห์สาวแห่งไร่ภูพญาส่งยิ้มไปเป็นทัพหน้าเมื่อประตูห้องนอนถูกระชากให้เปิดออกตามอารมณ์ของพี่ชาย พยายามทำใจดีสู้เสือที่ยืนทำตาวาวอยู่นั่น


“พี่เคนน่ะ ทำไมต้องเรียกเสียงดังขนาดนี้ด้วย ตกใจหมดเลย แล้วจะเข้าห้องคนอื่นทำไมไม่รู้จักเคาะประตู ไม่มีมารยาทเลย” เกสรีรีบต่อว่าคนเป็นพี่เพื่อชิงความได้เปรียบ


“มารยาทเหรอ นักเลงอย่างเรากล้าพูดเรื่องมารยาทด้วยเหรอยายเกรซ แล้วตอนที่เราไปต่อยคนอื่นเขาจนหน้าแหกน่ะได้ถอนสายบัวก่อนรึเปล่าฮ้า!” นฤเคนทร์ถามน้องสาวเสียงเขียว


“เกรซแค่ป้องกันตัวต่างหาก ไม่ได้ตั้งใจชกใครสักหน่อย” เกสรีบ่นอุบอิบ


“ป้องกันตัว?” นฤเคนทร์อุทานพร้อมกับถลึงตาใส่ไข่แดงของครอบครัว เขายังมองไม่เห็นเลยว่าลอร่าจะมาทำอะไรเกสรีได้


“จริงๆ นะ” เกสรีย้ำรัวๆ แต่ใบหน้างดงามเริ่มมุ่ยเมื่อเห็นสายตาไม่เชื่อถือของคนเป็นพี่


“เอา ว่ามา เราป้องกันตัวแบบไหน” นฤเคนทร์ตั้งตัวเป็นทนายซักฟอกจำเลยทันที


“ยายรอล่านั่นผลักเกรซก่อน”


“เขาชื่อลอร่า” นฤเคนทร์เอ็ดน้องเสียงเขียว ถึงแม้ว่าจะค่อนข้างเห็นด้วยก็ตาม


เกสรีทำปากเบะเมื่อนึกถึงหญิงสาวที่เป็นหัวข้อสนทนาของตัวเองกับพี่ชาย “ยายนั่นน่ะเหมาะกับชื่อนี้ที่สุดแล้ว วันๆ เอาแต่รอล่าเหยื่ออยู่ตลอด หึ! ตอนแรกก็อยากล่าพี่เคนด้วยใช่ไหมล่ะ พอเกรซรู้ทันก็มาทำเป็นโกรธ”


นฤเคนทร์ถอนหายใจเมื่อนึกถึงดาราหน้าใหม่คนนั้น ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าเจ้าหล่อนทอดสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กมาให้อย่างที่เกสรีว่าจริงๆ


ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาก็คงข้ามสะพานนั้นไปตามประสาคนไม่หวงเนื้อหวงตัวนั่นละ แต่ตอนนี้กำลังมีปัญหาคาราคาซังกับเต่าปริศนาอยู่ อารมณ์ซุกซนพรรค์อย่างนั้นก็เลยพลอยหดหายไปด้วย เขารู้ว่าการแสดงท่าทีปฏิเสธของตนเองในระยะหลังอาจจะทำให้ลอร่าเข้าใจผิดว่าเกสรีกีดกัน ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่อย่างนั้นเลย แต่ก็คิดไม่ถึงว่าสองสาวจะเขม่นจนถึงขั้นวางมวยกัน


“เขาจะล่าใครมันก็เรื่องของเขาไม่ใช่หรือไง เรามีสิทธิ์อะไรไปต่อยเขา”


นฤเคนทร์ตั้งท่าอบรมน้องสาวแบบที่ไม่ค่อยได้ทำนัก เพราะส่วนใหญ่หน้าที่นี้สีหราชที่เป็นพี่ชายคนโตมักจะรับเหมาไว้เองหมด เนื่องจากปกตินฤเคนทร์เองก็เฮี้ยวพอกัน จับคู่กับเกสรีทีไรก็เอาแต่ทะเลาะกันแบบเด็กๆ จนทั้งบิดามารดาและคนเป็นพี่ชายใหญ่ได้แต่เอือมระอา


ไข่แดงของบ้านพัฒนามนตรีหน้าคว่ำกว่าเดิมเมื่อโดนเอ็ด ปกติเธอไม่ค่อยกลัวนฤเคนนทร์นัก เนื่องจากฝ่ายนั้นก็มีพฤติกรรมที่คนในครอบครัวบอกว่า พอๆ กันกับเธอนั่นละ แต่เนื่องจากครั้งนี้ตัวเองมีคดีติดตัวจึงไม่กล้าโต้เถียงรุนแรงนัก นฤเคนทร์เลยฉวยโอกาสได้ทีขี่แพะไล่อย่างที่เป็นอยู่


“ก็ไม่ได้อยากจะยุ่งด้วยหรอกถ้าเขาไม่มายุ่งกับพี่เคนก่อน รับรองว่าพ่อกับแม่ไม่อยากได้คนแบบนั้นมาเป็นลูกสะใภ้หรอก แหม...ทีแรกก็เห็นทำท่าเครซีพี่เคนจะเป็นจะตาย เผลอแป๊บเดียวไปล่าเหยื่อที่คลับเสียแล้ว ผู้หญิงอย่างนี้พี่เคนอย่าไปยุ่งด้วยเด็ดขาดเลยรู้ไหม” คนเป็นน้องได้ทีเทศนาพี่ชายบ้าง ดวงตาคู่งามไหวไปวูบหนึ่งเมื่อคิดถึงเหยื่อของลอร่าในคืนนั้น ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม


“เออ พี่ก็ไม่ได้ไปยุ่งอะไรกับเขาสักหน่อย เราไม่ต้องลำบากกีดกันจนต้องคอยไปวิ่งไล่ต่อยชาวบ้านเขาอย่างนั้นหรอก”


“เกรซเป็นห่วงพี่เคนหรอก ถึงได้พลั้งมือไปน่ะ อีกอย่าง ก็บอกแล้วไงว่ายายนั่นผลักเกรซก่อน แถมยังไม่ยอมขอโทษเกรซด้วย” เกสรีไม่ยอมจำนนโดยง่าย


“ถึงยังไงเราก็ไม่ควรต่อยเขาแรงขนาดนั้น อีกอย่าง ที่เราไปมีเรื่องด้วยน่ะ ไม่ใช่แค่ลอร่าไม่ใช่เหรอ พี่เห็นเราเขม่นคนอื่นเขาไปทั่ว” คนเป็นพี่ก็ไม่ยอมเช่นกัน ตั้งแต่เกสรีมาทำหน้าที่ผู้จัดการส่วนตัวให้เขาแทนซูซี่ที่เกิดอุบัติเหตุ ก็ปรากฏว่าเธอมีเรื่องเขม่นกับดาราสาวที่แวดล้อมเขาอยู่หลายราย


เกสรีทำหน้ามุ่ย เอ่ยด้วยน้ำเสียงเอาแต่ใจ “ก็เกรซไม่ชอบพวกนั้น ไม่อยากให้พี่เคนไปยุ่ง ไม่อยากให้เขามายุ่งกับพี่เคนด้วย”


“เราจะงอแงเอาแต่ใจเหมือนตอนอยู่บ้านไม่ได้” นฤเคนทร์เอ่ยเสียงดุ


หน้ามุ่ยๆ กลายเป็นหน้าคว่ำเมื่อคนเป็นพี่ทำเสียงดุใส่ ปกตินฤเคนทร์เป็นคนขี้เล่น ถึงจะชอบหาเรื่องทะเลาะกับเธอบ่อยๆ แต่ก็เป็นแบบขำๆ น้อยครั้งนักที่คนอารมณ์ดีอย่างเขาจะดุเธอแบบนี้ ไข่แดงของบ้านพัฒนามนตรีจึงไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมาก ทั้งโกรธทั้งน้อยใจ


นฤเคนทร์เองเห็นอาการแบบนั้นก็รู้เลยทันทีว่าน้องนุชสุดท้องของเขากำลังงอนอย่างหนัก ถ้าลองว่ายังเถียงฉอดๆ แสดงว่ายังไม่โกรธมาก แต่ลองเงียบขึ้นมาเมื่อไรแสดงว่าโกรธหรืองอนหนักจนไม่อยากจะเสวนาด้วย เสียงของคนเป็นพี่จึงอ่อนลงพอสมควร


“ทำไมถึงไม่ชอบพวกเขาขนาดนั้นล่ะ” แคซาโนวาหน้าหยกประจำวงการบันเทิงถามขึ้นมาด้วยความข้องใจ ไม่เข้าใจเช่นกันว่าทำไมน้องสาวต้องตั้งแง่กับพวกดาราสาวที่พยายามเข้ามาสร้างความสัมพันธ์กับเขาถึงขนาดนั้น


“ก็พวกเขานิสัยไม่ดี ไม่มีความจริงใจ” เกสรีตอบ หน้ายังไม่หายคว่ำ


“อะไรทำให้เราคิดแบบนั้นล่ะ หืม?”


“ก็ตอนที่เกรซมาช่วยพี่เคนแทนพี่ซูซี่ใหม่ๆ พวกนั้นก็ยังมาทำดีด้วย”


“อ้าว เขาทำดีด้วยแล้วทำไมถึงคิดว่าเขาไม่ดีล่ะ” คนเป็นพี่งงไปใหญ่


“เชอะ! มีแต่พวกทำดีหวังผลทั้งนั้น พวกนั้นเข้ามาทำดีด้วยตอนแรก เพราะอยากใช้เกรซเป็นสะพานข้ามไปหาพี่เคนต่างหาก ไม่มีใครชอบเกรซจริงๆ สักคน”


นฤเคนทร์ถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อฟังน้องสาวพูดจนจบ ไม่รู้จะเอาอะไรมาโต้แย้ง เพราะจะว่าไปมันก็มีส่วนถูกอยู่ไม่น้อย


“พอเกรซไม่ค่อยชวนคุยก็หาว่าหยิ่ง วางท่าว่ามีพี่ชายเป็นคนดัง หาว่าไม่อยากช่วยเรื่องพี่เคน แล้วก็ไม่พอใจเอาดื้อๆ เกรซไม่ได้หยิ่งสักหน่อย แค่ไม่รู้จะคุยอะไรกับพวกเขาเท่านั้นเอง” เกสรีระบายความอัดอั้นยาวเหยียด


คนเป็นพี่ถอนหายใจอีกรอบ เขารู้ดีว่าเกสรีไม่ใช่คนถือตัวหรือหยิ่งเลยสักนิด แต่ที่ไม่ค่อยคุยกับดาราสาวพวกนั้นคงเพราะไม่รู้จะคุยอะไรจริงๆ น้องสาวเขาเรียนจบพละ เพื่อนๆ โดยมากก็มีแต่ผู้ชาย เป็นสาวสายลุย แล้วเธอจะไปรู้เรื่องแฟชั่นอะไรทั้งหลายแหล่ที่พวกดาราชอบคุยกันได้อย่างไร แทบจะเรียกได้ว่าไม่มีอะไรที่เป็นจุดร่วมพอจะหาเรื่องคุยกันได้สักเท่าไรเลย


“พี่เคนจะเป็นแฟนกับคนพวกนี้จริงเหรอคะ” เกสรีถามเสียงอ่อย คิดว่าถ้าเธอเข้ากับแฟนนฤเคนทร์ไม่ได้ก็คงลำบากใจด้วยกันทั้งคู่


“ไม่หรอกน่า อย่ากังวลไปเลย” นฤเคนทร์ลูบศีรษะน้องสาวเบาๆ “พี่ไม่มีทางรักผู้หญิงที่ไม่รักน้องพี่หรอก ครอบครัวสำคัญสำหรับพี่แค่ไหน เราก็น่าจะรู้ดี”


เกสรียิ้มหน้าบานเมื่อคนเป็นพี่รับปาก กอดแขนและเอียงศีรษะซบไหล่ด้วยท่าทางประจบ ไม่บ่อยครั้งนักที่เธอจะออดอ้อนนฤเคนทร์แบบนี้ เพราะปกติเป็นคู่กัดกันมากกว่า


คนเป็นพี่ผลักศีรษะคนขี้ประจบเบาๆ ด้วยความหมั่นไส้ เมื่อกี้ยังทำหน้าคว่ำอยู่แท้ๆ ทีนี้ละมาทำยิ้มระรื่น แต่ก็อย่างว่าละนะ เขาเองถึงจะชอบทะเลาะกับเกสรี แต่ที่จริงแล้วก็ตามใจเธอไม่แพ้คนอื่นๆ ในครอบครัวเพราะเป็นน้องนุชสุดท้องที่พวกเขาถนอมไว้ตรงกลางใจจนเรียกว่าไข่แดงของบ้านนั่นละ


ดูเอาเถอะ เขาตั้งใจจะเข้ามาเอาเรื่องเธอแท้ๆ ไปๆ มาๆ กลับมานั่งให้ออดอ้อนจนเกือบลืมจุดประสงค์ที่แท้จริงไปเสียได้


“ไม่ต้องมาอ้อนหรอก พี่ยังไม่ลืมหรอกนะที่เราไปก่อเรื่องไว้น่ะ”


เกสรีแอบทำหน้าเซ็งเมื่อคนเป็นพี่วกมาเรื่องนี้อีกรอบ “นี่ใครคาบข่าวมาบอกพี่เคนเนี่ย ยายรอล่านั่นกล้าบอกเรื่องตัวเองจมูกเบี้ยวกับคนอื่นด้วยเหรอ”


“คุณปุ้ยเขาโทร. มาบอก ไม่อย่างนั้นพี่คงไม่รู้หรอกว่าเราไปก่อเรื่องใหญ่ไว้ขนาดนี้ ใจคอเราตั้งใจจะปิดพี่ใช่ไหมฮึยายเกรซ” นฤเคนทร์เอ็ดอีกรอบ


“แหม...ไม่ได้ตั้งใจปิดสักหน่อย แค่คิดว่าจะพยายามจัดการเองเท่านั้นแหละ ไม่อยากมากวนใจพี่เคนไง”


“ไม่อยากกวนใจหรือกลัวพี่ดุเอา บอกมาตรงๆ”


คนถูกรู้ทันทำหน้ายู่ แม้จะรู้ว่าเรื่องนี้ปิดอย่างไรก็คงไม่มิด แต่ก็ไม่คิดว่าจะถึงหูนฤเคนทร์เร็วขนาดนี้ แหม...ยายรอล่าเหยื่อ ตอนเธอถามว่าต้องการให้รับผิดชอบอะไรไหมก็ไม่พูดอะไรสักอย่าง ที่แท้คงตั้งใจจะมาฟ้องนฤเคนทร์แต่แรกแล้วละสิเนี่ย!


เห็นท่าทางไม่ยอมสบตาของจอมแสบประจำบ้าน นฤเคนทร์ก็รู้โดยไม่ต้องรอฟังคำสารภาพจากจำเลยว่าน่าจะเป็นอย่างหลัง จึงได้แต่ถอนหายใจด้วยความหนักอก


“เอาละ เราน่ะไม่ต้องจัดการอะไรแล้ว เดี๋ยวจะไปกันใหญ่ เตรียมตัวกลับบ้านได้แล้ว เดี๋ยวพี่จะไปส่ง”


นฤเคนทร์เอ่ยเมื่อตัดสินใจเด็ดขาดว่าควรจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ขืนปล่อยให้เกสรีไปจัดการเองอย่างที่เจ้าตัวว่า ก็ไม่รู้ว่าผลจะออกมาเป็นแบบไหน เพราะฟังๆ จากผู้จัดการของลอร่าแล้ว ดูเหมือนฝ่ายนั้นจะไม่หายโกรธง่ายๆ ดังนั้นการส่งเกสรีกลับบ้านน่าจะเป็นทางออกทีดีที่สุดในตอนนี้ ขืนให้ทำหน้าที่ผู้จัดการให้เขาต่อไป ก็ไม่รู้ว่าวันไหนแม่เจ้าประคุณจะไปวางมวยกับใครอีก เพราะดูๆ แล้วในบรรดาสาวๆ ที่มาวอแวกับเขา เธอไม่ชอบใครเลยสักคน


“เมื่อกี้พี่เคนว่าไงนะ” เกสรีถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ผงกศีรษะที่ซบไหล่คนเป็นพี่อยู่ขึ้นมาสบตาเขาทันที


“พี่บอกว่าจะไปส่งเรากลับบ้าน”


“กลับบ้าน! จริงๆ นะ พี่เคนห้ามโกหกนะ ห้ามเปลี่ยนใจด้วย”


“รู้แล้วน่า”


เกสรียิ้มแฉ่งเมื่อในที่สุดก็จะได้กลับบ้านเสียที เธอเบื่อกรุงเทพฯ แต่ที่เบื่อยิ่งกว่าก็คือวงการมายาที่พี่ชายของเธอใช้ชีวิตอยู่นี่ละ แต่ดีใจไปได้สักพักหนึ่งก็ค่อยๆ หุบยิ้มลง


“แล้วอย่างนี้ใครจะช่วยพี่เคนล่ะ พี่ซูซี่ก็ยังไม่หายเลย”


อย่างไรเสียเธอก็อดห่วงคนเป็นพี่ไม่ได้ หลังจากที่มาช่วยงานนฤเคนทร์มาระยะหนึ่งถึงทำให้รู้ว่าการเป็นดาราก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด  และยิ่งถ้าไม่มีผู้จัดการคอยช่วยก็จะยิ่งลำบากไปกันใหญ่ ถึงแม้ว่าเธอจะไม่เชี่ยวชาญเหมือนซูซี่ที่เป็นมืออาชีพ แต่ก็ถือว่ายังพอช่วยนฤเคนทร์ได้บ้างนิดๆ หน่อยๆ


เธอได้ยินว่าตอนแรกที่ซูซี่ประสบอุบัติเหตุ ได้จ้างให้ผู้จัดการของดาราอีกคนหนึ่งมาช่วยดูแลนฤเคนทร์ชั่วคราว แต่ปรากฏว่าคนคนนั้นกลับคิดไม่ซื่อ สร้างเรื่องเดือดร้อนให้พี่ชายเธอจนเขาเข็ดขยาดจนต้องมาขอร้องให้เธอมาทำหน้าที่ชั่วคราว


“ช่างมันเถอะ”


“ขอโทษนะคะพี่เคน เกรซไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแบบนี้ ตอนนั้นมันโมโหมากไปหน่อย” เกสรีเอ่ยด้วยน้ำเสียงหม่นๆ เมื่อคิดว่าการกระทำของตนทำให้คนเป็นพี่ต้องลำบาก


นฤเคนทร์ยิ้มอ่อนโยน ถึงเกสรีจะฤทธิ์มาก เอาแต่ใจตามประสาลูกคนเล็ก แถมยังเป็นที่รักของทุกคนในบ้าน แต่ก็รู้จักผิดชอบชั่วดี ผิดก็กล้ารับผิด


“อย่าคิดมากเลยน่า ยังไงซะตอนนี้ก็ยังถ่ายต่อไม่ได้อยู่ดี เพราะลอร่าเขายังป่วยอยู่ กว่าจะหายพี่ซูซี่ก็คงจะหายพอดีนั่นละ เพราะฉะนั้นเราก็กลับไปบ้านก่อนก็แล้วกัน พี่ก็จะไปด้วย คิดถึงแม่เหมือนกัน”


ได้ยินอย่างนี้เกสรีค่อยยิ้มออกหน่อย “งั้นก็ถือว่าเกรซมีความดีความชอบอยู่นิดหน่อย เพราะทำให้พี่เคนได้กลับไปหาแม่ เพราะฉะนั้นอย่าโกรธเลยนะ นะๆ พี่เคนนะ”


นฤเคนทร์ถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อเจอลูกอ้อน ได้แต่รับปากอย่างเจ็บใจตัวเองที่ไม่เคยใจแข็งกับเกสรีได้เลย บางทีก็อาจจะเหมือนกับทุกคนในบ้านนั่นละ


“โอเคๆ พี่ไม่โกรธเราก็ได้ แต่เราก็ต้องสัญญากับพี่ด้วยเหมือนกัน”


“สัญญาอะไรคะ”


“ก็สัญญาว่าจะไม่ต่อยใครซี้ซั้วอีก”


เกสรีค้อนขวับ “พูดอย่างกับว่าเกรซเป็นอันธพาลหรือนักเลงหัวไม้อย่างนั้นแหละ”


“แล้วพฤติกรรมของเรามันไม่ใช่อย่างนั้นเหรอ”


เกสรีได้ทำหน้าคว่ำอีกรอบ เถียงไม่ออกเพราะหลักฐานมัดตัว จึงเสเปลี่ยนเรื่อง “พี่เคนไปเลยไป เกรซจะเตรียมตัวเก็บกระเป๋ากลับบ้านแล้ว” จากที่กอดแขนประจบอยู่เมื่อครู่ก็เปลี่ยนเป็นผลักไสคนเป็นพี่เมื่อไม่สบอารมณ์


นฤเคนทร์ยอมลุกขึ้นตามแรงผลักของน้องสาวแต่โดยดี อดคิดไม่ได้ว่าเกสรีจะมีข้าวของอะไรให้เก็บสักกี่อย่างกันเชียว ไอ้หวังจะเห็นของจุกจิกแบบผู้หญิงทั่วไปน่ะคงจะยาก คิดๆ แล้วก็กลุ้มใจ หรือเป็นเพราะว่าไม่มีพี่น้องผู้หญิง แถมยังไปเรียนเอกพละที่มีนักศึกษาผู้ชายมากกว่าอีก ไข่แดงของบ้านเขาเลยแทบไม่มีจริตหญิงบ้างเลย คิดแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าด้วยความอ่อนใจ


“เออ พี่เคน อย่าเพิ่งบอกพ่อกับแม่นะคะว่าพวกเราจะไปบ้าน” เกสรีรีบเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น


“ทำไมล่ะ”


“เซอร์ไพรส์ไง”


“ก็ได้” นฤเคนทร์รับปากเพราะนึกสนุกไปด้วย


“งั้นตามนี้เนอะ ตกลงเรากลับบ้านกันเมื่อไรดีล่ะ”


“มะรืนนี้ดีไหม” คนเป็นพี่หารือ


“ไม่เอาหรอก พรุ่งนี้เลยดีกว่า พี่เคนจะได้มีเวลาอยู่บ้านนานๆ ด้วยไง”


“อืม ก็จริงนะ งั้นก็เป็นวันพรุ่งนี้ก็แล้วกัน” นฤเคนทร์เริ่มเห็นดีด้วย เพราะจะว่าไปแล้วเขาไม่ค่อยมีเวลาอยู่ที่บ้านนานๆ เหมือนพี่ชายกับน้องสาว ดังนั้นเมื่อมีโอกาสก็ต้องคว้าไว้ก่อน


“พ่อกับแม่ต้องเซอร์ไพรส์มากแน่ๆ เลยที่เห็นพวกเรากลับไป” ดวงตาของเกสรีเป็นประกายเมื่อนึกสีหน้าของบิดามารดาตอนเห็นเธอกับนฤเคนทร์


“นั่นสิ งั้นพี่ไปเก็บของบ้างดีกว่า เราเองก็รีบนอนล่ะ” นฤเคนทร์กำชับเพราะกลัวว่ายายตัวดีจะมัวแต่ตื่นเต้นจนไม่หลับไม่นอน พฤติกรรมหลายอย่างของเกสรียังเด็กอยู่มาก


“รู้แล้วค่ะ” เกสรีตอบรับหน้าชื่น


นฤเคนทร์เห็นอย่างนั้นก็วางใจ เดินออกไปจากห้องของน้องสาว เพื่อกลับไปเตรียมข้าวของของตัวเองบ้าง รู้สึกแช่มชื่นไม่ต่างจากคนเป็นน้องนัก เพราะคิดถึงบ้านไม่แพ้กัน


สิ่งที่สองพี่น้องพัฒนามนตรีไม่คาดคิดก็คือ การกลับบ้านของพวกเขาคราวนี้ คนที่เซอร์ไพรส์ที่สุดจะไม่ใช่พ่อเลี้ยงพงศ์พยัคฆ์และแม่เลี้ยงรินรดาผู้เป็นบุพการี แต่จะเป็นพวกเขาสองคนนั่นเอง คนหนึ่งจะเจอกับเต่าน้อยปริศนาที่ควานหาตัวมานาน ส่วนอีกคนก็จะได้เจอคนที่ไม่สามารถระบุสถานะได้แน่ชัดว่านับเป็นคู่อริหรือเปล่า



โอ๊ะๆ ดูเหมือนพรหมลิขิตกำลังเริ่มทำงานแล้วค่ะ กลับบ้านคราวนี้มีเฮแน่นวลลลล....

เกรซอาจจะเฮไม่ออก แต่เชื่อว่ามีคนบางคนกระดี๊กระด๊าแน่นอนค่ะ

งานนี้คู่พระนางมาครบทั้ง 3 คู่ และละคู่ก็บันเทิงในแบบของตัวกันทั้งนั้น จะชุลมุนวุ่นวายขนาดไหน เรามาติดตามกันต่อไปนะคะ

 ฝากโหวต เมนต์ และมาเป็นแฟนพี่เดียวกันนะคะ

รักมากมาย >< ยามาระตี


ไฟรักในกรงมาร
ไอปา
www.mebmarket.com
เพื่อรักษาสายใยความสุขของอดีตเอาไว้ แม้จะต้องขายสิ่งเดียวที่มี ซึ่งก็คือตัวเอง ‘สลิล’ ก็ไม่ลังเลแม้แต่น้อยที่จะทำ ทว่าสาวน้อยไม่เคยคาดคิดเลยว่าลูกค้ารายแรกที่เสนอตัวขอซื้อร่างกายของเธอจะเป็นคนที่มีหลายสิ่งคล้ายกับ ‘เตโช’ ผู้ซึ่งเป็นความทรงจำอันแสนงดงามของเธอมาโดยตลอด หาก ‘พี่เต’ คือความอ่อนโยนอ่อนหวาน ‘เฟย’ ก็คือความกระด้าง เย็นชา และไร้ความปรานี และที่สำคัญก็คือ เธอไม่รู้เลยว่าการพบกับเขาคือการเดินเข้าสู่กรงที่ไม่เพียงจะขังแค่ร่างกาย แต่รวมถึงหัวใจที่จะถูกพันธนาการไว้เช่นกัน“อะไรที่ทำให้คุณคิดว่าตัวเองมีค่าถึงห้าล้าน”สลิลกำมือแน่นเพราะอารมณ์พลุ่งพล่านไปหมด แต่ก็คิดว่าเขามีสิทธิ์ตั้งคำถาม เขาเป็นผู้ซื้อย่อมอยากทราบถึงคุณสมบัติของสินค้าเป็นธรรมดา เธอพยายามสะกดอารมณ์เพื่อตอบคำถามของเขา แต่น้ำเสียงก็ยังสั่นเพราะทั้งโกรธทั้งอาย ไม่เคยคาดคิดว่าในชีวิตนี้จะต้องมายืนให้ใครกวาดสายตามองราวกับจะประเมินราคาเช่นนี้“ดิฉันคงตอบไม่ได้ คุณคงต้องตัดสินเองค่ะ”“ผมเป็นพ่อค้าสลิล ผมไม่ลงทุนในสิ่งที่ไม่คุ้มค่า แล้วก็จะไม่ซื้ออะไรสุ่มสี่สุ่มห้าด้วย แสดงให้ผมเห็นสิว่าคุณคุ้มค่าสำหรับการลงทุน” เฟยจงใจเน้นเสียงตรงคำว่า ‘ซื้อ’ ราวกับจะใช้มันฟาดฟันเธอ“คุณหมายความว่ายังไงคะ” สลิลประสานสายตาคมเข้มคู่นั้นบ้าง สูดลมหายใจลึกอีกครั้ง เธอรู้สึกราวกับเขาจงใจแกล้งจึงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาอีกฝ่ายราวกับจะค้นหาว่าเขาต้องการอะไรกันแน่“ถอดเสื้อผ้าออก” ชายหนุ่มสั่งเสียงเรียบ“อะไรนะ!” คนถูกสั่งกลับอุทานลั่น“ผมบอกให้คุณถอดเสื้อผ้า” เฟยเอ่ยราวกับกำลังพูดเรื่องดินฟ้าอากาศทั่วไปสลิลเบิกตากว้าง มองเขาราวกับเห็นตัวประหลาดมายืนอยู่ตรงหน้า ในขณะที่เฟยกลับหัวเราะเบาๆ“คุณจะขายอะไรล่ะ ถ้าไม่ได้เห็นสินค้าผมจะรู้ได้ยังไงว่าคุณคุ้มราคาห้าล้านหรือเปล่า”ความอับอายแล่นพล่านไปตามสายเลือดของสลิล คำพูดของเขาเหมือนกับการตีแสกหน้า จริงสินะ ใครล่ะจะกล้าจ่ายเงินห้าล้านให้เธอหากไม่ได้พิสูจน์แม้แต่น้อยว่าเธอคุ้มค่าเงินของเขาหรือเปล่า ถูกของยุวดี เธอตั้งความหวังไว้สูงเกินไป!สลิลมองผู้ชายตรงหน้าด้วยสายตาแน่วแน่อีกครั้ง ยิ่งเห็นว่าเขาเหมือนเตโชเธอก็ยิ่งแอบตั้งความหวัง แต่เขาไม่มีทางใช่เตโช พี่เตไม่มีทางทำกับเธอแบบนี้เด็ดขาด! เธอกำลังฝันลมๆ แล้งๆ อะไรอยู่กันเล่า สาวน้อยแค่นยิ้มหยันตัวเองพลางลงมือปลดเสื้อผ้าออกจากกายช้าๆ ราวกับไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับคำพูดที่เจตนาหมิ่นเกียรติของเขา หากคิดอยากจะให้เธออาย เธอก็จะทำให้เขารู้ว่าเขาไม่มีทางทำได้สำเร็จ!เฟยมองดวงหน้างดงามที่เวลานี้สงบนิ่งเหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไรต่อคำขออุกอาจของเขา ไล่สายตาลงมาตามมือเล็กที่กำลังปลดเปลื้องเสื้อผ้าออกทีละชิ้นๆ ด้วยแววตานิ่งๆ พอกัน เธอยังวางเฉยได้ แล้วทำไมเขาจะต้องตื่นเต้นด้วยเล่า อย่าหวังว่าจะมามีอิทธิพลเหนือเขาอีกเลย! ต่างคนต่างประสานสายตาราวกับจะประกาศว่าไม่ยอมให้อีกฝ่ายอยู่เหนือกว่า
หนามรักกามเทพ
ยามาระตี
www.mebmarket.com
สาวน้อย ‘อสมา  ภาวรักษ์’ จะทำเช่นไร เมื่อกงล้อแห่งโชคชะตาหมุนให้เธอต้องกลับมาพบกับ ‘เซร์คิโอ อารีอัส’ ชายหนุ่มผู้เป็นรักแรกและรักเดียวของเธออีกครั้ง เทพบุตรแห่งอารีอัสผู้ซึ่งทำลายหัวใจของเธอให้พังภิณท์ลงไปด้วยการประกาศว่ามีลูกชายอยู่หนึ่งคนทั้งๆ ที่เธอจดทะเบียนสมรสเป็นภรรยาของเขาอย่างถูกต้องทุกประการ!และการกลับมาในครั้งนี้เขายังพาหนามยอกอกตัวน้อยมาพัวพันในชีวิตของเธอ ประกาศสิทธิ์เหนือตัวเธอทั้งพ่อและลูก เรียกร้องให้เธอกลับไปทำหน้าที่ ‘เมีย’ และ ‘แม่’ อย่างสมบูรณ์“ฉันถามว่าคุณทำแบบนี้ทำไม ต้องการอะไร!” อสมาไม่สนสิ่งที่เขาพูดตอนนี้เธออยากจะรู้แค่ว่าเขากลับมาวุ่นวายกับชีวิตเธอทำไม“ผมต้องการเมียของผม แม่ของลูก” เซร์คิโอตอบเสียงหนัก“แต่ฉันไม่ใช่!”“อยากให้ผมเอาทะเบียนสมรสของเรามายืนยันด้วยไหม ตัวเล็กคงจะลืมไปว่าจนถึงวันนี้เราก็ไม่เคยหย่ากัน ภรรยาของผมคืออสมา อารีอัส! แม่ของลีโอก็คือตัวเล็กนั่นแหละ!”“ไม่จริง! ฉันไม่ใช่! คุณจะเอาเรื่องนี้มาอ้างไม่ได้!” หญิงสาวตวาดกราดเกรี้ยว“จะให้ผมสำเนาทะเบียนสมรสมาแจกทุกคนในบริษัทเลยไหมล่ะ แล้วถามพวกเขาดูว่าคิดเหมือนตัวเล็กหรือเปล่า” เซร์คิโอคำรามบ้าง“คนเลว! คุณเป็นคนทรยศฉันแล้วยังจะทำลายชีวิตของฉันแบบนี้อีกเหรอ!” หญิงสาวตวาดถามทั้งน้ำตา“ผมไม่เคยทรยศตัวเล็ก! ไม่เคยมีสักครั้งที่ผมคิดจะนอกใจคุณ”“คุณไม่ได้คิด แต่คุณทำ!”ปฏิบัติการตามรักคืนใจของสองพ่อลูก กามเทพตัวน้อยที่จะประสานรอยร้าว เยียวยาหัวใจให้กลับมาเต้นเป็นจังหวะแห่งรักอีกครั้ง คนหนึ่งหนี อีกสองคนรุกไล่ แล้วใครจะกำชัยชนะ!*** เรื่องนี้เคยวางจำหน่ายโดยสำนักพิมพ์ฟอร์จูนบุ๊คนะคะ ตอนนี้หมดสัญญา E-book แล้ว ยามาระตีจึงนำมาวางจำหน่ายเองค่ะ ใครที่เคยโหลดแล้วไม่จำเป็นต้องโหลดใหม่นะคะเพราะนอกจากการขัดเกลาให้สละสลวยขึ้นแล้วไม่ได้มีการแก้ไขหรือเพิ่มเติมเนื้อหาแต่อย่างใดค่ะ แต่สำหรับท่านที่ยังไม่เคยโหลดก็ฝากไว้ให้พิจารณาด้วยนะคะ
อรัญญิกายอดรัก
ยามาระตี
www.mebmarket.com
“ฉิงโน้ย น้องก๋าจะเอาแบบน้าน” นิ้วเล็กๆ กลมป้อมชี้ไปยังแท่นพิธีซึ่งคู่บ่าวสาวกำลังกล่าวคำสาบานกันอยู่พร้อมทั้งแหงนเงยใบหน้ากลมขาวเหมือนซาลาเปาขึ้นออดอ้น‘ฉิงโน้ย’ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ‘สิงห์น้อย’ ลีโอนาร์โด อารีอัส ถอนใจเฮือกใหญ่ มองร่างกลมป้อมในชุดขาวฟูฟ่องของเด็กหญิงอรัญญิกาที่อยู่ในความรับผิดชอบของตนเองในวันนี้ด้วยความอ่อนใจ ผ้าในมือถูกยื่นไปซับน้ำลายที่ทำท่าจะไหลย้อยเพราะเจ้าตัวควบคุมไม่ค่อยได้เนื่องจากฟันหลอไปหลายซี่อย่างเบามือพร้อมทั้งรับปาก “ก็ได้ แต่น้องก๋าต้องไม่ดื้อ ต้องทำตัวน่ารักๆ อีกหน่อยก็จะได้เป็นเจ้าสาวเหมือนกันนั่นแหละค่ะ”“จริงเหรอ สัญญานะ” นิ้วก้อยเล็กๆ ถูกยื่นออกไปอย่างไรเดียงสา ปากเล็กๆ ก็คลี่ยิ้มด้วยความชอบใจ“จริงสิคะ พี่สัญญา” เขาตอบยิ้มๆ พร้อมทั้งยื่นนิ้วก้อยแข็งแรงของตนเองไปเกี่ยวนิ้วเล็กๆ นั้นไว้แนบแน่นพญาสิงห์แห่งอารีอัสเรียลเอสเตรท อย่าง ‘ลีโอนาร์โด’ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะคำสัญญาในโบสถ์เมื่อครั้งเยาว์วัยหรือไม่ที่ทำให้เขาไม่อาจมีสายตาไว้มองใครนอกจาก ‘อรัญญิกา’ แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าเธอเหมือนสิ่งต้องห้าม และแม้แต่คำว่า ‘ไม่อาจครอบครอง’ ก็ไม่อาจต้านทานเสียงเรียกร้องของหัวใจ มากกว่าคำว่ารัก เหนือกว่าคำว่าผูกพัน เพราะสำหรับเขานั้นเธอคือยอดดวงใจ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 36 ครั้ง

266 ความคิดเห็น

  1. #192 IIICHOMPOOIII (@IIICHOMPOOIII) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2562 / 10:49

    รอนะจ๊ะ
    #192
    0
  2. #93 Paiky Klongluang (@paiky2557) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2561 / 10:20
    กลับไปได้คู่ๆๆ
    #93
    1