สิเน่หาสัญญารัก พิมพ์กับสำนักพิมพ์ Sugar Beat

ตอนที่ 9 : พระราชวังโลฮา ตอนที่ 9 อัพ 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 818
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    30 มี.ค. 55

 
  

ตอนที่ 9 พระราชวังโลฮา อัพ100%

 

มือบางของศัลยาบีบเกร็ง ลงบนท่อนพระกรแน่น หัวใจเธอเหมือนจะหยุดเต้น ลมหายใจขาดลงเป็นห้วงๆ เสียงที่เปล่งออกมาสั่นสะท้าน

" อัสวา......นั่นเป็น.....เอ่อ.....ภาพมายาใช่มั้ยคะ "

" ครับ "

รับสั่งเพียงสั้นๆ สายเนตรจับจ้องไปยังภาพเทวรูป ที่กำลังเคลื่อนไหว และเหมือนจะรอรวมกลุ่ม ตั้งแถวกันเพื่อเดินตรงมา แสงจันทร์ได้สาดลงฉาบทาบรรดาเทวรูป ที่กำลังสำแดงอภินิหารให้ประจักษ์แก่สายตา และนำมาซึ่งภาพเหมือนมีชีวิต ที่น่าหวาดหวั่นพรั่นพรึง แต่ด้วยดวงพระหทัยแกร่งกล้า อย่างที่ทรงได้รับการฝึกฝน อบรมมาจากสมเด็จพระบิดา และการทหารมาแล้วอย่างดี และยังทรงเจริญพระชนม์มายุ มาท่ามกลางความเชื่อในสิ่งลี้ลับ ไสยดำของพูริมบัง ทั้งที่ไม่ได้ทรงศรัทธาหรือยึดติดเชื่อถือสิ่งเหล่านี้ แต่จากคำบอกเล่าจากบุคคลใกล้ชิด ที่บ่มเพาะก็สอนให้พระองค์ ทรงมีพระสติมั่นคง

" ศัลหลับตาซะ และจงมั่นใจในตัวผม มันเป็นแค่พลังงาน ที่ถูกปลุกขึ้นมาเท่านั้น มันทำร้ายร่างกายเราไม่ได้ นอกจากทำร้ายจิตใจของเราเท่านั้น "

" ทำไมเขาต้องการทำร้ายเราล่ะคะ " เสียงเธอสั่นสะท้านทูลถาม

" ที่ตรงนี้เป็นที่ต้องคำสาป เพราะไม่ต้องการให้ใครล่วงล้ำเข้ามา ในเขตหวงห้าม แต่ผมเป็นเจ้าของแผ่นดินทุกตะรางนิ้วของพูริมบังนี้โดยธรรม ซึ่งสมเด็จพระบิดาได้ทรงประกาศไว้ เมื่อวันที่พระองค์ทรงแต่งตั้งผม เป็นองค์รัชทายาท สืบราชสันตติวงศ์ และเหล่าปีศาจพวกนี้ เขากำลังทำหน้าที่ของเขาอยู่เท่านั้น "

" แล้วทำไมคุณไม่ห้ามเขาล่ะคะ หรือไม่เราก็น่าจะวิ่งไปก่อนนะคะ " เสียงสั่นทูลถามอย่างข้องใจ

" ศัลยา.......ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่าองค์บูรพกษัตริย์ ทรงต้องพระประสงค์ทดสอบ ความเข้มแข็งของเรา ในการที่จะเป็นผู้ปกบ้านคุ้มเมืองสืบต่อไป เราจะให้เขาทำหน้าทดสอบเรานะที่รัก แต่ถ้าคุณรับไม่ได้ก็อย่ามองอย่ารับรู้อะไร การวิ่งหนีปีศาจไม่ใช่วิสัยของกษัตริย์นะที่รัก " รับสั่งเย้าเธอเบาๆในตอนท้าย และรับสั่งต่อ " และเมื่อเข้าวังแล้ว คุณจะได้เรียนรู้ทุกอย่าง ถึงสิ่งควรหรือไม่ควร ที่องค์พระชายาต้องทรงปฏิบัติ "

ศัลยาเงยมองพระพักตร์ เหมือนดังต้องการค้นหา เธออยากรู้ว่ารับสั่งนั้นเป็นแค่คำปลอบใจ หรือว่าเป็นข้อเท็จจริงเพียงใด ทรงก้มมองใบหน้าเธอทอดสายเนตร ให้เธอได้สำรวจความรู้สึก และจดพระนาสิกลงบนเปลือกตาเบาๆ

" ถ้ากลัวและทำใจไม่ได้ ก็หลับตาซะนะ "

ศัลยายังไม่ทันปิดเปลือกตา และกลับต้องเบิกโพลงขึ้น เมื่อองค์เทวรูปเหล่านั้น ได้กลายเป็นขุนศึก ที่นั่งอยู่บนหลังม้า สวมเสื้อเกราะ ถือดาบไว้ในมือ และชักม้าวิ่งตรงมา เสียงม้าศึกร้องแข่งกันอย่างคกคะนอง เสียงฝีเท้าม้าที่ดูเหมือน จะเป็นกองทัพวิ่งคึ่ก!! ตรงมา เหมือนในหนังโรมัน ดาบในมือที่ต่างก็ยกขึ้นชู วาววับเมื่อแสงจันทร์จับต้องลง บนคมดาบ ร่างของหญิงสาวสั่นสะท้าน อ้อมพระกรกกกอดร่างเธอไว้ และทรงกดใบหน้าเธอลงกับพระอุระ ไม่ให้มองอะไรอีก

เธอรู้สึกได้ว่าพระองค์ทรงประคองร่างเธอลุกขึ้นยืน พาดำเนินไปประทับยืนตรงกลางลานหินกว้าง อย่างทรงท้าทายสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอย่างทรงกล้าหาญ เสียงม้าหยุดลงอย่างกะทันหัน เสียงต่างๆรอบกายหยุดนิ่ง และเงียบกริบลงทันทีทันใด ทำให้ศัลยาลืมตาขึ้น แต่ก็ต้องตกใจเมื่ออากาศรอบตัวมืดสนิท ดังถูกปกคลุมด้วยม่านดำ ไม่มีแสงจันทร์ ไม่มีดวงดาว ไม่มีสรรพสำเนียงใด ทำให้เธอได้ยินเสียงพระหทัย ที่เต้นอย่างสม่ำเสมอเป็นปรกติ ในขณะที่ตนเอง รัวระทึกจนเหมือนหัวใจได้ออกมาเต้น อยู่นอกทรวงอก

" เราคือองค์รัชทายาทแห่งพูริมบัง เราขอสั่งให้พวกเจ้า หยุดทำร้ายเราและพระชายาได้แล้ว เราไม่กลัวในฤทธิ์อำนาจใดๆจากพวกเจ้า และขอสั่งให้เจ้าเปิดทาง และจงนำเรากับพระชายา ไปยังช่องทางลับสู่โลฮาณ.บัดเดี๋ยวนี้ "

พระสุรเสียงที่ทรงเปล่ง ออกมากร้าวหนัก และทรงอำนาจ ก้องสะท้อนไปยังหน้าภูผา และสะท้อนกลับมา พร้อมทั้งทรงยกพระหัตถ์ข้างที่ ทรงสวมพระธำมรงค์ ชูขึ้นเหนือพระเศียร ความมืดดำรอบกาย เริ่มปลาสนาการไปสิ้น แสงจันทร์ได้สาดทอลงมาอีกครั้ง แต่แล้วลมหมุน ก็ตวัดขึ้นรอบกาย บีบกระชั้นเข้าหาแน่นขึ้น  

" ศัลยาหลับตา "

เสียงหวีดหวิวกรีดรอบตัว เสื้อผ้าลู่รัด อ้อมพระกรกระชับแน่น จนกายสองกายสนิท แนบเป็นเนื้อเดียวกัน ลมหมุนเริ่มบีบรัด จนรู้สึกได้ว่ากายถูกม้วน วืดวูบหมุนติ้ว โสตรับรู้หวีดหวิว จนหูทั้งสองข้างอื้ออึง ทำให้ศัลยาพยายามกรีดร้อง แต่เสียงมิอาจเปล่งออกมาได้ ลมหายใจเหมือนหายไปจากร่าง ที่เธอพยายามกระเสือกกระสนไขว่คว้าไว้ ก่อนที่จะขาดใจ วิญญาณเหมือนดัง ได้จากลาจากกายหยาบ ลอยละล่องขึ้นสู่ความเยือกเย็น หมดความรู้สึกรับรู้ใดๆ

 

พระหัตถ์หนานุ่ม แตะไล้ลงบนแก้มเธอเบาๆโอษฐ์อุ่นจดลงที่หน้าผาก สุรเสียงคุ้นชินเรียก ดังขึ้นที่ริมแก้ม

" ศัล ศัล......ตื่นเถอะสายมากแล้ว....."

หญิงสาวรู้สึกตัวและกรีดร้องหา " อัสวา อัสวา จับมือศัลไว้อย่าปล่อยนะคะ ศัลกลัว "

" ที่รักลืมตาสิครับ " รับสั่งแผ่วแว่วอยู่ที่ข้างแก้ม เธอค่อยๆเผยอเปลือกตาขึ้น และกวาดมองไปโดยรอบ และเมื่อเห็นว่าเธอและพระองค์ชาย นอนตะแคงกอดก่ายอยู่ด้วยกันในซอกศิลาหน้าเพิงผา

" เรามาถึงหน้าผาได้ยังไงคะ เอ่อ....เมื่อคืนนี้เราตายแล้วนี่คะอัสวา " เธอรำพึงรำพันออกมา ด้วยสีหน้าตื่นๆ

สีพระพักตร์แสดงความฉงน ทรงแย้มสรวลบางๆ ก่อนจะรับสั่ง " อ้าว......เราก็เดินมาด้วยกันไงล่ะ เราตายตอนไหนกันล่ะศัล "

เธอขมวดคิ้วมุ่น สายตาจับจ้องพระพักตร์นิ่งๆ " ไม่จริงค่ะ เมื่อวานเราเดินยังไง ก็ไม่ถึงหน้าผานี่ เราหยุดพักกลางทาง ก่อนค่ำและเราก็ก่อไฟ แล้วก็เริ่มโดนปีศาจ เข้ามาหลอกหลอน มันน่ากลัวมาก ศัลเห็นเทวรูปเดินได้ และยังกลายเป็นนักรบสวมเกราะแบบโรมัน แล้วก็เอ่อ....... "  ก่อนที่เธอจะเอ่ยต่อ ก็ทรงรับสั่งขัดขึ้น

" ศัล.......คุณเหนื่อยมาก จนฝันร้ายน่ะ เห็นมั้ยว่าผมกอดคุณไว้ และเราก็หลับอยู่ในอ้อมกอด ของกันและกันทั้งคืน นี่สายมากแล้วนะที่รัก เราจะลงไปใต้หน้าผานี่ เพื่อเข้าไปที่ทางลับกันไงล่ะ ไปกันเถอะ "

รับสั่งตัดบท พร้อมทั้งทรงประคอง เธอให้ลุกขึ้นยืน ทรงก้มลงหยิบยามที่วางอยู่มาสะพาย และเมื่อพระองค์ขยับพระวรกายจะดำเนิน ทำให้ศัลยาเข้าขวางหน้าไว้ และเงยหน้าขึ้นทูลตัดพ้อ

" อัสวา.....อย่าพูดอย่างนี้นะคะ ศัลไม่ได้ฝัน ศัลจำได้ทุกอย่าง มันเป็นเรื่องจริง ทำไมล่ะคะ ทำไมต้องปดศัลด้วย "

ทรงเข้าสวมกอดเธอไว้ รับสั่งปลอบที่ริมแก้มเบาๆ " อย่าคิดมากสิที่รัก ความจริงกับความฝัน มันอาจจะเกิดจากอารมณ์ที่สับสนปนเปกัน เรากำลังจะเข้าเมืองแล้วนะ เราหลุดพ้นตรงนั้นมาแล้วละ ก้าวไปข้างหน้ากับผม อย่างมั่นใจสิที่รัก " รับสั่งจบแล้วจับข้อมือเธอพาออกดำเนิน

แต่หญิงสาวขืนตัวไว้ หน้าบึ้งขึ้นน้อยๆ ทำให้ชะงักพระบาท และทรงหันมาทอดเนตร มองใบหน้าเธอ แย้มสรวลน้อยๆก่อนจะรับสั่ง

" เมียครับ......เมียงอนทำไมล่ะ ไม่เห็นมีเรื่องน่างอนเลยนี่ "

" ก็ศัลไม่ได้ฝันนี่คะ "

" อย่าดื้อน่า......โอเคไม่ฝันก็ไม่ฝันสิ อย่าให้ต้องทำโทษแต่เช้าเลยนะ วันนี้เราจะเข้าวังกัน และถึงตอนนั้นคุณจะต้องโทษหนักนะครับ " รับสั่งยั่วเย้า ด้วยสายเนตรกรุ้มกริ่ม

แต่เมื่อทรงขยับจะดำเนิน ทั้งคู่ก็ต้องชะงัก เมื่อเสียงเฮลิคอปเตอร์ กระหึ่มขึ้นบนท้องฟ้า ทำให้ทรงรีบพาพระชายา วิ่งไปหลบที่ซอกหน้าผา ทรงเงยพักตร์ขึ้นมอง เฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอว์ก ที่บินต่ำลดระดับลงมาเรื่อยๆ

" อัสวาเรารีบหนีลงไปเถอะค่ะ พวกกบฏแน่ๆเลย " หญิงสาวทูลเร่งเร้าเขย่าข้อพระหัตถ์

" รอดูก่อนศัล "

แต่เมื่อนักบินนำเครื่องลงจอดสนิท บนลานศิลา และผู้ที่ก้าวลงมา ทำให้พระองค์ทรงจำได้ทันที แต่ยังทรงลอบมองเงียบๆ เมื่อร่างของผู้ที่ตามลงมา เป็นร่างของนายพลอัชมา และยังพลทหารอีกสี่นาย ทุกคนอยู่ในเครื่องแบบทหารลายพราง และมีอาวุธครบมือ

" นั่นราชองครักษ์วังมิงนี่ เราออกไปหาเขาเลยดีมั้ยคะ " เธอเอ่ยขึ้นด้วยเสียงตื่นเต้น แต่พระองค์ชายกลับทรงเงียบ ใช้สายเนตรกราดมอง แตะหัตถ์ลงบนแขนเธอปรามๆ ทำให้หญิงสาวเงียบสงบลง

" เราต้องดูให้แน่ใจก่อนนะศัล เพราะเขตตรงหน้าผานี้ เป็นสถานที่หวงห้าม ซึ่งใครก็ไม่มีสิทธิ์เข้ามา นอกจากได้รับพระบรมราชานุญาติ หรือมีพระราชเสาวนีย์ จากสมเด็จเท่านั้น "

" เพราะอะไรล่ะคะ ความจริงตรงนี้น่า จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว เชิงวัฒนธรรมไม่ใช่หรือคะ "

" ที่รัก.......พูริมบังไม่ใช่เมืองไทย ตรงนี้เป็นเขตหวงห้ามมานานมากแล้ว อย่าลืมว่าใต้หน้าผานี้มีทางลับลงไปสู่ห้องใต้ดิน ที่มีห้องพระคลัง และคุณเชื่อมั้ยว่าไม่เคยมีใคร ที่บังอาจเข้ามาแล้ว รอดออกไปได้ เพราะมีค่ายกลที่คนไม่รู้ ทำให้ถึงตายในพริบตาเดียว และก็เอ่อ......." ทรงละเว้นคำว่าคำสาปปีศาจ ของบูรพกษัตริย์ อย่างที่เธอเห็นเมื่อคืนไว้

ราชองครักษ์วังมิง ยืนหมุนกายมองไปรอบๆ ในขณะที่ท่านนายพลอัชมา ยืนสงบนิ่ง ทหารติดตามและนักบินอีกสองนายลงมายืนเรียงแถวสงบ เหมือนรอคอยอะไรบางอย่าง ที่ทำให้พระองค์ชาย ทรงขมวดพระขนงเข้าหากัน และไม่ทรงออกมาปรากฏพระวรกาย ซึ่งทำให้ศัลยามองพระสวามี ที่ดูเหมือนพระองค์จะทรงไม้ไว้ วางพระหทัยแม้แต่ราชองครักษ์ และทรงมีสายเนตรครุ่นคิด และเพียงครู่เดียวเฮลิคอปเตอร์ ลำสวยสีขาวคาดแดง รูปแบบเหมือนแมงปอ ก็บินมาปรากฏขึ้นอีกลำหนึ่ง และลดระดับลงเรื่อยๆ จนเครื่องแตะลงบนลานศิลา ..... 

" ฮ.พระที่นั่ง " ทรงรับสั่งออกมาเบาๆ

เมื่อเครื่องจอดสนิท นักบินทั้งสอง ลงมาจากเครื่องบิน ยืนวันทยาหัตถ์ ถวายความเคารพ ให้กับผู้ที่ก้าวลงมา

" สมเด็จแม่ " เสียงรับสั่งครางเบาๆ ปลายพระสุรเสียงสะท้านขึ้นน้อยๆ และหันพักตร์มาที่เธอ

" ศัล.......สมเด็จแม่เสด็จมา พระองค์ท่านคงมาตามหาผม ศัลเป็นชายต่อไปก่อนนะ แล้วผมจะกราบทูลพระองค์ท่านทีหลัง " รับสั่งด้วยสีพระพักตร์ที่ทรงพระสำราญขึ้น เมื่อทอดเนตรเห็นสมเด็จพระมารดา ซึ่งทำให้เธอพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะเอ่ยอย่างนึกขึ้นได้

" เอ่อ.....แล้วศัลจะทำยังไงล่ะคะ ศัลพูดอะไรไม่เป็น และต้องถวายความเคารพยังไง ศัลกลัวค่ะ " เธอเอ่ยทั้งที่สายตายังจับจ้องไป ที่พระวรกายสูงระหง ทรงพระสง่างามในฉลองพระองค์ เครื่องแบบจอมทัพ ประทับยืน ในขณะที่ทหารทุกนายวิ่งไปยืนเรียงแถวรอรับเสด็จ

" ไปกันเถอะศัล......ไม่ต้องกลัวอะไรหรอกนะ ผมจัดการทุกอย่างได้ " รับสั่งแล้วทรงจับข้อมือ เธอดำเนินออกมาจากที่ซ่อน

" อัสวาอย่าทิ้งศัลนะคะ " เธอรีบเอ่ยทูลขึ้นอีก

ทรงหันมาแย้มสรวลบางๆ ก่อนจะรับสั่งเย้าๆขึ้น อย่างพระอารมณ์ดี  " จะทิ้งเมียได้ยังไงล่ะ รักจะขาดใจออกอย่างนี้น่ะ เราจะทำตัวติดกันตลอดเวลาเลยดีมั้ย "

ทุกคนตรงลานศิลาหันขวับ มองมาที่พระองค์ชายและศัลยาท่านนายพลอัชมาและทหารติดตาม วิ่งพรวดเข้าดาหน้ากั้นองค์สมเด็จไว้ ร้องตวาด

" หยุดนะ อย่าวิ่งเข้ามา "

ทหารทุกนายยกปืนเล็งมาที่คนทั้งคู่ทันที ด้วยสัญชาติญาณ ที่ต้องถวายความอารักขาองค์สมเด็จ แต่ราชองครักษ์วังมิงร้องอุทานขึ้น อย่างดีใจเป็นล้นพ้น

" นั่นพระองค์ชายนี่ พระองค์ชายของฝ่าบาท....."

พระวรกายสูงสง่าในเครื่องแบบทหาร ทรงทอดสายพระเนตรจับจ้อง ไปที่พระโอรสนิ่งๆ ส่วนองค์รัชทายาท ก็ทรงทอดสายเนตรมองพระมารดา สายใยของความรัก ระหว่างแม่กับลูก ซึ่งไม่ว่าจะเป็นชนชั้นใด ก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกัน

" นั่นลูกเรา พวกเจ้าหลีกไป " องค์สมเด็จตรัสรับสั่งเสียงสะท้าน ด้วยทรงปลื้มปิติกับภาพของพระโอรสที่ประทับยืนนิ่ง และทำให้แถวทหารหลีกหลบออกมา

พระวรกายระหง ทรงสาวพระบาทเสด็จพระราชดำเนินตรงไป ยังพระราชโอรส พระองค์ชายก็เช่นกันที่ทรงดำเนินเร็วๆมาที่พระมารดา ทั้งสองพระองค์ทรงทอดสายเนตร มองกันนิ่งๆ สีพระพักตร์ของพระมารดา แย้มสรวลขึ้นทั้งที่ทรงมีพระอัสสุชลคลอครอง ริมพระโอษฐ์อิ่มสั่นระริก ทรงอ้าพระกรขึ้นสวมกอดพระราชโอรส ที่ทรงโผเข้าหาอ้อมพระอุระของพระมารดา

" ชาย.....ชายของแม่ ชายของแม่ แม่เป็นห่วงและคิดถึงลูกเหลือเกิน ฮือๆๆ " พระสุรเสียงที่ตรัสรับสั่งเจือสะอื้น พร้อมทั้งจดปลายพระนาสิก ลงบนพระปรางพระโอรส

" ลูกก็คิดถึงเสด็จแม่มาก เหลือเกินพระเจ้าค่ะ " ศัลยารู้สึกได้ว่าพระสุรเสียง ของพระสวามีเครือสะท้าน

" หลายปีที่เราไม่ได้พบกัน ลูกสูงสง่าขึ้นมาก จนแม่แทบจำไม่ได้ ชายจ๋า.....แม่ดีใจมากที่ได้พบลูก เมื่อคืนแม่รู้ว่าลูกอยู่ที่นี่ อยู่ในเขตที่กองกำลังปะทะกันอย่างหนัก แม่เป็นห่วงลูกแทบขาดใจ จนทมไม่หลับ แม่สั่งให้ทหารค้นหาลูกทั้งคืน ก็ไม่มีใครพบ  กลับเข้าไปอยู่ที่โลฮา ก่อนนะลูก ไปจ้ะ......แม่จะไปด้วย " ตรัสรับสั่งกับพระโอรส แล้วทอดเนตรมองมาที่ร่างบางของหนุ่มน้อย ที่ยืนก้มหน้าอยู่เบื้องพระปฤษฎางค์พระโอรส ตรัสถามขึ้น

" ชายพาพ่อหนุ่มน้อยนี่ มาจากไหนเหรอจ้ะ "

" ลูกพามาจากเมืองไทยพระเจ้าค่ะ เขาเป็นคนสนิทของลูก ลูกรักเขาพระเจ้าค่ะ "

ทรงสดับแล้วขมวดพระขนงเข้าหากันน้อยๆ พระราชโอรสทรงหันมารับสั่งกับเธอ " ศัล...... ถวายความเคารพสมเด็จเสียสิ "

หญิงสาวในเครื่องแต่งกายเป็นชาย อีกทั้งขะมุกขะมอม จนมองแทบไม่ออกถึง หน้าตาผิวพรรณ ได้เดินมาทรุดกายลงนั่งกับพื้น และกราบลงบนฉลองพระบาทโอ๊บทหาร ของสมเด็จพระนางอนาสตาเซีย และนั่งก้มหน้านิ่งๆ จนพระองค์ชายทรงก้มลง ฉุดข้อมือเธอให้ลุกขึ้นยืน

" งั้นเข้าไปประทับที่โลฮาก่อนเถอะลูก มอมแมมกันเหลือเกิน "

สมเด็จพระนางเจ้าอนาสตาเซีย ตรัสรับสั่ง พร้อมทั้งทรงกุมพระหัตถ์ของพระโอรส พาออกเสด็จพระราชดำเนิน พระองค์ชายทรงหันมาส่งสายเนตรให้เธอเดินตามมา ผ่านแถวทหารทั้งหมด ที่ยืนแถวถวายความเคารพ พระองค์ชายทรงปลายสายเนตรมอง ราชองครักษ์วังมิง และทรงแลเลยมาที่ ท่านนายพลอัชมานิดหนึ่ง เมื่อดำเนินผ่าน นักบินสองนายออกวิ่งเหยาะๆกลับไปที่เฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง

พระองค์ชายและศัลยา ประทับเครื่องบินพระที่นั่งมา ลำเดียวกับองค์สมเด็จ และเพียงชั่งครู่เดียว ก็ถึงสนามบินเล็กๆในโลฮา ซึ่งมีรถพระที่นั่งมารอรับเสด็จถึงรันเวย์

ศัลยานั่งมาในตอนหน้ากับพลขับ รถแล่นผ่านบ้านเรือนสวยๆทรงแปลกตา ด้วยผังเมืองที่เป็นเนินเขา ปลูกบ้านลดหลั่นกันเป็นหมวดหมู่ ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยสดงดงาม ทำให้หญิงสาวนิ่งคิด......วัฒนธรรมต่างๆของที่นี่ ที่เป็นสาธารณรัฐที่ติดทะเล ทำให้มีหลายเผ่าพันธ์ ที่เข้ามาตั้งรกราก โลฮาจึงอุดมสมบูรณ์และ งดงามด้วยอารยธรรม ที่หลากหลายอย่างนี้สินะ....

รถพระที่นั่งแล่นข้ามสะพาน ผ่านทะเลสาบสวย ที่มีทิวเขาหินสีครามอยู่เบื้องหน้า รถพระที่นั่งโรลลอยด์คันหรูแล่นช้าๆ ตามรถทหารคันหน้าไป ศัลยาเพลินมองความงดงาม อย่างรู้สึกชื่นชอบบรรยากาศของเมืองโลฮาเป็นยิ่งนัก เสียงภาษาสลาฟขององค์สมเด็จตรัสขึ้น กับพระโอรส ด้วยไม่ต้องพระประสงค์ให้นายทหารที่ขับรถรู้ความใดๆ และอาจจะรวมทั้งเธอด้วย แต่ศัลยาก็พอฟังรู้เรื่อง

" ชายของแม่ประทับอยู่ที่นี่ก่อนนะลูก ให้ภายในราชสำนักหายวุ่นวาย แล้วแม่ก็จะให้ทางราชสำนักเตรียมพระราชพิธี กราบบังคมทูลเชิญขึ้นครองราชย์ "

" วุ่นวายเรื่องอะไรเหรอพระเจ้าค่ะ ในเมื่อลูกมีสิทธิ์ทุกอย่าง ตามพระราชโองการของสมเด็จพระบิดา " องค์รัชทายาทกราบบังคมทูลถาม ด้วยพระสุรเสียงเรียบๆ แต่ศัลยาก็ได้ยินเสียง ทอดถอนพระหฤทัย ของพระสวามีเบาๆ

" ก็สมเด็จอาของลูก และฝ่ายพระประยูรญาติ ทรงต้องพระประสงค์ จะให้ลูกเษกสมรสกับองค์หญิงโมนา เพื่อให้เป็นไปตามขัติยราชประเพณี ก่อนจะขึ้นครองราชย์ และก็สถาปนาองค์หญิงโมนา เป็นองค์สมเด็จพระราชินี ไปในคราวเดียวกันซะเลยน่ะสิลูก ลูกล่ะคิดยังไง " ทรงมีพระดำรัสถามในตอนท้าย ที่ทำให้ศัลยาตั้งใจฟังเงียบ

 " ลูกไม่อาจปฏิบัติเช่นนั้นได้หรอกพระเจ้าค่ะ เพราะลูกจะเษกสมรส กับคนที่ลูกรักเท่านั้น อย่าให้พระประยูรญาติทรงมาบังคับลูก ในเมื่อกฎมณเฑียรบาล ก็ไม่ได้มีตราไว้ว่า ลูกจะต้องเษกสมรสกับผู้ใด เป็นเพียงเรื่องที่พระญาติพระวงศ์ ทรงมีพระดำริเห็นสมควรเท่านั้น ควรมิควรแล้วแต่จะทรงโปรด " พระองค์ชายรับสั่งด้วยพระสุรเสียง ที่ไม่ทรงพอพระหทัยขึ้นทันที

" เอาเถอะจ้ะลูก แต่องค์หญิงโมนาน่ะ เมื่อทรงเจริญพันษาขึ้น ก็ทรงพระสิริโฉมมากนะลูกนะ ชายทอดเนตรเห็นแล้ว อาจจะทรงโปรดพระองค์ก็ได้นี่ และหญิงโมนาก็ทรงรอลูกแม่ จะรีบปฏิเสธไปไยล่ะลูก แม่ก็เห็นสมควรเหมือนกัน เพราะในเมื่อลูกก็ไม่มีใคร เษกสมรสซะกับพระน้องยาเธอ เรื่องวุ่นวายก็จะได้จบลงด้วยน่ะ "

" ลูกมีความรักแล้วนะพระเจ้าค่ะ และลูกก็รักใครไม่ได้อีก จะให้ทรงพระสิริโฉมเพียงใด ลูกก็ไม่รักหรอกพระเจ้าค่ะและลูกก็ไม่ต้องการให้ใคร หาข้ออ้างใดๆมาบังคับลูก เพราะชีวิตของลูกถูกบังคับ ด้วยกำหนดกฏเกณฑ์มาแล้วทุกเรื่อง ลูกขอสักเรื่องเถอะนะพระเจ้าค่ะ " รับสั่งแล้วทรงถอนพระหทัย สีพระพักตร์เครียดขึ้งขึ้น  

" ใครกันที่ลูกทรงโปรด บอกแม่ได้มั้ยจ้ะ " องค์รัชทายาททรงเงียบนิ่ง ไม่กราบบังคมทูลตอบคำใด

" ชายจ้ะ......ผู้หญิงคนนั้นเขาเหมาะสมกับลูก กว่าหญิงโมนาอีกเหรอลูก บอกเหตุผลของลูกให้แม่ฟังสิจ๊ะ " สมเด็จตรัสถามขึ้นด้วย พระสุรเสียงที่ทอดอ่อน ทรงลูบฝ่าพระหัตถ์ ลงบนท่อนพระกร ของพระราชโอรสเบาๆ เหมือนจะทรงประโลมพระหทัย

" ความรัก......ไม่มีคำว่าเหมาะสม หรือไม่เหมาะสม หรือฐานันดรใดๆ ความรักเกิดจากหัวใจ ไม่มีเหตุผลรองรับ หรอกพระเจ้าค่ะ ลูกเชื่อว่าเสด็จแม่คงเข้าพระทัยดี และอย่าทรงบังคับลูกเรื่องนี้ เลยพระเจ้าค่ะ " ศัลยารู้สึกได้ว่าพระสุรเสียง ของพระองค์ชาย เริ่มสะบัดห้วนขึ้นน้อยๆ

" ชายของแม่ อย่าเพิ่งกริ้วอย่างนี้สิลูก แม่ก็เพียงอยากรู้ว่า เธอผู้นั้นเป็นใคร และชนชาติไหน มีอาชีพอะไร บอกแม่ได้มั้ยลูก "

" พระอาญามิพ้นเกล้า เกล้าหม่อมฉัน ขอพระราชทานอภัยพระเจ้าค่ะ ที่ไม่อาจสนองพระราชเสาวนีย์ใต้ฝ่าพระบาท " รับสั่งอย่างทรงหมางเมินขึ้น และไม่ทรงตอบคำถามพระมารดา

" ชาย.......ทำไมลูกถึงได้รับสั่งกับแม่อย่างนี้ล่ะลูก แม่ก็เพียงอยากรู้ว่าลูกของแม่รักใคร ในเมื่ออีกไม่นานลูกก็จะครองราชย์ แม่เพียงแต่คิดว่า ถ้าลูกจะเษกสมรสเสียกับองค์หญิงโมนา เรื่องราววุ่นวาย ที่เปรียบเหมือนคลื่นใต้น้ำ ก็จะได้จบลงด้วยดีทุกฝ่าย และถ้าคนที่ลูกรักจะเข้ามาภายหลัง เพื่อเป็นบาทบริจาริกาแล้ว ลูกก็สามารถจะทรงพระราชทานแต่งตั้ง ให้เป็นเจ้าจอม หรือตำแหน่งใดๆที่จะเห็นควรก็ได้นี่ลูก " ตรัสรับสั่งถึงเหตุผลโน้มน้าว

" ลูกจะดำเนินตามรอย พระยุคลบาทสมเด็จพระบิดา ที่ทรงมีพระราชหฤทัยที่มั่นคง กับพระราชมารดาของเกล้าหม่อมฉันเพียงผู้เดียวพระเจ้าค่ะ "

รับสั่งของพระราชโอรส สะท้อนเข้าไปถึงพระหฤทัยของสมเด็จพระมารดา ที่เหมือนจะทรงล่วงรู้บางอย่าง และกำลังทรงตัดพ้อพระองค์ ทำให้องค์สมเด็จทรงทอดสายเนตร มองพระพักตร์ของพระโอรส ดังจะต้องพระประสงค์ที่จะทรงล่วงรู้ความในพระหทัยของพระโอราช  แต่ก็ได้แต่ทรงเห็น สีพักตร์ที่ทรงมึนตึง เงียบขรึม และถึงกับทรงอึ้งไปชั่วครู่

" เอาเถอะจ้ะ......แล้วให้ลูกสบายใจก่อนก็แล้วกันนะ เราค่อยคุยกันเรื่องนี้ แม่จะส่งชายที่พระตำหนัก แล้วก็จะกลับไปพูริมบังเลย ให้ลูกได้พักผ่อนสบายเนื้อสบายตัวเสียก่อน แม่ค่อยมาคุยด้วยทีหลังก็แล้วกันนะจ้ะ และแม่อาจจะพาหญิงโมนามาเฝ้า ให้ลูกได้ยลพระสิริโฉมด้วยไงล่ะ " เสด็จตรัสรับสั่งอย่างอ่อนโยน เพราะทรงรู้สึกได้ว่า พระราชโอรส ทรงมีความน้อยพระทัย กับพระองค์หลายเรื่องนัก

 

รถโรลลอยด์คันหรูแล่นช้าๆ มองเห็นบังเกอร์ที่มีปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน บางจุดมีปืนกล อยู่บนกระสอบทราย พร้อมทั้งทหารในชุดพร้อมรบ เป็นจุดรายล้อมไปโดยรอบ ขอบแนวรั้งยาวเหยียด รถพระที่นั่งเลี้ยวเข้าถนนที่ปูด้วยกระเบื้องแผ่นเล็กๆ ก่อนที่จะเลี้ยวเข้าสู่ประตูวัง ที่มีทหารรักษาพระองค์แต่งกาย ด้วยเครื่องแบบสีฟ้าหม่นๆ สวมหมวกประดับพู่สีดำงดงาม ถวายความเคารพด้วยการเรียบวุธ และทำให้ศัลยาที่นั่งอยู่ในตอนหน้า รู้สึกตื่นตาตื่นใจ เหมือนเธอกำลังตกอยู่ในความฝัน ......โลฮาเป็นเมืองที่สวยงาม ดังภาพในจินตนาการจริงๆ

พระราชวังที่เธอคิดว่าจะสูงใหญ่โตโอฬาร แต่กลับผิดคาด ที่เป็นตึกเพียงสองชั้น ที่ถูกปลูกสร้างเป็นรูปแบบเตี้ยๆ มีโดมสีฟ้าประดับปูนปั้นเหมือนมงกุฎตรงกลาง ระหว่างอาคารที่ทอดระนาบยาว ขนานไปกับขอบทะเลสาบสวย ตัวตึกสีเหลืองครีม ประดับด้วยรูปปั้นเทพบุตรเปลือย เรียงรายไปตามผนังรอบอาคาร อย่างที่ศัลยาต้องอุทานในใจ ......ที่นี่สวยเหลือเกิน .....

รถแล่นผ่านสนามหญ้าอันเขียวขจี หน้าพระราชวังโลฮา และปลูกประดับรายล้อมด้วยต้นแดงสิงคโปร์ ความเขียวของหญ้าและความแดงสด ตัดกันอย่างสวยสดงดงาม ถนนที่ปูกระเบื้องสีน้ำตาลอ่อน ทอดยาวลดเลี้ยวเข้าไปจอดหน้าพระตำหนัก

ทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ เข้าแถวยืนเรียงสองข้าง ที่ปูด้วยลาดพระบาทสีแดง ทำให้ศัลยาต้องลอบผ่อนลมหายใจออกมา เมื่อรู้สึกได้ว่าตัวเธอเล็กลีบลง กับความอลังการแบบนี้ ท่านนายพลอัชมา ที่นั่งมาในรถคันหน้า รีบลงมาค้อมกายเปิดประตูรถถวาย และถอยหลังมาเปิดให้เธอ พระองค์ชายลงจากรถมาประทับยืน และทรงก้มส่งพระหัตถ์ถวายพระมารดา รับพระองค์ลงมาจากรถ ท่านนายพลถวายความเคารพ แล้วก้มหน้าลงน้อยๆ เมื่อพระองค์ชาย ทรงหยุดและมีพระปฏิสันถารด้วย

" ท่านนายพลอัชมา สบายดีงั้นรึ เรามีเรื่องที่จะปรึกษา เรื่องงานบ้านงานเมืองด้วย เพราะอีกไม่นาน เราจะเข้าไปทรงงานที่พูริมบัง ช่วยนำแผนงานทุกอย่าง จากทุกองค์คณะเข้ามาให้เราดูทั้งหมดด้วย หรือว่าจะมีใครเข้ามาให้ความรู้กับเรา ก็ให้พามาด้วย อีกสองวันก็แล้วกันนะ เราจะรอท่าน "

" รับด้วยเกล้าพระเจ้าค่ะ " ท่านนายพลกราบบังคมทูลรับคำ

สีพระพักตร์ของสมเด็จ ที่บังเอิญทอดสายเนตร มองหน้าท่านนายพลอัชมา จืดเจื่อนลงนิดหนึ่ง แต่เมื่อพระโอรสทรงทอดสายเนตรมองมาที่พระองค์ ก็รีบตรัสรับสั่งกลบเกลื่อน

" งั้นแม่ส่งชายแค่นี้นะลูก แม่มีงานรออยู่น่ะจ้ะ "

" ลูกคิดว่าสมเด็จแม่ จะประทับอยู่กับลูกสักชั่วครู่ " รับสั่งคล้ายจะทรงตัดพ้อขึ้นเบาๆ

" แม่มีงานเร่งด่วนหลายอย่าง จากเมื่อวานที่มีการปะทะกัน วันนี้แม่กับท่านนายพลอัชมา จะต้องสรุปตัวเลขยอดผู้เสียชีวิตทั้งทหาร และทั้งประชาชนของเรา และความเสียหายต่างๆ เพื่อนำเข้าประชุมกับทุกฝ่าย เราจะเร่งวางแผนส่งกำลังรุกกวาดล้างพวกมัน เพราะมันกำลังอยู่ในภาวะ ถอยร่นไม่เป็นกระบวน และคงต้องเร่งส่งหน่วยแพทย์ และทหารช่าง เข้ามาดูแลประชาชน และบ้านเรือนที่ถูกไฟไหม้เสียหายด้วยน่ะลูก " รับสั่งอธิบายให้พระโอรสได้เข้าพระทัย

" แล้วลูกล่ะไม่มีความหมายอันใดกับกองทัพ ที่จะออกไปช่วยบัญชาการเลยงั้นเหรอพระเจ้าค่ะ " กราบบังคมทูลตัดพ้อพระมารดาด้วยภาษาสลาฟ

" ชาย......ทำไมลูกจึงรับสั่งเยี่ยงนี้ล่ะลูก ลูกยังไม่จำเป็นที่ต้องมาทรงร่วมรบ ในเมื่อเรามีกองทัพมีนายทหารที่บัญชาการได้ แม่อยากให้ลูก ทรงเป็นองค์พระประมุข และแม่เป็นแม่ทัพให้ลูกเท่านั้นนะจ๊ะ " 

พระองค์ชายประทับยืนนิ่งๆอยู่ครู่หนึ่ง และทรงทรุดพระวรกายราบลงกับพื้น ทรงก้มลงกราบแทบพระบาท ขององค์สมเด็จพระมารดา ซึ่งทรงรีบประคองพระโอรสขึ้น และทรงกอดไว้ รับสั่งเบาๆ

" แม่รักลูกนะ อย่าเครียดคิดอะไร ประทับพักผ่อนให้สบายสักพักหนึ่ง เสียก่อนนะลูก แล้วแม่จะรีบมาหา และจะพาพระนมรีอา มาส่งให้ลูกจ้ะ " พระสุรเสียงที่ตรัสรับสั่ง ทำให้องค์รัชทายาท ทรงเบี่ยงพระวรกาย ออกจากอ้อมพระกรของพระมารดาน้อยๆ

" เกล้าหม่อมฉันสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ล้นเกล้าล้นกระหม่อม อย่างหาที่สุดมิได้พระเจ้าค่ะ กราบบังคมทูลเชิญเสด็จเถอะพระเจ้าค่ะ "

รับสั่งอย่างเป็นพิธีการ พร้อมทั้งก้มพระเศียร ถวายความเคารพอีกครั้ง ซึ่งองค์สมเด็จก็ทรงทราบว่า ในพระสุรเสียงนั้น มีแววประชดพระองค์ ทำให้ทรงทอดเนตรมองพระองค์ชายนิ่งๆ และทรงทอดถอนพระหฤทัยออกมาน้อยๆ ด้วยสีพระพักตร์มีกังวล แต่ก็ไม่ตรัสรับสั่งคำใดขึ้นมาอีก และทรงหันมาเห็นศัลยา ที่ยืนก้มหน้านิ่งๆ ทำให้ทรงทอดเนตรมองเธอ และตรัสรับสั่งขึ้นด้วย

" เจ้าหนุ่มน้อย ดูแลพระองค์ชายของเจ้าด้วยล่ะ รับสั่งว่าทรงโปรดเจ้ามากนัก เจ้าก็คงรู้พระทัยดีสินะ แต่อีกไม่นานเราจะพาเจ้าหญิงโมนามาแทนที่เจ้า หวังว่าลูกแม่จะทรงโปรดพระองค์หญิง มากกว่าหนุ่มน้อยนี่ละมัง " รับสั่งเป็นภาษาสลาฟขึ้น พร้อมทั้งทรงปลายสายเนตร ไปที่พระพักตร์เรียบเฉยของพระโอรส ดังจะทรงแคลงพระหฤทัยนัก

ศัลยารีบก้มหน้าลง และค้อมศีรษะลงถวายความเคารพ และนิ่งคิดว่า.......พระกระแสรับสั่ง เหมือนมีแววประชดพระโอรส หรือว่าพระองค์ทรงเข้าพระหทัยผิด ว่าพระโอรสทรงโปรดไม้ป่าเดียวกัน เฮ้อ......แม่ลูกคู่นี้ มีเรื่องอะไรคลางแคลงใจกันนะ ที่ต่างก็ดูเหมือนจะไม่เข้าใจ และหงุดหงิดประชดประชัน ใส่กันอยู่ในทีแบบนี้ ......

" เกล้าหม่อมฉันมีคนที่รู้ใจแล้ว ฝ่าพระบาทไม่จำเป็นต้อง ทรงมีพระกังวลหรอกพระเจ้าค่ะ กราบทูลเชิญเสด็จพระราชดำเนินเถอะพระเจ้าค่ะ เกล้าหม่อมฉันไม่ต้องการ ถ่วงเวลาของฝ่าพระบาท ควรมิควรแล้วแต่จะทรงโปรด "

พระองค์ชายมิได้ทรงกราบบังคมทูลอธิบายความจริง แต่กลับเหมือนจะรับสมอ้างประชด อย่างทรงปึ่งชาอยู่ในที และทำให้องค์สมเด็จ ทรงขมวดพระขนงเข้าหากัน ทอดสายพระเนตรมองมาที่ศัลยา อย่างทรงสำรวจตรวจตรา ด้วยท่าทีที่ทรงหนักพระหทัยนัก

พระองค์ชายทรงส่งเสด็จพระมารดา ขึ้นประทับบนรถพระที่นั่ง และปิดประตูถวาย เมื่อรถเคลื่อนออก ก็ประทับยืนมองรถพระที่นั่ง ที่มีนายพลอัชมา ขึ้นมานั่งแทนที่ศัลยา ด้วยความรู้สึกที่เจ็บร้าวลึกๆในพระหทัย .......สมเด็จแม่ทรงมีคนอื่นแล้ว และทรงไม่มีเวลาแม้จะอยู่กับลูก จะแค่สักวันหนึ่ง คืนหนึ่ง หรือชั่วโมงหนึ่ง ให้ลูกได้หายคิดถึง จากการที่จากกันถึงห้าปี สมเด็จแม่ก็ไม่ทรงมีเวลาให้ลูกอีกแล้ว.......ทรงคิดอย่างน้อยพระหทัย ในขณะที่ทอดสายเนตร ละห้อยโหยหา มองตามหลังรถพระที่นั่งออกไป

" ทูลเชิญเสด็จเถอะพระเจ้าค่ะ " เสียงราชองครักษ์วังมิง ทำให้พระองค์ชายทรงออกจากภวังค์ และหันมองหาพระชายา ที่ยืนมองพระองค์ตาแป๋วเงียบๆ

" ศัล.......ขึ้นตำหนักกันเถอะ จะได้ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าซะที เราสองคนดูไม่ได้เลยรู้มั้ย " รับสั่งพร้อมทั้งแย้มสรวลขึ้นน้อยๆ เหมือนจะทรงกลบเกลื่อนสีพระพักตร์ ซึ่งศัลยาแน่ใจแล้วว่า พระสวามีนั้นมีสายพระเนตร เศร้าสร้อย อย่างทรงน้อยพระทัยในพระมารดานัก ที่ไม่ทรงประทับอยู่ด้วยแม้เพียงชั่วครู่

*ต่อจากนี้เนื้อเรื่องจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ทั้งหวานรักโรแมนติค ทั้งลึกลับ ริษยา ความคลางแคลง มาดูกันค่ะว่าสาวน้อยศัลยา ตาบ้องแบ๊วจะมีใคร มาเป็นตัวช่วย *

     

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

497 ความคิดเห็น

  1. #496 lullana (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2555 / 17:38
    เอากำลังใจมาฝากจ้าพี่บุษ
    #496
    0
  2. #495 lullana (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2555 / 10:29
    เอากำลังใจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจมาฝากจ้าพี่บุษ
    #495
    0
  3. #494 lullana (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2555 / 12:52
    เอากำลังใจมาฝากจ้าพี่บุษ
    #494
    0
  4. #493 lullana (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2555 / 12:33
    เอากำลังใจมาฝากจ้าพี่บุษ
    #493
    0
  5. #492 lullana (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2555 / 22:26
    เอากำลังใจจจจจจจจจจจจจจจจมาฝากจ้าพี่บุษ
    #492
    0
  6. #490 lullana (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2555 / 13:20
    เอากำลังใจมาฝากจ้าพี่บุษ
    #490
    0
  7. #485 lullana (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2555 / 23:41
    เอากำลังใจมาฝากจ้าพี่บุษ
    #485
    0
  8. #109 tungkn4841 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 30 มีนาคม 2555 / 20:41

    ก็ดีเหมือนกันท่านแม่ขององค์ชายอัสวา ยังคิดว่าศัลยาเป็นผู้ชาย.......แต่จะคิดอย่างนี้ไปนานหรือไม่  เจ้าหญิงโมนาน่าจะเข้ามาบทบาทแทรกกลางทำให้เกิดปัญหาแน่เลย

    รอไรเตอร์มา up ต่อ

    #109
    0
  9. #108 ตาล แฟนใหม่ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 29 มีนาคม 2555 / 19:41
    ขอพระนมขององค์ชายมาเป็นตัวช่วยด้วยนะคะ น้องศัลจะได้อบอุ่นขึ้นมาบ้างค่ะ
    #108
    0
  10. #107 gemarco (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 29 มีนาคม 2555 / 17:05
    หนูศัลคงต้องเจอปัญหาที่จะเกิดขึ้นอีกมาก ต้องอดทนมากๆนะหนูศัล
    #107
    0
  11. #106 lullana (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 29 มีนาคม 2555 / 15:08
    เอากำลังใจจจจจจจจจจจจจมาฝากจ้าพี่บุษ
    #106
    0
  12. #105 lullana (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 28 มีนาคม 2555 / 23:04
    เอากำลังใจจจจจจจจจจจจจจจมาฝากจ้าพี่บุษ
    #105
    0
  13. #104 jeabkiss (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 28 มีนาคม 2555 / 19:42
    ทั้งคู่ต้องฝ่าฝันอุปสรรคต่อไป เป็นกำลังใจให้ค่ะ
    #104
    0
  14. #103 gemarco (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 28 มีนาคม 2555 / 19:10
    หนูศัลคงต้องเข้มแข็งขึ้นมากกว่าเมื่อก่อนเพราะนับตั้งแต่นี้จะต้องเจออุปสรรคอีกมากมาย เฉพาะด่านเจ้าหญิงโมนาจะผ่านได้หรือเปล่า มาเป็นกำลังใจให้ค่ะ
    #103
    0
  15. #102 : นุช (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 28 มีนาคม 2555 / 18:31
    อ่านตอนอัสวาแนะนำศัลกับแม่ว่า "ลูกรักเขาพระเจ้าค่ะ"
    อ่านดูแล้วกลัวเสด็จแม่จะคิดว่าอัสวาเป็นเกย์จังอ่ะ
    แต่ถ้าคุณบุษ O.K. ก็มิมีปัญหา เพราะอัสวาไม่ได้โกหก
    วันหนึ่งถ้าเสด็จแม่รู้ความจริงว่าศัลเป็นหญิงก็จะเข้าใจ

    และแล้วเจ้าหญิงโมนาก็โผล่มาเพิ่มสีสรรให้กับเรื่อง
    จะดีหรือร้ายน่ะ

    ติดตามอ่านนิยายคุณบุษเสมอค่ะ
    #102
    0
  16. #101 lullana (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 28 มีนาคม 2555 / 14:11
    เอากำลังใจจจจจจจจจจจจจมาฝากกกกกกกกกกกกกจ้าพี่บุษ
    #101
    0
  17. #100 ตาล แฟนใหม่ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 28 มีนาคม 2555 / 11:07
    พระชายาสู้ๆ จะเข้าวังแล้ว เจ้าหญิงโมนาคงจะร้ายแน่ๆเลย แล้วตัวช่วยของพระชายาละคะไรเตอร์ จัดด้วยค่ะไรเตอร์ขา สงสารพระชายา โดดเดี่ยวจริงๆ
    #100
    0