สิเน่หาสัญญารัก พิมพ์กับสำนักพิมพ์ Sugar Beat

ตอนที่ 7 : บทอัศจรรย์ อัพ100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,170
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 17 ครั้ง
    14 พ.ย. 55

 

 

ตอนที่ 7 บทอัศจรรย์

สมเด็จพระนางเจ้าอนาสตาเซีย องค์ผู้สำเร็จราชการ ทรงมีสีพระพักตร์เคร่งเครียด ประทับนั่งนิ่งอยู่บนพระเก้าอี้ทรงงาน ในตึกรัฐสภาของพูริมบัง ซึ่งมีราชองครักษ์วังมิง ยืนก้มหน้าลงนิ่งๆ ฟังพระแสรับสั่ง ที่ทรงปรารภถึงพระโอรส ด้วยสีพระพักตร์ที่ทรงหนักพระหทัยยิ่งนัก และตรัสถามขึ้นอีก

“ วังมิง.......พระองค์ชายของเจ้าทรงดื้อรั้น และไม่คิดจะฟังเราแม้แต่คำเดียว และทั้งเจ้าก็ไม่ได้ฟังเราด้วย เจ้ารักและตามใจพระองค์ชายมากจนเกินไปแล้วนะ เราสั่งคำใดก็ต้องเป็นคำนั้นสิ “

“ พระอาญามิพ้นเกล้า เกล้าหม่อมฉันปฏิบัติตามพระราชเสาวนีย์ ทุกประการแล้วพระเจ้าค่ะ “

“ แล้วทำไมเมื่อเจ้าพบพระองค์ชายแล้ว เจ้าจึงไม่นำเสด็จ พระองค์ชายไปประทับที่โลฮา ตามคำสั่งของเรา เจ้าไม่รู้งั้นเหรอว่า ภยันอันตรายนั้นหนักหนาเพียงใด ถ้าลูกเราเป็นอะไรไป เจ้ารับผิดชอบไหวงั้นเหรอวังมิง “

พระสุรเสียงเฉียบขาด ตรัสด้วยสีพระพักตร์ไม่พอพระราชหฤทัย ทำให้ราชองครักษ์วังมิง ยังคงก้มหน้างุดลง ก่อนจะกราบบังคมทูล

“ พระอาญามิพ้นเกล้า เกล้าหม่อมฉันไม่อาจนำเสด็จไปที่โลฮา ในขณะนั้นได้ เพราะเส้นทางนั้น มีกองกำลังกบฏ ตั้งป้อมค่ายไว้มากมาย มีการตรวจค้นเข้มงวดมากพระเจ้าค่ะ และความจริงแล้วพระองค์ชาย ทรงต้องพระประสงค์ที่จะเสด็จ เข้ามากราบฝ่าละอองธุรีพระบาทที่พูริมบัง มากกว่าเสด็จไปโลฮานะพระเจ้าค่ะ “

“ เจ้าทูลบอกอะไรกับพระองค์ชาย ถึงทำให้พระองค์ต้องพระประสงค์เยี่ยงนี้ บอกเรามานะ “ ตรัสรับสั่งคาดคั้น พร้อมสายพระเนตรสีน้ำเงินเข้ม ที่ทรงมองเขม็งขึ้นอย่างทรงหวาดระแวง

“ พระอาญามิพ้นเกล้า เกล้าหม่อมฉันมิอาจเพ็ดทูลความใดพระเจ้าค่ะ แต่พระองค์ชายมีพระดำริว่า ในเมื่อบ้านเมืองมีการศึก พระองค์สมควรที่จะทรงเข้ามาถวายงานฝ่าพระบาท เพื่อทรงบัญชาการรบ ในพระนครด้วยพระองค์เอง พระเจ้าค่ะ ควรมิควรแล้วแต่จะทรงโปรด “

“ แล้วตอนนี้พระองค์ชายประทับอยู่ที่ใดกัน ทรงปลอดภัยหรือไม่ และเจ้าละทิ้งพระองค์ไว้กับใคร “ พระสุรเสียงเข้มห้วนตรัสถาม ซึ่งทำให้ราชองครักษ์วังมิง ต้องลอบถอนหายใจ ก่อนจะกราบบังคมทูล

“ พระอาญามิพ้นเกล้า ขณะนี้พระองค์ชายได้ประทับ อยู่ในหมู่บ้านของอังลี ที่เคยเป็นข้าราชบริพารในพระองค์ ซึ่งห่างจากโลฮาไม่ไกลนักพระเจ้าค่ะ “

“ เราจะสั่งให้ท่านนายพลอัชมา นำกองกำลังเข้ากวาดล้างพวกมัน และนำฮ.ไปลงหมู่บ้านที่เจ้าว่า เจ้าจงเร่งรีบกลับไปกราบทูลให้ทรงทราบ และถวายการอารักขา  และสิ่งสำคัญเจ้าต้องกราบทูล ให้ประทับอยู่ที่โลฮา จนกว่าเราจะมีคำสั่งให้เข้าเฝ้า “

“ พระอาญามิพ้นเกล้า เกล้าหม่อมฉันจะรีบกลับ ไปกราบทูลให้พระองค์ชายทรงทราบ และจะรีบนำเสด็จไปประทับที่โลฮา ทันทีที่ฮ.ไปรับเสด็จพระเจ้าค่ะ “

“ แล้วเจ้าแน่ใจงั้นรึ ว่าลูกของเราจะทรงปลอดภัย “

“ พระอาญามิพ้นเกล้า พระองค์ชายทรงพระปรีชา และทรงชำนาญพื้นที่ในโลฮา และทรงมีแผนที่ ที่เกล้าหม่อมฉันได้ทูลถวายไว้ และอังลีก็รับปากกับเกล้าหม่อมฉันว่าจะทำทุกอย่าง เพื่อถวายความจงรักภักดี ทำให้เกล้าหม่อมฉันเชื่อว่าพระองค์ชาย จะต้องทรงปลอดภัยพระเจ้าค่ะ “

“ ดี......เราจะรีบสั่งการเดี๋ยวนี้เลย “

“ พระอาญามิพ้นเกล้า แต่เกล้าหม่อมฉัน มิอาจทูลห้ามพระองค์ชายได้ ถ้าพระองค์จะเสด็จเข้ามากราบฝ่าละอองธุรีพระบาท เพราะบัดนี้พระองค์ชายทรงสงสัย และไม่ทรงเข้าพระทัย กับพระราชเสาวนีย์ ที่ไม่ทรงยอม ให้พระองค์เสด็จนิวัติกลับพระนคร อย่างเป็นทางการ ควรมิควรแล้วแต่จะทรงโปรด  “

คำกราบบังคมทูลขององครักษ์วังมิง ทำให้องค์สมเด็จพระนางเจ้าอนาสตาเซีย ทรงประทับนิ่งอึ้ง สีพระพักตร์ทรงมีพระกังวลอย่างเห็นได้ชัด

“ โธ่ลูกทำไมถึงได้ดื้อดึงขนาดนี้ ไม่รู้เลยว่าแม่หนักใจเพียงไร “ มีพระกระแสรำพึงขึ้นเบาๆ

“ พระอาญามิพ้นเกล้า เกล้าหม่อมฉันขอพระราชทานอภัย ถวายความเห็นพระเจ้าค่ะ ควรมิควรแล้วแต่จะทรงโปรด  “ ราชองครักษ์วังมิงกราบบังคมทูลขึ้นเบาๆ

“ บอกเรามาเถอะเราจะรับฟัง “

“ พระอาญามิพ้นเกล้า บัดนี้พระองค์ชาย ทรงเจริญพระชันษามากแล้ว ทรงมีพระสติปัญญาเป็นเลิศ และทรงมีความคิดเป็นของพระองค์เอง ที่ใครก็ไม่อาจทัดทานได้ เกล้าหม่อมฉันก็เพียงได้แต่ ถวายคำชี้แนะได้บ้างเท่านั้น แต่ทูลห้ามไม่ได้พระเจ้าค่ะ ควรมิควรแล้วแต่จะทรงโปรด “

จริงสินะ..... เราไม่เคยพบลูกมานานมากแล้ว และบัดนี้ลูกได้เจริญวัย แต่เรากลับไปคิดว่าลูกยังเด็ก สิ่งที่เราหวาดหวั่น เกรงว่าลูกอาจจะไม่เข้าใจ ถึงความรักความห่วงใย และจำต้องปกป้องลูกทุกวิถีทาง ลูกจะรู้บ้างหรือไม่ว่า ทุกวันนี้แม่ต่อสู้เพื่อลูก มากมายเพียงใด บางครั้งแม่เหนื่อย ท้อแท้ แต่แม่ไม่อาจสิ้นหวัง สิ่งที่แม่อยากทำที่สุดในขณะนี้ ก็คือได้กอดลูกสักครั้ง ....ทรงรำพึงในพระหฤทัยสลดเศร้า

ราชองครักษ์วังมิง ลอบถอนใจ และลอบมององค์สมเด็จพระนางเจ้า อนาสตาเซียในฉลองพระองค์เครื่องแบบนายทหาร ที่ทรงพระสิริโฉมงามสง่า อย่างยากที่หาอิสตรีใด ในพูริมบังเสมอเหมือน และราชองครักษ์วังมิง ก็รู้ว่าอันที่จริงแล้ว สงครามกลางเมืองครั้งนี้ เกิดขึ้นเพราะสองนายพลที่กุมกำลังทหาร ต่างก็ปฏิพัทธ์ในองค์สมเด็จ ทั้งคู่ต้องการทั้งพระราชอำนาจ และพระราชหฤทัยของพระองค์ แต่องค์สมเด็จอนาสตาเซีย ทรงพระปรีชา ที่ทรงตัดสินพระทัยเลือกท่านนายพลอัชมา ในสภาความมั่นคง ให้เป็นผู้คุมกำลังทางทหารทั้งหมด เพราะทรงเห็นว่าท่านนายพลอัชมานั้น ถวายงานพระราชสวามี ด้วยความซื่อสัตย์ และจงรักภักดีมาตลอดรัชสมัย

และสาเหตุนี้และยังถูกยุยุง จากฝ่ายตรงข้ามภายในราชสำนัก ทำให้ท่านนายพลอาคีราเจ็บแค้น และก่อการกบฏ แต่พระองค์ก็ไม่ทรงต้องพระประสงค์ ให้พระราชโอรส ทรงล่วงรู้ความนี้ ด้วยเกรงว่าพระองค์ชายนิโคไร จะทรงรับไม่ได้ กับความสัมพันธ์ลับของพระองค์ กับท่านนายพลอัชมา จนกว่าพระองค์จะทรง จัดการเรื่องทุกอย่าง ให้เรียบร้อยเสียก่อน

“ วังมิง.....เจ้าก็รู้ว่ามีเรื่องในราชสำนักมากมาย ที่เราต้องต่อสู้กับอำนาจเก่า ของพระประยูรญาติขององค์สมเด็จ ที่ทรงไม่พอพระทัย เรามาตลอด ที่ต่างก็ทรงเห็นว่า เราไม่ใช่เชื้อสายพระโลหิตของพูริมบัง และยังต่อต้านการเสด็จขึ้นครองราชย์ของพระองค์ชาย ที่ทุกวันนี้ก็ยังคงเอากฎมณเฑียรบาลมาบังคับ ต้องการให้ลูกเรา เสกสมรสกับเจ้าหญิงโมนา เพื่อให้ร่วมสายพระโลหิต เดียวกันกับพระราชวงศ์ และยังเกี่ยวโยงกับงานเมือง การทหาร ที่มีการชักใยอยู่เบื้องหลัง ก็เป็นภาระอันหนักหนาสาหัส ถ้าเราไม่ปกป้องด้วยการยินยอมแลกทุกอย่าง ราชบัลลังค์ของลูก ก็จะหาดำรงอยู่ไม่ แต่ลูกอาจจะไม่เข้าใจเราก็ได้ใช่มั้ย “ องค์สมเด็จตรัสรับสั่ง ด้วยพระอาการเหม่อลอย ทอดถอนพระหฤทัยเบาๆ

ราชองครักษ์วังมิง มิหาญกล้ากราบบังคมทูล ถวายคำแนะนำใดๆ ซึ่งความจริงแล้ว เขาได้กราบทูลพระองค์ชายไปแล้วทั้งหมด แต่เมื่อพระองค์ทรงทราบ ก็ทรงเงียบนิ่งครุ่นคิด รับสั่งประชด แต่การที่เขาเป็นคนใกล้ชิด พระองค์ชายมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ก็รู้ในพระหทัยของพระองค์ชายดีว่า พระองค์กำลังทรงน้อยพระหทัยพระมารดานัก แต่ก็ยังดีไปอย่างหนึ่ง ที่บัดนี้พระองค์ชายนิโคไร ทรงมีพระชายา ที่จะทำให้ทรงพระสำราญพระหทัยได้บ้าง......

 

ความสุขสมแห่งรสรักได้ผ่านไป ค่อนดึกของคืนนั้น ทรงตระกองกอดศัลยาไว้ในอ้อมพระกร ไล้ปลายหัตถ์ลงบนเนื้อนวลเบาๆ ทอดสายเนตรมองวงหน้างดงามที่หลับสนิท ทรงรู้สึกถึงความผูกพัน ในตัวของหญิงสาวจนล้นเปี่ยมพระหทัย ด้วยพระองค์ไม่อาจบรรทมหลับ และยังทรงลืมเนตรอยู่ในแสงเทียนวอมแวม ด้วยมีเรื่องราวมากมาย ที่ต้องทรงคิดและทรงระลึกถึงคำกราบทูล เมื่อวันวานของราชองครักษ์วังมิง

“ พระอาญามิพ้นเกล้า องค์สมเด็จทรงพระปรีชา และทรงเห็นการณ์ไกล ในการที่จะต้องทรงปกป้องราชอาณาจักรและราชบัลลังค์พูริมบัง ไว้สำหรับฝ่าบาท พระองค์ทรงได้รับการบีบคั้น จากพระประยูรญาติ ที่ทรงต้องการพระราชอำนาจคืน และกราบทูลเชิญ ให้เจ้าหญิงโมนาครองราชย์ พระองค์ทรงทราบว่าฝ่าบาท ทรงตกอยู่ในอันตรายอย่างใหญ่หลวงจึงต้องส่งเสด็จ ฝ่าบาทไปประทับอยู่ในต่างประเทศ และพระองค์สมเด็จ ทรงจำเป็นต้องมีคน ที่จะมาช่วยค้ำจุนพระราชอำนาจไว้นะพระเจ้าค่ะ “ คำกราบทูลที่พระองค์ก็ทรงทราบดีว่า ราชองครักษ์วังมิงนั้น เห็นด้วยกับสมเด็จพระมารดาทุกประการ

“ ตกลงการที่เจ้ากลับมาที่พูริมบังก่อนเรา เจ้าก็เลยเห็นใจผู้อื่นงั้นแล้วสินะ “ รับสั่งประชดขึ้น

“ พระอาญามิพ้นเกล้า เกล้าหม่อมฉัน ถวายงานกับฝ่าบาทมานาน เกินกว่าจะคิดเช่นนั้น แต่ข้าบาทก็เห็นท่านนายพลอัชมานั้นจงรักภักดี และแน่ใจว่าจะไม่เป็นภัยกับฝ่าบาทและราชบัลลังค์พระเจ้าค่ะ”  

ทรงรำพึงในพระทัย.......ตลอดเวลาหลายปี ที่ลูกต้องจากบ้านเกิดเมืองนอน ไปอยู่ในต่างแดน เสด็จแม่ก็ไม่เคยเสด็จไปเยี่ยมลูกเลยสักครั้ง ถึงจะตัดพ้อมาทางอีเมล์บ่อยๆ เสด็จแม่ก็เพียงแต่รับสั่งปลอบโยน ทรงอ้างถึงพระราชกรณียกิจมากมาย แต่ที่จริงแล้วสมเด็จแม่ ก็มีคนที่พระองค์ทรงโปรด ....... เรื่องนี้ใช่มั้ยพระเจ้าค่ะ ที่มีพระราชเสาวนีย์ไม่ให้ลูกเข้าเฝ้า หรือว่าจะมีพระราชเสาวนีย์ ให้ลูกอยู่ในโลฮาจนตลอดชีวิต ........

ความน้อยพระทัยในพระมารดา และคำกราบทูลของราชองครักษ์ ที่ถวายงานรับใช้ใกล้ชิด ที่กราบทูลเอ่ยอ้างถึงเหตุผล ได้สร้างความขัดแย้ง สับสนให้ต้องทรงคิดอย่างมากมายนัก และทำให้ต้องทรงถอนพระหทัย ออกมาอย่างลืมพระองค์ และทำให้ศัลยารู้สึกตัว ลืมตามองพักตร์ครุ่นคิดนั้นนิ่งๆ

“ คิดอะไรอยู่หรือคะอัสวา ทำไมไม่หลับล่ะค่ะ “ ศัลยาทูลถามขึ้น

“ ขอโทษที่ทำให้คุณตื่น ผมยังไม่ง่วงน่ะ“

“ อัสวาคะ.......ถ้ากังวลว่าศัลจะเป็นปัญหา ส่งศัลกลับเมืองไทยก็ได้นะคะ “

“ ศัลยา.......อย่าพูดแบบนี้อีกนะครับ บางทีผมอาจจะไม่ขึ้นครองราชย์ แต่อาจจะกลับไปอยู่ที่อังกฤษ ไปใช้ชีวิตสามัญชนกับคุณ ให้ผมได้เข้าเฝ้าสมเด็จก่อน อะไรๆก็จะชัดเจนขึ้น แต่จำไว้ว่าเราจะไม่พรากจากกัน คุณเป็นสิ่งเดียวในโลกที่ทำให้ผมมีความสุขนะครับศัล “

พระสุรเสียงทอดเศร้า ของพระองค์ชาย ทำให้หญิงสาวเริ่มครุ่นคิด.....อัสวามีความในใจที่บางครั้ง เหมือนเป็นคนเก็บกด เขาดูเหมือนคนที่อ้างว้างโดดเดี่ยว และมีเราคนเดียวเท่านั้น ที่อยู่เคียงข้าง คำที่ว่าชีวิตคนที่ยิ่งสูงส่งก็ยิ่งหนาว เพราะไม่มีใครกล้า เข้ามาใกล้ชิด ก็น่าจะจริง.......เพราะถ้าเรารู้แต่แรกว่า เขาเป็นองค์รัชทายาท เราก็คงไม่กล้าเป็นพี่รหัส ที่ทำการสนิทสนม หนำซ้ำยังหยอกเย้า เล่นด้วยแบบสามัญชน มาเกือบปีอย่างนี้

“ อัสวาคะ......ศัลอยากถามว่า.......”

เธอเอื้อนเอ่ยขึ้น ในขณะที่องค์ชาย ทรงนิ่งขึงเงยพักตร์ขึ้น กวาดสายเนตรมอง เงี่ยพระกรรณฟัง และทรงรีบยกหัตถ์ขึ้นปิดปากเธอไว้แน่น ก่อนจะทรงผลุนผลันลุกขึ้น ทำให้หญิงสาวตกใจ ประสาททุกส่วนตื่นเพริดขึ้น ด้วยเหตุการณ์ที่ผ่านมาสอนให้เธอ รับรู้ถึงสัญญาณอันตรายได้ระดับหนึ่ง

“ ศัลรีบแต่งตัวไว้ ผมเห็นเหมือนแสงไฟกราดผ่านเข้ามา “ รับสั่งพร้อมทั้งรีบแต่งพระองค์ ทรงคว้าเป้สะพายและปืนใต้หมอนมาเหน็บที่บั้นพระองค์

ก๊อกๆๆเสียงเคาะ พร้อมทั้งเสียงเรียกที่หน้าต่าง ซึ่งทรงจำได้ว่าเป็นเสียงอังลี ทรงรีบเปิดหน้าต่างที่หัวเตียง เสียงกราบทูลของอังลี ล่ะล่ำละลักขึ้นทันที  

“ ฝ่าบาทต้องรีบเสด็จหนีแล้วพระเจ้าค่ะ ลูกชายของเกล้าหม่อมฉัน ที่ออกไปคอยอยู่เวรยาม ถวายการอารักขาอยู่ข้างนอก วิ่งกลับเข้ามาบอกว่า พวกมันยกกันมาเป็นกองทัพ ทั้งฉายไฟกราดไปทั่ว มีทหารเข้ามาค้นบ้านทุกหลังในแถบนี้ บ้านของเกล้ากระหม่อม ก็กำลังจะถูกเข้าค้น พวกมันใช้รถยีเอ็มซีขนทหาร และออกลาดตะเวน ฉายไฟและบุกเข้าค้น เสด็จออกทางหน้าต่างเถอะพระเจ้าค่ะ “ 

การหนีเป็นไปอย่างเร่งรีบฉุกละหุก ทรงปีนหน้าต่างลงไป และทรงรอรับร่างของศัลยา พาออกวิ่งตามตาเฒ่าอังลีไปในความมืด เสียงยางรถรถยีเอ็มซี บดลงบนดินลูกรังเคลื่อนมาช้าๆแสงไฟจากสปอร์ตไลท์ดวงใหญ่ กราดไปมาทั่วท้องทุ่ง และต้องหมอบราบลงเป็นระยะๆ อังลีผู้ชำนาญเส้นทาง พาเสด็จหนีเข้าไปในป่าท้ายไร่ ศัลยาใจเต้นระทึก กับการวิ่งอย่างสุดชีวิต แสงไฟแว่บกราดมายอดหญ้าเกือบถึงตัว ทำให้ทรงฉุดเธอจนคะมำคว่ำลง และหมอบหลบ

“ ศัลเจ็บเหรอเปล่า ผมขอโทษ รีบลุกเร็วศัล ......”

เหตุการณ์อันน่าระทึก ทำให้ศัลยานึกถึงภาพยนตร์ ที่นักโทษแหกคุกต้องพยายามหลบแสงไฟ จากผู้คุมที่กราด อยู่บนป้อมสูงทันที

เมื่อแสงไฟวูบวาบกราดไล่หลังมา อังลีพาไปออกลัดเราะไปตามชายป่าจนถึงริมลำธาร และพักลงตรงนั้น

“ ฝ่าบาทต้องเสด็จหนีไปตามลำห้วยนี้ อย่าทรงหยุดพัก จนกว่าฟ้าจะสาง และจะพบถนนสายเล็กๆ ที่มีทางลัดไปโลฮาได้ ที่เมื่อถึงถนนสายนั้น ฝ่าบาทก็จะทรงจำได้ และเกล้าหม่อมฉันได้เตรียมฉลององค์ แบบชาวบ้านมาให้ทรงเปลี่ยน ฝ่าบาทและพระชายา ต้องทรงปลอมพระองค์ เป็นชาวบ้านที่ขะมุกขะมอมมากกว่านี้ ซึ่งในย่ามสะพายนี้เกล้าหม่อมฉันได้เตรียมฉลององค์ไว้ทุกอย่าง และย่ามอีกใบต้องใช้ใส่ของแทนเป้ใบนี้ ทูลเชิญเสด็จเถอะพระเจ้าค่ะ เกล้าหม่อมฉันขอให้ฝ่าบาท ทรงปลอดภัยนะพระเจ้าค่ะ “ อังลีกราบทูล พร้อมทั้งเข้ากอดข้อพระบาท และก้มลงถวายความเคารพ

“ พ่อลุงจะไม่ไปกับเราเหรอจ้ะ “ ศัลยาเอ่ยปากถามเสียงสั่นระรัว

“ เกล้าหม่อมฉันจะต้อง รีบกลับไปที่กระท่อม เพื่อเก็บกวาด และนอนอยู่ที่นั่น เพราะถ้าพวกมันมาถึงกระท่อม ก็จะสงสัย และจะยิ่งออกค้นหา ฝ่าบาทจะทรงมีอันตราย ทูลเชิญเสด็จเถอะพระเจ้าค่ะ “ ทรงฟังอังลีและเห็นด้วยกับความรอบคอบของเขา รับสั่งขอบใจ

พระหัตถ์อุ่นทรงกำ ข้อมือเล็กๆไว้ พาออกดำเนินเรียบเราะไปตามริมลำธาร และมีเพียงแสงจันทร์ รุบหรู่รอดผ่านใบไม้ลงมา ความหวาดหวั่นจากการถูกตามล่า ทำให้ศัลยาลืมความเหนื่อย ความหวาดกลัวกับความมืด หรือผีสางนางไม้ไปอย่างสนิทใจ ขาที่วิ่งตามไปแม้จะอ่อนล้า ลงเรื่อยๆกับเวลาที่ผ่านไปเป็นชั่วโมง

จนฟ้าเริ่มสาง จึงพาเธอลงนั่งพัก ที่ริมลำห้วย “ ศัล.......เราใกล้จะออกถนนแล้วละ เราจะเปลี่ยนเสื้อผ้า ปลอมตัวให้เหมือนชาวบ้านจริงๆ อดทนหน่อยนะ เพราะถ้าโชคดี พรุ่งนี้เราก็ถึงโลฮา “

“ โลฮาคืออะไรคะ “

“ โลฮาเป็นหัวเมืองใหญ่ เคยเป็นเมืองหลวงเก่า มีวังและเป็นที่ประทับขององค์รัชทายาท จะเรียกว่าเป็นเมืองของผมก็ไม่ผิดนัก เพราะผมเติบโตมาจากที่นี่ และตอนนี้กองทัพฝ่ายเราก็ยึดเป็นที่มั่น และเป็นกองบัญชาการทางหัวเมือง ทำให้มีป้อมค่ายของพวกมัน รายล้อมมากมายอย่างนี้ เราคงต้องเสี่ยงสักหน่อยแล้วละ แต่ถ้าถึงโลฮาเมื่อไหร่ ผมจะไปบัญชาการรบด้วยตัวเอง และจะจัดการพวกมันให้ย่อยยับ “

“ คุณจะไปบัญชาการรบได้เหรอคะ คุณไม่ได้เป็นทหารสักหน่อยนี่ “

“ ใครบอกเมียอย่างนั้นล่ะครับ ผมเป็นทหารเต็มตัวนะ ผมเรียนทั้งภาษา การปกครอง เรียนการทหารด้วยนะครับ“

ศัลยาเพ่งมองพระพักตร์นิ่งๆ ออกอาการงอนนิดๆ เอ่ยประชด “ ศัลยาโง่ที่สุดแล้วละค่ะ ที่คบผู้ชายคนหนึ่งมาเกือบปี และจนมีอะไรด้วย แต่แทบจะไม่รู้อะไร ในตัวตนเขาแม้แต่น้อย “

“ เมียอย่างงอนนะ พอมีเวลาแล้วผมจะเล่าให้เมียฟังทุกอย่าง และจะตอบคำถามเมีย ตามความเป็นจริง เรามีลมหายใจเดียวกันแล้ว ผมจะปิดบังทำไมล่ะ มา......ผมเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ “

รับสั่งด้วยรอยยิ้มเย้า ทรงดึงเสื้อผ้าออกให้ ความชูชันอวบขาว ที่ไม่ได้มีบราเซียห่อหุ้ม ทาบทาด้วยแสงแห่งอรุณ สลัวลางงดงาม สายพระเนตรปรากฏรอยสรวล ทำให้เธอยกสองแขนขึ้นกอดอกไว้ ทำให้ทรงหยอกเย้า ด้วยการโอบรัด พาร่างบางลงไปในลำห้วย กายงามเปลือยเปล่า ร้องเสียงหลง

“ อ้ายยยย.......อย่าสิคะอัสวา เดี๋ยวใครเห็นศัลอายนะ “ เธอเอ่ยพร้อมทั้งปิดป้อง หันหลังให้ อวดสะโพกงามงอน ทำให้ต้องทรงเข้าไปโอบกอดเธอไว้ รับสั่งปลอบด้วยเสียงสรวลหึๆ และทรงโอบกายเปลือยเปล่าให้หันมา

“ หึๆนี่มันป่านะที่รัก ไม่มีใครเห็นหรอก อาบน้ำให้สบายตัวก่อน เพราะเราอาจจะไม่เจอน้ำอีกเลย กว่าจะถึงโลฮา ผมอาบให้นะคนดี อย่าดื้อสิ “  

กายเปลือยขาวโพลน งดงามดังนางฟ้าจำแลง รีบเลื่อนกายลงใช้สายน้ำ เป็นที่กำบังสายพระเนตร แต่น้ำในลำธารใสราวกระจก ที่ไม่อาจปกปิดความงดงามไว้ได้แม้แต่น้อย และยังทำให้ความเป็นบุรุษเพศ อวดผงาดจนต้องทรงถอดฉลององค์ และสนับเพลาออกโยนขึ้นไปบนตลิ่ง ศัลยาตกตะลึง สายตาตระหนก จับจ้องความแข็งแกร่ง บนเรือนกายสมาร์ต ที่เธอเห็นเป็นครั้งแรก ด้วยบทอัศจรรย์เมื่อคืน เป็นการจู่โจมท่ามกลางความสลัว ที่เธอไม่ได้ตั้งตัว แต่บัดนี้เธอแก้มร้อน อกวาบหวาม กับสรีระตรงหน้า ที่มีปฏิกิริยาตอบสนอง อันแสนจะน่าทึ่ง

พระวรกายเปล่าเปลือย ที่ทรงโผลงมาในน้ำ ที่สูงเท่าพระอุระ สองพระกรทรงเข้าโอบกอดเคล้าเคลีย สองหัตถ์ประคองใบหน้างามขึ้น จดริมโอษฐ์ลงบดเบียด กายแนบกาย ในกระแสน้ำเย็นเฉียบ แต่ความร้อนเร่ากลับทำให้กายร้อนรุ่ม รสรักที่ผ่านมาไม่ได้คลายมนต์ขลัง แต่กลับกลายเป็นสิ่งเสพติด ที่เพียงเห็นก็ไม่อาจที่จะอดเสพได้ อกนุ่มชูชันบดเบียดพระอุระ ที่มีไรพระโลมาสากระคาย รสสัมผัสนั้นหวานหวาม สร้างความวูบวาบเขินอาย ให้กับร่างเปลือยงาม และทำให้ต้องหลับตาหนี รับรสจุมพิตที่ล่วงล้ำด้วยพระชิวหา มือบางเลื่อนขึ้นละไล้ บนพระฉวีอย่างลืมตัว ด้วยความรัญจวนในอก ที่สอนให้เธอตอบสนอง ความปรารถนา

“ ศัลยา ......คุณหวานเหลือเกิน “ สุรเสียงรำพันกระเส่า พร้อมทั้งทรงขบเม้มใบหูเบาๆ

บัวคู่งามปริ่มน้ำ ถูกเชยชมอย่างหลงใหล เมื่อทรงก้มลงดื่มด่ำลงบนความชูชัน ความเร่าร้อนบนพระวรกายกำยำเยี่ยงนักรบโรมัน แทบทำให้สายธารนั้นเดือดพล่าน เมื่อพระวรกายสมาร์ตตึงเขม็งอวดผงาดความแข็งขันกำยำ พระอารมณ์ลุกโชนขึ้นด้วยเพลิงสวาท ฝ่าพระหัตถ์หนาซุกซนลงในกลีบกุหลาบแรกแย้ม บดพระดัชนีลงบนเกสรเบาๆ

กายงามผวาเฮือกด้วยความกระสัน จนต้องเผยอริมฝีปากครวญครางเบาๆ ร่างงามอ่อนระทวยลง ด้วยต้องเพลิงเสน่หา ดังเทียนที่ถูกหลอมละลาย ทุกส่วนทุกซอกหลืบ ถูกแทรกผ่านบดเบียด ด้วยหัตถ์อุ่น จนเรือนกายระริกเร่า

“ อัสวา.......ศัลจะขาดใจแล้ว “ เสียงสั่นพร่าบอกความรู้สึกที่ไม่อาจทานทน

แต่ความเข้มแข็งอดทนของขุนศึกใจอำมหิต ยังคงทรมาน ร่างของข้าศึกตัวน้อย ด้วยความเชี่ยวชาญในการรบ และทำให้ร่างบางต้องฮึดสู้ เมื่อความทรมานสอนให้ต้องตอบโต้ และจำต้องกล้าที่จะจับคมอาวุธ ที่พร้อมจะประหัตประหารนั้นไว้แน่น แต่ขุนศึกผู้กล้ากลับพึงพอใจ จากการความอาจหาญ รับรสความสุขอันแสนร้ายกาจ จนต้องทรงเผยอโอษฐ์ครางเบาๆ

“ ศัล......ศัล “

กายบางนึกเขินอายจนแก้มร้อน ที่ตนเองอาจหาญ เข้าต่อต้านทำร้ายขุนศึกร่างกำยำ ด้วยนิสัยที่ไม่เคยยอมแพ้อะไรง่ายๆ และยังรับรู้ความแข็งแกร่งอันน่าเกรงขาม จนต้องละมือออก อย่างขวยเขินและหันหลังหนีเพื่อซ่อนใบหน้าแดงก่ำ

แต่กลับกลายเป็นเปิดบทเรียนหน้าใหม่ให้กับตนเอง เมื่อถูกขุนศึกรวบกาย และใช้คมอาวุธเข้าจู่โจมอย่างไม่ให้ตั้งตัว จนกายสะท้านไหว ร้องครางในลำคอ เมื่อรู้ว่าตนเองเพลี่ยงพล้ำ ที่บังอาจหันหลังให้ศัตรู

“ อัสวา......อัสวา......”

ความคับแคบของหนทาง ที่ต้องดำเนินไปอย่างยากลำบาก แต่ไม่ทรงย่อท้อ ที่จะแทรกพระวรกายไปช้าๆ แม้จะทรงปวดแปลบกับความรัดรึง แต่กลับทรงสำราญ ที่ได้ดำเนินผ่านล่วงล้ำลงไป

สายธารกระเพื่อมเป็นละลอก และเริ่มถี่กระชั้น เร่งเร้าจนบัวงามปริ่มน้ำระริกไหว แสงแห่งอรุณเริ่มสาดสว่าง ปฏิบัติการรัก ก็จำต้องเร่งทำเวลา จนละลอกน้ำสะเทือนสะท้าน ฝูงปลาเล็กปลาน้อยต่างตกใจ กับศึกสงครามใต้กระแสน้ำ ที่ทั้งหวานไหวและเร่งเร้า จนคลื่นเป็นฟองแตกซ่านซ่า ก่อนที่ศึกรักจะจบลง.......

ทรงจับพระชายาแต่งองค์ทรงเครื่อง ปลอมแปลงจนดูเป็นเด็กหนุ่มขะมุกขะมอม ด้วยเสื้อผ้าที่เก่าคร่ำคร่า มีรอยขาดวิ่น พันโพกผ้าปิดบังเรือนผมสลวย ใช้ดินหม้อในย่ามป้ายลงบนใบหน้างามบางๆ ปกปิดไม่ให้เห็นแก้มใสบ่มแดง

“ ตอนนี้เมียผม เหมือนเด็กหนุ่มน้อย มอมแมมผู้ยากไร้แล้วละ “ รับสั่งด้วยรอยสรวล พร้อมประทานจูบลงบนแก้ม ทำให้ดินหม้อบนแก้มเธอ ติดปลายพระนาสิก

“ อัสวา......จมูกคุณดำแล้วค่ะ.....อิๆๆ “ เธอยกมือแตะบนพระนาสิก และหัวเราะขันๆ จึงทรงประทานกอด สรวลเบาๆ เชยคางเธอขึ้น

“ ผมรักคุณมากนะศัล และผมก็มีความสุข เรียกว่าที่สุดในชีวิต รู้มั้ย.....คุณทำให้ผมมีพลังใจ ที่จะต่อสู้ ไม่ว่าเรื่องในอนาคตจะสาหัสสากรรจ์เพียงไร “

และพระองค์เองก็เช่นกัน ที่ทรงรีบแต่งพระองค์ใหม่ ซึ่งเธอก็รีบเข้าช่วย แต่ก้มสายตาหนีสายเนตร กรุ้มกริ่มหวานรักที่ทรงจับจ้อง ทรงนำสิ่งของในเป้ จัดลงในย่าม ซ่อนเป้ไว้ใต้ใบไม้แห้ง หยิบก้อนหินมาปิดทับ โปรยใบไม้แห้งทับอีกชั้นและออกดำเนินเร่งพามาจนพ้นชายป่า และพบกับถนนดิน ที่มีเกวียนของชาวบ้านบรรทุกพืชผล และรถกระบะไม้เก่าๆ วิ่งผ่านไป และทิ้งฝุ่นแดงคละคลุ้งตลบไว้เบื้องหลัง

“ ศัล......อดทนนะ เราจะพยายามผ่านกอง กำลังของพวกมันไปให้ได้ ถ้าพบพวกมันอย่าตื่นกลัว ถ้ามันถามผมจะเป็นคนตอบเอง และถ้าโชคเข้าข้างเรา อาจจะได้พบกองกำลังของเราก่อนก็ได้ “

“ อัสวาคะ......แล้วเราจะเข้าไปถึงโลฮาได้ยังไง ในเมื่อทหารฝ่ายของคุณ ก็คงจำเราไม่ได้ และเราก็อาจจะไม่รู้ว่า ทหารกลุ่มไหนเป็นกลุ่มของเรา เพราะทหารก็น่าจะเหมือนๆกันหมดไม่ใช่เหรอคะ “

“ ศัลยาที่คุณวิเคราะห์ออกมาก็ถูก แต่ผมรู้ว่าทหารกลุ่มไหนเป็นพวกเรา  เพราะมีสัญญลักษณ์ชัดเจน สำหรับการปะทะ ที่อาจจะเกิดยิงกันเองได้ อย่ากลัวตรงนี้ ผมจะพาคุณไปทางลับใต้ดิน ที่มีทางเข้าไปถึงพระราชฐานชั้นใน ถึงในห้องทมของเราเลยละ “

“ ทางลับ.......มีอะไรซับซ้อนแบบนี้ด้วยเหรอคะ แล้วเกิดพวกนั้นดักเราอยู่ในทางลับนั่นล่ะคะ “

“ ไม่มีใครล่วงรู้เส้นทางนี้ นอกจากผมและเสด็จแม่เท่านั้น และมีเพียงอัยยิกา พระมารดาของสมเด็จพ่อ ที่ทรงทราบ แต่ก็พระองค์ก็ทรงสิ้นพระชนม์ไปเมื่อปีก่อน“

“ แม้แต่ราชองครักษ์วังมิง ก็ไม่ทราบงั้นเหรอคะ “ เธอเอ่ยถามด้วยความสงสัย

“ ครับ.......และเรื่องนี้ก็ไม่มีใครอยากรู้หรอก “

“ ทำไมล่ะคะ.......ศัลไม่เข้าใจ “

“ เอิ่ม......คือมันเป็นกฏทั่วๆไปในการรักษาความลับสุดยอด ทุกราชวงศ์บนโลกนี้นะศัล เพราะที่นั่นเป็นที่หลบหนี ของกษัตริย์ในยามมีศึกสงคราม เมื่อเกิดการล่วงล้ำเข้ามาจนจวนตัว และจำมีทางลับไว้ สำหรับพาเหล่ายุวกษัตริย์ หลบหนีอย่างฉุกเฉิน แม้กระทั่งคนสร้าง คนออกแบบก็ต้องถูกปิดปาก คุณคงเข้าใจนะ “

“ เหมือนคนสร้างปิรามิด ในอียิปต์งั้นเหรอคะ “

“ ใช่ครับทำนองเดียวกัน และผมก็เคยถูกพาลงไปอยู่ในนั้น ตอนที่มีศึกใหญ่มาประชิด ซึ่งตอนนั้นสมเด็จพระบิดา ทรงครองราชย์ และผมมีอายุสักสิบขวบ และในนั้นยังมีห้องลับ ที่เก็บพระราชทรัพย์ของราชวงศ์ไว้อีกด้วยนะครับ และด้วยเหตุนี้ทำให้สมเด็จแม่ ซึ่งเป็นองค์ผู้ทรงทราบ ยังคงดำรงพระชนม์ชีพอยู่ได้ เพราะเป็นผู้กำความลับนี้ไว้ ทำให้พระญาติพระวงศ์ของสมเด็จพ่อ ที่ทรงต้องการกำจัดพระองค์ท่าน จึงไม่กล้าทำอะไร อำนาจ ทรัพย์สิน เป็นเหมือนดาบสองคม ทำให้เรื่องราวในราชสำนัก มีแต่การชิงไหวชิงพริบ เพราะอยากได้ครองอำนาจกันทั้งนั้น “ ทรงเปิดเผยเรื่องราวบางส่วนให้เธอรับรู้

ศัลยา......สิ่งที่เราเกลียดกลัว ก็คือการถูกกักกันด้วยกฎเกณฑ์  แต่ที่เขาว่ายิ่งเกลียดยิ่งกลัวยิ่งได้พบ และเราก็ได้พบอย่างเต็มๆ ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ถ้าเราต้องเคียงข้างกับองค์ผู้ครองแคว้น เราคงจะต้องฝ่าอุปสรรค อีกมากมายนานัปการคนในราชสำนักจะยอมให้ หญิงต่างชาติต่างฐานันดร มาชุบมือเปิบเป็นราชินีง่ายๆงั้นหรือ  

“ ศัลทำไมเงียบไปล่ะ......ไม่ต้องกลัวหรอกนะ ผมจะปกป้องคุณด้วยชีวิต เราจะมาช่วยกันเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง ในทุกๆด้านให้ดีขึ้น เพราะหลังจากปราบพวกกบฏให้สิ้นซาก ทุกอย่างก็จะเข้าที่เข้าทาง และเราจะได้จัดการกับระบบเศรษฐกิจ การเมือง การทหาร การพัฒนาได้อย่างเป็นรูปธรรม “

“ ถ้าสมเด็จไม่โปรดศัลล่ะคะ “

“ ผมก็จะไม่ขึ้นครองราชย์ เราจะไปอยู่ที่อังกฤษ หรือที่เมืองไทยด้วยกัน เพราะคุณคือดวงใจของผม คุณยอมสละความสุข สละชีวิตมาร่วมเป็นร่วมตายกับผมนะศัล ผมทิ้งคุณไม่ได้หรอก “ รับสั่งด้วยพระสุรเสียงหนักแน่น ทรงยกมือบางขึ้นแนบพระปรางอย่างปลอบใจ

“ คุณแน่ใจเหรอคะอัสวา บ้านเมืองต้องสำคัญ กว่าสิ่งอื่นใดไม่ใช่เหรอคะ “

“ ผมเพียงแต่คิดไว้อย่างนั้น เพราะเสด็จแม่ก็ทรงสถาปนาพระองค์ ขึ้นครองราชย์ได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นผม และในอนาคตพระองค์ท่าน อาจจะทรงคิดเช่นเดียวกับที่ผมคิดก็ได้ ใครจะรู้ในพระราชหฤทัย ของพระองค์ท่านได้ล่ะ “

พระสุรเสียงที่รับสั่ง จากสีพักตร์ขรึมๆ ทำให้ศัลยารู้สึกถึงความในพระหทัย ที่เหมือนจะทรงครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ที่ทำให้เธอรู้สึกแปลกใจ ในรับสั่งนี้นัก  

การเดินเท้าที่เริ่มเข้าสู่เมือง ด้วยเริ่มที่จะมองเห็นบ้านเรือนของผู้คน ปรากฏขึ้นแก่สายตา และครู่หนึ่งทางก็เริ่มลาดชันขึ้น ถนนที่เดินทอดขึ้นสูงบนเนินเขา พื้นทางเดินปูด้วยกระเบื้องสวย และเป็นที่ตั้งของบ้านเรือน สไตล์การก่อสร้างโบราณแต่คลาสสิค ที่สร้างบนไหล่เขา ซึ่งศัลยาประเมินว่า บ้านเรือนพวกนี้คนอยู่อาศัย ไม่ใช่ชาวบ้านไร่ ผู้คนที่เดินสวนกันไปมาแต่งกายดี จนมีคนมองทั้งคู่ด้วยสายตารังเกียจ ในความขะมุกขะมอม ในเสื้อผ้ามอซอท่าทางขะมุกขะมอม

“ เมืองนี้มีบ้านสวยๆทั้งนั้นเลย  ถึงโลฮาแล้วใช่มั้ยคะ “ เธอทูลถามด้วยการลดเสียงให้เบาลง

“ ที่นี่เป็นเขตเมือง ชั้นนอกก่อนเข้าถึงโลฮาน่ะศัล เป็นบ้านของคนอีกชนชั้นหนึ่ง ของพูริมบัง “

“ คนที่นี่ก็ต้องมีฐานะดีสินะคะ “ เธอทูลถามด้วยเสียงกระซิบ เมื่อผู้คนเดินสวนกันไปมา พลุกพล่านพอสมควร

“ ครับ......พวกนี้เป็นพวกพ่อค้า และพวกนายเหมืองที่ทำเหมืองแร่ดีบุก เรามีการส่งออกทางทะเล พูริมบังอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ จึงมีแต่ศัตรูที่อยากได้ อยากครอบครอง ทำให้เรามีแต่ศึกสงคราม ที่ต้องปกป้องราชอาณาจักรมาตลอดไงล่ะ “ ประทานเล่าด้วยพระสุรเสียงเบาๆ  

จู่ๆเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังขึ้นมาแต่ไกล และตามมาด้วยเสียงปืน ที่ดังขึ้นเป็นชุด เสียงระเบิดจนแผ่นดินสะเทือนเหมือนมีการปะทะดังขึ้นข้างหน้า ผู้คนแตกตื่น เรียกกันเสียงเอ็ดอึง อุ้มลูกจูงหลาน วิ่งเข้าบ้านปิดประตู พระองค์ชายทรงดึงร่างเธอให้แนบเข้ากับผนังตึก

“ สงสัยจะมีการปะทะใหญ่แน่ๆ และอาจจะเป็นกำลังจากพระนคร ที่ออกตามเรามาก็ได้ “

“ จากราชองครักษ์วังมิงใช่มั้ยคะ แล้วอย่างนี้เขาจะเห็นเราเหรอคะ “ เธอถามเสียงสั่น เงยมองท้องฟ้าที่มีเสียงเฮลิคอปเตอร์

ยังไม่ทันจะรับสั่งคำใด เสียงปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน ก็ยิงขึ้นฟ้าดังลั่นและไม่ไกลนัก จนศัลยาต้องยกมือขึ้นปิดหู กายสั่นสะท้าน ทรงพาเธอวิ่งไปข้างหน้า ซอกซอนไปบนถนนแคบๆที่มีบ้านเรือนตั้งอยู่สองฟากฝั่ง เสียงสู้รบจากกองกำลังทั้งสองฝ่ายทางภาคพื้นดิน ดังตามมาสนั่นหวั่นไหว ทั้งเสียงปืนเสียงระเบิด เสียงเครื่องยนต์จากรถถัง และสายพานที่บดลงบนถนน และอาวุธหนักที่ถล่มใส่กันไม่ยั้ง

มีการใช้เครื่องยิงระเบิด ถล่มใส่อีกฝ่ายหนึ่ง บ้านเรือนบางหลังถูกลูกหลง ไฟลุกไหม้โหมขึ้นทันที ผู้คนวิ่งหนีตายกันออกมาจากบ้านเรือนจ้าละหวั่น เป็นภาพจากภัยสงครามการสู้รบ ที่หญิงสาวเคยเห็นแต่ในภาพข่าว แต่วันนั้นได้เกิดขึ้นตรงหน้า ที่เธอกำลังวิ่งตามองค์รัชทายาท ไปด้วยความหวาดหวั่นพรั่นพรึง ระเบิดลูกหนึ่งตกไม่ห่างนัก บี้ม !ศัลยารู้สึกได้ว่าร่างเธอกระดอนขึ้นด้วยแรงอัด มือที่เธอกุมหัตถ์ไว้ เลื่อนหลุดออกจากกัน ......


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 17 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

497 ความคิดเห็น

  1. #80 tookta12 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 23 มีนาคม 2555 / 10:10

    ตื่นเต้น    เห็นใจน้องศัลจังค่ะ    มองอนาคตข้างหน้ายังมืดมน    ไม่เป็นไรน้องศัล   องค์ชายรับปากแล้ว   จะไปอยู่ทุกที่  ที่มีน้องศัลจ้า

    #80
    0
  2. #79 gemarco (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 22 มีนาคม 2555 / 19:43
    กำลังเข้มข้น
    #79
    0
  3. #78 tungkn4841 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 22 มีนาคม 2555 / 06:13

    ศัตรูกำลังมาเยือนมาอีกแล้ว ..... ทั้งคู่จะเข้าเมืองตามที่อัสวาบอกไว้ได้หรือไม่

    รอไรเตอร์มา up ต่อ

    #78
    0
  4. #77 gemarco (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 20 มีนาคม 2555 / 21:27
    อย่าดราม่ามากนะคะไรเตอร์ สงสารหนูศัลกับอัสวาคะ เริ่มเรื่องก็หนีหัวซุกหัวซุนแล้ว
    #77
    0
  5. #76 lullana (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 20 มีนาคม 2555 / 20:43
    เอากำลังใจจจจจจจจจจจจจจจมาฝากกกกกกกกกกจ้าพี่บุษ
    #76
    0
  6. #75 ตาล แฟนใหม่ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 20 มีนาคม 2555 / 20:12
    ไรเตอร์อย่าพึ่งใจร้ายพรากให้จากกันตอนนี้เลยนะคะ น่าสงสารน้องศัลกับองค์ชายค่ะ องค์ชายหว้าเหว่มาตลอดชีวิต เศร้าจัง พึ่งจะพบความสุขกับสุดหัวใจ จะพรากแล้วหรือคะ
    #75
    0
  7. #74 Happy Peaw (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 20 มีนาคม 2555 / 19:36
    จะมีการพรากจากกันหรือคะ แต่คิดก็เศร้าแล้ว
    #74
    0
  8. #73 jeabkiss (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 20 มีนาคม 2555 / 19:21
    ถึงจะอยู่ในระวังหลบหลีกภัยอันตรายแต่ก็ยังมีคนคอยเคียงข้างอย่างนี้ภัยมายังไงก็อุ่นใจ
    #73
    0