สิเน่หาสัญญารัก พิมพ์กับสำนักพิมพ์ Sugar Beat

ตอนที่ 8 : หุบผาแห่งความตาย อัพ100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 827
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 22 ครั้ง
    26 มี.ค. 55

 
 

         
ตอนที่ 8 หุบผาแห่งความตาย อัพ100%

“ ศัล ศัล......”

ทรงหันมาร้องเรียกเธออย่างตระหนก เมื่อทรงเห็นร่างของศัลยา กระเด็นไปกระแทกลงกับพื้น และในขณะนั้นมีระเบิดอีกลูก เสียงตูม!สนั่น อิฐหินจากบ้านเรือนถล่ม แตกกระเด็นลงมา ทรงรีบคร่อมพระวรกาย ลงบนพระชายา อิฐแดงก้อนหนึ่งลอยมา กระแทกลงบนพระขนง จนทรงทรุดฮวบลงบนกายเธอ

ศัลยาจุกแน่นอยู่ครู่หนึ่ง และพยายามดิ้นออกจากพระวรกายที่ทรงแน่นิ่ง โถมน้ำหนักลงมาบนกายเธอ อย่างตกใจสุดขีด รีบเข้าไปประคอง จับให้ทรงหงายขึ้น พระโลหิตเหนือพระขนงไหลรินพรั่งลง อาบพระพักตร์ ดวงเนตรปิดสนิท เสียงระเบิดยังสะเทือนอยู่เป็นระยะ เธอกราดมองรอบกาย ด้วยสายตาตื่นตระหนก และก้มมองพระพักตร์

“ อัสวา อัสวา.......อย่าเป็นอะไรนะคะ อัสวาฟื้นสิคะ เราต้องไปจากตรงนี้นะคะ “ เธอพร่ำเรียก และตบลงบนพระปรางเบาๆ ด้วยสีหน้าหวาดหวั่น และยังงอตัวด้วยความจุกแน่น

ปัง!!!!!!! เมื่อเสียงปืนยังกราดมาเป็นตับ ราวกับห่ากระสุน อย่างไม่รู้เป็นของฝ่ายไหน เสียงฮ.บินอยู่เหนือท้องฟ้าเสียงปืนใหญ่ยิงถล่มกัน จนพื้นดินสะเทือน และก็ใกล้เสียจนรู้สึกเหมือนว่า หมู่บ้านนี้กำลังตกอยู่ ตรงกลางสมรภูมิรบ เสียงปืนจากเฮลิคอปเตอร์กราดลงมาเป็นชุดๆ

“ ช่วยด้วย......ช่วยด้วย “ เธอตะโกนออกไปเรียกผู้คนที่วิ่ง กันอย่างสับสนอลหม่าน

ท่ามกลางความอึงอล เสียงปืน เสียงกรีดร้องอย่างตื่นตระหนก กับการหนีตายรอบตัว ไม่มีใครสนใจใคร ผู้คนที่บาดเจ็บเลือดโทรมกาย เธอมองกราดสายตา มองหาหาคนช่วยเหลือ และร้องขอให้ช่วยคนเจ็บ แต่บัดนี้ทุกคนต่างหนีเอาชีวิตรอด หอบลูกจูงหลานวิ่งไป คนชราถูกแบกขึ้นบ่า บ้างก็หอบสมบัติข้าวของ วิ่งออกจากบ้านเรือนหนีหัวซุกหัวซุน

ศัลยาหมดหวังที่จะร้องให้ใครช่วย เธอเห็นประตูบ้านหลังหนึ่งเปิดอยู่ ด้วยเจ้าของบ้านพากันวิ่งหนี เตลิดเปิดเปิงออกไป เสียงระเบิดจากเครื่องยิงโดนหลังคาบ้านหลังหนึ่ง เศษกระเบื้องปลิวว่อน หญิงสาวหมอบลงกอดคร่อมร่างของพระสวามีไว้ และตัดสินใจลุกขึ้น ลากพระวรกายอันหนักอึ้ง ไปที่บ้านหลังนั้น ความกลัวสุดขีด ทำให้เกิดแรงมหาศาลได้อย่างไม่น่าเชื่อ  

เธอนั่งพับเพียบกอดองค์นิโคไรไว้ในอ้อมแขน ซบหน้าลงกับพระอุระ ทั้งร่ำไห้กรีดร้องรำพัน

“ อัสวา.......ได้โปรด อย่าเป็นอะไรนะคะ ฮือๆๆๆ “

เสียงระเบิด เสียงปืนใหญ่ ยังดังลั่นไปทั่วทุกทิศทุกทาง ที่ศัลยาหมดความสนใจในทุกสิ่งทุกอย่าง เธอประคองพระพักตร์ที่อาบด้วยพระโลหิต ดึงผ้าที่คาดเอวมากดปากแผลไว้ห้ามเลือด น้ำตาตนเองรินพรากลง จนต้องยกหลังมือขึ้นป้าย เหลียวมองไปรอบๆบ้าน ซึ่งตกแต่งไว้อย่างงดงาม หญิงสาววางพระสวามีลงกับพื้น วิ่งไปคว้าหมอนอิงใบใหญ่บนเตียงนอนเล่น มารองหนุนให้ และวิ่งหาห้องน้ำ หาผ้าชุบน้ำสองผืนมาแตะลงบนพระพักตร์ เช็ดพระโลหิตถวาย และอีกผืนลูบไล้ลงบนดวงพักตร์เบาๆ

“ อัสวาฟื้นเถอะค่ะ ที่นี่ไม่ปลอดภัยนะคะ ได้โปรดฟื้นสิคะ ได้โปรด ฮือๆๆ “

เธอสะอื้นร่ำร้องบอก และเหลียวมองไปรอบกายอีกครั้ง ด้วยเสียงปะทุของเปลวเพลิงแตกเปรี๊ยะๆ ดังขึ้นจากบ้านเรือนที่ถูกไฟไหม้ไม่ไกลนัก ควันไฟเริ่มคละคลุ้ง เข้ามาในตัวบ้าน ความร้อนจากไฟที่ลุกโหม ผะผ่าวเข้ามาแรงขึ้น ยิ่งทำให้เธอหวาดหวั่น และก้มลงกอดพระวรกายหนาเขย่าเบาๆ และร้องรำพัน

“ อัสวา......ไฟกำลังจะมาถึงเราแล้วนะคะ ฟื้นสิคะ ศัลไม่มีปัญญาแบกคุณไป ได้โปรดฟื้นเถอะค่ะอัสวา ฮือๆๆ“ เธอก้มลงกอดพระวรกายในอ้อมแขนเขย่าเรียก ด้วยเสียงสะอื้น

พระองค์ชายทรงเริ่มคืนพระสติทีละน้อย ในพระโสตแว่วเสียงระเบิดเสียงปืน และเสียงรำพันใกล้ๆพระกรรณ

“ อัสวา......ถ้าคุณไม่ฟื้น ศัลก็จะยอมตาย อยู่ที่นี่กับคุณ ศัลรักคุณนะคะอัสวา เราจะให้ความตายเท่านั้น ที่จะมาพรากเราให้จากกัน ฮือๆๆๆ “ เธอร่ำไห้รำพัน พร้อมทั้งเริ่มสำลักควันไฟ

น้ำตาหยดหนึ่งตกต้องลงบนดวงพักตร์ อีกทั้งคำรำพันจากเสียงสะอื้นไห้ ทำให้องค์นิโคไรทรงรู้สึกพระองค์ และซาบซึ้งในพระหทัย ทรงขยับพระวรกาย

และทำให้หญิงสาวเบิ่งตาโต คลี่ยิ้มออกมาทั้งน้ำตา มือบางประคองพระปราง พร่ำเพรียกอย่างดีใจสุดขีด

“ อัสวา......อัสวา.....คุณฟื้นแล้ว คุณฟื้นแล้ว ศัลดีใจเหลือเกินค่ะ ฮือๆๆๆ “

กลิ่นควันไฟและเสียงประทุ ทำให้ทรงรีบประทับนั่ง “ ศัล......เราต้องไปแล้วละ “ รับสั่งพร้อมทั้งยกหัตถ์ขึ้นแตะตรงรอยแผลนิดหนึ่ง พระโลหิตเริ่มซึมลงมาอีกครั้ง ทำให้ศัลยายกผ้าขึ้นกดปากแผลถวายให้

“ เจ็บมากมั้ยคะ ศัลเอาผ้านี่พันไว้ให้ดีกว่านะคะ เดี๋ยวเลือดจะไหลเข้าตาน่ะค่ะ“ แล้วนำผ้าพันพระศอ มาพันไว้รอบพระเศียรถวายให้

“ แค่ได้ยินคำพูดของเมียทุกคำ ก็หายเจ็บแล้วละ ขอบคุณคุณมากนะศัล ไปกันเถอะ......เสียงปะทะยังไม่หยุดเลย ถ้าเป็นไปได้ เราจะต้องไปให้ถึง ทางลับให้ได้ก่อนค่ำ ไม่งั้นคืนนี้เราอาจจะไปติด อยู่ที่ภูผาแห่งความ.......เอ่อ......ไปกันเถอะ “ ทรงละเว้นคำว่าตายไว้ แล้วรีบประทับยืน และเซน้อยๆทรงรีบหลับเนตรลงนิดหนึ่ง ประทับยืนนิ่งๆ เรียกพระสติและทรงสะกดกลั้นความเจ็บปวด

องค์รัชทายาทแห่งพูริมบัง ออกดำเนินพาพระชายา ลัดเราะเรียบไปตามผนังตึก หลบไปตามชายคาบ้าน แนบพระวรกายไว้กับผนังบ้าง และบางครั้งก็ต้องทรงพาเธอหมอบลง เซฟตนเองจากอิฐหินที่แตกกระจาย จากอาวุธหนัก เสียงสะเทือนจากแรงระเบิดยังดังลั่นตูม!! จนอกระทึก ไฟเริ่มโหมลุกโชนขึ้น ตามบ้านเรือนหลายหลัง ท่ามกลางเสียงของสงครามกลางเมือง ที่คนในชาติต่างล้างผลาญเข่นฆ่ากันเอง ยังความสลดในพระหทัย ขององค์รัชทายาทเป็นยิ่งนัก

ทรงพาเธอออกวิ่งบ้างหมอบราบลงบ้าง ไปจนพ้นหมู่บ้าน ซึ่งตรงหน้าเป็น ลานศิลาทอดยาวไปจนสุดลูกหูลูกตา เหมือนดังถนนสายหนึ่งที่ทอดยาวไปข้างหน้า สองฟากฝั่งประดับองค์เทวรูปหินทราย เก่าแก่และปรักหักพัง ตามอายุขัยเรียงรายมากมาย ป่าละเมาะขึ้นรกครึ้มสองข้างทาง ที่มีผู้คนวิ่งมาหลบภัย เพียงเพื่อให้พ้นจากวิถีการปะทะกันเท่านั้น และต่างก็ชะเง้อมองไปทางหมู่บ้าน ที่ไฟกำลังโหม แต่ก็ไม่มีใครกล้ากลับเข้าไป ด้วยเสียงเฮลิคอปเตอร์สองลำ และปืนใหญ่จากภาคพื้นดิน ทั้งสองฝ่ายยังคงมีการปะทะกันอย่างหนักหน่วง  

องค์รัชทายาทแห่งพูริมบังประทับยืนนิ่งๆ ทรงทอดเนตรมองราษฎรของพระองค์ ที่บ้างก็บาดเจ็บร้องครวญคราง อย่างน่าเวทนา บ้างก็กอดกันร่ำไห้ บ้างก็ขวัญผวาหวาดกลัวจนกายสั่นสะท้าน เป็นภาพที่พระองค์ทรงโทมนัสนัก

“ อีกไม่นานเราจะกลับมาแก้แค้นให้ประชาชน อีกไม่นาน เราสัญญา.......“

รับสั่งด้วยพระสุรเสียงหนักแน่น ทรงกำพระหัตถ์เข้าหากัน กัดพระทนต์กรอดๆ สายพระเนตรที่ทรงทอดมองความเจ็บความตายของผู้คน ฉายชัดซึ่งความเจ็บแค้นในพระอุระ และทำให้หญิงสาวรู้ว่า สายพระโลหิตขององค์รัชทายาทแห่งพูริมบัง ทรงเข้มข้นนัก พระองค์ทรงรักประชาชน และไม่มีวันที่จะทรงทอดทิ้ง ประชาชนของพระองค์ได้

องค์รัชทายาทดำเนินพาเธอ ผ่านเหล่าผู้คนไปอย่างไม่ยอมหยุดยั้ง มุ่งหน้าไปที่หน้าผาหิน ที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกลๆ มองเห็นรอยแกะสลัก เป็นช่องคล้ายหน้าต่างประตู บนหน้าผาหินสูงทะมึน ซึ่งน่าจะมีอายุนับพันปี แต่ก็ความสูงใหญ่อลังการ จนมนุษย์เป็นเพียงมดตัวเล็กๆ ก็นำมาซึ่งความลึกลับน่าสะพรึงกลัวไม่ใช่น้อย และลานแผ่นศิลาที่เดินอยู่  ก็เป็นแผ่นหินโบราณขนาดใหญ่ ที่ถูกปูลาดยาวไปถึงหน้าผาแห่งนั้น อย่างน่าอัศจรรย์กับฝีมือมนุษย์ยุคโบราณ ซึ่งน่าจะเป็นโบราณสถานของพูริมบัง เสียงร้องทักดังขึ้น ทำให้พระองค์ชายทรงชะงักพระบาท

“ เจ้าสองคนจะไปไหนกันล่ะ อยู่รวมกลุ่มกับพวกเราที่นี่ก็ได้นี่ พวกทหารมันคงไม่รบกันทั้งวันทั้งคืนหรอก “ ชายชราที่มีเด็กชายน้อยๆนั่งอยู่เคียงข้าง หลบอยู่ข้างเทวรูปหินทราย หอบห่อสมบัติบางอย่าง กอดไว้ในอ้อมแขนร้องทัก  

“ เอ่อ......เราจะหลบอยู่แถวๆนี้ละจ้ะพ่อเฒ่า “ องค์รัชทายาทรับสั่งตอบ

“ อืมดี อย่าเข้าไปใกล้หุบผาแห่งความตายล่ะ มันมีคำสาปของปีศาจ คนที่เข้าไปไม่เคย มีใครกลับออกมาหรอก “ พ่อเฒ่าเอ่ยเตือน และมองไปทางผาหินด้วยสีหน้าหวาดๆ องค์รัชทายาททรงรับคำอีกครั้ง แต่ก็ยังพาเธอดำเนินตรงไป

“ อัสวาเราจะไปที่โน่นกันหรือคะ ไหนคุณบอกว่าเราจะเข้าไปเมืองโลฮาไงล่ะ “ เธอสับสนในพระดำริ และทูลถามพร้อมทั้งชี้มือไปที่หน้าผาหิน ซึ่งกะระยะทางจากที่เดินอยู่ ก็ไกลนับเป็นกิโล อย่างเริ่มหวาดหวั่นจากคำพูดของพ่อเฒ่า

“ ศัล......ที่ผมบอก หมายถึงถ้าไม่มีการปะทะกัน เราก็จะลอบเข้าเมืองโลฮา ไปยังฐานที่มั่นของฝ่ายเรา โดยไม่มาทางลับนี่ไงล่ะ แต่ในเมื่อจำเป็นเราก็เลยต้องมาทางนี้ ผมรู้ว่าคุณกลัว และพยายามหลีกเลี่ยง แต่ในเมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้ มันก็จำเป็นนะครับ ผมอยากให้คุณมั่นใจในตัวผม อย่ากลัวนะที่รัก......เราต้องผ่านไปให้ได้ “

“ คุณกลัวว่าศัลจะรู้ทางลับ และอาจจะต้องถูกฆ่าปิดปาก เพราะศัลไม่ใช่คนที่ควรจะรู้ใช่มั้ยคะ “ เธอทูลถามขึ้นทันที

“ หึๆใครจะมาปิดปากเมียผมได้ล่ะ อย่าคิดอย่างนั้นสิครับ เราต้องรีบเดินกันให้เร็วขึ้นนะศัล เพราะอย่างน้อย ก็คงเกือบสองชั่วโมง เพราะจากหน้าผานั่น เราจะต้องเดินลงไปในหุบผา  ถ้าค่ำจะทำให้เราลำบาก และอาจจะต้องนอนค้างในหุบผานั่น “ รับสั่งอธิบายสั้นๆ

“ เอ่อ......แต่ “

เธอทำเสียงที่จะเอ่ยแย้งเพียงเท่านั้น และจำต้องเงียบลง เพราะรู้ดีว่าที่ตรงนั้นเป็นจุดหมายปลายทาง ที่มีพระดำริไว้แล้ว หุบผาแห่งความตายข้างหน้า ก็คงจะดีกว่ากับสงครามแห่งความตายข้างหลัง

 หน้าผาหินโบราณนั่นใช่มั้ย ที่มีทางลับซ่อนอยู่ ทำไมชื่อถึงได้น่ากลัวอย่างนี้นะ และไม่ใช่แค่ชื่อหรอก ดูความอลังการที่น่าสะพรึงกลัวสิศัลยา ......มันเหมือนความงดงามของปิรามิด ที่ซ่อนความลึกลับซับซ้อนไว้ ที่เรากำลังเดินเข้าไปเผชิญหน้า ทางลับต้องซ่อนอยู่ที่นั่นสินะ นี่มันอะไรกันชีวิตที่เกิดมายี่สิบปี ไม่เคยคิดหรือแม้แต่จะฝัน ว่าจะต้องมาพบกับอะไรเช่นนี้ เพราะเพียงแค่หนังสยองขวัญ ก็ยังไม่กล้าดู แต่นี่มันของจริงเหตุการณ์จริง อืม.....ศัลยาเธอช่างกล้าหาญ อย่างน่าชมเชยเสียนี่กระไร........หญิงสาวคิดอย่างประชดตนเอง  

 

ท่านทูตเข้าพบกับรองศาสตราจารย์สุพรรณีอีกครั้ง ที่ห้องทำงานในมหาวิทยาลัย ทั้งสองทักทายกัน อย่างเริ่มสนิทสนม เพราะท่านอภิชาติโทรมาหารือด้วยแทบทุกวัน ฝ่ายเจ้าของห้อง รีบเชื้อเชิญให้ท่านนั่ง ที่โต๊ะรับแขกเล็กๆ

“ เพิ่งบินมาจากเวียตนามเหรอคะ “

“ ครับ......ผมบินไปบินมา จนจะกลายร่างเป็นนกแล้วครับ “ คำของท่าน ทำให้เจ้าของห้อง ทอดสายตามองใบหน้าหม่นเศร้านั้นอย่างเห็นใจ เข้าใจในความรู้สึก

“ ดิฉันก็คิดอยู่ตลอดเวลาและก็โทษตัวเอง ที่มีส่วนผิดด้วยเหมือนกันนะคะ สงสารหนูศัลยาน่ะค่ะ ไม่รู้จะไปลำบากลำบนขนาดไหน เอ่อ......แล้วทางทหารล่ะคะ มีข่าวคืบหน้าบ้างมั้ยคะท่าน “

“ ผมเพิ่งกลับมาจากการขอเข้าพบน่ะครับ เห็นท่านผู้บังคับการหน่วย บอกว่าลูกน้องที่ท่านส่งไป รายงานเข้ามาว่าภารกิจเป็นไปอย่างยากลำบาก สับสนกับทหารทั้งสองฝ่าย ที่ต้องพยายามแยกแยะ ว่าฝ่ายไหนเป็นฝ่ายบ้านเมือง ฝ่ายไหนเป็นกบฏ การตรวจค้นก็เข้มข้นมากด้วยครับ “ ท่านทูตปรารภด้วยสีหน้าหมองคล้ำ

“ แล้วทางหน่วยลับของเรา ได้รับข่าวพระองค์ชายบ้างมั้ยคะท่าน “

“ ผู้คับการท่านบอกว่า พวกที่เข้าไปสืบ ได้ยินชาวบ้านพูดกันว่า มีการลาดตะเวนตรวจค้น ไปทั่วหัวเมืองทางตอนเหนือที่ชื่อโลฮา ที่คาดว่าพระองค์ต้องเสด็จไปที่นั่น และทหารเมืองก็นำกำลังเข้าไป ถล่มกองกำลังที่นั่นด้วยครับ มีการปะทะกันจนข้ามวันข้ามคืน บ้านเรือนประชาชนพังพินาศ เรียกว่าพวกบฏถอยร่น แตกกระเจิง มีคนเจ็บคนตายมากมาย ผมถึงได้เป็นทุกข์จนนั่งไม่ติดแบบนี้ไงครับ “ ท่านทูตเอ่ยเล่าช้าๆตามสไตล์ พร้อมทั้งถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เมื่อเล่าจบ

“ อย่าเป็นทุกข์เลยค่ะ ดิฉันเชื่อว่าองค์รัชทายาท ต้องพาหนูศัลไปรอดปลอดภัยแน่ค่ะ เพราะท่านทรงชำนาญพื้นที่บ้านเมืองเป็นอย่างดี องค์สมเด็จอนาสเซีย เคยทรงเล่าเรื่องพระโอรส ประทานให้ดิฉันฟังว่า องค์สมเด็จพระสวามีเสด็จประพาส ตามหัวเมืองเพื่อทรงเยี่ยมราษฏร หรือทรงปฏิบัติราชภารกิจอะไรก็ตาม ก็จะทรงให้พระโอรสโดยเสด็จไปด้วยทุกครั้ง ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ และทรงเป็นพระอาจารย์ของพระโอรส ในทั้งงานบ้าน งานเมือง และงานศึก ทรงพระปรีชาเรื่องแผนที่ของพูริมบัง จนเรียกได้ว่าพระองค์ชาย ทรงรอบรู้ ทุกซอกทุกมุม ของบ้านเมืองเป็นอย่างดีค่ะ “ ท่ารองสุพรรณีเอ่ยเล่า เพื่อแจงให้อีกฝ่ายเบาใจ ท่านอภิชาตเงยหน้าขึ้นมองหน้า หญิงวัยเดียวกับตนเอง ด้วยสายตาซาบซึ้ง และทำท่าอ้ำอึ้งขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ย 

“ คือผมมีเรื่องจะเล่าให้ท่านรองฟังสักเรื่องหนึ่งนะครับ อย่าหาว่าผมงมงายล่ะ “

“ เล่าเถอะค่ะดิฉันอยากฟัง “ ท่านตอบด้วยรอยยิ้มปลอบใจฝ่ายตรงข้าม

“ เอ่อ......คือผมได้ไปพบพ่อค้าผู้หนึ่งที่เวียตนาม ซึ่งผมทราบมาว่า เขาทำการค้ากับพูริมบัง ก่อนที่จะเกิดสงครามกลางเมือง เขาเล่าให้ผมฟังว่าเมืองพูริมบัง ไม่ได้ล้าหลังอะไรมากนัก เพียงแต่การพัฒนาประเทศเป็นไปอย่างเชื่องช้า และยังบอกผมว่าภายในราชสำนัก มีเรื่องเกี่ยวกับศาสตร์ลี้ลับ อันน่าสะพรึงกลัว ที่ผู้คนพากันร่ำลือ ผมฟังแล้วไม่สบายใจเลยครับ “ ท่านทูตเอ่ยปรารภขึ้น ด้วยสีหน้ามีกังวลอย่างชัดเจน

“ โถ......ท่านห่วงลูกมาก ไปถึงขนาดนั้นเลยเหรอคะ ถ้ามีเรื่องแบบนั้นจริง พระนางอนาสตาเซีย จะทรงดำรงพระชนม์ชีพอยู่ เพียงลำพังอย่างนี้ไม่ได้หรอกค่ะ พระองค์ท่านทรงทันสมัย และไม่ทรงเชื่อเรื่องแบบนี้ อย่าไปเชื่อเรื่องคำเล่าลือเลยนะคะ จะเป็นการเพิ่มความกังวล ให้มากขึ้นไปอีก เชื่อดิฉันเถอะค่ะ “

“ ครับผมยอมรับ ว่าผมเป็นห่วงลูกไปหมดทุกด้าน ห่วงทั้งความปลอดภัย  เอ่อ........ห่วงแม้กระทั่งว่า ถ้าเกิดรักต่างฐานันดร ลูกสาวผมอาจจะโดนกีดกัน และกำจัดทิ้ง เพราะผมรู้ว่า อำนาจและเกียรติยศ ที่ทุกคนอยากได้ เป็นเรื่องในราชสำนัก ที่น่าสะพรึงกลัวมากเหลือเกิน และลูกผมก็หัวเดียวกระเทียมลีบอย่างนั้น จะอยู่ได้ยังไงกัน “ เสียงของท่านทูตบอกความในใจอันหนักอึ้ง

รองศาสตราจารย์สุพรรณี ก็คิดเช่นเดียวกับท่านทูตในข้อหลัง และมั่นใจว่าหนุ่มสาว ที่สวยสมกันขนาดนั้น อีกทั้งความใกล้ชิด ที่มีให้กันมาเกือบปี ไม่ใช่เรื่องยากที่จะเกิดความรัก และเรื่องภายในราชสำนักพูริมบัง ก็มีการแย่งชิงอำนาจกันจริงๆ อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ท่านก็ไม่อาจเอ่ยออกความเห็น ด้วยเกรงว่าท่านทูต จะยิ่งเป็นกังวลมากขึ้น และได้แต่ปลอบใจ

“ ท่านคะบุญบารมีของคนเรา แตกต่างกันไปจากผลกรรมของแต่ละคน ถ้าหนูศัลจะได้เป็นถึงพระราชินี ก็ต้องเป็นบุญ เป็นผลจากกรรมดีของแก ที่สร้างสมมาจากอดีตชาติ และไม่มีอะไรห้ามได้หรอกค่ะ เพราะเขาทำของเขามาดีแล้ว เชื่อในผลของกรรมเถอะนะคะ เพราะผลกรรมเป็นลิขิตของมนุษย์ค่ะ และเอ่อ.......ในอนาคตท่านอาจจะได้เป็น พระสัสสุระขององค์กษัตริย์แห่งพูริมบัง ก็ได้นี่คะ ดิฉันเชื่ออย่างนั้นค่ะ ” ท่านรองสุพรรณีเย้าท่านทูตในตอนท้ายขึ้นน้อยๆ

“ ถ้าลูกจะต้องไปเสี่ยง กับอะไรต่อมิอะไรรอบด้าน กับการได้มาซึ่งพระเกียรติยศละก็ ผมไม่อยากให้เป็นไป อย่างนั้นหรอกครับ ผมอยากให้แก รักกับคนธรรมดา มีความเป็นอยู่แบบครอบครัวเล็กๆที่อบอุ่น มากกว่าครับ “ ท่านอภิชาติเอ่ยด้วยสีหน้าเครียดขรึม

“ ขอโทษเถอะนะคะ ท่านก็ผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้ว ท่านก็ทราบดีนี่คะ ว่าความรักเลือกที่เกิดไม่ได้ และมันก็ไม่มีนิยามหรือที่มีความหมายชัดเจน มันเป็นกลไกอันซับซ้อน ของอารมณ์ความรู้สึก ที่คนสองคนมีให้แก่กัน ที่ไม่อาจให้เหตุผล หรือหาคำจำกัดความได้นะคะ อย่าไปคิดมากเลยค่ะ ถ้าเขาจะรักกันมีกันและกัน ซึ่งดิฉันคิดว่าท่านควรจะยินดี กับลูกมากกว่านะคะ “

แผ่นศิลาสีแดงคล้ำขนาดใหญ่ ถูกตัดแผ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้าเท่าๆกัน ที่ชายหญิงต่างฐานันดรได้ย่ำเท้าเดินไปด้วยกัน สองมือต่างจับกันไว้มั่นก้าวไปข้างหน้าอย่างมุ่งมั่น ให้ไปหน้าหน้าผานั่นก่อนค่ำ และในที่สุดท้องก็ร้องหาอาหาร ทั้งคู่หยุดพักโดยใช้ร่มเงา ของเทวรูปหินทรายริมทางเดิน ใช้ร่มเงาบังแดดยามบ่าย ดื่มน้ำด้วยความกระหาย หญิงสาวหยิบอาหารแห้งๆ ที่อังลีถวายใส่ย่าม มาส่งป้อนที่ริมโอษฐ์ให้ และใส่ปากตนเอง ซึ่งต่างก็ไม่ได้สนใจในรสชาติอาหาร ขอเพียงแค่ประทังความหิว ด้วยใจที่จดจ่อกับหนทางข้างหน้า

“ อัสวาคะ.....คุณเคยมาตรงนี้มั้ยคะ “

“ เอ่อ......ครั้งหนึ่งที่ผมยังเด็กมาก สมเด็จพ่อเสด็จพระราชดำเนิน พาผมมาสำรวจเส้นทางลับ พระองค์ท่านทรงพาขึ้นมาถึงทางขึ้นสู่พื้นถ้ำ เพื่อให้ผมได้ศึกษาเส้นทาง แต่เราก็ไม่ได้มากันถึงตรงนี้ แต่ผมจำได้นะศัล ไม่ต้องกลัวหรอกนะครับ “ รับสั่งเล่าและปลอบใจ

และเริ่มออกเดินต่ออย่างไม่ย่อท้อ เวลาที่ผ่านไปก็ยังมองเห็นหน้าผา เหมือนเห็นภูเขาลูกใหญ่ ซึ่งคิดว่าไม่ไกลนักก็จะถึง แต่มันเหมือนภาพลวงตา ที่ยิ่งเดินก็ยิ่งไกล และยังคงเห็นภูผานั้นอยู่ในระยะเท่าเดิม และเมื่อหันหลังกลับไปมอง ก็เห็นควันไฟจากหมู่บ้านนั้น เป็นแค่จุดเล็กๆ และไม่ได้ยินแม้แต่เสียงการปะทะ ศัลยาเริ่มหมดแรง

“ อัสวาคะศัลไปไม่ไหวแล้วค่ะ ทำไมมันไปไม่ถึงสักที เราเดินมาเป็นชั่วโมงแล้วนะคะ “ เธอหยุดและคุกเข่าลงกับพื้นศิลา ด้วยสภาพที่เหงื่อโทรมกาย

พระองค์ชายก็ทรงรู้สึกเช่นเดียวกับเธอ เพราะจนบ่ายคล้อยแล้ว ภูผาข้างหน้าก็ยังคงอยู่ที่เดิม ไม่ได้เหมือนว่าการเดิน มานับชั่วโมงนั้น ได้ใกล้เข้าไปมากแล้วแต่อย่างใด ทรงทอดถอนพระหทัย มองฟ้าที่เริ่มหม่นมัวลง และทรงคิดว่าค่ำนี้คงต้องนอนค้าง อยู่บนลานหินแห่งนี้เป็นแน่ .......

ศัลยาเงยหน้าขึ้นมองภูผา ด้วยความพรั่นพรึง เมื่อลำแสงสีแดงเข้ม ของดวงอาทิตย์ได้จับลง ตรงขอบภูผาสูง เป็นสัญญาณว่ากำลังจะลาลับขอบฟ้า ไปในอีกไม่นานนัก นกกาพากันโบยบินกลับรัง พละกำลังในกายเธอ ก็ดุจเดียวกับแสงของพระอาทิตย์ในยามนี้ เพราะมันเหมือนจะจากไป ด้วยความอ่อนระโหยโรยแรง

บรรยากาศรอบกาย ที่เหมือนตนเองหลุดเข้ามาในโลกร้าง รอบกายเงียบเชียบวังเวง สื่อแห่งความรักความห่วงหาของบิดา จู่โจมเข้ามาในหัวใจ เธอหลับตาเห็นใบหน้าท่าน ที่มีสีหน้าหม่นหมอง ทำให้น้ำตาซึมเอ่อและรินพรากลง......คุณพ่อขา...ศัลคิดถึงคุณพ่อเหลือเกิน ศัลรู้ว่าป่านนี้คุณพ่อคงทุกข์ใจ ด้วยความเป็นห่วงศัล ศัลขอโทษนะคะที่ทิ้งคุณพ่อมา ศัลเป็นลูกอกตัญญูใช่มั้ยคะ ที่ทำให้ฝันของคุณพ่อพังทลาย ศัลเรียนไม่จบ ศัลไปไม่ถึงดวงดาว คุณพ่อขา.....อย่าโกรธศัลเลยนะคะ อภัยให้ศัลด้วยเถอะค่ะ......เธอคิดและสะอื้นไห้ออกมา

พระองค์ชายทรงตกพระทัย ที่เห็นพระชายาร่ำไห้สะอึกสะอื้น ทรงรีบคุกพระชงฆ์ลง และเข้าสวมกอดกายสะเทือนไว้ในอ้อมพระกร รับสั่งปลอบประโลม

“ ศัล......ร้องไห้ทำไม บอกผมสิ กลัวมากเหรอครับคนดี ไม่ต้องกลัวหรอกนะ แค่พบทางลับ ทุกอย่างก็จะดีขึ้นทันที อีกไม่ไกลแล้วละ แต่ถ้าคุณเดินไม่ไหว เราก็จะพักค้างคืนกันตรงนี้ พรุ่งนี้เช้าค่อยเดินทางกันต่อก็ได้ “

 “ ศัลเกลียดบรรยากาศยามเย็น ชีวิตศัลอยู่ตามลำพังมาตลอด พอใกล้ค่ำแบบนี้ ศัลจะคิดถึงคุณพ่อมาก เรามีกันแค่เพียงสองคน ถึงแม้เราจะอยู่ไกลกัน แต่ก็โทรหากันทุกวัน แต่......ฮือๆๆ“ เธอทูลได้เพียงเท่านั้น ก็สะอื้นไห้โฮออกมาอีก

“ ศัลครับ.......ผมเข้าใจ ผมก็เคยเป็นเหมือนคุณ ชีวิตเราไม่แตกต่างกันนัก ความเหงาความเดียวดาย มันเป็นความรู้สึกที่ผมซาบซึ้งมานาน ตั้งแต่สมเด็จพ่อสวรรคต สมเด็จแม่ต้องทรงงานหนัก ผมต้องมาอยู่ที่โลฮา กับราชองครักษ์ และพระนม และจนในที่สุดต้องจากบ้านจากเมืองไป แรกๆชีวิตในต่างแดน ผมก็แทบจะทนไม่ได้นะศัล แต่การที่ผมเป็นองค์รัชทายาท มีภาระมีหน้าที่ ที่สมเด็จพระบิดาทรงมอบหมาย และตรัสสอนผมทุกวัน ทำให้ผมจำต้องเข้มแข็งอดทน และบัดนี้คุณคือพระชายา คุณก็ต้องเข้มแข็งและอดทนด้วยนะครับ  “ ทรงประทานเล่าความรู้สึกของพระองค์ให้พระชายาฟัง

ดวงหน้าสวยแต่มอมแมมที่สุด และยังเลอะเทอะด้วยคราบน้ำตา ทอดสายตามองพระพักตร์พระสวามี ด้วยสายตาที่เข้าใจพยักหน้าน้อยๆ ทั้งที่น้ำตายังไหลพราก ริมฝีปากยังสั่นระริก และเอ่ยด้วยเสียงสะอื้น

“ ทำไมเราถึงได้มีชีวิตที่คล้ายๆกัน อย่างนี้ด้วยล่ะอัสวา ฮือๆๆ “

“ ก็เป็นอะไรที่ผมคิดว่าดีนะที่รัก เพราะทำให้เราเข้าใจกัน และเราก็จะได้มาเติมเต็ม ในสิ่งที่ขาดให้กันไงล่ะครับ อย่าร้องไห้นะหนูน้อยศัลยา ผมจะเป็นทุกสิ่งทุกอย่างให้คุณ ขอเพียงให้เราผ่านพ้นที่นี่ไปได้ พรุ่งนี้คุณจะไม่ลำบากอีกต่อไป และการร่วมเป็นร่วมตายของเรา ก็จะทำให้เราผูกพันกันมากขึ้น และเอ่อ.....อีกหน่อยคุณก็จะเอาประสบการณ์นี้ไปเขียนพอกเก็ตบุ้คขายไม่ใช่เหรอ “ รับสั่งปลอบประโลม และทรงเย้าขึ้นในตอนท้าย ทำให้ร่างที่ยังสะอื้นรับคำเบาๆ  

“ แต่ตอนนี้คุณรู้มั้ยว่า.......หน้าคุณเหมือนลูกแมว ตกลังถ่านเลยละหึๆ “ รับสั่งเย้าพร้อมทั้งยกสองพระหัตถ์ ประคองใบหน้าเธอ ทรงทอดสายเนตรมอง ด้วยรอยแย้มสรวลบางๆสายเนตรขันๆ ด้วยทรงต้องการหันเหความรู้สึกเศร้าของพระชายา

จู่ๆอากาศที่หม่นๆยามเย็น ก็มืดมิดลงอย่างกะทันหัน ทุกอย่างรอบกาย ตกอยู่ท่ามกลางความมืดสนิทเหมือนอยู่ในถ้ำที่ไม่มีแสงรอดเข้าไปได้ และเงียบสงัด อย่างน่าตกใจ ทำให้ศัลยาเบิ่งตาโตมองรอบกาย เผยอริมฝีปากขึ้นน้อยๆ โถมเข้ากอด พระวรกายหนาทันที

“ อัสวา......ทำไมอยู่ๆมันมืดเร็ว และมองไม่เห็นอะไรเลยล่ะคะ “ เสียงสั่นทูลถามอยู่กับพระอุระ

“ อากาศที่นี่ก็เป็นอย่างนี้แหละศัล พอตะวันลับลง ภูเขาก็ทำให้มันมืดสนิท เพราะดวงจันทร์ยังไม่ทันขึ้น เดี๋ยวก็คงจะสว่างขึ้นบ้าง ไม่ต้องกลัวอะไรหรอกนะ สมเด็จพ่อเคยตรัสกับผมว่า อย่าให้ภาพมายามีอำนาจเหนือจิตใจเรา เพราะบางทีการที่เราเหนื่อยล้า หิวกระหาย จิตก็จะอ่อนลงด้วยและก็จะกลายเป็นภาพหลอน “ รับสั่งให้เหตุผลอย่างต้องการ ให้เธอคลายความหวาดหวั่น ซึ่งพระองค์ก็ทรงรู้ว่าเริ่มสิ่งผิดปรกติ

ก็ภาพมายาน่ะสิที่เรากลัว เพราะความรู้สึก หรือสัญชาติญาณบางอย่าง ได้บอกกับเราว่าสิ่งที่อยู่รอบตัวขณะนี้ ไม่ได้เป็นปรกติของธรรมชาติ อย่างที่รับสั่ง ซึ่งพระองค์ก็คงทรงทราบดี และทรงปลอบใจเราเท่านั้น หุบผาแห่งความตาย ชื่อก็บอกอยู่แล้วนี่ศัลยา แต่ในเมื่อไม่มีทางเลือกที่ดีกว่า ก็คงต้องสู้เพียงอย่างเดียว

พระองค์ชายจดพระนาสิกลงบนหน้าผากเธอเบาๆ รับสั่งขึ้นและขยับพระวรกาย “ ผมไปหากิ่งไม้มาก่อไฟก่อนนะ ถ้ากลัวความมืดก็หลับตาซะหนูน้อย “

“ ให้ศัลไปด้วย “ เธอรีบร้องตามและลุกพรวดขึ้น เสียงสรวลจึงดังขึ้นหึๆในลำพระศอ ทำให้เธอทุบลงบนต้นพระพาหาเบาๆ

“ นี่แน่ะ! อย่าหัวเราะเยาะศัลนะอัสวา “

“ ไหนหอมแก้มดำๆคนแสนงอนหน่อยสิ “ รับสั่งพร้อมทั้งฉกปลายพระนาสิกลงบนแก้ม รับสั่งเย้า

“ ฮืม....เหม็นจังเลย “  และเบี่ยงพระวรกายหนี เธอส่งเสียงกรีดใส่

“ อย่าหนีสิอัสวา อย่าหนีนะ “ เธอร้องพร้อมทั้งวิ่งโถมเข้าหา ออกวิ่งไล่ เมื่อทรงวิ่งล่อหลอก ทำให้ศัลยาเงื้อกำปั้นไล่ทุบ ทั้งสองจึงวิ่งไล่ตีกัน ศัลยาหัวเราะเอิ๊กอ้าก และถูกรวบตัวไปกอดไว้ และทรงแสร้งซุกไซร้ลงบนซอกคอ ทำให้หญิงสาวผลักพระอุระออกแรงๆ

“ อย่ามาขี้โกงศัลอีกนะอัสวา “

“ ก็ศัลน่ารักนี่ จะอดใจได้ซะที่ไหนล่ะหึ “

รับสั่งพร้อมทั้งทรงจับปลายคางเธอสั่นแรงๆ ทำท่าจะทรงจดจุมพิต ทำให้เธอยกมือขึ้นปิดหน้าตนเองไว้ พร้อมทั้งหัวเราะคิกๆที่ทรงจดจุมพิตลงบนหลังมือเธอ ทำให้ทรงสวมกอดเขย่าร่างเธอแรงๆ และต่างหยอกเย้ากันอยู่ครู่หนึ่ง เป็นการคลายความเครียด จากจิตวิทยาง่ายๆของพระองค์

ทรงหยิบไฟฉายจากย่ามมากราดแสง ลงไปในป่าละเมาะ ดำเนินพาลงไปในข้างทาง ช่วยกันเก็บกิ่งไม้แห้งหอบเดินกลับขึ้นมา ช่วยกันก่อกองไฟเล็กๆ แต่พอไฟติดดีก็มีลมกระโชกจนดับ และเมื่อติดอีกก็เป็นอีกซ้ำแล้วซ้ำอีก เหมือนมีบางสิ่งบางอย่างที่ไม่เห็นตัวตนกระทำการกลั่นแกล้ง และทำให้หญิงสาว มีสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัก

แต่แล้วแสงจันทร์นวล ก็เริ่มทอแสงฉาบทา ลงมาบนหน้าผาและลานหิน เป็นภาพงดงามแปลกตา แต่ในยามนี้ทั้งเธอและพระองค์ชาย ไม่ได้มองว่ามันงดงามแต่อย่างใด เพราะหน้าผาแห่งนั้นกำลังเหมือนภาพเคลื่อนไหว ที่วูบวาบเหมือนดังศิลานั้น อ่อนตัวและโยกไกวได้ ทำให้ศัลยานิ่งตะลึงมองค้าง ทำเสียงอึกอักในลำคอ เฉกเช่นคนตกใจจนพูดไม่ออก ทรงกอดเธอกดศีรษะไว้กับพระอุระ

“ อย่ามองอะไรนะศัล ทุกอย่างเป็นมายา เป็นสิ่งที่กำลังทดสอบ ความเข้มแข็งของเรา เสด็จพ่อเคยตรัสว่า ถ้าเรายิ่งหวาดกลัวสิ่งใด สิ่งนั้นจะเข้าทำร้ายถึงจิตใจ และความรู้สึกของเราได้อย่างง่ายดาย ให้เรามองว่าเป็นการแสดง ของใครคนหนึ่ง ที่เขาอยากให้เราชื่นชม และจงมองเขาอย่างชื่นชม ให้เขาแสดงออกมาให้หมด และให้เรามองอย่างพิจารณา อย่าหลบสายตาเขา ยิ้มให้กับการแสดงของเขา ผมจะมองเขาแทนคุณดีมั้ย “  รับสั่งด้วยพระสุรเสียงเรียบๆ แต่สายเนตรกร้าวดุทรงจับจ้องไปที่ภาพมายานั้นนิ่งๆ

เสียงครางฮือๆดังมาจากหน้าผา ทำให้ร่างของหญิงสาวสั่นสะท้าน และกระชับแขนเข้ากอด พระวรกายของพระสวามีไว้แน่น ทรงกอดตอบร่างบางไว้ในอ้อมพระอุระ

“ ศัลอย่ากลัวอะไรนะ หลับซะที่รัก ไม่มีอำนาจใดๆในพูริมบัง มาทำอันตรายเราได้หรอกนะ บูรพกษัตริย์จะช่วยเราให้รอดปลอดภัย “

สิ้นรับสั่งของพระองค์ เหมือนอำนาจบางอย่างกำลังลองของ พื้นศิลาสั่นสะเทือนขึ้น เมื่อบรรดาเทวรูปศิลาเริ่มเคลื่อนไหวได้ และกำลังเคลื่อนกายกันลงมาจากที่ตั้ง ศัลยาลืมตามองภาพนั้น ด้วยดวงตาที่เบิกโพลง......

* มาติดตามตอนหน้าอันแสนจะตื่นเต้นระทึกขวัญ  ถ้าน้องๆเป็นศัลยาจะทนได้มั้ยคะ *

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 22 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

497 ความคิดเห็น

  1. #98 tungkn4841 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 28 มีนาคม 2555 / 00:40
    บทพิสูจน์ ความรักแท้ของทั้งคู่ว่าจะพเป็นอย่างไร .......มารอลุ้น

    รอไรเตอร์มา up ต่อ
    #98
    0
  2. #97 lullana (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 28 มีนาคม 2555 / 00:24
    เอากำลังใจจจจจจจจจจจจจจจมาฝากกกกกกกกกจ้าพี่บุษ
    #97
    0
  3. #96 ปาล์ม ปาม (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 27 มีนาคม 2555 / 16:19
    มาส่งกำลังใจให้ไรเตอร์ค่ะ ขอโทษค่ะที่ไม่ได้มาเม้นเลยค่ะ ระลึกถึงเสมอค่ะ เอาใจช่วยพระชายาและองค์รัชทายาทให้ผ่านช่วงเวลาที่ต้องระหกระเหินไปให้ได้ อ่านสนุก มีหลากหลายรส สู้ๆค่ะ
    #96
    0
  4. #94 lullana (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 27 มีนาคม 2555 / 11:51
    เอากำลังใจจจจจจจจจจจจจมาฝากจ้าพี่บุษ
    #94
    0
  5. #93 lullana (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 26 มีนาคม 2555 / 21:46
    เอากำลังใจจจจจจจจจจจจจจมาฝากกกกกกกกกจ้าพี่บุษ
    #93
    0
  6. #92 jeabkiss (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 26 มีนาคม 2555 / 18:26
    สองคนจะต้องผ่านการทดสอบของการเดินทางอีกแล้ว
    #92
    0
  7. #91 Jasper (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 26 มีนาคม 2555 / 15:58
    แค่ยังไม่เดินเข้ามาหา ยังอดใจไม่ไหวเลยค่ะพี่บุษ ลุ้นๆตอนต่อไป เอาใจช่วย หนูศัล อัสวา และพี่บุษค่ะ
    #91
    0
  8. #90 kano2540 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 27 มีนาคม 2555 / 00:42
    ถ้าเราเป็นศัลยาในตอนนี้ คงต้องหาผ้ามาปิดตาหาสำลีมาปิดหู แล้วก็กอดเจ้าชายไว้แน่นๆๆๆ บรือออน่ากลัว เจ้าชายขาเราจะทำยังงัยต่อไปดี ..รอออออต่อค่ะ
    #90
    0
  9. #89 ตาล แฟนใหม่ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 26 มีนาคม 2555 / 09:38
    เอาใจช่วยน้องศัลค่ะ สู้ๆๆ
    #89
    0
  10. #87 gemarco (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 25 มีนาคม 2555 / 05:15
    รอลุ้นว่าหนูศัลกับอัสวาจะหาทางเข้าได้หรือเปล่า
    #87
    0
  11. #86 นางฟ้ารัมภา (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 25 มีนาคม 2555 / 05:04
    ลุ้นลุ้น มาอัพเร็วๆนะคะ
    #86
    0
  12. #85 tungkn4841 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 25 มีนาคม 2555 / 02:43

    ตื่นเต้นระทึกขวัญ........ทั้งคู่จะผ่านพ้นหุบเขาอันตรายได้หรอืปล่าว

    รอไรเตอร์มา up ต่อ

    #85
    0
  13. #84 jeabkiss (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 24 มีนาคม 2555 / 16:37
    ภาวนาให้ทั้งคู่รอดปลอดภัยด้วยเถอะ
    #84
    0
  14. #83 tookta12 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 24 มีนาคม 2555 / 11:13
    ช่วงนี้งานเยอะมากค่ะ จะปิดยาวตอนสงกรานต์ เลยมีงานต้องสะสางเยอะไปหมดค่ะ นอนก็ดึก แอบบ่นค่ะ ไม่ค่อยได้เม้นถึงไรเตอร์ แต่คิดถึง ส่งกำลังใจมาให้ไรเตอร์ตลอดค่ะ เอาใจช่วยน้องศัลกับองค์ชายค่ะ ซึ้งจังตอนที่น้องศัลบอกพร้อมจะอยู่เคียงข้างพระสวามีตลอดไป น่ารัก นับถือนำใจเลย ขนาดตั้งแต่เริ่มรัก มาจนเป็นคู่สามี ภรรยา ต้องหนีศัตรูตลอด น้องศัลก็ไม่ท้อถอยเลย มีเลือดนักสู้ของท่านฑูตเต็มร้อย
    #83
    0